Se connecterไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นชีวิตก็ยังคงดำเนินต่อไป
บ่ายวันนี้กรองขวัญมีนัดตรวจแบบร้านที่รับออกแบบให้กับลูกค้ายังสถานที่จริง แต่ลูกค้าดันมีเรื่องด่วนให้ต้องจัดการ เธอจึงต้องหอบงานมาคุยที่ร้านกาแฟสาขาแรกของร้านที่กำลังออกแบบอยู่ในตอนนี้ ซึ่งก็ได้เธอออกแบบให้มีความเป็นเอกลักษณ์ตามที่ลูกค้าต้องการ
เมื่อเคยทำงานด้วยกันมาแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็รู้สไตล์การทำงานของกันและกัน แบบร้านที่กรองขวัญทำมาจึงผ่านฉลุยอย่างง่ายดาย
เสร็จงานแล้วลูกค้าสาวก็บอกกับกรองขวัญอย่างเกรงใจ “ขอบใจลูกเป็ดจริงๆ นะจ๊ะ ที่ออกมาหาถึงที่เลย วันนี้งานยุ่งจนไปไหนไม่ได้จริงๆ”
กรองขวัญรีบส่ายหน้าบอกอย่างสดใส “ไม่เป็นไรเลยค่ะ ดีเสียอีก นอกจากได้งานแล้ว ลูกเป็ดยังได้มาพักสายตาในร้านสวยๆ แบบนี้ด้วย”
“ลูกเป็ดนี่น่ารักจริงใจดีจัง สงสัยมีหนุ่มๆ มารุมจีบตรึมเลย”
“ก็มีบ้างนิดหน่อยค่ะ” ขยิบตาบอกพร้อมกับลงมือเก็บเอกสารงานที่กระจายอยู่บนโต๊ะไปด้วย เจ้าของร้านเห็นแบบนั้นจึงลุกขึ้นบอกยิ้มๆ
“พี่ไม่กวนแล้ว ลูกเป็ดนั่งทำงานต่อในร้านได้ตามสบายเลยนะจ๊ะ”
“ไว้แก้แบบเสร็จเมื่อไหร่ ลูกเป็ดจะรีบแจ้งให้พี่บัวทราบทันทีนะคะ”
“ขอบใจจ้า พี่ไปนะ”
กรองขวัญลุกขึ้นยืนยิ้มหวานส่งอีกฝ่าย ได้ลูกค้าสวยแล้วยังใจดีแบบนี้ เป็นโชคดีของเธอจริงๆ รอจนเจ้าของร้านเดินจากไปแล้ว ร่างบางจึงนั่งลงเก็บเอกสารและม้วนแบบร่างงานให้เรียบร้อย จากนั้นก็นั่งทบทวนสิ่งที่ต้องแก้ไขที่จดเอาไว้ในสมุดบันทึก สักพักจึงลุกไปจ่ายเงินเตรียมกลับ แต่เด็กในร้านปฏิเสธการรับเงิน แถมยังส่งถุงขนมขนาดใหญ่ให้อีก
“คุณบัวสั่งไว้ค่ะ” อีกฝ่ายอธิบายยิ้มๆ
กรองขวัญยิ้มตอบ ไม่ได้ดื้อรั้นจ่ายเงิน เธอรับถุงขนมมาและฝากขอบคุณเจ้าของร้านคนสวยก่อนจะออกจากร้านมา ระหว่างเดินผ่านร้านเสื้อผ้าสตรีก็อดมองดูไม่ได้ แต่เสื้อผ้าสมัยนี้เปิดเผยมากเกินไป ไม่ค่อยเรียกเงินจากกระเป๋าเธอได้เลย จังหวะที่กำลังจะละสายตามานั่นเอง ดันเหลือบไปเห็นใครบางคนนั่งอยู่ในร้าน
ภวัตตัวเป็นๆ กำลังนั่งมองหญิงสาวหุ่นบางลองชุดสวยอยู่ในนั้น!
ไหนแก้วกานดาบอกว่าภวัตโสด ไม่ทราบว่าผู้หญิงที่เขากำลังนั่งมองซ้ายขวาคนนั้นออกมาจากป่าไหน?
ยิ่งคิดยิ่งเม้มปากกำถุงขนมแน่นแบบไม่รู้ตัว จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ผ่านไปเป็นเดือนๆ แล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นยังถูกเก็บเป็นความลับอย่างดี นอกจากข่าวเลิกราของเธอกับโตมรแล้ว ไม่มีใครรู้เรื่องเธอกับภวัตสักคน
'อยากให้พี่รับผิดชอบ?'
เสียงเรียบๆ ของภวัตในวันนั้นดังขึ้นมากระแทกใจจนเจ็บ
ขอถามหน่อยเถอะ มีผู้หญิงคนไหนถูกเจาะไข่แดงโดยไม่รู้ตัวแล้วไม่อยากให้ผู้ชายที่เจาะไข่แดงไปกินรับผิดชอบตัวเองบ้าง ถ้าไม่ติดว่าเธอเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ภวัตได้รับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นคืนนั้นแน่ อย่างน้อยเธอต้องได้ข้อเสนอบางอย่างที่ได้เปรียบเขามา แต่นี่...
“อาวัตบ้า!”
ร้องด่าอยู่คนเดียวด้วยความเจ็บใจ ถูกเจาะไข่แดงว่าเจ็บแล้ว การเป็นฝ่ายเสนอไข่ให้เขาเจาะกินเองยิ่งเจ็บจนแทบกระอักเป็นเลือด
สะบักสะบอมไปอีกเธอเอ๋ย!!
ใบหน้าหวานสะบัดหน้าหนีภาพในร้านเสื้ออย่างแรง ก้าวเร็วๆ ตรงไปหาทางเดินที่เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้ามหานคร ปากเล็กงึมงำด่าใครคนนั้นอย่างอดไม่ได้
“ตัวก็มีคนของตัวอยู่แล้ว ยังจะมายุ่งกับคนอื่นอีก พวกหลายใจ!”
เมื่อกรองขวัญกลับมาถึงออฟฟิศก็ชูถุงขนมเรียกคนอื่นในแผนก ซึ่งเหลืออยู่กันแค่สามสี่คน สงสัยจะออกนอกสถานที่เหมือนกัน
“พี่ๆ ขา วันนี้ลูกเป็ดมีขนมอร่อยๆ จากร้านคุณบัวมาฝากด้วย ใครต้องการเพิ่มน้ำตาลในเลือดก็ตามเค้าไปที่แคนทีนได้เลยนะ”
สาวสวยนางหนึ่งเงยหน้าขึ้นบอก “พี่จองเค้กมะพร้าวอ่อน ถ้ามีนะ”
“โอเคค่ะ คนอื่นจองอะไรหรือเปล่า”
“อะไรก็ได้จ้ะ เดี๋ยวตามเข้าไป”
“เออ เดี๋ยวพี่ตามไป ขออเมริกาโน่เย็นๆ ด้วยนะลูกเป็ด หัวจะทิ่มโต๊ะอยู่แล้วเนี่ย” ชายหนุ่มวันยี่สิบปลายๆ ตะโกนมาบอก
“ได้เลยค่า”
กรองขวัญตะโกนตอบแล้วหมุนตัวเดินตรงเข้าแคนทีนไปรื้อขนมออกจากถุงรอ เค้กฝอยทองใบเตยลาวาก้อนใหญ่ที่หยิบออกมาจากถุงช่างทำให้คนอดกลืนน้ำลายไม่ได้จริงๆ ทั้งที่ฟาดมัทฉะลาเต้กับชีสเค้กที่ร้านมาแล้วนะนี่ ความน่าทานของเค้กชินนี้มันล่อใจเหลือเกิน...
“เฮ้ย! นี่ยังจะกินอีกเหรอ”
“เอ่อ...” ช้อนเล็กเต็มไปด้วยฝอยทองลาวาชะงักก่อนจะเข้าปากนุ่ม
“ไม่ได้กินที่ร้านมาก่อนแล้วเหรอวะ”
กรองขวัญแลบลิ้นกวาดคราบขนมออกจากริมฝีปาก ก่อนจะหันไปยิ้มแห้งๆ ให้คนถาม เธออดใจไม่ไหวจริงๆ พอจัดเค้กกับกาแฟให้พี่ๆ เสร็จเลยชงชามะลิหอมๆ ให้ตัวเองอีกแก้ว แล้วนั่งลงจ้วงขนมเข้าปากต่อ
“ไม่เลี่ยนเรอะนั่น” คนไม่ชอบความหวานเลี่ยนของเค้กถาม
“อร่อยจะตาย กาแฟพี่ภาสอยู่ในตู้เย็นนะ”
ภาดาเดินไปเปิดตู้เย็นเล็กหยิบแก้วกาแฟเย็นของตนออกมาดูด แต่แทนที่จะออกไปเลย เขากลับถามหาของหวานให้ใครอีกคน “ไหนล่ะเค้กมะพร้าวของเจ้นิ่ม มีหรือเปล่า เจ้บอกให้เอาไปเสิร์ฟด้วย”
กรองขวัญเหล่ตามองพี่ร่วมสถาบันยิ้มๆ “เจ้นิ่มบอกหรือว่าพี่ภาสเสนอตัวกันแน่ ชอบเจ้ล่ะสิ อย่าคิดว่าลูกเป็ดไม่รู้นะ”
“แกรู้ได้ไง ตัวเจ้ยังไม่รู้เลย!”
“โคตรเท่ กูอยากเป็นแบบพี่เขย” เทวินทร์ฟังพี่เขยพูดจบก็หันไปกระซิบกับเทวาอย่างอิจฉา“เออ สบายโคตร”“ทำเกี่ยวกับรถยนตร์ เป็นเซลล์ขายรถเหรอวะ” แดนดินพูดซะลูกๆ เกือบพากันหัวทิ่มชาม กรองขวัญเองก็มองค้อนใส่พ่ออย่างเคืองๆ ก่อนจะพูดออกหน้าแทนสามี“เป็นนายใหญ่ของเซลล์ขายต่างหากละคะ ยังเปิดสนามแข่งไว้ให้คนอื่นเช่าจัดงานแข่งรถอีกสองสามแห่งแหนะ”“สนามแข่งรถ!” สองแฝดตาโตกว่าเดิมอีก“มันก็ขายรถเหมือนกันนั่นละ” คนสืบประวัติมาหมดยักไหล่บอกฤทัยรักษ์ทำเสียงใส่สามี “จะขัดอะไรนักหนาคะ”“นั่นสิ ทำอะไรแล้วไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็ทำไปเถอะ มาอยู่กับลูกกับเมียที่นี่ได้ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เวลาตั้งท้องนะ กำลังใจสำคัญที่สุดก็ยกให้พ่อของลูกนั่นละ” น้ำเสียงคนพูดพอใจยิ่งนัก นอกจากนิสัยพูดน้อยต่อยหนักของภวัตแล้ว ประวัติส่วนตัวที่หลานชายสืบมา หลานสะใภ้ก็เอามาแชร์ให้ดูจนรู้ไส้รู้พุง บอกเลยว่าภวัตได้ใจคำหอมไปเต็มๆ“หนูเห็นด้วยจ้ะ ยิ่งพี่ลูกเป็ดแพ้ท้องเพราะอยู่ห่างพี่เขยแบบนี้ ให้อยู่ใกล้ๆ กันดีที่สุด หนูยังหวั่นใจอยู่เลยว่าถ้าพี่เขยกลับไปทำงาน พวกเราจะเจออาการแพ้อะไรบ้าง” เทวาเสนอหน้าออกความเห็นอีกเสียง“ไอ้วา!”เทวาคอหดฟ้
ไม่กี่นาทีต่อมา กระดาษเนื้อดีสองแผ่นก็วางลงตรงหน้าบ่าวสาวทะเบียนสมรส...“นี่พ่อเตรียมไว้เลยหรือจ๊ะ” ลูกสาวถึงกับอึ้งแดนดินยักไหล่บอก “พ่อก็ไม่อยากเตรียมไว้หรอก แต่วันก่อนเข้าไปทำธุระในอำเภอ เลยขอให้นายอำเภอช่วยจัดการให้เลย แบบว่าซี๊กับนายอำเภอน่ะ ลูกเซ็นชื่อกันซะสิ เดี๋ยวพ่อให้เด็กเอาไปส่งนายอำเภอ เขาจะออกใบสำคัญการสมรสให้”สาบานว่าแดนดินไม่ชอบลูกเขยคนนี้!เนื่องจากมีงานรอให้กลับไปสะสาง พอแดดร่มลมตก กาจพลจึงพาแก้วกานดาเอ่ยลาทุกคน โดยมีวินิตที่ต้องกลับไปประสานงานอยู่ทางกรุงเทพมหานครระหว่างที่ภวัตย้ายมาอยู่หมู่บ้านนาทองคำติดตามกลับไปด้วย แก้วกานดามีโอกาสได้แซวอากับเพื่อนรักไม่นานก็ต้องกลับไปแล้วส่วนน้องๆ ทั้งสี่ของเจ้าสาวเห็นโอกาสอันดี พอแขกจากไป พวกเขาก็รีบวิ่งไปช่วยขนกระเป๋าของภวัตเข้าไปวางในห้องนอนกรองขวัญด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส“ขอบใจทุกคนมากๆ นะ” ภวัตเดินตามมาบอก โดยมีกรองขวัญยืนส่ายหน้าให้กับความขี้ประจบของน้องชายน้องสาวอยู่ข้างๆ“ยินดีให้บริการครับ พี่เขยมีอะไรเรียกใช้เราได้เลยครับผม” เทวาเสนอหน้าเข้าไปบอกก่อนใครใจดี เงินหนา ป๋ามาก!นี่คือคำนิยามของภวัตแบบสั้นได้ใจ ที่นรีกาน
ฝ่ายเจ้าสาวทุกคนเอาแต่มองพานสินสอดที่ค่อยๆ เปิดออกนิ่ง ไม่มีใครตอบสักคนจนกาจพลเริ่มเหงื่อตก“ทองคำแท่งเก้าสิบเก้าบาทนี่ เท่ากับเงินกี่บาทเหรอวะ” เทวินทร์แอบเอียงหูกระซิบถามแฝดน้อง“หลายล้านว่ะ” เทวาตอบพลางกลืนน้ำลาย“กูว่าพี่เขยคงรวยมากๆ เลย ว่ามะ”“เปย์หนักมากด้วย” คเชนทร์ยื่นหน้ามากระซิบอีกคน เพราะได้จากพี่เขยมาเยอะพอสมควร ตอนช่วยพี่สาวย้ายของกลับบ้านเมื่อผู้ใหญ่ทางฝ่ายหญิงยังไร้เสียงตอบ กาจพลจึงเอ่ยขึ้นเสียงค่อย“เอ่อ...ถ้าสินสอดเราน้อยไป...”“คุณค่าของลูกสาวผมไม่ได้อยู่ที่สินสอด จะมากหรือน้อยก็ดี ขอแค่คนของคุณดูแลลูกสาวผมให้มีแต่ความสุขกายสบายใจ มีกินมีใช้ไม่ขาดมือ เท่านี้ผมก็พอใจแล้ว” แดนดินขัดขึ้นเสียงเรียบ เขาไม่ได้คิดจะขายลูกสาวกินนะโว้ย“ผมจะดูแลลูกเป็ดยิ่งกว่าชีวิตตัวเอง คุณพ่อเชื่อใจผมได้เลย” ภวัตบอกพ่อตาน้ำเสียงหนักแน่น“จำคำของนายไว้ให้ดี”จากนั้นสินสอดทั้งหมดก็ถูกฤทัยรักษ์นับใส่ผ้าสีทองผืนใหญ่จนเต็ม ทบปลายเข้าหากันผูกให้แน่นแล้วแบกขึ้นหลัง ร่างบางแกล้งซวนเซเล็กน้อย ก่อนจะบ่นว่าสินสอดนี้หนักจริงอะไรจริง กองเชียร์ที่นั่งดูข้างๆ พากันเฮขึ้นลั่นเรือน งานนี้พ่อแม่เจ้าสาวโกยส
วันต่อมา เวลาตีห้าโดยประมาณวันนี้แดนดินได้รับมอบหมายจากภรรยาให้ออกมาหุงหาอาหารเช้าให้ทุกคนได้อิ่มท้อง ซึ่งในหนึ่งสัปดาห์เขาจะได้รับหน้าที่นี้ราวๆ สองถึงสามวัน เมนูก็แล้วแต่วัตถุดิบและอารมณ์คนทำ เช้านี้เขาอารมณ์ดี เดินไปยังห้องครัวด้วยสีหน้าเบิกบานทีเดียวเอ๊ะ!ขณะกำลังเดินมาดีๆ นั่นเอง ดวงตาคมเข้มพลันเหลือบไปเห็นชายหนุ่มตัวสูงที่เดินคุยโทรศัพท์อยู่ในสวนหน้าเรือนกับพวกหลังอานเข้า แดนดินชะงักหมุนตัวไปมองดีๆ ทันที พอลูกหมาพวกนั้นหันมาเห็นเขาก็เห่าทักเสียงดังจนอีกฝ่ายหันมามองตามเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคือคนที่คิดจริงๆ แดนดินก็ได้แต่ทำหน้างงหนักตอนนี้ยังเช้าตรู่อยู่ ดวงตะวันยังไม่ทันจะโผล่ขึ้นฟ้า ทำไมคนที่อยู่กรุงเทพฯ อย่างภวัตถึงมาโผล่อยู่ที่นี่แล้วล่ะ“เอาขนมมาให้?”ได้ฟังเหตุผลที่ภวัตปรากฏตัวขึ้นที่นี่แต่เช้ามืด แดนดินถึงกับเม้มปากมองลูกสาวด้วยความน้อยใจ ไม่ใช่แค่เมินขนมที่เขาหาซื้อมาให้ แล้วไปอ้อนให้ภวัตเอามาส่งถึงบ้าน แต่ยังเมินซุปไก่ตุ๋นของเขา ไปกินข้าวต้มปลาที่ภวัตซื้อมาฝากพร้อมเค้กสารพัดอย่างในกล่องใหญ่นั่นอีก! “ความจริงวันนี้ผมกะจะมาหาน้องอยู่แล้วครับ เป็นห่วง กลัวจะแพ้ท้องหนักอีก”
หลายชั่วโมงให้หลังพลันมีเรื่องไม่น่าเชื่อเกิดขึ้นกรองขวัญหายแพ้ท้องจริงดังว่า!หายจนลุกออกมาเดินเล่นนั่งเล่นกับคนอื่นได้เหมือนปกติ ทั้งที่หลายวันก่อนหน้านี้แทบจะเป็นส่วนหนึ่งของผ้าห่มกับเตียงนอน นอกจากเด็กๆ ที่พากันงงเป็นแถบ คงมีเพียงย่าทวดคำหอมกับฤทัยรักษ์ที่พอจะเข้าใจเรื่องราว“ลูกคงคิดถึงพ่อ พอพ่อมาถึงก็ไม่งอแงเลย”ภวัตมองคนนั่งกินมะยมอยู่ข้างๆ ด้วยแววตาอ่อนโยน “แล้วแม่ล่ะ คิดถึงพ่อหรือเปล่า”กรองขวัญส่ายหน้า “ลูกอาจจะคิดถึงอาวัต แต่ลูกเป็ดไม่ได้คิดถึง”“จริงรึ”“จริงค่ะ”“หลานงอแงแบบนี้ ถ้าพี่เขยกลับกรุงเทพฯไปเมื่อไหร่ พี่ลูกเป็ดก็เป็นเหมือนเดิมอีกเหรอจ๊ะทวด” เทวาหันไปถามคำหอมตาปริบๆ“ก็ประมาณนั้น”“โอย ไม่เอานะคะ ลูกเป็ดไม่อยากผะอืดผะอมแบบนั้นอีกแล้ว แค่ใส่เฝือกก็คันจะแย่” หญิงสาวบอกหน้างอคอตก เฝือกที่แขนจะเอาออกได้ก็ตั้งสองสามวัน เธอไม่อยากอ้วกไปพร้อมกับแขนไม่สมประกอบนี่อีกแล้วนะตอนนั้นเองที่ภวัตหันไปถามผู้ใหญ่ตรงๆ “ถ้าผมจะขอย้ายมาอยู่กับลูกเป็ดที่นี่เลย คุณทวดกับคุณอาจะว่ายังไงครับ”คุณทวดกับคุณอาสบตากันนิ่ง ก่อนหญิงชราจะตอบออกมา “เรื่องนี้คงต้องถามพ่อเขานะ”“ถามหนูนี่แหละค่ะ
เวลาหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็วตอนนี้กรองขวัญกลับมาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านนาทองคำได้หลายวันแล้ว ข้าวของทั้งหลายที่ขนมาด้วยถูกเก็บไว้ที่ใต้ถุนเรือนก่อน เนื่องจากสภาพแขนเจ้าของมันไม่อำนวยในการรื้อแจกกลับมาคราวนี้กรองขวัญทำตัวออดอ้อนแดนดินทุกวัน สังเกตเห็นชัดเลยว่าพอลูกกลับมาอ้อนอยู่ข้างๆ แดนดินก็ลดท่าทีโกรธเคืองลง ทั้งยังเริ่มเห่อหลานในท้องกรองขวัญมากขึ้นทุกวันๆ อะไรกินอะไรทาแล้วดีต่อว่าที่คุณแม่ เขาจะหามาบำรุงบำเรออย่างเต็มที่แต่บางทีคงจะบำรุงหนักมากเกินไป ว่าที่คุณแม่ถึงออกอาการไม่สู้จะดีนัก“อื้อ!! โอ๊กกกกกก”“ไหวหรือเปล่าลูก”“ไม่...ฮือ ทำไมหนูต้อง...อ๊อก!”พูดไม่ทันขาดคำ กรองขวัญก็ต้องก้มหน้าลงไปหาชักโครกอีกครั้ง โดยมีฤทัยรักษ์ค่อยลูบหลังให้ เทวินทร์กับเทวาที่รับคำสั่งจากพ่อ ให้มาดูแลพี่สาวคนโตหลังเลิกเรียนแทนพี่ๆ ที่ต้องอ่านหนังสือสอบ ได้แต่ยืนเมียงมองอยู่ห่างๆ อย่างแหยงๆว่าที่คุณแม่แพ้ท้องหนักขึ้นทุกวันจริงๆ เมนูที่เคยชอบนักชอบหนามาตั้งแต่เด็ก เดี๋ยวนี้แค่ได้กลิ่นก็วิ่งไปโก่งคออ้วกแตกอ้วกแตน ส่วนอะไรที่เปรี้ยวจี๊ดแบบเสียวฟัน แม่ฟาดเรียบ“นายว่ามันจะน่ากลัวหรือเปล่า”“อะไรน่ากลัว” เทว







