تسجيل الدخولตอนที่ 3 บ้านใหญ่สกุลหนาน2
ริมฝีปากที่ไม่ได้แห้งแตกเหมือนเก่ายกยิ้มเล็กน้อย มองคนที่ยืนกอดอกอยู่นอกรั้วด้วยดวงตาวาวโรจน์ มือบางหยิบไม้ท่อนหนึ่งติดมือไปด้วย เพราะต่อจากนี้คงมีเรื่องให้ต้องใช้อย่างแน่นอน
เหลียงหลิงหรี่ตามองตัวเสนียดที่ออกมาแทนเจ้าเด็กเหลือขอด้วยความไม่พอใจ ยืดตัวขึ้นบิดปากมองสภาพหญิงสาวที่เคยงดงาม ยามนี้กลับไม่ต่างจากหญิงขอทานข้างถนน แค่เข้ามาใกล้ก็ได้กลิ่นเหม็นโชยออกมา
“นางตัวเสนียดออกมาทำไม นี่ยังไม่ตายอีกเหรอ สภาพเหมือนศพแล้วทำไมไม่ตายๆไปซะ” เหลียงหลิงยกมือขึ้นปัดกลิ่นที่โชยมาและเปิดปากด่าทันที ดวงตาเล็กๆนั่นมองเจียงหว่านหนิงศีรษะจรดปลายเท้าอย่างดูถูก
“ข้าจะตายหรือไม่ตายก็เป็นเรื่องของข้า ส่วนเจ้าก็กลับไปเสีย ต่อจากนี้ไป...เสี่ยวเป่าไม่ต้องไปบ้านใหญ่อีกแล้ว” เจียงหว่านหนิงไม่สนใจคำพูดของเหลียงหลิง เพราะตอนนี้สภาพของนางไม่สมควรให้โต้ตอบ แต่หลังจากนี้สักเดือนรับรองว่าเหลียงหลิงไม่กล้าแม้แต่จะกวาดสายตามองดูถูกนางเช่นนี้
“เหอะ...อย่างเจ้ามีปัญญาเลี้ยงลูกเหรอ หากมีปัญญาจริงๆไอ้เด็กเหลือขอนั่นคงไม่ต้องพึ่งน้ำข้าวจากบ้านข้าหรอก ดีเท่าไหร่แล้วที่น้ำข้าวบ้านข้ายังมีให้ไอ้เด็กนั่นกิน โธ่ๆ...พ่อก็ไม่มี แม่ก็จะกลายเป็นผีอยู่รอมร่อ น่าสังเวชทั้งบ้าน!” เหลียงหลิงยังคงปากจัด ไม่เพียงด่านางยังพูดถึงเสี่ยวเป่าในทางที่ไม่ดี ไม่รู้ว่าเสี่ยวเป่าได้ยินคำพูดพวกนี้มาเท่าไหร่แล้ว
เจียงหว่านหนิงอาจจะด่าทอเสี่ยวเป่าแต่คำพูดล้วนไม่เคยเหยียดหยามเขา มีเพียงกระทบกระเทียบถึงหนานหนิงเฉิงเท่านั้น
“เช่นนั้นก็เก็บน้ำข้าวบ้านท่านเอาไว้เถอะ บ้านข้าไม่ขอรับมากิน! ส่วนพ่อของเสี่ยวเป่า...เขาต้องกลับมาแน่ และข้าก็ไม่ตายง่ายๆอีกด้วย แล้วเสี่ยวเป่าก็ไม่ใช่เด็กเหลือขอ...ส่วนคำๆนี้ก็ควรจะใช้เรียกบุตรชายของเจ้ามากกว่านะ รังแกคนอื่นไปทั่ว...ไม่แน่สักวันก็จะกลายเป็นพวกเดนคน!”
ไม่ใช่เพียงคำพูดลอยๆ แต่หนานเลี่ยงรุ่ยในอนาคตนั้นเป็นพวกกากเดนคนจริงๆ เพราะไม่เพียงทำตัวเป็นอันธพาลยังฉุดคร่าหญิงสาว สุดท้ายก็โดนจับได้ต้องโทษเนรเทศไปแดนรกร้างทางเหนือตลอดชีวิต
“เจ้า! เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาแช่งลูกชายของข้า นางผีเน่า! วันนี้ข้าจะฉีกปากเน่าๆของเจ้าซะ!” เหลียงหลิงกระชากประตูรั้วยกมือขึ้นเตรียมตบหน้าของเจียงหว่านหนิง แต่เพียงยกมือก็ต้องก้าวถอยหลัง เมื่ออีกฝ่ายยกไม้ท่อนใหญ่ขึ้นมา
“เข้ามาซิ...แน่จริงก็เข้ามา ข้าจะฟาดให้ปากฉีกเช่นกัน! หน็อย...ด่าลูกคนอื่นไม่แหกตาดูลูกตัวเองว่ามีอันใดให้น่ายกย่อง!” เจียงหว่านหนิงไม่พอใจอยู่เป็นทุนเดิม ยิ่งได้ยินกับหูและมองด้วยตาก็โกรธจนควันออกหู ท่อนไม้ในมือยกขึ้นเตรียมฟาดคนปากสุนัข
“จะ...เจ้า! ฝากไว้ก่อนเถอะ” เหลียงหลิงไม่กล้าสู้จึงถอยออกห่างจากรั้วไม้ รีบหันหลังวิ่งจากไป ในใจมีความกรุ่นโกรธที่อย่างไรก็ต้องหาทางระบายเข้าสักวัน และเรื่องวันนี้นางจะต้องฟ้องบ้านใหญ่! โดยเฉพาะพ่อกับแม่สามีที่อย่างไรก็เข้าข้างสะใภ้ใหญ่อย่างนาง รวมถึงหนานเลี่ยงรุ่ยหลานชายหัวแก้วหัวแหวน ที่แม้แต่เสี่ยวเป่าก็ไม่อาจเทียบได้แม้แต่ปลายนิ้ว
บ้านใหญ่สกุลหนานเป็นบ้านที่ค่อนข้างใหญ่สำหรับคนในหมู่บ้านเอ้อฉาง แต่บัดนี้กลับทรุดโทรมลงมาก หลังจากที่หนานหนิงเฉิงสมัครเข้าร่วมกองทัพ บ้านใหญ่หนานก็ไม่เคยซ่อมแซมอีกเลย ด้วยหัวเรี่ยวหัวแรงในการหาเงินเข้าบ้านก็คือบุตรชายคนรอง ส่วนบุตรชายคนโตนั้นทำตัวเป็นบัณฑิต แม้จะสอบได้ซิ่วไฉแต่กลับไม่สามารถสอบจวี่เหรินได้สักที
ทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายของบ้านก็มีเพียงหนานกัว ภรรยา และสะใภ้ใหญ่ที่ลงที่นาเพื่อเพาะปลูกเท่านั้น แต่ผลผลิตก็ไม่ได้ดีอย่างเก่า ทั้งด้วยสภาพอากาศและน้ำที่ไม่เพียงพอ ผลผลิตจึงขาดไปกว่าเดิมหลายส่วน ครอบครัวจึงกำลังเข้าสู่ความอดอยากแล้ว
“สะใภ้ใหญ่...แล้วเสี่ยวเป่าเล่า” หนานกัวถามลูกสะใภ้ที่เดินหน้าตึงเข้ามา แต่กลับไม่เห็นหลานชายตัวเล็กที่มักเดินก้มหน้าตามมา
“นางหญิงสกุลเจียงนั่นไล่ข้ากลับมาเจ้าค่ะ นางด่าครอบครัวเราสาดเสียเทเสีย ซ้ำยังทุบตีเสี่ยวเป่าต่อหน้าข้าและไม่ยอมให้หลานชายมากินข้าวที่บ้านใหญ่อีก แต่ที่ข้าทนไม่ได้ที่สุด...นางด่าเลี่ยงรุ่ยว่าเป็นเด็กเหลือขอเดนคน” เหลียงหลิงบีบน้ำตาใส่สีตีไข่ หวังจะให้พ่อสามีไปจัดการกับนางสตรีชั่วผู้นั้น ทางที่ดีก็ไล่นางนั่นกับลูกออกไปจากหมู่บ้านเสีย
“ว่าไงนะ! นางชั่วแซ่เจียงนั่นกล้าด่าหลานชายสุดที่รักของข้าเชียวรึ!” หลี่กุ้ยฮวาตั้งชามโครมด้วยความโมโห ยกมือขึ้นเท้าสะเอวท่าทางเอาเรื่อง
“เจ้าค่ะท่านแม่ นางยังเอาไม้ไล่ตีข้าด้วย เราไล่นางสตรีแซ่เจียงนั่นไปดีหรือไม่ ข้าเหลือทนกับนางแล้วจริงๆ” ทางที่ดีก็ให้มันพาลูกของมันไปด้วย อย่ามาเกะกะขวางทางเลี่ยงรุ่ยของนาง
“พอๆ พวกเจ้าจะอะไรกับนางนักหนา นางจะเป็นยังไงก็เรื่องของนาง ส่วนเสี่ยวเป่า...พรุ่งนี้ข้าจะหาเวลาไปถามเขาดูเอง ต่อไปก็ไม่ต้องไปรับเสี่ยวเป่าที่บ้านอีก หลีกเลี่ยงไม่ต้องเจอเมียเจ้ารอง” หนานกัวตัดบทรำคาญสะใภ้ใหญ่ ใช่ว่าเขาจะไม่รู้นิสัยสะใภ้ของตัวเอง นางพูดสิ่งใดก็ต้องหักออกสักสองสามส่วนอย่าได้เชื่อทั้งหมด
“ท่านพี่...แต่นี่มันเกินไปแล้วนะ ไล่มันออกไปอย่างที่สะใภ้ใหญ่พูดไม่ดีกว่าเหรอ ส่วนเสี่ยวเป่าอย่างไรก็ไม่ใช่...” หลี่กุ้ยฮวาหันไปมองสามี มองเห็นช่องทางที่จะไล่พวกเกาะกินสกุลหนาน หากสามารถไล่สตรีแซ่เจียงออกไปได้ ที่ดินตรงนั้นก็ต้องกลับมาอยู่กับบ้านใหญ่ แม้จะมีเพียงไม่กี่หมู่แต่หากขายออกไปก็ได้สักห้าตำลึงเงิน
“หุบปาก! ไม่มีการไล่ใครไปทั้งนั้น นั่งลงแล้วกินข้าว ถ้าไม่กินก็ออกไป” หนานกัวถลึงตาตวาดภรรยาเสียงดัง เมื่ออีกฝ่ายกำลังพูดสิ่งที่ไม่ควรออกมา
ตอนพิเศษ5“คิดอะไรแบบนั้น...ต่อให้ไม่มีฝันนั้น ผมก็สามารถรักคุณได้และเราก็จะมีครอบครัวที่อบอุ่นเช่นกัน” เซี่ยหนิงเฉิงมีหรือจะสามารถเห็นภรรยาหม่นหมองได้ เขาโยกกายเพื่อปลอบประโลมคนในอ้อมแขน“คุณพ่อครับ ครอบครัวคุณอามากันแล้ว” เซี่ยเฉิงเฟิงเอ่ยขัดจังหวะหวานของพ่อแม่ ซึ่งตั้งแต่จำความได้ก็เป็นเช่นนี้ทุกวัน“คุณไปเถอะ เดี๋ยวฉันจะไปช่วยคุณแม่ห่อเกี๊ยวจะได้เริ่มทานกันก่อนค่ำ” เจียงหว่านหนิงผละสามีออก และยิ้มกับท่าทางอิดออดนั้น เธอจึงตีแขนเขาเบาๆไปครั้งหนึ่ง “ไปได้แล้วค่ะท่านประธานเซี่ย”“ก็ได้...แต่คืนนี้ต้องชดเชยให้ผมนะ” เซี่ยหนิงเฉิงพูดจบก็หอมแก้มภรรยาฟอดใหญ่ ก่อนจะยิ้มกริ่มจากไปไม่รอว่าภรรยาจะตอบรับหรือปฏิเสธ“แก่แล้วยังหื่นอยู่อีก” เจียงหว่านหนิงใบหน้าแดงระเรื่อ มองแผ่นหลังที่ปรี่ออกไปเร็วรี่ ก่อนจะส่ายศีรษะกับความรวบรัดหน้ามึนของสามี แต่กระนั้นเธอก็ยังตามใจเขาไม่เคยขัด“คุณแม่น่าจะชินได้แล้วนะครับ” เซี่ยเฉิงเฟิงตามองหน้าจอสี่เหลี่ยมในมือแ
ตอนพิเศษ4 และแล้ว.... สิ่งที่เธอคิด...ก็เป็นความจริง! ประธานกลุ่มเซี่ยกรุ๊ปกลายเป็นเจ้าบ่าวของเธอ ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของสตรีทั่วเมือง เธอในฐานะเจ้าสาวกำลังยิ้มอย่างงงวยอยู่บนแท่นพิธีการ ซึ่งมีพ่อแม่ฝ่ายเจ้าบ่าวเป็นประธานในพิธี และทั้งสองก็ยังเหมือนบุคคลในความฝันของเธอ ‘เซี่ยเทียนหมิงและสวียวี๋จวน’ ไท่ซ่างหวงตี้กับไทเฮาแห่งแคว้นต้าฉิน ไม่เพียงเท่านั้นยังมีบิดามารดาของเธอในความฝันที่ยืนอยู่ในฐานะอากับอาสะใภ้ของเจ้าบ่าว ‘ฉู่อวี่ซวนและเว่ยฮุ่ยเหมย’ ฮ่องเต้กับฮองเฮาของแคว้นฉู่ ยังไม่หมดเมื่อเจ้าบ่าวมีลูกพี่ลูกน้องสุดหล่อที่ใบห
ตอนพิเศษ3 เปลือกตาทั้งสองข้างของเจียงหว่านหนิงหนักอึ้งราวกับมีหินมาถ่วงเอาไว้ แม้เธอพยายามลืมตาเพียงใดก็ลืมได้เพียงเห็นภาพเล็กน้อยเท่านั้น ใบหน้าคมหล่อเหลาราวกับนายแบบหนุ่มคล้ายจะอยู่ตรงหน้าเธอห่างออกไปเท่าฝ่ามือกั้น แต่เหมือนร่างกายเธอจะไม่ต่อต้านเลย ‘เจียงหว่านหนิงตรงหน้าเธอคือคนที่เพิ่งรู้จักกันนะ ตื่นเดี๋ยวนี้!’ ร่างกายไม่ฟังคำสั่งการของสมองเสียแล้ว “หว่านหนิง...ในที่สุดผมก็หาคุณจนเจอ” ประตูอีกด้านของห้องรับรองถูกเปิดออก ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวเข้ามาอย่างนอบน้อม เขาโค้งกายให้กับชายหนุ่มด้านในที่ตอนนี้กำลังช้อนแขนอุ้มร่างบอบบางในชุดเดรสสูทตัวยาวรัดรูป ใบหน้านั้นไม่ได้ทำให้เลขาหนุ่มแปลกใจ เพราะรูปเหมือนของเธอมีมากมายในห้องทำงานของประธานเซี่ย&n
ตอนพิเศษ2 เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบกับพื้นดังขึ้นเรียกสายตาคนให้หันไปมองยังต้นเสียง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หลายคนต้องมองอย่างตกตะลึง ไม่คาดคิดว่าหญิงสาวที่ขึ้นหน้านิตยสารและเว็บไซต์ทางการแพทย์ไม่นานมานี้กลับกลายเป็นผู้หญิงที่สวยงามไม่ต่างจากดาราเลย เพียงย่างเท้าเข้ามาในงาน...เจ้าของงานวันนี้ก็ออกมาต้อนรับทันที ราวกับกำลังรอเธออยู่ก่อนหน้านี้แล้ว หญิงสาวยิ้มให้กับชายวัยกลางคนที่เป็นบุคคลสำคัญของวงการแพทย์คนหนึ่ง “ต้องขอโทษด้วยนะคะ...ดิฉันติดเคสผ่าตัดด่วนจึงมาสายไปเล็กน้อย” “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” ชายวัยกลางคนไม่เพียงไม่ตำหนิยังออกปากชมที่เธอทำหน้าที่แพทย์ได้เป็นอย่างดี “เข้าไปในงานกันเถอะ มีคนสำคัญหลายคนอยากพูดคุยกับคุณหมอเจียง” เจียงหว่านหนิงพยักหน้ารับ และเดินเข้าไปนั่งยังโต๊ะที
ตอนพิเศษ1 ห้วงฝันหนึ่งตื่นยากจะลืมเลือนคงเป็นความรู้สึกของคนที่เพิ่งฟื้นคืนสติขึ้นมา...เพดานสีขาวกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นเอกลักษณ์ของโรงพยาบาลทั่วไป ดวงตาดอกท้อกลมโตลืมขึ้นกวาดสายตามองไปโดยรอบ ก่อนจะรู้สึกเจ็บตามร่างกาย มือบางถูกยกขึ้นก็พบว่าข้างหนึ่งมีสายห้อยระโยงระยาง เสียงติ๊ดๆของเครื่องมือการแพทย์ดังตลอดเวลา ใบหน้าเรียวเล็กหันซ้ายหันขวาอย่างช้าๆ อาการมึนงงเหมือนจะยังไม่กลับเข้าที่เข้าทาง แต่แล้วไม่นานก็มีเสียงเปิดประตูเข้ามา เธอจึงหันไปมองยังต้นเสียง แอด.... นางฟ้าวงการแพทย์เดินถือบางอย่างเข้ามา เมื่อเห็นคนบนเตียงกำลังจ้องมองมาก็มีแววตายินดี “คุณหมอเจียงฟื้นแล้ว!” เสียงของพยาบาลดังขึ้น พร้อมด้วยร่างบางที่เปิดประตูออกไ
ตอนที่ 84 บทส่งท้าย3 “เสด็จแม่มีเรื่องอันใดจะกล่าวกับกระหม่อมหรือพะยะค่ะ” เซี่ยเฉิงเฟิงนอนพิงหลังอยู่บนเตียงเห็นมารดามองอยู่นานแต่กลับมีเพียงรอยยิ้มไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ในใจของเขารู้สึกวูบโหวงอย่างประหลาด “ไม่มีอะไรจ้ะ เรียกท่านแม่เหมือนที่เคยเรียกได้มั้ย...เสี่ยวเป่า” มือบางยกขึ้นแตะแก้มขาวที่ไม่ได้อวบอ้วนอย่างเก่าอีกแล้ว “ท่านแม่” เซี่ยเฉิงเฟิงแม้จะไม่เข้าใจ แต่ก็ยินดีจะเรียกขานเช่นเก่า ที่จริงเขาก็ชอบจะเรียกเช่นนี้แทนคำราชาศัพท์ที่ดูห่างเหิน ฉู่หว่านหนิงลอบปาดน้ำตาก่อนจะยิ้มหวานละมุนให้กับบุตรชายคนโต “แม่คงใจหายกับการออกเรือนของเสด็จอาเจ้า เอาหล่ะ...เข้านอนเถอะ” นางลุกขึ้นจากเตียงบุตรชาย ยกผ้าห่มขึ้นคลุมให้กับเขา ก่อนจะทำเช่นเดียวกับบุตรฝาแฝด เซี่ยเฉิงเฟิงยกมือขึ้นแตะรอยจุมพิตบนหน้าผาก ใบหน้ามีความเขินอายเล็กน้อย เมื่อคิดว่าเขาโตถึงเพียงนี้แล้วยังจะออดอ้อนเอาจุมพิตจากมารดาเหมือนน้องได้อย่างไร แต่กระนั้นเขากลับมีความสุขมากเหลือเกิน “ฝันดีนะลูกรัก” แม่หวังว่าเราจะได้พบกันอีกครั้ง ฉู่หว่านหนิงลุกขึ้นส่งยิ้มใ
ตอนที่ 8 ละครฉากใหญ่2 “ฮัดชิ่ว!” มือเล็กถูจมูกเมื่อรู้สึกคันๆขึ้นมา นางมองออกไปด้านนอกบ้านที่ใกล้ค่ำเต็มที ก่อนจะยกชามอาหารไปวางบนโต๊ะและมีเสี่ยวเป่าน้อยคอยช่วยเหลือ “ท่านแม่ไม่สบายเหรอขอรับ” เด็กชายถามขึ้นสีหน้ามีความห่วงใย พลางรีบเข้ามาแตะตัวนางเพื่อดูว่าร้อนกว่าปกติหรือไม่
ตอนที่ 8 ละครฉากใหญ่1 บ้านเล็กหลังหมู่บ้านเอ้อฉางยังคงใช้ชีวิตตามปกติ เด็กชายตัวเล็กนั่งคัดอักษรตามที่มารดาสอนอยู่ในตัวบ้าน ส่วนเจียงหว่านหนิงฮัมเพลงอารมณ์ดีตากสมุนไพรอยู่ข้างบ้าน นางเข้าไปในหมู่บ้านตั้งแต่เช้าก็ได้ยินเรื่องเล่าของป้าหวังที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ส่วนเรื่องของจางซูอวี้นั
ตอนที่ 1 เกิดใหม่2 ในความว่างเปล่าขาวโพลน ณ ที่แห่งหนึ่ง ร่างบางหมุนคว้างไปมาหาทางออกไม่เจอ นางมองที่โล่งกว้างไร้ซึ่งสิ่งอื่นใด แม้พยายามเดินวนเวียนหลายครั้งแต่กลับไม่สามารถหาเส้นทางที่จะเดินได้ ความหวาดหวั่นปนหงุดหงิดทำให้ยิ่งก่อเกิดความกระวนกระวาย “ท่านแม่...ท่านแม่...”
ตอนที่ 1 เกิดใหม่1 ใจกลางเมืองใหญ่พลุกพล่านไปด้วยมนุษย์เงินเดือนคนทำงานที่ล้วนต้องปากกัดตีนถีบเพื่อหาเงิน รถราสัญจรไปมาจนเห็นแสงไฟแดงฉานในความมืด เวลาเร่งรีบยามพลบค่ำของผู้คนเป็นเพียงเพราะท้องฟ้าเบื้องบนที่กำลังกึกก้องคำรามส่องแสงสีเงินแปลบปลาบน่าหวาดหวั่น คาดว่าอีกไม่นานฝนห่าใหญ่คงตกลงมา







