Masuk5.2
ซ้อนแผน
ในคืนเดียวกันนั้นเอง จั๋วชิงถูกส่งตัวออกไปจากวังทางประตูเมืองด้านทิศใต้ โดยมีรถม้าคันหนึ่งเคลื่อนผ่านออกไป ทว่าก่อนที่นางจะเดินทางไกลก็ยังพยายามโน้มน้าวคุณหนูของตนให้หนีไปพร้อมกันกับนาง
“คุณหนู ท่านไปกับข้าเถิดเจ้าค่ะ กลับแคว้นเถียนของเรากันเถิด”
นางพยายามเกลี้ยกล่อมนายสาวมาทั้งวันแล้ว หากแต่อีกฝ่ายยังคงส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมกับยิ้มอย่างงดงาม
“หน้าที่ของข้าคือการมาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ ยามนี้ข้าเป็นคนของแคว้นเว่ยแล้ว ไม่อาจหนีกลับไปกับเจ้าได้อีก”
“แต่ว่าคุณหนูจะต้อง...” จั๋วชิงร่ำไห้ออกมาและไม่กล้ากล่าวต่อ เมื่อกลางวันทั้งนางและคุณหนูต่างแอบได้ยินบทสนทนาขององค์รัชทายาทกับองครักษ์คนสนิททั้งหมดแล้ว
“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่าหากต้องสละบางสิ่งเพื่อให้คนที่
ทำให้ข้าเจ็บปวดได้สำนึก เราก็จำต้องแลกบางสิ่ง” นางยิ้มอย่างงดงาม หากแต่ในแววตารื้นด้วยหยาดน้ำใสที่เอ่อล้น“ชีวิตข้าเดิมทีก็เป็นหมากของผู้คนอยู่แล้ว จักอยู่หรือตายก็ไม่สำคัญ แต่หากต้องตาย ข้าย่อมแน่ใจว่ามันจะคุ้มค่า เพราะข้าต้องให้พวกมันลงนรกไปพร้อมกับข้าด้วย”
“คุณหนู...”
“ไม่มีข้าแล้ว เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องรั้งอยู่ในจวน ข้านำสินเดิมทั้งหมดที่ท่านพ่อมอบให้ใส่ไว้ในหีบเหล็กนี้แล้ว เมื่อเจ้าไปถึงแคว้นเถียนและจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นก็จงหาสามีดีๆ สักคนแล้วออกเรือนไปเถิด อย่าได้เข้ามาข้องเกี่ยวกับเรื่องราวของสกุลซ่ง และราชสำนักอีกต่อไปเลย”
แม้ในยามที่ตนเองจนตรอกแล้ว คนที่ซ่งผิงซื่อห่วงก็ยังเป็นจั๋วชิงที่อยู่ใกล้ชิดนางที่สุด ทั้งสองโผเข้ากอดกันแทนคำอำลาครู่หนึ่ง ก่อนที่ซ่งผิงซื่อจะรีบผละจาก
“จั๋วชิง ชาตินี้ข้าติดค้างเจ้าหลายเรื่อง หากชาติหน้ามีจริง ขอให้ข้าได้ทดแทนความดีของเจ้าในชาติหน้าเถิดนะ”
พอเอ่ยคำนั้นจบลง นางก็ก้าวลงจากรถม้า แล้วมองส่งสาวใช้
คนสนิทที่อยู่กับนางมาตั้งแต่ยังเยาว์จนลับสายตา ก่อนจะหมุนกายกลับไปยังทิศทางเดิมที่มุ่งหน้ากลับไปยังตำหนักของตนซ่งผิงซื่อเดินอย่างเอื่อยเฉื่อย เงยหน้าขึ้นมองฟ้ากระจ่างดารา
พราวแสงอย่างเงียบงัน ชีวิตนี้จะว่าสั้นก็สั้น ปีนี้นางเพิ่งอายุย่างยี่สิบเอ็ดเท่านั้นชีวิตคนเราสั้นเพียงนี้เชียว...
เซียนเซิงชั้นสูงแห่งแคว้นเถียนเคยบอกบิดาของนางว่า สตรีนางนี้มีดวงต้องสาปและจะมีอายุไม่ยืนยาว ยามนั้นท่านพ่อของนางถึงขั้นยินยอมจัดพิธีบวงสรวงฟ้าเจ็ดวันเจ็ดคืนในจวน ซ้ำยังบังคับให้คนทั้งจวนกินเจอยู่
หลายปีเพื่อแก้เคล็ด แต่มาถึงตอนนี้ ซ่งผิงซื่อกลับรู้สึกว่าท่านเซียนเซิงพยากรณ์ได้แม่นยำยิ่ง อายุของนางคงต้องจบลงในวัยยี่สิบเอ็ดเสียแล้วการตายของนางใกล้เข้ามาอย่างไม่ต้องมีผู้ใดขานกล่าว หากแต่
ซ่งผิงซื่อตระเตรียมใจมาพร้อมแล้ว นางหมายมาดว่าการตาของนางจะนำพาความพินาศย่อยยับมาสู่แคว้นเว่ยความสุขและรุ่งโรจน์ที่ผู้คนมุ่งหวัง ต้องมลายไปพร้อมเถ้ากระดูกของนาง...
ลมหอบใหญ่พักมาท่ามกลางรัตติกาลอันสงัดเงียบ ราวกับกำลังตอบรับความมุ่งหมายอย่างแรงกล้าของนาง จากนั้นฝนหลงฤดูก็ค่อยๆ ตกลงมาเป็นสาย นางไม่สนใจที่จะเดินหรือวิ่งเพื่อหลบหลีก หากแต่ยังคงเดินทอดน่องต่อไป พลางเงยหน้าขึ้นไปมองฟ้าที่มีสายฝนพร่างพรม
เบื้องบนเอ๋ย...อย่าสงสารข้าเลย
ซ่งผิงซื่อหัวเราะให้กับตนเองเบาๆ ก่อนจะเดินต่อไปยังตำหนักของตน พลางระลึกในใจว่าพรุ่งนี้นางจะเป็นผู้จบสิ้นทุกอย่างด้วยตนเอง
บทส่งท้าย ชาตินี้ขอมีเพียงเจ้าความรักระหว่างเขากับซ่งผิงซื่อ คงไม่ต่างจากความฝันในวัยเด็กที่ยากจะตื่นได้ ดังนั้นต่อให้มีสตรีงดงามทั่วทั้งใต้หล้ามายืนเรียงให้เลือกเฟ้น ใจเขาก็ยังคงเลือกแค่เพียงนาง ในความทรงจำของเขา นับตั้งแต่ได้พานพบนางในตอนที่อีกฝ่ายมีอายุสิบสามหนาว องค์หญิงตัวน้อยจากต่างแคว้นก็ได้มาสร้างที่พำนักอยู่ในใจของเขาแล้ว เมื่อเวลาผ่านพ้น จนสองคนหลอมรวมเป็นหนึ่ง เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าเขารักนางอย่างลึกซึ้ง ดังนั้นชายหนุ่มจึงแทบไม่เสียเวลาคิดเลย เมื่อองค์จักรพรรดิกล่าวว่าจะมอบสมรสพระราชทานให้กับเขา ทว่าการแต่งงานครั้งนี้ ย่อมหมายถึงการต้องสูญเสียความเป็นตัวเองไปหลายสิ่ง รวมถึงในอนาคตยังต้องทำหน้าที่ปกครองแคว้นเว่ยที่เขาไม่เคยนึกฝันว่าจะต้องทำมาก่อนด้วย แต่เพื่อสตรีที่รักแล้ว...ไม่ว่าอะไรเขาก็ยอมแลกทั้งนั้น ขอเพียงให้ได้อยู่กับนางเป็นพอ “ท่านยินดีแต่งกับข้า ทั้งที่รู้ว่าตัวเองจะต้องสูญเสียความเป็นอิสระอย่างนั้นหรือ” ซ่งผิงซื่อเอ่ยถามขณะเดินกุมมือกับอีกฝ่ายไปด้วยกันในอุทยานหลวง ยามนี้นางกับเขาสามารถแสดงความรักที่มีต่อกันได
40 ชีวิตคนไม่จีรังชีวิตคนเราไม่จีรัง เช่นเดียวกับอำนาจที่เพียงพริบตาก็มลายหายไปราวกับหมอกควันสายหนึ่ง... ซ่งผิงซื่อกับเว่ยว่านคุนได้พาอันหลี่จิ้งมาพบกับองค์รัชทายาทถึง ในคุกหลวง แม้เขาจะได้รับการปฏิบัติด้วยอย่างดี แต่ให้อย่างไรที่นี่ก็คือที่คุมขังที่ไร้ซึ่งแสงตะวัน บรรยากาศอับชื้นนี้ ทำให้ซ่งผิงซื่อนิ่วหน้าด้วยความไม่ชอบใจ ซ้ำยังรู้สึกวิงเวียนตลอดเวลา “พี่ว่านคุน ข้ารู้สึกเวียนหัว และเหมือนจะอาเจียนเลย ข้าขอไปรอข้างนอกนะเจ้าคะ” “เจ้ารีบให้จั๋วชิงพาออกไปก่อน เดี๋ยวอีกครู่ พี่จะตามไปนะ” “เจ้าค่ะ” นางขานรับและรีบหมุนกายกลับออกไป โดยมีจั๋วชิงเข้ามาประคอง ทางด้านอันหลี่จิ้งเห็นว่าองค์หญิงไม่ค่อยสบายก็เอ่ยกับองค์ชายใหญ่เพียงว่า “องค์ชายส่งหม่อมฉันตรงนี้ก็ได้เพคะ” “ได้ ก่อนไปข้ามีสิ่งนี้มอบให้เจ้า ฮองเฮาฝากมาบอกว่าให้ข้านำมันมาให้องค์รัชทายาท แต่ข้ามาคิดๆ ดูแล้ว เขาคงไม่อยากพบหน้าข้านักหรอก เจ้าเอาไปให้เองเถอะ” “ได้เพคะ ขอบคุณองค์ชายใหญ่ยิ่งนักที่เมตตา หม่อมฉันคงได้แต่ตอบแทนท่านในวันหน้าแล้ว” อันหลี่จิ้งยอบกายล
39 รักแท้มีจริงหรือไรออกเรือนกับบุรุษไม่จริงใจ ไฉนเลยจะได้รักแท้ไปครอบครอง... อันหลี่จิ้งเพิ่งประจักษ์ในคำกล่าวที่ว่าก็ในคืนนั้นนั่นเอง เนื่องจากเว่ยว่านชางได้ลอบเข้ามาในเรือนพักของภรรยา ทว่าสิ่งแรกที่เขาถามกับนางก็คือคำถามที่ว่านางกำลังตั้งครรภ์จริงหรือไม่ อันหลี่จิ้งไม่รั้งรอที่จะเข้าไปสวมกอด พร้อมกับเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้สามีได้รับรู้ว่านางกำลังตั้งครรภ์จริงๆ ทว่าไม่เพียงเว่ยว่านชางจะไม่มีสีหน้าที่ยินดี เขากลับมีโทสะจนผลักหญิงสาวลงไปกองกับพื้นพรม “ชั่วช้านัก! เหตุใดเจ้าจึงปล่อยให้มารหัวขนเช่นนี้เกิดขึ้นมาได้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเรื่องนี้จะต้องทำให้ข้าสูญเสียทุกสิ่ง” “องค์รัชทายาทเพคะ ทำไม...” “เจ้านี่มันช่างโง่เง่านัก แม้ว่าข้าจะรักเจ้าเพียงใด เจ้าก็ไม่มีทางสำคัญไปกว่าตำแหน่งรัชทายาทของข้า ตำแหน่งนี้กว่าข้าจะได้มานั้นไม่ง่ายเลย เจ้าคิดหรือว่าข้าจะยอมสูญเสียมันไป” เว่ยว่านชางระบายความอัดอั้นตันใจออกมาจนหมด ที่ผ่านมาเขาต้องใช้ความพยายามมากมายกว่าจะได้ตำแหน่งนี้มาครอง แต่กลับต้องมาสูญเสียไปเพราะมารหัวขนที่ตัวเขาเองไม่ต้องการ
38 เชื่อมั่นในบุพเพฮองเฮาปรึกษากับองค์จักรพรรดิถึงเรื่องของโอรส ด้วยพวกเขาไม่รู้ว่าเรื่องนี้เว่ยว่านชางจะรับทราบด้วยหรือไม่ “ฝ่าบาท เรื่องนี้เราควรทำเช่นไรดีเพคะ หากสิ่งที่องค์หญิง เถียนเอ๋อร์กล่าวเป็นความจริง ไม่เท่ากับว่าความพยายามของเราที่ผ่านมาสูญเปล่าหรือ” “หากว่านชางทำตัวเหลวไหล เห็นทีว่าตำแหน่งองค์รัชทายาทแห่งแคว้นอาจต้องเปลี่ยนแปลง” “หม่อมฉันเข้าใจเพคะ” ฮองเฮากล่าวอย่างเข้าใจ พลางเอื้อมมือไปสัมผัสมือขององค์จักรพรรดิ ทั้งสองมองหน้ากันโดยไม่ต้องมีคำพูดใด เพราะเข้าใจกันดีว่าเรื่องนี้มิใช่เรื่องที่จะเห็นแก่ครอบครัวเพียงอย่างเดียวได้ เนื่องจากแคว้นเว่ยกับแคว้นเถียน ในยามนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีริ้วคลื่นแห่งความแก่งแย่งเกิดขึ้น เพราะขุนนางบางส่วนในแคว้นต่างสนับสนุนให้แคว้นเว่ยหาทางผนวกรวมแคว้นเถียนเป็นหนึ่งเดียว โดยใช้องค์หญิงเถียนเอ๋อร์เป็นหมากชน ทว่าการศึกย่อมต้องวางแผน และใช้เวลาหลายปี ดังนั้นหากการแต่งงานครั้งนี้ไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่อาจยื้อเวลาให้แคว้นเว่ยสั่งสมไพร่พล เพื่อเตรียมการรับศึกได้ เว่ยว่านชางที่ตั้งใจมาปรึกษาเรื่องนี้กับบิด
37 นางช่างดื้อรั้นเสียจริงหลายวันต่อมา... เว่ยว่านคุนกลับมาจัดการเรื่องของซ่งผิงซื่อ ซึ่งหายตัวไประหว่างการเดินทางมาเยือนแคว้นเว่ย ด้วยการสร้างหลักฐานเท็จจากความร่วมมือของซ่งซีอัน ทุกคนในวังหลวงแคว้นเว่ยจึงได้รับทราบว่า หญิงสาวเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงรถม้าหน้าผา จนตอนนี้ก็ยังหาตัวไม่พบ ทว่าในตอนที่เว่ยว่านชางทราบข่าว ตัวเขาดูมีท่าทีที่สงบนิ่งไม่มีความตื่นตระหนกตกใจเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังกล่าวว่าในเมื่อคนตายไปแล้วก็ให้มันจบไปเถิด ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้อันหลี่จิ้งรู้สึกยินดีกับเรื่องที่ได้รับทราบมา ไม่น้อย หญิงสาวจึงหมายมาดว่าหลังจากนี้คงเหลือเพียงนางกับลูกเท่านั้นที่จะได้เป็นหนึ่ง ส่วนทางด้านเว่ยว่านคุน เมื่อเห็นว่าทางวังหลวงไม่เกิดความสงสัย ชายหนุ่มก็ตั้งใจจะหาเวลาสนทนากับองค์จักรพรรดิเพื่อขอออกเดินทาง แต่ยังไม่ทันจะได้จัดการเรื่องนั้นได้ดังใจ ปิ่นเฉียนก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามาในหอหมื่นอักษร “ปิ่นเฉียน เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่” เว่ยว่านคุนถามขึ้นมา ก่อนจะมีสีหน้าตื่นตกใจเพราะคิดไปไกลว่าอาจเกิดเรื่องไม่ดีกับภรรยาของตน “ข้าสั
36 บุพเพรักร่วมห้อง เดินทางอีกไม่กี่ลี้ก็จะเข้าสู่เขตแดนแคว้นเว่ยแล้ว... ซ่งผิงซื่อกรีดนิ้วลงบนม่าน ทอดมองทิวทัศน์ที่ยามนี้มีหิมะโปรยปรายลงมาเป็นระยะ มือของนางเอื้อมออกไปนอกชายคารถม้า ปล่อยให้ละอองหิมะเย็นเยียบตกต้องลงบนฝ่ามือ เพียงไม่นานสายลมก็พัดก้อนน้ำแข็ง จนมันละลายกลายเป็นเพียงละอองไอน้ำ ซ่งผิงซื่อพรูลมหายใจอีกคราให้กับความรู้สึกหนักอกอันยากอธิบายยามนี้นางได้ข่าวจากคนของเฉียนฟ่านหลิงมาแจ้งแล้วว่าซู่เฟยตั้งครรภ์แล้ว ทว่าการตั้งครรภ์ครั้งนี้ถูกปิดเป็นความลับเอาไว้ ซึ่งหญิงสาวแน่ใจว่า อันหลี่จิ้งย่อมมีแผนการบางอย่างวางไว้แล้ว หรือไม่บางทีก็อาจต้องการรอให้นางไปถึงที่นั่นก่อนจึงค่อยเปิดเผยความจริง แต่ก็ดี...หากความจริงเรื่องนั้นเปิดเผยออกมา แคว้นเถียนก็จะมีเหตุผลมากพอให้ตัดสัมพันธ์กับแคว้นเว่ย จากนั้นก็คงมีการกรีฑาทัพมาบุกยึดตามรายละเอียดในหน้าประวัติศาสตร์อย่างที่ควรจะเป็นไป สงครามใดบ้างยากจะหลีกหนีความสูญเสีย นางคงไม่อาจช่วยได้ทุกคน แต่อย่างน้อยเมื่อนางไปถึงที่แคว้นเว่ย และได้รั้งตำแหน่งพระชายาเอกอาจพอจะต้านความสูญเสียไว้
บทที่ 3 ขุดบ่อล่อปลา เชื้อไฟแห่งความมุ่งมั่นของอันหลี่จิ้งนั้นมีนามว่า...อันหมิงเหยา ซ่งผิงซื่อมิใช่สตรีที่สักแต่จะแก้แค้นอย่างโง่งม เมื่อยามนางคิด ‘กำจัด’ ย่อมต้องมองมดปลวกเหล่านั้นให้ถ่องแท้ บิดาของนางเคยสอนว่า หากต้องการอยู่ในจุดยิ่งใหญ่ได้นาน นางจำเป็นต้องยอมสละบางสิ่งเพื่อใ
บทที่ 2.2 เติมเชื้อไฟ“ข้าไม่ได้อยากเร่งรัด แต่อยากให้เจ้าลองกลับไปคิดทบทวนดู ในสายตาข้ามองเจ้าเป็นสหายเสมอ เมื่อเจ้าให้กำเนิดโอรส เด็กน้อยคนนั้นย่อมเท่ากับเป็นบุตรของข้าด้วย เจ้ามั่นใจได้เลยว่าข้าจะรัก และมอบทุกอย่างให้แก่เขา เฉกเช่นบุตรแท้ๆ ของข้า” “หม่อมฉันขอเวลาสักหน่อยเถอะเพคะ”
บทที่ 2.1 ข้อเสนอที่งดงามหลังผ่านคืนแต่งงาน ซ่งผิงซื่อยินยอมทำตามสัญญา นางได้มอบตำแหน่งชายารองให้แก่อันหลี่จิ้ง อีกทั้งยังใจดีมอบเรือนพักหลังใหญ่ให้อีกหลังหนึ่ง ฉากหน้าซ่งผิงซื่อกลายเป็นสตรีน่าสงสาร เพียงตบแต่งเข้ามาวันแรกก็ต้องทนเห็นสามีอุ้มชูสตรีอื่นอย่างนอกหน้าแล้ว นางกลายเป็นหวงไท่จื
บทที่ 1 แลกเปลี่ยนด้วยน้ำตาหลายชั่วยามหลังเสร็จสิ้นพิธีบวงสรวงและกราบไหว้ฟ้าดินตามธรรมเนียมของแคว้นเว่ย หวงไท่จื่อเฟย[1] ถูกเชิญเข้าสู่ตำหนักขององค์รัชทายาท นางรู้สึกเหมือนถูกกักขังอยู่ในห้องหอก็ไม่ปาน เพราะหลังจากเฝ้ารออยู่นาน เว่ยว่านชางก็ไม่ยอมเข้ามาหานางเสียที ทำให้หญิงสาวไม่อาจอดทนรอคอยได้อีก







