로그인ตงฟางเย่ก้าวออกมายังขอบบันได สายตาที่เคยมองนางด้วยความรักละมุนบัดนี้กลับแข็งกร้าวและเย็นชาดุจศิลาในฤดูเหมันต์ พระองค์ชูม้วนราชโองการสีดำในหัตถ์ขึ้น
"มู่หรงเสวี่ย... เจ้ายังกล้าถามข้าอีกหรือ?" เสียงของพระองค์ทุ้มต่ำทว่าทรงพลัง บาดลึกเข้าไปในใจคนฟังยิ่งกว่าคมดาบ "หลักฐานการติดต่อกับแคว้นเป่ยหรง จดหมายลับที่มีตราประทับของพ่อเจ้า แผนการล้อมวังเพื่อสังหารข้าในคืนนี้... ทุกอย่างวางอยู่บนโต๊ะทรงงานของข้า!"
"ไม่จริง! นั่นต้องเป็นแผนใส่ร้าย!" มู่หรงเสวี่ยทรุดเข่าลงกับพื้นหินที่หนาวเหน็บ "ท่านพ่อภักดีต่อราชวงศ์มาสามชั่วอายุคน พระองค์ทรงทราบดีที่สุด!"
"ข้าเคยคิดว่าข้าทราบ!" ตงฟางเย่ตะคอกกลับ พลางโยนหยกพยัคฆ์ขาวที่นางเคยสวมติดกายลงมา หยกชิ้นนั้นกระทบพื้นหินแตกกระจายต่อหน้านาง "ข้าเคยมอบหัวใจให้สตรีที่เป็นลูกสาวกบฏ! เจ้าใช้ความรักของข้าเป็นเครื่องมือปิดบังความชั่วช้าของตระกูลเจ้ามานานเท่าใดแล้ว!"
คำพิพากษาที่ไร้ความปรานี
มู่หรงเสวี่ยสะอื้นจนตัวโยน นางพยายามจะคลานเข้าไปหา แต่ปลายดาบของทหารองครักษ์กลับจ่อที่ลำคอของนางไว้
"เย่เกอเกอ..." นางเรียกชื่อที่เคยใช้เรียกเขาในยามเป็นเพียงองค์ชายรองด้วยเสียงแหบพร่า "ได้โปรดมองตาหม่อมฉัน... ท่านเชื่อจริงๆ หรือว่าคนอย่างมู่หรงเสวี่ยจะทำร้ายท่านได้?"
ตงฟางเย่เบือนพระพักตร์หนี แววตาไหววูบเพียงครู่ก่อนจะกลับมานิ่งสนิทดุจเดิม "ในฐานะจักรพรรดิ ข้าควรสั่งประหารเจ้าตามกฎมณเฑียรบาลเจ็ดชั่วโคตร... แต่ในฐานะบุรุษที่เคยโง่เขลา ข้าจะเหลือชีวิตเจ้าไว้"
พระองค์ยกหัตถ์ขึ้นสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
"ทหาร! ถอดชุดมงคลของนางออก! กระชากเครื่องยศทิ้งให้หมด! แล้วลากนางไปที่โรงซักล้างหลวง... ให้นางไปซักผ้าโสโครกของเหล่าข้าทาส ให้น้ำด่างที่นั่นชะล้างคราบคาวของตระกูลกบฏออกไปจากตัวนาง และอย่าให้นางเหยียบย่างเข้ามาในเขตพระราชฐานชั้นในอีกชั่วชีวิต!"
จุติพญาหงส์ในเงามืด
"ตงฟางเย่!" มู่หรงเสวี่ยกรีดร้องเมื่อทหารเริ่มรุมทึ้งกระชากฉลองพระองค์หงส์ของนางจนขาดวิ่น นางมองดูเงาของบุรุษที่นางรักเดินหายเข้าไปในความมืดของวิหารใหญ่โดยไม่หันหลังกลับมามองอีกเลย
ความเจ็บปวดที่บาดลึกถึงกระดูกทำให้นางหยุดร้องไห้ในทันที แววตาที่เคยอ่อนหวานพลันเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่น่ากลัว นางจดจ้องไปยังแผ่นหลังของเขาด้วยความแค้นที่สลักลงไปในจิตวิญญาณ
"ท่านเลือกที่จะเชื่อคำลวงมากกว่าหัวใจของข้า... ได้! เช่นนั้นข้าจะใช้โรงซักล้างที่ท่านดูแคลน เป็นสุสานที่ขุดหลุมรอฝังเกียรติยศของท่านในวันหน้า!"
ทหารลากร่างของนางไปตามทางเดินที่มืดมิด ทิ้งไว้เพียงเศษหยกพยัคฆ์ขาวที่แตกละเอียดอยู่กลางสายฝนที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่ง
วิมานที่พังทลายในชั่วข้ามคืน
ภายในจวนตระกูลมู่หรงที่เคยสง่างามและเปี่ยมไปด้วยบารมี บัดนี้กลับตกอยู่ในสภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน เสียงเกราะเหล็กกระทบกันดังเกรียวกราวเมื่อทหารองครักษ์นับพันนายในชุดเกราะทมิฬบุกเข้าปิดล้อมทุกทางเข้าออก แสงไฟจากคบเพลิงนับร้อยดวงส่องประกายวูบวาบ ตัดกับความมืดมิดของรัตติกาลและสีแดงฉานอันวิจิตรของชุดมงคลที่ มู่หรงเสวี่ย สวมใส่
นางในอาภรณ์หรูหราที่ปักลวดลายหงส์สยายปีกด้วยด้ายทองคำแท้ ซึ่งควรจะเป็นชุดที่ส่งนางขึ้นสู่ตำแหน่งแม่แห่งแผ่นดิน บัดนี้ชายกระโปรงยาวระพื้นกลับลากไปตามพื้นหินที่เจิ่งนอง เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตมและหยาดฝนที่โหมกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
นางถูกทหารองครักษ์สองนายขนาบข้าง กระชากแขนลากตัวมายังลานกว้างหน้าตำหนักใหญ่ สถานที่ที่นางเคยเฝ้าฝันยามหลับตานอนว่าจะได้เดินเคียงคู่กับ ตงฟางเย่ เข้าสู่ปะรำพิธีอภิเษกท่ามกลางคำแซ่ซ้องสรรเสริญ
ท่ามกลางหยาดพิรุณ
"ปล่อยข้า! พวกเจ้าบังอาจนัก! รู้หรือไม่ว่ากำลังทำสิ่งใดกับว่าที่ฮองเฮา!" มู่หรงเสวี่ยตวาดเสียงสั่น น้ำฝนชะล้างเครื่องประทินโฉมจนใบหน้าซีดเผือด
"ฮองเฮาหรือ? หึ... เกรงว่าหัวของเจ้าจะหลุดจากบ่าก่อนจะได้สวมมงกุฎเสียมากกว่า" หัวหน้าองครักษ์เอ่ยเสียงเย็น ก่อนจะเหวี่ยงร่างของนางลงบนพื้นหินแข็งกระด้าง
ตุบ! ร่างบางสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บที่เสียดแทงเข้าถึงกระดูก นางทรุดเข่าลงกลางสายฝนที่สาดซัด ทันใดนั้น ม้วนกระดาษหนังแกะและตราประทับโลหะก็ถูกโยนลงมาตรงหน้านาง มันกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นพอๆ กับเสียงหัวใจของนางที่แทบจะหยุดเต้น
"นี่มัน... ไม่จริง..." นางครางออกมา พลางใช้นิ้วที่สั่นเทาหยิบจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาดู
มังกรในพันธนาการ... เล่ห์สุดท้ายของนางมารเพลิงไหม้ยังคงลุกโชนอยู่ตามมุมต่างๆ ของพระราชวัง แสงเพลิงสะท้อนกับพระจันทร์สีเลือดทำให้ท้องฟ้าดูน่าสยดสยองประดุจขุมนรกบนดิน ในจังหวะที่มู่หรงเสวี่ยกำลังกวาดล้างหน่วยเดนตายที่เชิงเทิน เสียงระเบิดดังกึกก้องมาจากทาง ตำหนักเฉียนชิง ทิศทางที่ตงฟางเย่เพิ่งเสด็จไป"ฝ่าบาท!" มู่หรงเสวี่ยอุทานด้วยความตกใจ นางรีบทะยานร่างลงจากกำแพงเมืองมุ่งหน้าไปยังตำหนักหลวงทันทีทว่าภาพที่นางเห็นเมื่อไปถึงกลับทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น ตงฟางเย่ ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กกล้าที่เคลือบยาพิษสลายกำลัง พระองค์ประทับคุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรงที่รายล้อมด้วยนักฆ่า "เงาสีคราม" ที่เหลืออยู่ โดยมี อวี้หลัน ยืนถือกริชจ่ออยู่ที่ลำคอของพระองค์อวี้หลันในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงและมีแผลจากการปะทะ แต่ดวงตาของนางกลับฉายแววบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม นางบังคับให้ตงฟางเย่นั่งอยู่หน้าโต๊ะทรงอักษร ซึ่งมีม้วนผ้าไหมเหลืองทองและแท่นหมึกสีชาดวางรออยู่"หยุดอยู่ตรงนั้น! มู่หรงเสวี่ย!" อวี้หลันตวาดก้อง เสีย
พยัคฆ์ในเงามืด... การตลบหลังที่ไร้ความปรานี"เจ้าหญิงอวี้หลัน... เจ้าช่างชอบสีแดงนักนะ"น้ำเสียงเย็นเยียบดังกังวานมาจากมุมมืดของกำแพงเมือง อวี้หลันชะงักฝีเท้า พลันปรากฏร่างของ มู่หรงเสวี่ย ในชุดเกราะเงินวาววับสะท้อนแสงจันทร์สีเลือด นางก้าวออกมาพร้อมกับ หลิวซิง และกองกำลังพยัคฆ์ขาวที่ดูเหมือนจะ "หายตัวไป" ก่อนหน้านี้ แต่แท้จริงแล้วพวกเขาซุ่มรอเวลานี้อยู่ในอุโมงค์ลับใต้กำแพงเมือง"มู่หรงเสวี่ย! เจ้ายังไม่ตาย!" อวี้หลันกัดฟันกรอด "แต่ต่อให้เจ้าฟื้นขึ้นมา ยามนี้กองทัพข้าเข้าเมืองมาแล้ว ตราพยัคฆ์ขาวอยู่ในมือข้า ทหารของเจ้าต้องฟังข้า!"มู่หรงเสวี่ยแค่นยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความสมเพช "ลองดูสิอวี้หลัน... ลองสั่งทหารที่ยืนอยู่เบื้องหลังข้าดูสิ ว่าพวกเขาจะทำตาม 'ก้อนหิน' ในมือเจ้า หรือจะทำตาม 'จิตวิญญาณ' ของแม่ทัพที่สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขามานับสิบปี"อวี้หลันชูตราหยกขึ้นสูง "ทหารพยัคฆ์ขาว! ข้ากุมอาญาสิทธิ์! จงสังหารนางกบฏมู่หรงเสวี่ยเดี๋ยวนี้!"ความเงียบที่น่าขนลุกปกคลุมไปชั่วขณะ ทหารพยัคฆ์ขาวนั
ท่ามกลางวงล้อม เล่ห์เหลี่ยมที่ล่มสลายหัวหน้าทัพซีหานชะงักม้า "มู่หรงเสวี่ย! เจ้าเสียอำนาจไปแล้ว! อำมาตย์กงบอกเราว่าเจ้าถูกกักบริเวณ!""อำมาตย์กงงั้นหรือ?" มู่หรงเสวี่ยแค่นยิ้มเย็น "ป่านนี้เขาคงกำลังสนุกกับการดู 'ปืนใหญ่' ของอวี้หลันที่เขาสะสมไว้... ระเบิดคฤหาสน์ของตัวเองอยู่กระมัง"ในวินาทีนั้นเอง เสียงระเบิดดังกัมปนาทมาจากทิศทิศใต้ของเมืองหลวง เปลวเพลิงสีส้มพุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า มันคือคฤหาสน์ของอำมาตย์กงที่ถูกแรงระเบิดจากปืนใหญ่ที่อวี้หลันแอบวางกลไก "ทำลายตัวเอง" ไว้เพื่อฆ่าปิดปากขุนนางเฒ่า แต่หลิวซิงได้ชิงจุดชนวนก่อนเวลาเพื่อให้มันกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยให้แก่ราษฎร"พวกเจ้าถูกหลอกมาตายเพื่อความฝันของสตรีวิปลาสเพียงคนเดียว" มู่หรงเสวี่ยชี้ดาบลงมาเบื้องล่าง "ทหารพยัคฆ์ขาว! จัดการกบฏให้สิ้นซาก อย่าให้พวกมันรอดไปถึงเขตพระราชฐานชั้นใน!"ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!ลูกศรเพลิงนับพันถูกระดมยิงลงมาจากกำแพงเมือง กองทัพซีหานที่เคยฮึกเหิมกลับกลายเป็นเป้านิ่งในค่ายกลที่มู่หรงเสวี่ยวางไว้การเผชิญหน้าบนหอคอย
"ฮองเฮาทรงพระปรีชายิ่งนัก!" อำมาตย์กงรีบตัดบทก่อนที่ฮ่องเต้จะใจอ่อน "ในเมื่อส่งคืนตราแล้ว หม่อมฉันขอเสนอให้ส่งมอบการบังคับบัญชาชั่วคราวให้แก่อำมาตย์กรมกลาโหม เพื่อตรวจสอบรายชื่อทหารที่อาจจะเป็นไส้ศึกพะย่ะค่ะ!"มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นยืน นางมองไปที่อวี้หลันที่กำลังแอบยิ้มเยาะเย้ยอยู่ที่มุมปาก นางจึงเดินเข้าไปใกล้และกระซิบเพียงเบาๆ ให้ได้ยินกันเพียงสองคน"เจ้าได้ตราไปแล้วอวี้หลัน... แต่นักรบพยัคฆ์ขาวมิได้จงรักภักดีต่อ 'ก้อนหิน' พวกเขาจงรักภักดีต่อ 'จิตวิญญาณ' ข้าจะดูซิว่า... ก้อนหินไร้ชีวิตในมือเจ้า จะต้านทานกองทัพเงาของเจ้าได้จริงหรือเปล่า"อวี้หลันหน้าถอดสีครู่หนึ่ง แต่ความทะเยอทะยานบดบังทุกสิ่ง นางรีบประคองตงฟางเย่ให้เสด็จกลับตำหนัก ทิ้งให้มู่หรงเสวี่ยยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางท้องพระโรงที่ว่างเปล่าหลิวซิงก้าวออกมาจากหลังเสา ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา "คุณหนู... เหตุใดถึงยอมถึงเพียงนี้? หากไม่มีตรานั่น เราจะสั่งการทหารอย่างไรพะย่ะค่ะ?"มู่หรงเสวี่ยเชิด
คมดาบที่คอหอย... ข้อกล่าวหาอันร้ายกาจบรรยากาศภายในท้องพระโรงยามเช้าตรู่มิได้อบอุ่นไปตามแสงตะวัน ทว่ากลับหนาวเหน็บด้วยบรรยากาศแห่งการพิพากษา ตงฟางเย่ ประทับบนบัลลังก์มังกรด้วยพระพักตร์ที่เคร่งเครียดประดุจรูปสลักหิน แววตาที่เคยเปี่ยมด้วยความรักบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความสับสนและระแวงตามแผนการของมนตราที่ยังหลงเหลือและคำยุยงที่รุนแรงขึ้นทุกวันเบื้องล่างคือขุนนางนับร้อยที่นำโดย อำมาตย์กง ซึ่งถือฎีกาปึกใหญ่ที่มีรายชื่อขุนนางเกือบครึ่งราชสำนักร่วมลงนาม"ฝ่าบาท! หากมิจัดการในวันนี้ แผ่นดินต้าตงจะมิใช่ของตระกูลตงฟางอีกต่อไปพะย่ะค่ะ!" อำมาตย์กงกราบทูลด้วยเสียงอันดัง "เหตุการณ์ลอบสังหารนายกองในวังหลวงที่เกิดขึ้น รายชื่อผู้ตายล้วนแต่เป็นคนของฮองเฮา แต่น่าแปลกที่นางมิได้เร่งสืบหาคนร้าย ทว่ากลับสั่งเคลื่อนพลพยัคฆ์ขาวเข้าประชิดกำแพงเมืองชั้นในโดยมิได้รับอนุญาต นี่มิใช่การเตรียมการกบฏเพื่อบีบให้ฝ่าบาทสละราชสมบัติหรอกหรือพะย่ะค่ะ?""ไม่จริงพะย่ะค่ะ!" แม่ทัพฉิน พยายามท้วงติง "การเคลื่อนพลเป็นไปเพื่อการคุ้มก
คมดาบใต้เงาจันทร์... ปฏิบัติการ "เงาสีคราม"กลางดึกที่มืดมิดที่สุดของเดือน ความเงียบงันปกคลุมค่ายพักทหารพยัคฆ์ขาวนอกเขตพระราชฐานชั้นใน นายกองหาน หนึ่งในขุนพลคู่ใจของมู่หรงเสวี่ยที่ดูแลการลำเลียงเสบียง กำลังตรวจตราคลังอาวุธเป็นรอบสุดท้าย ทว่าในจังหวะที่เขาเดินผ่านซอกกำแพงหิน ความรู้สึกเย็นวาบก็แล่นผ่านลำคอไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า ไร้ซึ่งกลิ่นอายสังหาร ร่างในชุดรัดกุมสีน้ำเงินเข้มประดุจสีของท้องฟ้ายามราตรีปรากฏขึ้นดุจวิญญาณ นี่คือ "เงาสีคราม" หน่วยสังหารที่ขึ้นชื่อว่าอำมหิตที่สุดของซีหาน พวกเขาไม่ได้ใช้ดาบยาวที่ส่งเสียงดัง แต่ใช้ "ลวดสังหาร" และ "เข็มพิษสั้น" ที่ปลิดชีพเหยื่อได้ในพริบตาฉับ!ลวดเหล็กกล้าเส้นบางเฉียบรัดเข้าที่ลำคอของนายกองหาน เขาพยายามจะเปล่งเสียงร้องแต่กลับมีเพียงเลือดที่พุ่งกระฉูดออกมา ร่างของเขาถูกลากหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็วและแนบเนียนในเวลาเดียวกัน ทั่วทั้งเมืองหลวง นายกองระดับหัวกะทิของมู่หรงเสวี่ยอีกสามนายถูกลอบสังหารในลักษณะเดียวกัน บ้างถูกพบเป็นศพในตรอกเ







