Masukรอยยิ้มร้าย สายตาดุดันที่มองฟู่หนิงเยว่ ทำให้นางเริ่มกลัว และรีบเดินไปหลบอยู่ด้านหลังสาวใช้ของตัวเอง ฟู่ซานถิงมองใบหน้าของผู้ถาม เมื่อมองพินิจดูแล้ว สตรีตรงหน้าตอนนี้ น่าจะมีอายุไม่น่าเกินสิบเจ็ดปี
“เจ้าก็คือฟู่หนิงเยว่ น้องสาวต่างมารดาของข้าสินะ”
“ก็ใช่น่ะสิ!”
จากความทรงจำของร่างเดิม ตอนนี้นางจะอายุย่างเข้าสิบเก้าในปีนี้ นั่นก็หมายความว่า หมิงเล่อเข้ามาสวมร่างของสตรีที่มีอายุน้อยกว่านางเกือบสี่ปี เมื่อหันไปมองฟู่หนิงเยว่ที่เดินเข้ามาพร้อมสาวใช้ ก็ยิ้มให้พวกนางเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มตัว ทำให้สตรีผู้มาเยือนตกใจและเริ่มกลัว
“ก็ไม่ทำไม ยินดีที่ได้รู้จักนะ น้องสาว”
“ในเมื่อฟื้นแล้ว เหตุใดจึงเอาแต่นอน นี่มันเวลาใดกันแล้ว”
“นั่นสิ ข้าเองก็อยากทราบว่า นี่มันเวลาใดกันแล้ว และข้า… ต้องทำสิ่งใดก่อน”
"นางเอาแต่นอนมาตั้งหลายวัน คงจะเกียจคร้านเสียจนเคยตัว พวกบ้านนอกก็แบบนี้แหละเจ้าค่ะคุณหนู ช่างไม่รู้กฎเกณฑ์อะไรเอาเสียเลย ไม่เหมือนท่านที่โตมาเพียบพร้อม ทั้งความรู้และกิริยามารยาทตามหลักคนชั้นสูง"
“อาสี่เจ้านี่นะ ปากหวานเกินไปแล้ว”
“บ่าวพูดความจริงเจ้าค่ะ ท่านเหมาะสมที่จะได้เป็นพระชายาองค์ชาย และควรจะได้สิทธิ์ของบุตรสายตรงสกุลฟู่มาตั้งนานแล้ว หากไม่ติดว่า...”
สาวใช้ของฟู่หนิงเยว่ อดค่อนแคะออกมามิได้ เมื่อเห็นว่าคุณหนูใหญ่ที่พึ่งมาจากชนบท ฟื้นขึ้นมาได้หลังจากที่นางป่วยหนัก ทั้งก่อนหน้านี้หนิงเยว่และฮูหยินเอง ก็มิได้ให้ความสำคัญกับคุณหนูบ้านนอกคนนี้ ทำให้สาวใช้ในจวนต่างก็ไม่คิดว่า นางคือนายหญิงอีกคนในจวน
"เจ้าว่าอย่างไรนะ ไหนลองพูดใหม่อีกทีสิ"
น้ำเสียงของซานถิง หันไปถามสาวใช้ของหนิงเยว่อีกครั้ง พร้อมกับหันไปมอง แต่สาวใช้ที่ไม่คิดจะให้ความเคารพกับคุณหนูที่พึ่งมาจากบ้านนอก แล้วยังมองนางด้วยสายตาเหยียดหยาม ตอบกลับไปทันที
"ข้าบอกว่า ท่านขี้เกียจจนเคยตัว ใครจะรู้ว่าที่ผ่านมา ท่านป่วยจริง ๆ หรือเปล่า หรือแค่แกล้งให้คนสนใจเท่านั้น"
ปึก!
ตุบ!
“โอ๊ย! คุณหนูเจ้าคะ จู่ ๆ ข้าก็เข่าทรุด เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
สายตานางมองไปที่ซานถิง ที่ยืนเหมือนไร้เรี่ยวแรงอยู่ตรงหน้าด้วยความสงสัย นางไม่เห็นคุณหนูใหญ่ขยับตัว แต่ไม่รู้ว่าเหตุใด จู่ ๆ ก็มีลมหรืออะไรบางอย่างมากระทบที่หัวเข่า ทำให้นางถึงกับทรุดกายลงกับพื้นทันทีเช่นนี้
‘อ่อนแอมาก แค่ใช้กำลังภายในเพียงนิดเดียวยังแทบไม่มีแรง ร่างกายนี้คงต้องใช้เวลาฟื้นฟูอีกนาน แต่ก็นับว่าโชคดี ที่ยังมีวรยุทธ์หลงเหลืออยู่ นับว่าสวรรค์เปิดทางให้ข้าครึ่งหนึ่งแล้ว’
“นี่เจ้า! ทำอะไรอาสี่สาวใช้ของข้า”
“เราทั้งคู่ก็ยืนอยู่เฉย ๆ มิใช่หรือ เจ้าเห็นข้าขยับตัวสักนิดหรือไม่ ถึงได้กล่าวหาข้าเช่นนี้ ใครจะไปรู้ว่าที่นี่ อาจจะมีวิญญาณบรรพชนสกุลฟู่วนเวียนอยู่ เมื่อเห็นผู้ที่ทำตัวต่ำช้า ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ก็เลยนึกอยากจะสั่งสอนขึ้นมากระมัง”
เพียงแค่นั้น สาวใช้ของหนิงเยว่ก็เริ่มกลัวจนตัวสั่น และรีบขยับไปกอดคุณหนูของนาง ที่เริ่มมองไปรอบ ๆ ทันที
“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวกลัว พวกเรารีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าเจ้าค่ะ”
“กลัวอันใดกัน ไม่มีวิญญาณอะไรนั่นหรอกน่า นางก็แค่ขู่เจ้าเท่านั้น นี่ฟู่ซานถิง เจ้าอย่าคิดว่าลูกไม้ตื้น ๆ นี่ จะทำให้ข้ากลัวได้นะ ข้าจะไปฟ้องท่านแม่”
“ฟ้องงั้นหรือ แม่ของเจ้า... อ้อ ใช่แล้ว นางคนใช้ต้นห้องที่แอบปีนเตียงของท่านพ่อข้า พอท้องก็ไปขอความเมตตาจากท่านแม่ข้า ให้ท่านพ่อแต่งตั้งเป็นอนุ แล้วคลอดเจ้าออกมานี่เอง”
“เจ้า! อย่าได้ดูถูกท่านแม่ข้า บัดนี้แม่ของข้าเป็นฮูหยินที่ดูแลจวนแห่งนี้ เจ้าเองก็มิได้ต่างอันใดกับผู้อาศัย ต่อให้… ท่านแม่ของข้าเคยเป็นอนุมาก่อนแล้วอย่างไร ตอนนี้เจ้า…”
"ถึงอย่างไรข้าก็ได้ชื่อว่าเป็นบุตรสายตรง ที่เกิดจากภรรยาเอกเพียงคนเดียว เรื่องนี้แม้อยากจะหลอกตัวเอง ก็คงจะหนีความจริงนี้ไม่พ้น หากไม่โง่มากเกินไปเจ้าก็ควรรู้นะว่า ผู้ใดที่มีสิทธิ์ในจวนนี้มากกว่ากัน"
ฟู่หนิงเยว่เถียงไม่ออก เมื่อถูกซานถิงยั่วโมโห ตอนนี้ใบหน้านางแดงก่ำไปด้วยความโกรธ แต่กลับหาคำมาเถียงซานถิง ที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าไม่ได้เลยแม้แต่คำเดียว นางจึงใช้นิ้วชี้ไปที่หน้าของซานถิงและเริ่มด่า
“จะมากไปแล้วฟู่ซานถิง! เจ้าเป็นเพียงสตรีบ้านนอกไร้ค่า ไร้การศึกษา มีสิทธิ์อันใด….โอ๊ย!”
“กร๊อบ!”
ตุบ!
“โอ๊ย! ช่วยด้วย….นางจะฆ่าข้าแล้ว ใครก็ได้ โอ๊ย!”
ซานถิงใช้มือหักนิ้วที่หนิงเยว่ชี้มาที่นาง และผลักกลับไปเพียงเล็กน้อย ร่างของหนิงเยว่ก็กระเด็นออกไปจนล้มลงกับพื้นทันที สาวใช้ที่ติดตามมาด้วย เพียงแค่เห็นสายตาที่โหดเหี้ยมพร้อมฆ่าคนของคุณหนูใหญ่หันมา ต่างก็เริ่มกลัวและคุกเข่าลงทันที
"คะ คุณหนูใหญ่ได้โปรดละเว้นคุณหนูรองด้วยเจ้าค่ะ นางยังเด็กไม่รู้ความ คุณหนูใหญ่…"
“ไสหัวออกไปให้หมด”
“ฟู่ซานถิง ข้าจะไปฟ้องท่านย่ากับท่านพ่อ เจ้าคอยรับโทษได้เลย”
ซานถิงแค่ปลายหางตามองนาง
“สู้ไม่ได้ก็ไปฟ้องคนอื่น เหตุใดไม่วิ่งไปฟ้องที่ศาลาว่าการด้วยเลยเล่า คนจะได้รู้อย่างไรว่า เจ้ามันก็แค่คนไม่เอาไหนแพ้แล้วพาลไปเรื่อยเท่านั้น”
เถ้าแก่เติ้งมองสตรีในผ้าคลุม แม้ว่าท่วงทำนองจังหวะการพูด จะเหมือนกับเจ้าของทรัพย์ที่นำเอามาฝาก แต่น้ำเสียงกลับหวานจับใจ และดูเหมือนจะมิใช่ชาวยุทธ์ รหัสผ่านการไถ่สินค้าของที่ร้าน จะมีเพียงเจ้าของทรัพย์ที่ฝากเท่านั้นที่จะทราบ ดังนั้นเขาจึงสิ้นความสงสัย เพราะนี่เป็นกฎของที่ร้านที่เขาตั้งขึ้นมาเอง“เช่นนั้นก็รอสักครู่ ข้าจะรีบจัดการให้”“ขอบคุณเถ้าแก่เติ้ง”เถ้าแก่หายไปสักพัก ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับกล่องเล็ก ๆ ใบหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยตั๋วเงินและทรัพย์สินบางส่วน เมื่อนางรับมาก็เปิดดูทันที นางพบว่ามีบางอย่างอยู่ในนั้นด้วย“กำไลหยกแดง…น่าแปลกที่เจ้าชอบกำไลปลอม ที่ทำจากหินเช่นนี้ ตอนนั้นดูเจ้าหวงแหนมันมาก แต่ข้าแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่า มันก็แค่กำไลหินราคาไม่ถึงสามอีแปะ ที่ขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด”“ท่านว่าอย่างไรนะ เหอะ! กำไลปลอมงั้นหรือนี่ ให้ตายสิ”นี่เป็นสิ่งของมีค่าเพียงชิ้นเดียว ที่หมิงเล่อเคยได้รับมาจากหลี่อวี้หลานเมื่อชาติก่อน หลังจากที่หมิงเล่อสูญเสียดวงตา เพื่อมอบให้กับหลี่อวี้หลานไปแล้ว นางก็แทบจะไม่ได้ออกไปไหนอีกเลย และเอาแต่ฝึกยุทธ์เงียบ ๆ อยู่ที่เรือนหลังจวนแม่ทัพเพียงลำพัง โดยมีแค่
แม้ว่าข้างกายนาง จะมีเพียงสาวใช้แค่คนเดียวที่ไว้ใจได้ แต่สำหรับนางแล้ว เหตุการณ์ในชาติก่อนสอนนางให้รู้ว่า ต่อให้เป็นคนที่ไว้ใจได้ ถึงขนาดยอมมอบชีวิตให้ ก็มิได้หมายความว่า ทุกคนจะซื่อสัตย์กับนาง“ฉีฝู”“เจ้าค่ะคุณหนู”“หากว่าข้าอยากจะออกไปข้างนอก จะต้องแจ้งใครหรือไม่”“ตอนที่มาถึงจวน นายท่านได้ให้ป้ายของสกุลฟู่เอาไว้แล้วนี่เจ้าคะ นายท่านยังบอกอีกว่า หากคุณหนูอยากจะไปข้างนอก หรือว่าจะไปซื้อของก็สามารถออกไปได้เลย เรื่องนี้นายท่านรับปากเอาไว้ ก่อนที่ท่านจะยอมตกลงเดินทางมาเมืองหลวงเจ้าค่ะ”“เช่นนั้นก็เยี่ยมไปเลย แล้วป้ายนั่นอยู่ที่ใด”“อยู่นี่เจ้าค่ะ”เมื่อซานถิงเห็นป้ายก็ยิ้มออกมาทันที“เช่นนั้นก็ดีเลย เราออกไปกันเถอะ”“แต่ว่าท่านหายดีแล้วหรือเจ้าคะ ท่านแน่ใจหรือว่า…”“ข้าแข็งแรงดีมาก รีบไปกันเถอะ”“เช่นนั้นข้าจะรีบไปสั่งให้คนเตรียมรถม้าให้นะเจ้าคะ”“เดี๋ยวก่อนนะ ไม่ต้องหรอก พวกเราไปกันเองเถอะ”“ไม่ใช้รถม้าหรือเจ้าคะ”“ไม่ต้อง ข้าอาจจะต้องแวะไปหลายที่สักหน่อย ยังไม่อยากให้เป็นที่สังเกตมาก”“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ ข้าจะไปเตรียมผ้าคลุมให้ท่าน”นับว่าสาวใช้ของนางฉลาดและรู้ความมากกว่าที่คิด เพี
เมื่อชาติก่อนนางตาบอดมานานเกือบครึ่งปี มาชาตินี้นางกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง นับเป็นสิ่งแรกที่สวรรค์เมตตา‘ชาติก่อนเพราะความโง่เขลาของข้า ที่รักและภักดีคนผิด จึงได้เสียแม้กระทั่งดวงตาของตัวเองไปอย่างโง่งม’ชาติก่อน / จวนแม่ทัพ“ท่านแม่ทัพ อาการท่านไม่ดีขึ้นเลยหรือเจ้าคะ”“หมิงเล่อ…. เจ้าช่วยข้าได้หรือไม่”“ท่านแม่ทัพต้องการสิ่งใด โปรดแจ้งข้ามาได้เลย ไม่ว่ายาพิษชนิดใด ที่จะช่วยรักษาท่านได้ ข้ายินดีจะทำขึ้นมาเพื่อท่าน หรือไม่ก็ใช้เลือดของข้าอีกก็ได้ เลือดของข้าช่วยขับพิษให้ท่านได้ บางทีอาจจะ… ช่วยดวงตาของท่านได้”“เจ้าก็ได้ยินที่ท่านหมอบอกแล้ว ตอนนี้เพียงแค่เลือดของเจ้า ไม่เพียงพอเสียแล้ว ดวงตาของข้า มิอาจกลับมามองเห็นเจ้าอีกแล้ว”“ท่านแม่ทัพ! จะเป็นเช่นนี้หาได้ไม่ ข้าจะไปปรึกษาท่านหมอ “ฝูชวน” ดูว่าเขามีวิธีการใดบ้าง”“อย่าเสียเวลาอีกเลย นับจากนี้ไป ข้าคงจะเป็นได้เพียงแค่… คนตาบอดเท่านั้น ตราบใดที่ยังหาดวงตาที่เหมาะสม มาทดแทนไม่ได้”“หมิงเล่อ” องครักษ์และนักปรุงยาพิษของแม่ทัพเกราะเหล็ก ของราชสำนักต้าเซิน “หลี่อวี้หลาน” ที่พลาดพลั้งถูกยาพิษของศัตรู ในการทำศึกชายแดนใต้ แม้ว่าจะชนะศึกแต่เขา
“คุณหนูท่านยอดเยี่ยมไปเลยเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าท่านจะยอมใจอ่อน เพียงแค่เห็นว่านายท่านและฮูหยินผู้เฒ่า รับท่านมาเลี้ยงดู ในเมื่อท่านพูดเช่นนี้ ข้าก็เบาใจได้แล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินคงดีใจที่ท่านลุกขึ้นมาปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง”นางยิ้มให้กับสาวใช้ แม้ว่าจะเป็นเพียงคนเดียวที่พอจะคุยได้ แต่ก็ยังไม่อยากเผยพิรุธไปมากกว่านี้ ตอนนี้ฉีฝูดูจะยังไม่สงสัยนางเท่าใดนัก“ข้าอยากแต่งตัวสักหน่อย เจ้า… มาช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่”“ได้แน่นอนเจ้าค่ะ ข้าจะรีบไปเตรียมชุดกับเครื่องประดับให้ท่านนะเจ้าคะ”เมื่อซานถิงเดินไปนั่งที่โต๊ะเพื่อส่องคันฉ่อง สิ่งที่สะท้อนกลับมา ทำเอาหัวใจของนางเต้นแรงยิ่งนัก ใบหน้าของดรุณีในวัยสิบเก้าปี และยังมีผิวพรรณที่ผุดผ่อง ดวงตากลมโต สายตาเฉลียวฉลาด ริมฝีปากรูปกระจับรับกับใบหน้ารูปหัวใจ ใบหน้างดงามเช่นนี้ นางแทบไม่เคยเห็นมาก่อนในเมืองหลวง“นางเป็นสตรีที่งามล่มเมืองจริง ๆ มิน่าเล่าสกุลฟู่ถึงได้กลัวนักหนาว่า ฟู่ซานถิงจะไม่ยอมมอบสิทธิ์ของบุตรสายตรงให้กับฟู่หนิงเยว่ ถึงกับทำทุกวิถีทาง เพื่อเอาชีวิตฟู่ซานถิง ว่าแต่เรื่องแต่งงานแทนนี่มันอย่างไรกัน ช่างเถอะ ตอนนี้ต้องหาทางกำจัดพิษบ้า ๆ นี่ออกไปเสี
ฟู่หนิงเยว่ไม่คิดมาก่อนเลยว่า คุณหนูใหญ่ที่บอกว่าอ่อนแอขี้โรค และไม่สู้คน เป็นสาวชนบทที่ไร้ความรู้ความสามารถ จะเป็นคนที่รับมือยากเช่นนี้“ฟู่ซานถิง ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ ยังไม่รีบมาพยุงข้าลุกขึ้นอีกหรือ!”“เจ้าค่ะคุณหนูรอง”สาวใช้สองคน รีบพยุงนายของตัวเอง ออกจากห้องไปอย่างทุลักทุเล ไม่นานหลังจากนั้น สาวใช้อีกคนก็รีบวิ่งเข้ามา พร้อมกับน้ำในอ่าง ซานถิงที่ได้ยินเสียงฝีเท้า ก็รีบหันไปทันที พร้อมกับความตกใจของสาวใช้“เฮือก! คะ คุณหนูข้าเอง ฉีฝูเองเจ้าค่ะ”“ฉี…ฝู งั้นหรือ”“คุณหนูท่านฟื้นขึ้นมาแล้ว ข้าดีใจยิ่งนักเจ้าค่ะ ข้ากลัวเหลือเกินว่าท่านจะทิ้งข้าไปอีกคน ฮือ... คุณหนู”สาวใช้วางอ่างทองเหลืองลงได้ ก็รีบคุกเข่ากอดขานางและร่ำไห้ไม่หยุด จำได้ว่า“ฉีฝู” เป็นสาวใช้ ที่ติดตามฟู่ซานถิงมาจากชนบท และมีแต่นางเพียงคนเดียว ที่คอยดูแลฟู่ซานถิงจนถึงวาระสุดท้าย โดยไม่จากไปไหน‘หึ! อย่างน้อยเรื่องนี้เจ้าก็นับว่าโชคดีกว่าข้า เพราะยังมีคนที่อยู่เคียงข้างเจ้าอย่างฉีฝู ที่ไม่เคยทอดทิ้งเจ้าไปไหน’“เอาล่ะ ๆ ฉีฝู ตอนนี้ข้าก็ฟื้นแล้วนี่อย่างไร”“เจ้าค่ะ ๆ เช่นนั้นข้าจะเช้ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ท่านนะเจ้าคะ”สาวใช
รอยยิ้มร้าย สายตาดุดันที่มองฟู่หนิงเยว่ ทำให้นางเริ่มกลัว และรีบเดินไปหลบอยู่ด้านหลังสาวใช้ของตัวเอง ฟู่ซานถิงมองใบหน้าของผู้ถาม เมื่อมองพินิจดูแล้ว สตรีตรงหน้าตอนนี้ น่าจะมีอายุไม่น่าเกินสิบเจ็ดปี“เจ้าก็คือฟู่หนิงเยว่ น้องสาวต่างมารดาของข้าสินะ”“ก็ใช่น่ะสิ!”จากความทรงจำของร่างเดิม ตอนนี้นางจะอายุย่างเข้าสิบเก้าในปีนี้ นั่นก็หมายความว่า หมิงเล่อเข้ามาสวมร่างของสตรีที่มีอายุน้อยกว่านางเกือบสี่ปี เมื่อหันไปมองฟู่หนิงเยว่ที่เดินเข้ามาพร้อมสาวใช้ ก็ยิ้มให้พวกนางเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนเต็มตัว ทำให้สตรีผู้มาเยือนตกใจและเริ่มกลัว“ก็ไม่ทำไม ยินดีที่ได้รู้จักนะ น้องสาว”“ในเมื่อฟื้นแล้ว เหตุใดจึงเอาแต่นอน นี่มันเวลาใดกันแล้ว”“นั่นสิ ข้าเองก็อยากทราบว่า นี่มันเวลาใดกันแล้ว และข้า… ต้องทำสิ่งใดก่อน”"นางเอาแต่นอนมาตั้งหลายวัน คงจะเกียจคร้านเสียจนเคยตัว พวกบ้านนอกก็แบบนี้แหละเจ้าค่ะคุณหนู ช่างไม่รู้กฎเกณฑ์อะไรเอาเสียเลย ไม่เหมือนท่านที่โตมาเพียบพร้อม ทั้งความรู้และกิริยามารยาทตามหลักคนชั้นสูง"“อาสี่เจ้านี่นะ ปากหวานเกินไปแล้ว”“บ่าวพูดความจริงเจ้าค่ะ ท่านเหมาะสมที่จะได้เป็นพระชายาอ







