Masukเช้าวันจันทร์บรรยากาศในบ้านดูวุ่นวายกว่าปกติ แม่ของผมกำลังจัดกระเป๋าใบใหญ่ พลางกำชับสั่งเสียเรื่องงานบ้านงานเรือนราวกับจะไปเป็นปี ทั้งที่จริงแกแค่จะไปทัวร์ทำบุญเก้าวัดกับกลุ่มเพื่อนสนิทที่ต่างจังหวัดเพียงหนึ่งสัปดาห์
“เสือ แม่ฝากดูแลน้องด้วยนะ กับข้าวในตู้เย็นมีเยอะแยะ อย่าพาน้องอดล่ะ” แม่หันมาสำทับผมที่ยืนพิงกรอบประตูห้องครัวด้วยสายตาจิกกัดแกมหยอก
“ครับแม่ ผมโตแล้วนะ ไม่ปล่อยให้แขกอดตายหรอก” ผมตอบเสียงเรียบ พยายามรักษามาดนิ่งขรึม ทั้งที่ในใจเริ่มเต้นผิดจังหวะเมื่อหันไปสบตากับพิมพ์ที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่ข้างแม่
“พิมพ์ไม่อดหรอกค่ะแม่ พี่เสือดูท่าทางจะดูแลพิมพ์ดีจะตายไป”
คำพูดกำกวมของยัยเด็กแสบทำเอาผมสะอึก พิมพ์ส่งสายตาใสซื่อให้แม่ แต่พอแม่หันไปปิดกระเป๋า เธอกลับส่งสายตาเย้ายวนมาทางผมพร้อมกับแลบลิ้นเลียริมฝีปากเบาๆ มันเป็นท่าทางที่ดู
ไร้เดียงสาแต่โหยหาอยู่ในทีทันทีที่รถตู้ของกลุ่มแม่เคลื่อนพ้นรั้วบ้านไป ความเงียบก็นเข้าปกคลุม... แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบสุข มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่ผมไม่อยากนึกถึงสักเท่าไหร่
ร่างสูงเดินกลับเข้าห้องทำงาน กะว่าจะสงบสติอารมณ์ด้วยการปั่นงานต่อ แต่ดูเหมือนร่างเล็กๆ ในชุดกระโปรงผ้าเนื้อบางนั่นจะไม่ยอมปล่อยให้ผมทำงานง่ายๆ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“พี่เสือขา... พิมพ์ขอยืมปลั๊กพ่วงหน่อยได้ไหมคะ พอดีปลั๊กในห้องพิมพ์มันเสีย พิมพ์จะชาร์จไอแพดอ่านหนังสือน่ะค่ะ”
ผมถอนหายใจยาวก่อนจะลุกไปเปิดประตู ภาพตรงหน้าทำให้ผมแทบหยุดหายใจ พิมพ์ยืนบิดตัวไปมาในชุดกระโปรงสายเดี่ยวที่สั้นจนเกือบเห็นแก้มก้นขาวเนียน และที่สำคัญ... เธอน่าจะไม่ได้ใส่บรา เพราะยอดอกที่ชูชันดันเนื้อผ้าบางๆ ออกมานั้นมันชัดเจนจนผมต้องรีบเบือนหน้าหนี
“ปลั๊กพ่วงอยู่ในลิ้นชักล่างสุด ไปหยิบเอาเองสิ” ผมบอกพลางเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ทำงาน ทำเป็นจดจ่ออยู่กับหน้าจอ
พิมพ์พธูเดินเข้ามาในห้อง กลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นกายสาวลอยฟุ้งไปทั่วห้องทำงานแคบๆ ของผม เธอไม่ได้เดินไปที่ลิ้นชักทันที แต่กลับเดินมาหยุดอยู่ข้างหลังเก้าอี้ของผม
“พี่เสือวาดรูปอะไรอยู่เหรอคะ... อุ๊ย! สวยจัง นางเอกคนนี้หุ่นเหมือนพิมพ์เลยนะคะ แต่ดูเหมือนหน้าอกเขาจะเล็กกว่าพิมพ์นิดนึงหรือเปล่า?”
เธอโน้มตัวลงมามองหน้าจอ หน้าอกอวบอัดนั่นเบียดเข้ากับหัวไหล่ของผมอย่างจงใจ ความนุ่มหยุ่นที่สัมผัสได้ทำให้สติของผมแทบกระเจิง ผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนๆ ที่รดรินอยู่ข้างหู
“พิมพ์... ออกไปก่อน พี่จะทำงาน” ผมพยายามเค้นเสียงให้ดุดันที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ทำไมล่ะคะ? พิมพ์กวนพี่เสือเหรอ... หรือว่าพี่เสือ ‘กลัว’ อะไรพิมพ์?”
มือเรียวเล็กเริ่มซน เธอวางมือลงบนพนักพิงเก้าอี้แล้วค่อยๆ เลื่อนมาแตะที่ลำคอของผม นิ้วโป้งของเธอคลึงเบาๆ ที่ลูกกระเดือกที่มันกำลังขยับขึ้นลงตามจังหวะการกลืนน้ำลายของผม
“แม่ไม่อยู่แล้วนะคะพี่เสือ... พี่ไม่ต้องแอบฟังพิมพ์ผ่านกำแพงแล้วก็ได้นะ ถ้าพี่อยากฟังชัดๆ... พี่แค่เปิดประตูเข้ามาเท่านั้นเอง”
คำพูดของเธอคือการเปิดไพ่ใบสุดท้าย ผมหันขวับไปมองหน้าเธอทันที ดวงตาของพิมพ์ตอนนี้ไม่มีวาวใสซื่อเหลืออยู่เลย มีแต่เปลวไฟแห่งความปรารถนาที่แผดเผาจนผมทนไม่ไหวอีกต่อไป
ผมคว้าข้อมือเล็กนั่นไว้แน่น แรงอารมณ์ที่กักขังมาหลายวันระเบิดออกมา เสือที่เคยกบดานอยู่ในถ้ำบัดนี้เขี้ยวเล็บของมันพร้อมจะทำงานแล้ว
“พิมพ์รู้ไหมว่ากำลังเล่นกับอะไร... ถ้าพี่เริ่มแล้ว พี่ไม่หยุดแค่ฟังเสียงหรอกนะ”
พิมพ์ยิ้มยั่วพลางโน้มหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกชนกัน “ก็อย่าหยุดสิคะ... พิมพ์รอให้พี่กินมานานแล้ว”
ทางสะดวกแล้ว... และคืนนี้เสือร้ายจะไม่ยอมให้เหยื่อหลุดมือไปเด็ดขาด!
แรงบีบรัดที่ข้อมือเล็กทำให้พิมพ์พธูนิ่วหน้าเล็กน้อย แต่มันไม่ใช่ความเจ็บปวดที่น่ากลัวสำหรับเธอ กลับเป็นความสยิวที่ทำให้เธอยิ่งอยากท้าทาย
ร่างสูงจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่บัดนี้ฉ่ำวาวด้วยแรงอารมณ์ เขาสะบัดมือออกเพียงนิดก่อนจะรวบเอวบางของเด็กแสบดึงเข้าหาตัวจนร่างกายทุกส่วนบดเบียดกันไร้ช่องว่าง “พี่เสือ... ใจร้อนจังเลยนะคะ” พิมพ์กระซิบชิดริมฝีปากหนา มือซนของเธอลูบไล้ไปตามแผงอกกว้างที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อเชิ้ตเนื้อดี “ใครกันแน่ที่เริ่มก่อน?” สิงหราชเค้นเสียงต่ำ เขาพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ดิบ แต่กลิ่นกายสาวและสัมผัสจากทรวงอกนุ่มหยุ่นที่เบียดเสียดกับหน้าอกเขามันทำให้สติเขากระเจิดกระเจิง จนทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาอุ้มร่างเล็กขึ้นวางบนโต๊ะทำงานพร้อมกับอุกวาดปกรณ์วาดรูปราคาแพงออกไปอย่างไม่ใยดี พิมพ์พธูหัวเราะคิกคักในลำคอพลางอ้าขาออกกว้างเพื่อให้เขาแทรกตัวเข้าไปอยู่ตรงกลาง แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ส่องกระทบผิวขาวเนียนของเธอจนดูราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่มีชีวิต “ไหนบอกจะให้พิมพ์ยืมปลั๊กพ่วงไงคะ? หรือจะให้พิมพ์พ่วงอย่างอื่นแทน” เธอโน้มตัวลงมางับติ่งหูของเขาเบาๆ ก่อนจะลากลิ้นผ่านรอยนูนของเส้นเลือดที่ลำคอ สิงหราชครางฮึ่มในลำคอ มือหนาเลื่อนขึ้นไปบีบเฟ้นสะโพกมนอย่างหนักมือ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ในเมื่ออยากระบายสี... พี่ก็จะลงสีให้ทั่วทุกซอกทุกมุมเลย!” สิงหราชคำรามก่อนจะโถมกายขยับขับกดตัวตนเข้าสู่ความคับแน่นอย่างรุนแรงและรวดเร็ว จนสุดทางรัก พิมพ์พธูอ้าปากค้างพลางแอ่นอกรับความกระสันที่ถาโถมเข้าใส่ไม่ยั้ง เสียงโต๊ะทำงานไม้เนื้อดีสั่นสะเทือนกึกก้องไปตามจังหวะการโถมกายของสิงหราช แรงกระแทกกระทั้นที่หนักหน่วงนั้น ทำให้ร่างเล็กของพิมพ์พธูสั่นคลอนไปทั้งตัว มือหนาของเสือร้ายขยุ้มสะโพกมนไว้แน่นจนเกิดรอยนิ้วมือแดงจางๆ บนผิวขาวจัด เขาจงใจถอนตัวตนออกจนเกือบสุดก่อนจะ กระแทกกลับเข้าไปจนมิดลำเอ็นร้อนผ่าว ย้ำลงบนจุดกระสันภายในซ้ำๆ จนเกิดเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังเฉอะแฉะน่าอาย "อื้อออ... พี่เสือ... แรงไปแล้ว... พิมพ์จะ... อ๊ะ! อ๊า!" เสียงหวานครางระงมไม่เป็นภาษา พิมพ์พธูแอ่นอกรับความกระสันขีดสุด ขาเรียวสวยเกี่ยวกระหวัดรอบเอวสอบของเขาไว้แน่น พยายามบดเบียดร่างกายเข้าหาความอุ่นร้อนที่เติมเต็มเธอจนจุกเสียด ทว่ายิ่งเธอรัดรึงเขามากเท่าไหร่ สิงหราชก็ยิ่งทวีความป่าเถื่อนมากขึ้นเท่านั้น "ตอดรัดแน่นขนาดนี้... อยากให้พี่ปล่อยข้างในใช่ไหมพิมพ์?" สิง
หลังผ่านค่ำคืนอันเร่าร้อนที่ทำให้ผนังห้องดูบางลงถนัดตา สิงหราชตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นปนร้อนรุ่ม พิมพ์พธูยังคงนอนขดตัวอยู่ในอ้อมกอด ใบหน้าใสซื่อในยามหลับใหลทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะลูบไล้เส้นผมดำขลับของเธอเบาๆ ใครจะคิดว่ายัยเด็กตัวเล็กขี้มูกโป่งในวันนั้น จะกลายเป็นสาวสะพรั่งที่เร่าร้อนและยั่วยวนได้ถึงเพียงนี้ หลังมื้อเช้าจบลง พิมพ์ก็เดินตามเขาต้อยๆ เข้ามาในห้องทำงานอีกครั้ง “พี่เสือคะ วันนี้ไม่ทำงานเหรอ?” เธอถามพลางทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมที่เคยเป็น 'เวทีรัก' เมื่อคืนนี้ “ทำสิ แต่วันนี้พี่อยากเปลี่ยนจากนางแบบในจินตนาการ มาเป็นนางแบบที่มีชีวิตจริงๆ บ้าง” สิงหราชตอบพลางหันจอคอมพิวเตอร์ไปทางเธอ รอยยิ้มกรุ้มกริ่มปรากฏบนใบหน้าคมคาย “นางแบบมีชีวิต? ใครคะ?” พิมพ์แกล้งทำหน้างง “ก็เธอไง พิมพ์พธู” เขาชี้ปากกาเลเซอร์ไปที่เธอ พิมพ์ตาโตก่อนจะหัวเราะคิกคัก “ว้าย! พี่เสือลามก! จะให้พิมพ์เป็นแบบชุดไหนคะ? ชุดนักศึกษาหรือชุดไหนดีคะ?” “ไม่จำเป็น พี่อยากวาดภาพความงามที่บริสุทธิ์แบบที่เห็นตอนเธอนอนเปลือยเปล่าในอ้อมกอดพี่มากกว่า”
เช้าวันจันทร์บรรยากาศในบ้านดูวุ่นวายกว่าปกติ แม่ของผมกำลังจัดกระเป๋าใบใหญ่ พลางกำชับสั่งเสียเรื่องงานบ้านงานเรือนราวกับจะไปเป็นปี ทั้งที่จริงแกแค่จะไปทัวร์ทำบุญเก้าวัดกับกลุ่มเพื่อนสนิทที่ต่างจังหวัดเพียงหนึ่งสัปดาห์ “เสือ แม่ฝากดูแลน้องด้วยนะ กับข้าวในตู้เย็นมีเยอะแยะ อย่าพาน้องอดล่ะ” แม่หันมาสำทับผมที่ยืนพิงกรอบประตูห้องครัวด้วยสายตาจิกกัดแกมหยอก “ครับแม่ ผมโตแล้วนะ ไม่ปล่อยให้แขกอดตายหรอก” ผมตอบเสียงเรียบ พยายามรักษามาดนิ่งขรึม ทั้งที่ในใจเริ่มเต้นผิดจังหวะเมื่อหันไปสบตากับพิมพ์ที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่ข้างแม่ “พิมพ์ไม่อดหรอกค่ะแม่ พี่เสือดูท่าทางจะดูแลพิมพ์ดีจะตายไป” คำพูดกำกวมของยัยเด็กแสบทำเอาผมสะอึก พิมพ์ส่งสายตาใสซื่อให้แม่ แต่พอแม่หันไปปิดกระเป๋า เธอกลับส่งสายตาเย้ายวนมาทางผมพร้อมกับแลบลิ้นเลียริมฝีปากเบาๆ มันเป็นท่าทางที่ดูไร้เดียงสาแต่โหยหาอยู่ในที ทันทีที่รถตู้ของกลุ่มแม่เคลื่อนพ้นรั้วบ้านไป ความเงียบก็นเข้าปกคลุม... แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบสุข มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่ผมไม่อยากนึกถึงสักเท่าไหร่ ร่
แสงไฟจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ยังคงสว่างโร่ในห้องทำงานของสิงหราช แต่วันนี้สมาธิของเขากลับไม่ได้อยู่ที่หน้าจอตรงหน้าแล้ว ปากกาเลเซอร์ที่ใช้สำหรับวาดภาพถูกวางทิ้งไว้อย่างไม่ใยดี เมื่อหูของเขากำลังจดจ่ออยู่กับเสียงที่เล็ดลอดมาจากผนังห้องนอนที่กั้นกลางระหว่างเขากับพิมพ์พธู บ้านไม้กึ่งปูนหลังเก่าของแม่แม้จะดูแข็งแรง แต่ผนังห้องนอนที่รีโนเวทใหม่นั้นกลับบางกว่าที่คิด โดยเฉพาะในยามดึกสงัดที่เสียงเข็มนาฬิกาเดินยังได้ยินชัดเจน “อื้อ... อ๊ะ... ร้อนจัง” เสียงหวานที่เคยทักทายเขาอย่างสดใสเมื่อตอนกลางวัน บัดนี้มันเปลี่ยนเป็นโทนเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ สิงหราชขยับแว่นสายตา หัวใจเต้นระรัว เขาพยายามจะบอกตัวเองว่าน้องอาจจะแค่ละเมอ หรืออากาศในกรุงเทพฯ มันร้อนเกินไปสำหรับเด็กต่างจังหวัดอย่างเธอ แต่เสียงขยับตัวเสียดสีกับผ้าปูที่นอนและเสียงลมหายใจที่หอบถี่ขึ้นเรื่อยๆ นั้น... มันฟ้องชัดเจนว่าเธอกำลังทำอะไร “พี่เสือ... พิมพ์... อื้อออ...” กรามของหนุ่มเนิร์ดบดเข้าหากันแน่น เมื่อได้ยินชื่อตัวเองหลุดออกมาจากปากเล็กๆ นั่น จินตนาการในหัวของเขามันพุ่งพล่านยิ่งกว่าภาพว
สายตาของผมพร่าเบลอไปหมดจากการจ้องหน้าจอคอมฯมาทั้งคืน 'สิงหราช' หรือ 'เสือ' คือชื่อของผม หนุ่มเนิร์ดวัย 26 ที่ชีวิตวนเวียนอยู่กับการปั่นงานภาพวาดประกอบนิยายส่งสำนักพิมพ์และนักเขียนนิยาย ผมเป็นคนรักสันโดษ ชอบความเงียบ และที่สำคัญ... ผมชอบอยู่ในโลกจินตนาการที่มีแต่สาวสวยในลายเส้นฝีมือของตัวเอง มือข้างซ้ายของผมสาวลำเอ็นไปด้วย ในขณที่มือข้างขวาก็จับปากกาตวัดลายเส้นให้ภาพสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดนเฉพาะจุดเร้นลับนั้นที่มันดูสมจริง จนคนวาดเกิดอารมณ์หลายต่อหลายครั้ง “อ่าส์..อึก...” เสียงผมครางแผ่วอื้ออึงในลำคอ จนสุดท้ายน้ำข้นเหนียวที่ผมกักเก็บมาทั้งเดือนถูกปลดปล่อยออกมาในที่สุด ใช่ครับทั้งเดือน ที่ผมไม่ออกไปไหน ไม่ได้ไปพบปะสาวเพื่อปลดปล่อย ด้วยเพราะว่างานใกล้ถึงกำหนดที่ต้องส่งลูกค้าแล้ว แต่โลกความจริงของผมกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อแม่ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ก่อนไปตลาด "เสือ วันนี้หนูพิมพ์ลูกสาวน้าพรจะย้ายมาอยู่นะ น้องมาสอบเข้ามหาวิทยาลัย ดูแลน้องด้วยล่ะ อย่าให้เสียชื่อพี่ชายคุณนายอรล่ะ" ผมได้แต่พยักหน้าส่งๆ ใจไม่คิดอะไร จนกระทั่งเสียงกริ่งหน้าบ้านด







