เข้าสู่ระบบลู่เสียนและเหว่ยอ๋องเดินทางไปแคว้นเจิน โดยนำทหารไปด้วยทั้งหมด100คนและยังมีรองแม่ทัพฉือ จางไห่องครักษ์ส่วนตัวของเหว่ยอ๋อง ตงหาน ผิงอันและองครักษ์ที่ร่วมเดินทางด้วยกันในครั้งก่อนอีกห้าคน ส่วนหยวนอ๋องถูกจับมัดใส่รถม้าให้เดินทางมาด้วยเช่นกัน ลู่เสียนโกรธแค้นชายผู้นี้เป็นอย่างมาก จนอยากจะสับร่างของเขาให้ละเอียดเป็นหมื่น ๆ ชิ้น แต่ว่านางก็พยายามอดทนและระงับโทสะเอาไว้ นางรอเวลาที่จะสังหารชายผู้นี้ต่อหน้าฮ่องเต้แห่งแคว้นเจิน ความแค้นในครั้งนี้หากว่าไม่ได้ทำด้วยตนเองนางคงไม่หายแค้น
คุณหนูตระกูลฟู่ก็เช่นเดียวกัน เมื่อนางสะสางทางนี้เสร็จ นางจะกลับไปจัดการด้วยตนเอง นางบอกกับท่านกุนซือเจียวลู่ว่า นางรู้ว่าโทษของพวกนางคือประหารชีวิต เพราะมีส่วนเกี่ยวพันกับการลอบสังหารเชื้อพระวงศ์ แต่ว่านางจะขอเป็นคนประหารพวกนางต่อหน้าทุกคนเอง นางไม่สนใจว่าใครจะมองนางว่าโหดเหี้ยมและโหดร้าย เพราะนางตั้งใจจะให้ทุกคนเห็นว่า นางร้ายมากแค่ไหนหากใครคิดว่าล้ำเส้นในครั้งหน้า ก็อย่าหวังว่าจะมีชีวิตรอด ก่อนออกเดินทางลู่เสียนได้บอกกับลู่หลิน องค์รัชทายาท ท่านกุนซือเจียวลู่ ท่านแม่ทัพฉือ ให้ช่วยเป็นคนจัดการเรื่องที่ต่างแคว้นขอความช่วยเหลือมา ลู่หลินจึงเสนอความคิดว่า น้ำกระเจี๊ยบขนส่งยากเกินไป ควรปั้นเป็นยาลูกกลอนเม็ดเล็ก ๆ น่าจะง่ายและสะดวกในการเดินทางมากกว่า ลู่เสียนพอได้ฟังก็เห็นด้วยกับวิธีนี้ นางนึกชื่นชมลู่หลินที่เฉลียวฉลาดมีไหวพริบดี ลู่เสียนและลู่หลินปรึกษากันว่าควรช่วยเหลือเรื่องโรคระบาดไปก่อน เพราะทุกชีวิตมีค่าในเมื่อพวกเขาขอความช่วยเหลือมาก็ต้องช่วย ส่วนเรื่องลงนามสัญญาเป็นพันธมิตร รอให้อีกสองแคว้นเห็นว่า เหว่ยอ๋องและนางจัดการอย่างไรกับคนที่คิดแว้งกัดและละเมิดสัญญา พวกเขาจะได้ตรึกตรองอย่างถี่ถ้วนก่อนลงนาม นางคิดแผนการเชือดไก่ให้ลิงดูและแคว้นเจินก็เป็นตัวอย่างที่นางคิดว่า ควรจะทำให้ทุกแคว้นได้เห็น ขบวนเดินทางใช้เวลาถึงเจ็ดวัน ทหารปกป้องชายแดนของแคว้นเจินไม่มีใครกล้าทำอะไรบุ่มบ่าม เพราะหยวนอ๋องบอกให้พวกเขาเปิดทาง ทหารที่เห็นว่าพวกเขาจับหยวนอ๋องเป็นตัวประกัน ก็ได้แต่เดินตามอยู่ห่าง ๆ หยวนอ๋องเวลานี้ยอมรับผิดอย่างไร้ข้อโต้แย้งใด ๆ เขารู้อยู่แล้วว่าอย่างไรชีวิตของเขา ก็คงต้องตาย ชดใช้ความผิดที่เขาได้ก่อขึ้น การพาเขามาด้วยเช่นนี้ก็เพื่อลดการปะทะของทหารและลดการสูญเสีย เขานับถือน้ำใจของเหว่ยอ๋องและคุณหนูใหญ่อยู่ไม่น้อย ที่ไม่โกรธแค้นถึงขั้นฆ่าไม่เลือก แต่ว่าเมื่อเขาคิดได้ทุกอย่างก็เหมือนจะสายไปเสียแล้ว ทางด้านวังหลวงของแคว้นเจิน ยามนี้ทหารองครักษ์รีบวิ่งเข้าไปรายงานต่อองค์ฮ่องเต้ ถึงการมาเยือนของเหว่ยอ๋อง อีกทั้งหยวนอ๋องยังถูกจับเป็นตัวประกัน ฮ่องเต้เมื่อรับรู้ก็ถึงกับพระพักตร์ถอดสีรู้สึกหวาดหวั่นอย่างรุนแรง องครักษ์รักษาพระองค์ถูกเรียกตัวให้มาทำการอารักขาอย่างเร่งด่วน ประตูวังถูกเปิดออกอย่างไม่เต็มใจนัก แต่เพราะชีวิตหยวนอ๋องอยู่ในกำมือของเหว่ยอ๋อง ทุกคนจึงต้องทำตามคำสั่งของเหว่ยอ๋อง เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงหน้าท้องพระโรง ฮ่องเต้แคว้นเจินออกมายืนต้อนรับพร้อมเหล่าขุนนางและทหารองครักษ์หลายร้อยนาย เหว่ยอ๋อง ลู่เสียน รองแม่ทัพฉือ กวาดตามองอย่างไม่ใส่ใจ “ต้อนรับขับสู้ดีเช่นนี้ช่างน่าประทับใจจริง ๆ” เหว่ยอ๋องเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชากึ่งประชดประชัน ก่อนจางไห่จะกระชากหยวนอ๋องออกมาด้านหน้า ฮ่องเต้ถึงกับผงะร่างกายเย็นเยียบเมื่อเห็นโอรสของตนถูกจับมัดเอาไว้เช่นนี้ “ฝ่าบาท กระหม่อมต้องการชีวิตขององค์หญิงและปรมาจารย์แพทย์พิษ โปรดให้คนไปพามาที่นี่ด้วย กระหม่อมไม่ต้องการทำร้ายใครที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ว่าท่านเป็นพระบิดาจะปัดความรับผิดชอบเรื่องนี้ไม่ได้!” ฮ่องเต้ได้ฟังก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะให้คนไปจับองค์หญิงและปรมาจารย์มา เขาเตรียมใจเอาไว้แล้วว่าต้องเกิดเหตุการณ์อย่างเช่นวันนี้ เพราะสิ่งที่องค์หญิงทำเอาไว้มันหนักหนาสาหัสจนเขาเองก็ไม่รู้ว่า แคว้นเจินจะแบกรับเอาไว้ไหวหรือไม่ เมื่อองค์หญิงไป๋อวี่และปรมาจารย์แพทย์พิษถูกจับมากองอยู่กับหยวนอ๋อง สภาพของพวกเขาทั้งสองคน ดูอ่อนล้าและไร้เรี่ยวแรงเพราะล้มป่วยมาหลายวัน “ที่กระหม่อมมาในวันนี้ก็เพื่อจะมาประกาศความผิดของหยวนอ๋อง องค์หญิงไป๋อวี่ และปรมาจารย์แพทย์พิษ และความผิดของแคว้นเจิน ที่ปล่อยปละละเลยให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น ฮ่องเต้แคว้นเจิน พระองค์จงฟังให้ดีว่าพระโอรสและพระธิดาของท่านได้กระทำสิ่งใดเอาไว้บ้าง” “หนึ่งหยวนอ๋องได้ร่วมมือกับคุณหนูตระกูลฟู่วางเพลิงโรงเตี๊ยมสี่แห่งของตระกูลลู่ สองหยวนอ๋องยังร่วมมือกับคนตระกูลกู้ส่งนักฆ่าไปสังหารข้าและคุณหนูใหญ่ถึงสองครั้งสองครา สามองค์หญิงไป๋อวี่ยังได้มอบยาพิษนิทรากับคุณหนูตระกูลฟู่ เพื่อจัดการคุณหนูตระกูลลู่” “สี่องค์หญิงส่งนักฆ่าไปสังหารข้ากับคุณหนูใหญ่ที่ชายแดน ห้าองค์หญิงร่วมมือปรมาจารย์แพทย์พิษ ปล่อยโรคระบาดที่ชายแดนจนตอนนี้ลุกลามไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นแคว้นฉิน แคว้นเป่ย แคว้นโจว แม้แต่แคว้นเจินที่เป็นคนปล่อยโรคระบาดยังติดไปด้วย” เหว่ยอ๋องแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยัน หยวนอ๋องเมื่อได้ยินว่าเป็นองค์หญิงที่ทำให้เกิดโรคระบาดก็รู้สึกโกรธและผิดหวังอย่างบอกไม่ถูก แคว้นเจินคงจบสิ้นแล้ว ส่วนฮ่องเต้ถึงกับพระวรกายแข็งค้าง พระทัยเจ็บปวดจนไม่สามารถเอ่ยออกมาได้ พวกเขาทำความผิดใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ แคว้นเจินคงถึงคราวล่มสลายแล้ว “แต่ว่ายามนี้โรคระบาดถูกรักษาให้หายได้ จากฝีมือของคุณหนูใหญ่ตระกูลลู่ ฝ่าบาทราษฎรของพวกท่านคงต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของพระธิดาของท่านเองแล้ว” พอเหว่ยอ๋องกล่าวจบ ฮ่องเต้ก็ตัดสินพระทัยวิ่งลงมาจากขั้นบันได ก่อนจะคุกเข่าต่อหน้าเหว่ยอ๋อง พระพักตร์เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและกังวล “เหว่ยอ๋อง หยวนอ๋องและองค์หญิงทำผิดใหญ่หลวงมิอาจให้อภัย ชีวิตของพวกเขาต่อจากนี้ก็แล้วแต่ท่านจะตัดสินใจเถิด ส่วนชีวิตของราษฎรชาวแคว้นเจิน คุณหนูใหญ่ข้าขอร้องได้โปรดช่วยเหลือผู้คนด้วยเถิด ต่อจากนี้ไปข้ายินดีจะชดใช้ความผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น ขอเพียงแคว้นโจวเสนอมาข้าล้วนยินดีทำ” เหว่ยอ๋องได้ยินเช่นนี้ก็หันไปมองลู่เสียน นางจึงเอ่ยมา “ฝ่าบาทท่านลุกขึ้นมาก่อนเถิดเพคะ” ลู่เสียนช่วยผยุงร่างของฮ่องเต้ให้ลุกขึ้นยืน จากนั้นลู่เสียนก็กวาดตามองทุกคน ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง “หม่อมฉันยินดีช่วยเหลือราษฎรของฝ่าบาท แต่ว่าความผิดของ หยวนอ๋อง องค์หญิง และปรมาจารย์แพทย์พิษจะต้องถูกติดประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ และหม่อมฉันจะเป็นคนประหารชีวิตพวกเขาต่อหน้าราษฎรทุกคน ส่วนสิ่งที่ทางแคว้นเจินจะต้องชดใช้นอกเหนือจากชีวิตของพวกเขาแล้ว ท่านอ๋องจะเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ฝ่าบาทลงนามอีกทีเพคะ” “ได้! ข้าตกลง”จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงคิดว่าพวกเขาควรจะเอ่ยกับลู่เสียนและเหว่ยอ๋อง เรื่องที่พวกเขาได้ตัดสินอยากขอถอนคำพูดสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุและอยากแก้ไขใหม่เป็น อยากขอคบหาดูใจกับพวกนางดูก่อน “ท่านอ๋อง คุณหนูใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้อง คือก่อนหน้านี้ที่พวกข้าได้เอ่ยออกไปว่า ไม่มีทางแต่งกับบุตรของอนุ ในตอนนั้นพวกข้าพูดไปโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดี ในตอนนี้จึงอยากขอถอนคำพูดและเปลี่ยนเป็นขอคบหาดูใจกับพวกนางอย่างจริงใจ”“พวกท่านแน่ใจหรือเพคะ การตัดสินใจของพวกท่านในวันนี้จะมีผลในวันข้างหน้า พวกนางเป็นบุตรสาวที่เกิดจากอนุ จึงมีความรู้สึกต่อต้านอยู่ภายในใจตลอดเวลา ว่าจะมีคนจะมาดูถูกชาติกำเนิดของนาง เพราะฉะนั้นการแสดงความจริงใจคือสิ่งที่สำคัญมาก”“หม่อมฉันจะให้โอกาสพวกท่านคิดทบทวนอีกครั้ง เพราะพวกนางเป็นน้องสาวของหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องปกป้องพวกนางอย่างสุดความสามารถ อีกอย่างพวกท่านเป็นถึงองค์ชาย แต่งงานกับบุตรสาวของอนุย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของราชวงศ์ หากแต่งออกไปฐานะทางสังคมก็คงเป็นได้เพียงอนุ หากว่าพวกท่านพร้อมจะยืดอกกางแขนปกป้องศักดิ์ศรีของพวกนางได้อย่างสง่าผ่า
“ในเมื่อท่านทั้งสองคนเดินทางมาเพื่ออยากให้หม่อมฉันช่วยเหลือ หม่อมฉันยินดีช่วยแต่ว่าในเมื่อท่านเริ่มต้นไม่ดี หม่อมฉันก็จะให้บทลงโทษกับองค์ชายเช่นพวกท่านได้เรียนรู้เสียบ้าง เพราะเท่าที่เห็นพระองค์คงถูกตามใจจนเคยตัวและไม่เข้าใจการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านสองคนต้องอยู่ที่นี่เพื่ออบรมบ่มนิสัยเสียใหม่ แลกกับการรักษาโรคระบาดที่เมืองเชียงตง ท่านทั้งสองจะว่าอย่างไรเพคะ?”ฮ่องเต้ได้ฟังลู่เสียนพูดก็นึกชื่นชมขึ้นมาในใจ นางช่างมีความคิดไม่เหมือนใครเลยจริง ๆ ซึ่งเขาก็ชอบวิธีการของนางมากเลยทีเดียว เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางอยากแสนภาคภูมิใจและมองนางอย่างรักใคร่ไม่ปิดบัง จื้อตงหยางครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดีสุดท้ายก็พยักหน้าตกลง หากนางยอมช่วยเหลือจะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น“ได้พวกข้าตกลง”“ดีเพคะถ้าเช่นนั้น ลู่ฟาง ลู่เซียน พวกเจ้าพาพวกเขาไปทำแผล”“พี่หญิงทำไมต้องเป็นพวกข้า ข้าไม่อยากทำ” ลู่เซียนรีบเอ่ยปฏิเสธขึ้นมา เพราะนางไม่ชอบบุรุษที่ชอบพูดจาด้อยค่าผู้อื่น เพียงเพราะมีฐานะเหนือกว่า ลู่เสียนยกยิ้มมองน้องสาวอย่างเอ็นดู บุรุษที่ไม่ชอบบุตรสาวของอนุ ให้คลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกัน ไม่นานพวก
จื้อตงหยางและจื้ออี้เฉิงทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว แล้วลงมาหยุดยืนต่อหน้าทุกคน ก่อนที่จื้ออี้เฉิงจะตรงมาคว้าข้อมือของลู่เซียน ส่วนจื้อตงหยางตรงเข้ามาคว้าข้อมือของลู่ฟาง ก่อนจะหมุนตัวแล้วเตรียมตัวใช้วิชาตัวเบาเหาะจากไป แต่ว่า…“เดี๋ยวก่อน!” เป็นเสียงของฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นมา จื้ออี้เฉิงและจื้อตงหยางหันขวับมามองอย่างตกใจ เสด็จลุงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร “คิดจะมาเอาคนไปช่วยแต่วิธีการของพวกเจ้าช่างไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าคงต้องตักเตือนบิดาของเจ้าถึงการกระทำอันไรมารยาทของบุตรชายของเขาเสียแล้ว ข้านั่งอยู่ด้านใดไม่คิดจะมาทักทาย แต่ยังดันจะพาสตรีที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยเช่นนี้ เจ้าคงต้องรับผิดชอบผลของการกระทำของตัวเองแล้วละหลานชาย”“ถวายบังคมเสด็จลุง”“ตามข้าเข้าไปข้างใน” กล่าวจบฮ่องเต้สะบัดอาภรณ์เดินเข้าไปในจวนอย่างไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นสองหลานชายทำตัวไร้การอบรมเช่นนี้ จื้ออี้เฉิงยังคงจับแขนของลู่เซียนเอาไว้ไม่ปล่อย ส่วนตงอยางก็กำข้อมือของลู่ฟางเอาไว้แน่น ก่อนจะเดินตามฮ่องเต้เข้าไปด้านในจากทุกคนจึงเดินตามเข้ามาเพราะอยากรู้ว่าเขาสองคนเป็นใคร และอยากรู้ว่าฮ่องเต้จะตัดสินอย่างไรกับเรื่องนี้ ฮ่อ
บรรยากาศงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความสุขและสนุกสนาน ลู่เสียนจึงตัดสินใจลุกออกไปช่วยน้องสาวแจกอาหารที่หน้าจวน ปล่อยให้บุรุษนั่งสนทนากันไปเพราะเมื่อมีสุราเข้ามาร่วมวงก็ดูเหมือนจะทำให้ทุกคนมีความครึกครื้นกันมากขึ้น โซจูที่ลู่หลินเอาออกมาจากมิติ ดูเหมือนทุกคนจะชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะดีกรีแรงถูกคอนักดื่มเป็นอย่างยิ่งบุตรสาวตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนออกมายืนแจกซาลาเปา เกี๊ยวน้ำ และหมูหันอยู่หน้าจวน ผู้คนทั้งเมืองหลวงถือจานและถ้วยออกมารับอาหาร เพราะลู่หลินให้คนเขียนป้ายบอกให้ทุกคนเตรียมมา จะได้สะดวกนำกลับไปกินที่เรือน“พี่ตงหาน พี่ผิงอัน ไปบอกกลุ่มทหารที่ไปกับพวกเรา ให้มาเอาอาหารไปกินด้วยเจ้าคะ”“ขอรับ/เจ้าค่ะ”“ลู่หลินแบ่งอาหารไว้ส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทหารที่ไปกับข้า”“ได้เจ้าค่ะเดี๋ยว ข้าจะจัดแยกไว้ต่างหาก”ผู้คนที่มายืนต่อแถวรับอาหาร ต่างยืนมองคุณหนูตระกูลลู่ทั้งเจ็ดคนด้วยสายตาชื่นชม พวกนางมีความงดงามอย่างหาใครเทียบไม่ได้ อีกทั้งพวกนางยังเป็นคนจิตใจดีมีน้ำใจและไม่ถือตัวเลยสักนิด แตกต่างจากคุณหนูตระกูลอื่น ๆ ที่เคยเห็นอย่างลิบลับ“เจ้าดูคุณใหญ่และคุณหนูสี่สิ อีกหน่อยก็ต้องแต่งเป็นพระชายาแล้ว แต่พวกนา
แคว้นโจวยามนี้ผู้คนทั้งเมืองต่างเตรียมตัวต้อนรับการกลับมาของเหว่ยอ๋องและลู่เสียนตั้งแต่ประตูเข้าเมืองจนไปถึงวังหลวง ลู่เฉิงได้จัดเตรียมการต้อนรับเอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ ลู่เฉิงยังได้ไปจ้างคณะเชิดสิงโตมาเพิ่มความครึกครื้น ยังไม่พอเขายังไปเหมาประทัดมาแจกจ่ายให้ทุกคนจุด เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย ลู่เฉิงบอกให้ทุกคนจุดเวลาขบวนรถม้ามาถึง ยังไม่พอลู่เฉิงยังไปจ้างคณะระบำดนตรีมาร้องมารำเพื่อความสนุกสนาน ยามนี้เมืองหลวงแคว้นโจวคึกคักเป็นอย่างมาก เมื่อหน่วยข่าวมาแจ้งว่าพวกเขาจะเดินทางมาถึงในอีกไม่ช้า หน่วยที่มาแจ้งข่าวยังรายงานถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ทุกคนรับรู้ ยามนี้ชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่ลู่เสียนโด่งดังไปทั่วหล้า ไม่ว่าจะเป็นความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวหรือแม้แต่ทักษะด้านการแพทย์นางก็ทำได้ดีอย่างน่าทึ่ง ความมีน้ำใจเมตตาไม่เอาความโกรธแค้นมาลงกับผู้บริสุทธิ์ แคว้นเจินแม้จะรู้สึกเสียใจต่อการจากไปของเชื้อพระวงศ์ แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่ทุกคนรอดพ้นจากโรคระบาดและไม่ต้องพบเจอศึกสงคราม แม้จะต้องแลกด้วยการส่งข้าวปีละสองพันกระสอบเป็นเวลาสิบปีเพื่อชดเชยความผิดก็ตาม เพราะทุกคนไม่อยากให้มีสงครามเกิดขึ้น ทางด้านตระกูลลู
ลู่เสียนได้ขอพื้นที่ส่วนตัวเพื่อที่จะต้มยา ฮ่องเต้จึงยกตำหนักรับรองให้เพื่อเหว่ยอ๋องและทุกคนจะได้พักด้วย ลู่เสียนนำสิ่งของออกมามากมาย จากนั้นก็ให้ทหารไปเรียกหมอหลวงมา เพื่อฟังนางอธิบายถึงโรคระบาดว่าต้องทำอย่างไร หมอหลวงทุกคนตั้งใจฟังนางเป็นอย่างดีและทำตามอย่างเคร่งครัดลู่เสียนให้ทุกคนใส่ผ้าปิดจมูก สอนวิธีล้างมืออย่างถูกวิธี จากนั้นทาเจลฆ่าเชื้อ ส่วนยาพาราเซตามอล นางอธิบายว่าใช้กินเพื่อลดไข้บรรเทาอาการปวด และนางยังสอนการวัดไข้ให้กับหมอหลวงอีกด้วย และแนะนำให้พวกเขาแบ่งผู้ป่วยตามระดับไข้ ซึ่งพอนางอธิบายหมอหลวงก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว สร้างความพอใจให้กับลู่เสียนเป็นอย่างมาก ส่วนน้ำที่นางต้มเป็นยารักษาโรคระบาด นางให้นำไปตั้งหน้าวังแจกจ่ายให้ทุกคนดื่ม พร้อมทั้งแจกผ้าปิดจมูก สบู่ล้างมือ เจลฆ่าเชื้อ และด้านหน้าวังยังทำเป็นจุดตรวจโรคและจ่ายยาลู่เสียนเสนอให้ทางการทำโรงทานแจกโจ๊กให้กับทุกคนด้วย เพื่อที่ทุกคนจะได้กินอาหารและกินยา บางครอบครัวป่วยกันทั้งครอบครัว อีกทั้งยากจนการมีอาหารแจกจึงจำเป็นมาก ลู่เสียนยังคงต้มน้ำกระเจี๊ยบไปเรื่อย ๆ เมื่อต้มเสร็จก็เทใส่ถังแล้วต้มใหม่ ตอนที่มีเตาทั้งหมด10เตา น







