Masuk"ฮูหยินใหญ่ แย่แล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้ในตลาดมีคนปล่อยข่าวว่า ที่ตระกูลหลินต้องประหยัดมัธยัสถ์ เพราะนำเงินในบัญชีกลางไปอุดหนุนหนี้พนันของคุณชายรองจนหมดสิ้นเจ้าค่ะ"
คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางห้องโถง หลินเจี้ยน คุณชายรองคือน้องชายแท้ ๆ ของหลินรั่วอวี๋ และเป็นแก้วตาดวงใจของฮูหยินใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เขามักแอบไปเข้าบ่อนการพนันอยู่บ่อยครั้ง ฮูหยินใหญ่หน้าซีดเผือด มือกำแน่นถามอย่างกราดเกรี้ยว "ใครมันกล้าปล่อยข่าวนี้!" นางหันมามองหลินชิงหว่านด้วยความสงสัยทันที แต่กลับพบว่าหลินชิงหว่านกำลังทำหน้าซื่อตาใส "ท่านแม่เจ้าคะ หรือว่าจะเป็นพวกร้านค้าที่ลูกไปสั่งซื้อของหมั้นเมื่อวาน ลูกจำได้ว่าหลงจู๊ร้านทองถามลูกว่าเหตุใดปีนี้ตระกูลหลินถึงสั่งของน้อยลง ลูกเลยเผลอบอกไปว่าช่วงนี้คุณชายรองมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวเยอะ ลูกไม่คิดว่าเขาจะเอาไปพูดต่อ" "เจ้าจงใจใส่ความข้า!" ฮูหยินใหญ่ถลันเข้าจะตบหลินชิงหว่าน ทว่าเสียงเข้มของหลินเจิ้งคุณ ก็ดังขึ้นจากหน้าประตู "หยุดเดี๋ยวนี้!" ใต้เท้าหลินเดินเข้ามาด้วยใบหน้ามืดดำ เขาเพิ่งกลับจากราชสำนักและโดนเพื่อนขุนนางล้อเลียนเรื่องลูกชายล้างผลาญสมบัติจนตระกูลต้องให้ลูกสาวใส่ชุดเก่าออกงาน "ชื่อเสียงตระกูลหลินป่นปี้หมดแล้ว! ฮูหยิน เรื่องที่เจี้ยนเอ๋อร์ไปเล่นพนัน ข้าบอกให้เจ้าจัดการให้เรียบร้อย เหตุใดถึงปล่อยให้คนภายนอกรู้ได้!" "ท่านพี่... คือข้า..." ฮูหยินใหญ่น้ำท่วมปากพูดอะไรไม่ออก หลินชิงหว่านก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มสะใจ นี่คือผลลัพธ์ของการวางหมาก ก่อนหน้านี้นางไม่ได้ปล่อยข่าวเอง แต่ใช้คำพูดเพียงไม่กี่คำไปสะกิดหูคนในตลาดให้คนเหล่านั้นต่อเติมข่าวลือไปเองตามสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ "ท่านพ่อเจ้าคะ" หลินชิงหว่านเอ่ยเสียงสั่นเครือ "ลูกผิดเองเจ้าค่ะ หากลูกแต่งงานกับท่านอ๋องเซียวไปแล้ว ลูกจะรีบขอให้ท่านอ๋องช่วยสนับสนุนด้านการเงินของตระกูลเรา เพื่อไม่ให้ใครดูแคลนท่านพ่อได้อีก ลูกจะยอมทำทุกอย่างเพื่อไถ่โทษเจ้าค่ะ" คำพูดนี้เหมือนน้ำเย็นชโลมใจใต้เท้าหลินที่กำลังโกรธจัด เขาหันมามองบุตรสาวอนุที่ดูว่าง่ายและเสียสละที่สุดในบ้าน "ชิงหว่าน เจ้าช่างกตัญญูนัก" ใต้เท้าหลินทอดถอนใจ แล้วหันไปตวาดฮูหยินใหญ่ "ตั้งแต่วันนี้ไป ห้ามใครแตะต้องชิงหว่าน นางต้องเตรียมตัวแต่งงานเข้าจวนแม่ทัพอย่างสมเกียรติที่สุด ส่วนเจี้ยนเอ๋อร์ให้กักบริเวณสามเดือน!" ฮูหยินใหญ่และหลินรั่วอวี๋ทำได้เพียงยืนตัวสั่นด้วยความแค้น พวกนางต้องการจะทำลายหลินชิงหว่าน แต่กลับกลายเป็นว่านางกลายเป็นความหวังเดียวของบิดาไปเสียแล้ว สามวันหลังจากพายุในโถงกลางสงบลง หลินชิงหว่านอาศัยช่วงเวลาที่บิดาสั่งให้ทุกคนปรนนิบัตินางอย่างดีเพื่อเตรียมงานมงคล ขออนุญาตออกไปวัดนอกเมืองเพื่อถือศีลกินเจให้แก่มารดาที่ล่วงลับ ซึ่งนายท่านหลินที่กำลังหลงในความกตัญญูจอมปลอมของนางย่อมไม่อาจปฏิเสธ ทว่า รถม้าที่ควรจะมุ่งหน้าไปยังอารามกลับหยุดลงที่ถนนเส้นเล็ก ๆ ท้ายตลาดทิศตะวันตก ชาติก่อนนางรู้ว่ามีใครคนหนึ่งที่จบชีวิตตนเองอย่างหมดหนทางโดยไร้ความช่วยเหลือ เขาคือคนสำคัญที่มีสิ่งที่นางต้องการ ชาตินี้นางจึงเข้ามาแก้ไขที่ได้ทั้งประโยชน์และมอบชีวิตใหม่ให้ หลินชิงหว่านในชุดชาวบ้านเรียบง่ายสวมผ้าคลุมหน้า เดินเข้าไปในร้านขายยาที่ดูซบเซาและทรุดโทรมจนแทบจะไม่มีป้ายชื่อร้าน ภายในเต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรเก่า ๆ และฝุ่นเขรอะ หลงจู๊หรง ชายวัยกลางคนที่ดูซูบเซียวและมีแววตาหมดอาลัยตายอยากในชีวิต นั่งเหม่อมองโต๊ะบัญชีที่ว่างเปล่า "หลงจู๊หรง หนี้พนันที่ท่านติดค้างบ่อนไว้สามร้อยตำลึงทอง หากพรุ่งนี้ยังไม่มีจ่าย ท่านคงรู้ใช่ไหมว่ามือข้างที่ใช้ชั่งยาของท่านจะถูกสับทิ้ง" เสียงนุ่มนวลแต่เย็นเฉียบทำให้ชายผู้นั้นสะดุ้งสุดตัว "เจ้า... เจ้าเป็นใคร!" หลินชิงหว่านไม่ตอบ แต่วางถุงเงินหนักอึ้งลงบนโต๊ะ "เงินนี่คือสามร้อยตำลึงทอง และอีกห้าร้อยตำลึงสำหรับฟื้นฟูกิจการร้านยาแห่งนี้" หลงจู๊หรงมองเงินสลับกับสตรีลึกลับด้วยความสับสน "เจ้าต้องการอะไร คนอย่างข้าไม่มีอะไรเหลือให้เจ้าปล้นแล้ว" "ข้าไม่ได้มาปล้น แต่ข้ามาซื้อความภักดีของท่าน" นางนั่งลงช้า ๆ ท่วงท่าสง่างามขัดกับชุดชาวบ้าน "ข้ารู้ว่าท่านคือศิษย์สายตรงของสำนักโอสถที่ถูกใส่ร้ายจนต้องหนีมาเปิดร้านยาเล็ก ๆ แห่งนี้ วิชาปรุงยาของท่านข้ายังต้องการ และจากนี้ไปร้านยาแห่งนี้จะรับซื้อเพียงหญ้าน้ำค้างแข็งเท่านั้น" "หญ้าน้ำค้างแข็ง นั่นมันวัชพืชที่ขึ้นตามที่ชื้นแฉะไม่ใช่หรือ เจ้าจะเอาไปทำอะไรตั้งมากมาย" "เรื่องนั้นท่านไม่ต้องรู้ รู้เพียงว่าชีวิตของท่านและบุตรสาวที่กำลังป่วยหนักอยู่ในเรือนหลังเป็นของข้าแล้ว" หลินชิงหว่านเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าประโยคหลังกลับทำให้หลงจู๊หรงตัวสั่นเทา การที่นางรู้ถึงการมีอยู่ของบุตรสาวที่เขาซ่อนไว้อย่างดี แสดงถึงการเป็นนักวางแผนที่น่ากลัว นางไม่ได้ใช้เพียงเงินซื้อใจ แต่ใช้พันธนาการที่สลัดไม่หลุด หลงจู๊หรงคุกเข่าลงทันที "ขอเพียงช่วยบุตรสาวข้าได้ ชีวิตนี้ของหรงเสียนย่อมเป็นของคุณหนู" ในขณะที่นางกำลังจะเดินออกจากร้าน ชายชราคนหนึ่งที่นั่งไอโขลก ๆ อยู่มุมร้าน ซึ่งดูเหมือนขอทานธรรมดา กลับดึงชายเสื้อนางไว้ หลินชิงหว่านชะงัก สายตาที่ผ่านโลกมาสองชาติของนางสังเกตเห็นนิ้วมือของชายผู้นี้ มันหนาและแข็งจากการจับอาวุธมานาน ไม่ใช่ขอทานทั่วไป นางไม่ได้สะบัดหนี แต่หยิบขวดยาเล็ก ๆ ที่ปรุงเองจากตำรามารดาส่งให้เขา "ยานี้แก้ไอและขับพิษเย็นสะสมในปอดได้ ท่านตารักษาสุขภาพด้วย" ชายชราผู้นั้นมองขวดยาในมือ แล้วมองลึกเข้าไปในดวงตาของหลินชิงหว่าน เขาหยิบป้ายหยกดำสลักลายพยัคฆ์คำรามที่ดูหมองมัวยื่นให้นางแทนคำขอบคุณ "คุณหนูจิตใจดี หากวันใดมีภัยที่เงินทองแก้ไม่ได้ จงไปที่หอสดับลมแล้วแสดงป้ายนี้" หลินชิงหว่านรับมาพลางหัวใจเต้นรัว นางจำป้ายนี้ได้ นี่คือสัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์เงาที่หายสาบสูญไปหลังจากอดีตแม่ทัพใหญ่ถูกใส่ร้ายเมื่อสิบปีก่อน ชาติก่อนนางเคยได้ยินท่านอ๋องเซียวตามหาคนกลุ่มนี้แทบพลิกแผ่นดินเพื่อคานอำนาจขุนนางกังฉิน มาชาตินี้นางได้พานพบอย่างบังเอิญ จะเรียกว่าสวรรค์กำลังเข้าข้างนางก็คงไม่ผิดนัก ชายชราพยักหน้าให้นางก่อนจากกัน หลังจากวันนั้นมานางแอบมาที่นี่เพื่อเรียนการปรุงยากับหลงจู๊หรงแต่กลับไม่เคยพบเขาอีก ในทุก ๆ วันนางจะอ่านตำราปรุงยาของมารยาและฝึกฝนทั้งจากตำราและวิชาโอสถจากหรงจู๊ที่เรือนหลังทุกวันโดยไม่มีผู้ใดสนใจ นอกจากนางได้วิชาแพทย์ผสมผสานจนเริ่มชำนาญ ยังได้ร่วมคิดค้นยาสูตรใหม่ช่วยบุตรสาวของหลงจู๊หรงจนอาการดีวันดีคืนหลังจากเนรเทศใต้เท้าหลินไปยังชายแดน หลินรั่วอวี๋ถูกปลดจากตำแหน่งสนมและกลายเป็นคนเสียสติในตำหนักเย็นจนสิ้นชีวิต ส่วนหลินเจี้ยนที่ติดหนี้พนันจนหนีหัวซุกหัวซุนไปที่บ้านเกิดมารดาก็ถูกตามล่า ถูกจับมาทรมานจนตายแล้วโยนลงบ่จระเข้จวนตระกูลหลินที่ถูกทิ้งร้างมาสักพักตอนนี้หลินชิงหว่านได้เข้ามาจัดการด้วยตัวเองเสียงค้อนกระทบกับแผ่นไม้และเสียงรื้อถอนดังสนั่นไปทั่วทางเดินที่ตั้งของจวนตระกูลหลิน สถานที่ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความจองหองและคุกทางใจที่คุมขังหลินชิงหว่านมาถึงสองชาติภพ ยามนี้กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล"ทุบป้ายตระกูลหลินทิ้งเสีย แล้วแขวนป้ายหงส์เหินขึ้นไปแทน" หลินชิงหว่านสั่งการด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงพลัง นางยืนอยู่กลางลานกว้าง มองดูคนงานที่กำลังรื้อถอนห้องโถงใหญ่ สถานที่ที่นางเคยถูกเฆี่ยนตีจนเกือบตายเพียงเพราะขัดใจบิดาในอดีตมู่หลันที่ยืนอยู่ข้างกายกระซิบถาม "พระนางแน่ใจหรือเพคะที่จะใช้ที่นี่ ความทรงจำของที่นี่ช่าง...""เพราะความทรงจำมันเลวร้าย ข้าจึงต้องเปลี่ยนมันให้กลายเป็นสิ่งดี" หลินชิงหว่านหันมาสบตาคนสนิท "ที่นี่จะไม่ใช่ที่คุมขังใครอีก แต่มันจะเป็นที่รักษาผู้คน ไม่ว่าจะเป็น
บรรยากาศในเมืองหลวงดูรื่นเริงอย่างยิ่งเมื่อขบวนทัพของเซียวเหยียนและหลินชิงหว่านเคลื่อนผ่านประตูเมือง ทว่าภายใต้รอยยิ้มและการเฉลิมฉลอง หลินชิงหว่านกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความจอมปลอม ขุนนางกลุ่มหนึ่งที่เคยทำตัวเป็นไม้หลักปักเลน แอบส่งเสบียงให้กบฏพยัคฆ์ดำอย่างลับ ๆ ยามนี้กลับมายืนเรียงแถวต้อนรับด้วยใบหน้าที่ดูปลาบปลื้มเกินจริงโดยเฉพาะใต้เท้าเฉิง ขุนนางอาวุโสผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา เขาผู้นี้คือจิ้งจอกเฒ่าที่หลินชิงหว่านจำได้แม่นยำจากชาติก่อน ว่าเป็นผู้วางแผนยักยอกเสบียงกองทัพจนทำให้บิดานางที่เป็นผู้ร่วมตรวจสอบต้องตกที่นั่งลำบาก"เพื่อเป็นการขอบคุณที่พวกท่านช่วยดูแลความสงบในเมืองหลวงยามที่ข้าออกศึก" หลินชิงหว่านเอ่ยขึ้นท่ามกลางงานเลี้ยงต้อนรับที่จัดขึ้นในท้องพระโรง "ข้าได้ปรุงยาลูกกลอนทิพย์ขึ้นมา มันคือโอสถที่กลั่นจากสมุนไพรหายากบนยอดเขาหิมะพันปี มีฤทธิ์ช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกในร่างกาย เพิ่มพูนสติปัญญา และที่สำคัญมันจะช่วยให้ใจของพวกท่านสงบเป็นสมาธิเพื่อรับใช้แผ่นดินได้ดียิ่งขึ้น"เหล่านางกำนัลเดินถือถาดที่มีจอกยาสีทองวางอยู่ไปหาขุนนางแต่ละคน ใต้เท้าเฉิงดวงตาเป็นประกายด้วยความโลภ
เหนือยอดผาสูงชันที่ตัดขาดจากโลกภายนอก จู่ ๆ พายุฝนกระหน่ำซัดลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับสวรรค์กำลังร่ำไห้ให้กับความวิปลาสของมนุษย์ เสียงฟ้าผ่าคำรามกึกก้องสะท้อนกับหน้าผาหินที่ลื่นชัน เบื้องล่างคือกองทัพกบฏพยัคฆ์ดำที่แตกพ่ายยับเยินภายใต้กองทัพต้าเซียวที่เกรียงไกรเซียวเฟิงในสภาพเกราะเงินที่แตกละเอียดและเนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ คุกเข่าอยู่ริมขอบเหวที่ไร้ทางออก มือที่สั่นเทายังคงกำด้ามดาบแน่น ดวงตาที่แดงก่ำด้วยพิษไข้และความแค้นจ้องมองไปยังบุรุษและสตรีที่เดินฝ่าสายฝนเข้ามาหาเขาอย่างช้า ๆ"เข้ามาสิ! เข้ามาฆ่าข้า!"เซียวเฟิงแผดเสียงหัวเราะที่ฟังดูโหยหวนปนไปกับเสียงสะอื้นท่ามกลางสายฝนที่สาดซัด "เซียวเหยียนเจ้าชนะทุกอย่าง ได้ทั้งบัลลังก์ ได้ทั้งสตรีที่ยอดเยี่ยมคนนี้ แต่เจ้าจงจำไว้ เจ้าไม่มีวันลบเลือดโสโครกของชาวเยี่ยนที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเจ้าได้ ข้าจะตายเพื่อให้เจ้าจดจำไปชั่วชีวิตว่าเจ้าเป็นคนปลิดชีพน้องชายแท้ ๆ ของตัวเอง"เซียวเหยียนหยุดชะงักฝีเท้า ดาบใหญ่ในมือที่เปื้อนเลือดสั่นระริก แววตาที่เคยแข็งกร้าวดุจหินผาเปลี่ยนเป็นความสมเพชที่ลึกซึ้ง "น้องชายงั้นหรือ เจ้าคือเหยื่อของความโลภที่ซูเฟย
แม้เรื่องกบฏภาคีพยัคฆ์ดำจะปิดฉากลงแล้ว ทว่าคล้ายยังสะสางไม่จบเมื่อสายเลือดที่แท้จริงของซูเฟยยังคงรอคอยโอกาสล้างแค้นอย่างเงียบ ๆ"อาจเป็นเพราะชาติที่แล้วข้าตายไปก่อนหน้านี้และซูเฟยก็ได้ครอบครองทุกอย่างในภายหลัง"นางพึมพำกับตนเองหาข้อสรุปจากชาติก่อนที่อยู่เหนือกาลเวลาโดยที่นางไม่เคยล่วงรู้มาก่อน"ทูลฝ่าบาทมีสายรายงานจากชายแดนว่าตอนนี้พบความผิดปกติพะย่ะค่ะ มีการลักลอบเผาเสบียงทหาร และลอบสังหารแม่ทัพรวมถึงทหารของแคว้นเราตายไปเป็นจำนวนมาก มีการเคลื่อนกองทัพทหารกะทันหันด้วยพะย่ะค่ะ"เซียวเหยียนลุกขึ้นยืนทันที "เสี้ยนหนามยังไม่หมด ข้าต้องไปจัดการให้สิ้นซาก!""อย่านะเพคะฝ่าบาทมันอันตรายเกินไป"หลินชิงหว่านที่นั่งข้างบัลลังก์รีบเข้าห้าม เพราะนางก็ไม่มั่นใจว่าตามนิมิตของนางเป็นจริงหรือไม่ นางไม่อยากให้เซียวเหยียนไปเสี่ยงเองเพียงลำพัง"หากข้าไม่ไปก็ไม่จบ ที่ชายแดนอาจมีความลับที่ยังหลงเหลือ ถึงได้วุ่นวายเพียงนี้""เช่นนั้นหม่อมฉันขอติดตามไปด้วยเพคะ"นางกล่าวขึ้นอย่างแน่วแน่ อย่างน้อยนางก็มีประโยชน์ด้านการรักษา"ได้ ข้าอนุญาต"ณ ชายแดน ภายในกระโจมบัญชาการรบที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงชัน ลมทะเลทรายที่
ท้องฟ้ายามราตรีเหนือวังหลวงประดับประดาด้วยโคมไฟนับหมื่นดวงที่ลอยล่อง ดั่งดวงดาวบนดินที่กำลังเฉลิมฉลองความสงบสุขชั่วคราว ทว่าภายใต้แสงสีนวลตา กลับมีกลิ่นอายคาวเลือดโชยมาตามลมเย็น เซียวเหยียนในฉลองพระองค์เต็มยศ ประทับอยู่กึ่งกลางงานเลี้ยง ท่าทางของเขาดูมึนเมาและบ้าอำนาจอย่างที่ละครฉากใหญ่ต้องการ"มา ดื่มเพื่อแผ่นดินใหม่ แผ่นดินที่เป็นของข้าอย่างแท้จริง"เซียวเหยียนคำรามพลางรับจอกเหล้ามงคลจากมือของหลินชิงหว่าน นางสบตาเขาด้วยแววตาที่สั่นระริกเพียงครู่เดียว ก่อนจะรินเหล้าสีใสลงในจอกทองคำ เซียวเหยียนยกขึ้นดื่มจนหมดรวดเดียว ทันใดนั้น ร่างแกร่งของฮ่องเต้ก็ชะงักงัน จอกเหล้าร่วงหล่นจากมือกระแทกพื้นเสียงดัง เขากระอักเลือดสีดำคล้ำออกมาคำโต ก่อนจะล้มฟุบลงจากบัลลังก์ต่อหน้าขุนนางนับร้อยที่กรีดร้องด้วยความตกใจ"ฝ่าบาท!!!"หลินชิงหว่านโผเข้ากอดร่างที่นิ่งสนิทของเขา นางแผดเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจ ร่างกายสั่นเทาจนดูน่าเวทนา"ฮ่าๆๆๆ ในที่สุด วันที่รอคอยก็มาถึง"เสียงหัวเราะอันโอหังของเสนาบดีฉินดังกึกก้อง เขาเดินแหวกฝูงชนออกมาด้วยท่าทางของผู้ชนะ กองกำลังชุดดำของภาคีพยัคฆ์ดำนับร้อยพุ่งเข้ายึดประตูตำหนักทุก
ภายในตำหนักทรงอักษรที่เงียบสงัด แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของคนสองคนที่ยืนห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว ทว่ากลับรู้สึกเหมือนอยู่คนละฟากฟ้า หลินชิงหว่านเดินย้อนกลับมา นางจ้องมองแผ่นหลังที่ตั้งตรงและเย็นชาของเซียวเหยียน นางรู้ดีว่าหากคืนนี้นางไม่ทำลายกำแพงแห่งความระแวงนี้ลง ความแค้นจากอดีตจะพรากเขาไปจากนางตลอดกาล"ท่านพี่" เสียงของนางสั่นเครือแต่ทว่าหนักแน่น นางตัดสินใจก้าวเข้าไปหาและทรุดกายคุกเข่าลงบนพื้นหินเย็นเฉียบเบื้องหลังเขาเซียวเหยียนชะงักมือที่กำลังเก็บบันทึกบนโต๊ะ แต่เขายังคงไม่หันกลับมา "เจ้ายังมีอะไรจะแก้ตัวอีกหรือ ฮองเฮา หรือภาคีพยัคฆ์ดำส่งบทพูดใหม่มาให้เจ้าแล้ว""หม่อมฉันไม่มีบทพูดจากใครทั้งสิ้น มีเพียงความสัตย์จริงที่สวรรค์ประทานมาให้หม่อมฉันบอกท่าน" หลินชิงหว่านกล่าวปนสะอื้น "ท่านพี่สงสัยใช่หรือไม่ว่าเหตุใดหม่อมฉันถึงล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า นั่นเป็นเพราะหม่อมฉันไม่ได้เพียงแต่ฝันแต่มันคือนิมิตที่ตามหลอกหลอนหม่อมฉันมาตลอดชีวิต นิมิตถึงจุดจบที่หนาวเหน็บของท่าน"เซียวเหยียนค่อย ๆ หันกลับมามอง ดวงตาคมกริบจ้องมองสตรีที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าด้วยความสับสน "นิมิตงั้นหรือ เจ้ากำลังจะบอกว
สายฝนยามค่ำคืนพัดกระหน่ำจนเสียงลมหวีดหวิวไปทั่วจวนชินอ๋อง หลินชิงหว่านยังคงนั่งอยู่ภายในห้องรับรองที่เขาจัดไว้ให้ นางไม่ได้กลับจวนตั้งแต่วันที่ถูกอุ้มออกมา เพราะสถานการณ์ชายแดนยังต้องการคำแนะนำเรื่องการปรุงยาจากนางอย่างใกล้ชิด เขาทิ้งนางไว้ที่นี่และออกไปข้างนอกกับเหล่าทหารยังไม่กลับเข้ามาปัง!ฉับพ
ภายในเรือนพักของหลินชิงหว่านที่เงียบสงบขึ้นผิดตา เพราะไม่มีสายตาของฮูหยินใหญ่คอยจ้องจับผิด มู่หลันและมู่ชินยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูอย่างกวดขัน หลินชิงหว่านเรียกชิวเยว่เข้ามาใกล้ ก่อนจะหยิบปิ่นปักผมเรียบ ๆ เล่มหนึ่งออกมา"ชิวเยว่ ข้าจำได้ว่าแม่นมหลี่คนที่เคยปรนนิบัติท่านแม่ก่อนท่านจะสิ้นใจ ถูกฮูหยินใ
งานเลี้ยงชมบุปผาในวังหลวงมาถึงเร็วกว่าชาติก่อน หลินชิงหว่านก้าวลงจากรถม้าในชุดสีม่วงอ่อนที่ดูสงบเยือกเย็น ทว่าปักลายด้วยด้ายดิ้นเงินอย่างละเอียดลออ นี่คือของขวัญที่เซียวเหยียนบอกไว้ เขาส่งมาให้ก่อนวันงานหนึ่งวัน ชุดที่ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าแต่คือใบคุ้มครองที่บอกทุกคนว่านางคือคนของชินอ๋องในอดีตนางไม่เคย
ทุก ๆ วันผ่านพ้นไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีผู้ใดรู้ว่าบุตรสาวอนุผู้ต่ำต้อยกำลังคิดและกระทำสิ่งใดอยู่บรรยากาศในจวนตระกูลหลินที่เคยดูเหมือนจะเอื้อเฟื้อต่อหลินชิงหว่านกลับเปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อหลินเจิ้งคุณเรียกนางเข้าไปพบที่ห้องหนังสือส่วนตัว ทว่าคราวนี้นางไม่ได้พบเพียงบิดา แต่ยังมีเสนาบดีกรมพิธีการ







