เข้าสู่ระบบสายฝนยามค่ำคืนพัดกระหน่ำจนเสียงลมหวีดหวิวไปทั่วจวนชินอ๋อง หลินชิงหว่านยังคงนั่งอยู่ภายในห้องรับรองที่เขาจัดไว้ให้ นางไม่ได้กลับจวนตั้งแต่วันที่ถูกอุ้มออกมา เพราะสถานการณ์ชายแดนยังต้องการคำแนะนำเรื่องการปรุงยาจากนางอย่างใกล้ชิด เขาทิ้งนางไว้ที่นี่และออกไปข้างนอกกับเหล่าทหารยังไม่กลับเข้ามา
ปัง! ฉับพลัน เสียงประตูเปิดออกพร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่ก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าโอนเอน กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นฝนปะทะเข้ากับกลิ่นกำยานในห้องทันที เซียวเหยียนในชุดเกราะที่แตกหักบางส่วนและชุ่มไปด้วยเลือดดวงตาคมกริบดูอ่อนล้าแต่ยังแฝงไปด้วยความดุดัน "ท่านอ๋อง! ท่านบาดเจ็บ" หลินชิงหว่านรีบถลันเข้าไปประคองร่างที่หนักอึ้งของเขาไปที่เตียงตั่ง "แค่พวกกบฏที่ฉวยโอกาสช่วงโรคระบาดลอบโจมตีค่าย อีกกลุ่มเข้ามาลอบสังหารข้าในเมืองหลวง ข้าจัดการพวกมันหมดแล้ว" เขาเอ่ยเสียงแหบพร่า พยายามจะถอดเกราะออกด้วยมือที่สั่นเทา "อย่าขยับเจ้าค่ะ เดี๋ยวหม่อมฉันจัดการเอง" หลินชิงหว่านสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดที่แม้แต่เซียวเหยียนยังต้องยอมนิ่ง นางบรรจงแกะสายรัดเกราะออกอย่างคล่องแคล่ว เมื่อเกราะหนักหลุดออก ผิวขาวจัดของนางก็เปื้อนไปด้วยเลือดของเขา นางพบแผลถูกดาบฟันลึกที่หัวไหล่ขวา เลือดไหลซึมออกมาไม่หยุด นางรีบนำกล่องยาที่เตรียมไว้ ออกมาดึงผ้าพันแผลและยาสมานแผลสูตรพิเศษออกมา มือเรียวเล็กบรรจงเช็ดเลือดรอบปากแผลอย่างเบามือที่สุด "ซี๊ด" เซียวเหยียนกัดฟันกรอด กล้ามเนื้อแขนของเขาเกร็งแน่นจนเห็นเส้นเลือด "เจ็บหรือเจ้าคะ ทีตอนสู้กับศัตรูนับร้อยไม่เห็นท่านอ๋องจะร้องสักคำ" หลินชิงหว่านแกล้งเอ่ยเย้าเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ขณะที่นางโน้มตัวลงเป่าลมเบา ๆ ที่แผลเพื่อบรรเทาอาการแสบจากยา ลมหายใจอุ่น ๆ ของนางที่รดรินผิวกายทำให้นางชะงัก ส่วนเซียวเหยียนเองก็จ้องมองใบหน้าด้านข้างของนางที่ตั้งใจทำแผลให้เขาไม่วางตา แสงเทียนสีนวลตกกระทบใบหน้าของนาง ทำให้เขาเห็นความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่ดูเจ้าเล่ห์ "ทำไมเจ้าถึงช่วยข้าขนาดนี้ หลินชิงหว่าน" เขาถามขึ้นเบา ๆ "เจ้าบอกว่าทำเพื่อผลประโยชน์ แต่แววตาของเจ้าในตอนนี้ มันไม่ใช่สายตาของคนที่กำลังทำการค้าเลยสักนิด" มือของหลินชิงหว่านหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา "ในโลกที่หม่อมฉันเคยอยู่ มีแต่คนจ้องจะทำร้ายและเหยียบย่ำ มีเพียงท่านอ๋องที่แม้จะปากร้ายและน่าเกรงขาม แต่กลับเป็นคนเดียวที่ยื่นมือมาคุ้มครองหม่อมฉันจริง ๆ" คำพูดของนางฟังดูน่าสงสัยแต่เซียวเหยียนกลับเข้าใจว่านางหมายถึงจวนตระกูลหลิน นางพันผ้าพันแผลรอบไหล่ของเขาเป็นทบสุดท้าย ก่อนจะผูกปมอย่างประณีต "หากหม่อมฉันไม่ช่วยท่าน แล้วใครจะอยู่ให้หม่อมฉันใช้งานเล่าเจ้าคะ" เซียวเหยียนหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เขาใช้มือข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บคว้าเอวบางของนางแล้วดึงเข้าหาตัวจนนางแทบจะเกยอยู่บนตักของเขา "เจ้ามันสตรีจอมลวงโลกแต่ข้ากลับเริ่มจะชอบคำล่อลวงของเจ้าแล้ว" เขาจ้องมองริมฝีปากบางของนาง แววตาที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความปรารถนาที่ปิดไม่มิด "สัญญามาว่าหลังจากแต่งเข้าจวนมาแล้ว เจ้าจะไม่หันคมดาบใส่ข้าเหมือนที่เจ้าทำกับตระกูลหลิน" "หากท่านไม่ทรยศหม่อมฉัน หม่อมฉันก็จะเป็นดาบที่คมที่สุดในมือท่านเจ้าค่ะ" ท่ามกลางเสียงฝนที่ยังคงตกหนัก สัญญาใจในคืนนี้กลับหนักแน่นยิ่งกว่าคำสาบานใด ๆ ทั้งสองต่างรู้ดีว่า นับจากนี้ไปไม่ใช่เพียงแค่พันธมิตร แต่เป็นครึ่งชีวิตของกันและกันที่จะขาดไม่ได้ วันมงคลของการหมั้นหมายมาถึง จวนตระกูลหลินที่เคยเงียบเหงาตกแต่งด้วยผ้าแดงมงคลไปทั่วทุกแห่ง ขบวนสินสอดจากจวนชินอ๋องยาวเหยียดตั้งแต่หัวถนนมุ่งตรงมายังจวน ทรัพย์สมบัติเลอค่า ทองคำแท่ง และผ้าไหมวังหลวงลำเลียงเข้ามาไม่หยุดหย่อน จนชาวบ้านที่ยืนดูต่างพากันอิจฉาในวาสนาของบุตรสาวอนุผู้นี้ ในห้องโถงใหญ่ หลินรั่วอวี๋ยืนกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ สายตามองกองสมบัติเหล่านั้นด้วยความริษยาจนแทบกระอักเลือด "พี่ใหญ่ดูไม่ค่อยสบายนะเจ้าคะ สีหน้าซีดเซียวเชียว" หลินชิงหว่านเดินเข้ามาในชุดสีแดงมงคลที่งดงามโดดเด่น ผิวพรรณของนางดูผุดผ่องยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ เพราะได้รับการดูแลอย่างดี "เจ้าอย่าได้ใจไปหน่อยเลย ชิงหว่าน" หลินรั่วอวี๋กระซิบเสียงลอดผ่านไรฟัน "ตำแหน่งพระชายาไม่ใช่ของเล่น เจ้ามันก็แค่หมากทางการเมืองที่ท่านอ๋องใช้ชั่วคราวเท่านั้น" ฮูหยินใหญ่รีบเดินเข้ามาแทรกพลางปั้นยิ้มจอมปลอม "ชิงหว่าน มาเถอะ พี่สาวของเจ้าตั้งใจต้มรังนกโสมพันปีมาให้เจ้าดื่มเพื่อบำรุงก่อนพิธีรับสินสอด รั่วอวี๋ ตักให้น้องสิ" หลินรั่วอวี๋ยิ้มเย็นพลางส่งถ้วยรังนกที่มีกลิ่นหอมกรุ่นมาให้ "ดื่มสิชิงหว่าน พี่ตั้งใจทำให้น้องเป็นพิเศษ" หลินชิงหว่านรับถ้วยมา กลิ่นหอมของโสมนั้นรุนแรงจนผิดปกติ และด้วยความรู้เรื่องยาจากตำรามารดาและประสบการณ์ที่นางแอบศึกษาเรียนรู้จนเชี่ยวชาญ นางรู้ทันทีว่ามีบางอย่างผสมอยู่ หากดื่มเข้าไปจะทำให้ผิวหนังพุพองเป็นผื่นแดงและมีอาการคลุ้มคลั่งคล้ายคนเสียสติภายในหนึ่งก้านธูป ซึ่งเป็นเวลาที่จะต้องทำพิธีต่อหน้าขุนนางผู้ใหญ่พอดี "ลำบากพี่ใหญ่แล้วเจ้าค่ะ" หลินชิงหว่านทำท่าจะยกขึ้นดื่ม แต่แล้วนางก็ชะงัก "จริงสิเจ้าคะ ท่านพ่อเพิ่งบอกว่าท่านเจ้ากรมพิธีการที่เป็นแขกผู้ใหญ่ชอบทานรังนกมาก พี่ใหญ่ทำมาเหลือบ้างไหมเจ้าคะ ข้าอยากจะแบ่งให้ท่านได้ชิมฝีมือพี่สาวที่ข้าภาคภูมิใจสักหน่อย" "ข้า ข้าทำมาพอดีแค่ถ้วยเดียว เจ้ารีบดื่มเถอะ" หลินรั่วอวี๋เริ่มกระวนกระวาย "ถ้าเช่นนั้น..." หลินชิงหว่านแกล้งทำท่าก้าวพลาดจนตัวเซไปชนกับหลินรั่วอวี๋ "ว้าย!" เคร้ง! ถ้วยรังนกหกเลอะเทอะลงบนชุดสีชมพูหรูหราของหลินรั่วอวี๋ไปเกือบครึ่ง ทว่าหลินชิงหว่านกลับคว้าแขนพี่สาวไว้ทัน "ตายจริงพี่ใหญ่ น้องขอโทษเจ้าค่ะ น้องนี่ซุมซ่ามจริง ดูสิ เลอะเทอะหมดเลย พี่ใหญ่รีบไปล้างออกเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวจะซึมเข้าผิว" "เจ้า!" หลินรั่วอวี๋กรีดร้องเบา ๆ นางรีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดตามผิวหนังที่โดนรังนกอย่างร้อนรน เพราะนางรู้ดีว่าพิษนี้เพียงแค่สัมผัสผิวหนังนาน ๆ ก็ออกฤทธิ์ได้เช่นกัน หลินชิงหว่านมองดูพี่สาวที่รีบวิ่งออกไปห้องส่วนตัวด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะหันมาหาฮูหยินใหญ่ที่ยืนทำหน้าไม่ค่อยสบายใจนัก "ท่านแม่เจ้าคะ ดูเหมือนพี่ใหญ่จะรีบร้อนเกินไป สงสัยคงอยากให้น้องสาวคนนี้รีบแต่งออกไปเร็ว ๆ จนตื่นเต้นไปหมด" ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปต่อมา ท่ามกลางพิธีรับของหมั้นที่มีบิดาและแขกผู้ใหญ่ร่วมนั่งเป็นสักขีพยาน เสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งดังมาจากเรือนพักของหลินรั่วอวี๋ หลินรั่วอวี๋วิ่งพรวดพราดออกมาในสภาพที่ใบหน้าและลำคอแดงก่ำ ผิวหนังเริ่มมีตุ่มพองขึ้นอย่างน่ากลัว นางเกาตามตัวจนเลือดซิบและหัวเราะสลับกับร้องไห้เหมือนคนวิปลาส "ร้อน ข้าร้อน ฮ่าๆๆ ชิงหว่าน เจ้าต้องตาย ของพวกนี้เป็นของข้า" หลินรั่วอวี๋ตะโกนใส่แขกเหรื่อจนใต้เท้าหลินอับอายแทบจะมุดแผ่นดินหนี "เกิดอะไรขึ้นกับรั่วอวี๋" ใต้เท้าหลินตวาด "ท่านพ่อเจ้าคะ สงสัยพี่ใหญ่จะเสียใจที่น้องต้องจากไปจนธาตุไฟเข้าแทรก" หลินชิงหว่านเอ่ยเสียงเรียบพลางซับน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง "เมื่อครู่พี่ใหญ่เพิ่งจะทำรังนกหกใส่ตัว สงสัยโสมที่ใช้คงจะแรงเกินไปจนทำให้นางแพ้กระมังเจ้าคะ" ฮูหยินใหญ่แทบจะลมจับ นางรู้ดีว่าแผนล่ม แต่นางพูดอะไรไม่ได้ เพราะหากบอกว่ามีพิษก็เท่ากับสารภาพว่าบุตรสาวตนเองเป็นคนวางแผนฆ่าน้องสาว เซียวเหยียนที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่มุมหนึ่ง ยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ เขาเดินเข้ามาใกล้หลินชิงหว่านแล้วกระซิบข้างหู "เจ้าช่างจัดการอุบัติเหตุได้ประจวบเหมาะนักนะ ว่าที่พระชายา" "หม่อมฉันเพียงแค่ปล่อยให้คนพาลแพ้ภัยตนเองเท่านั้นเจ้าค่ะ" หลินชิงหว่านตอบพลางเชิดหน้าขึ้นรับคำชื่นชมจากแขกเหรื่อ ในขณะที่หลินรั่วอวี๋ถูกลากตัวออกไปท่ามกลางสายตารังเกียจของขุนนางใหญ่หลังจากเนรเทศใต้เท้าหลินไปยังชายแดน หลินรั่วอวี๋ถูกปลดจากตำแหน่งสนมและกลายเป็นคนเสียสติในตำหนักเย็นจนสิ้นชีวิต ส่วนหลินเจี้ยนที่ติดหนี้พนันจนหนีหัวซุกหัวซุนไปที่บ้านเกิดมารดาก็ถูกตามล่า ถูกจับมาทรมานจนตายแล้วโยนลงบ่จระเข้จวนตระกูลหลินที่ถูกทิ้งร้างมาสักพักตอนนี้หลินชิงหว่านได้เข้ามาจัดการด้วยตัวเองเสียงค้อนกระทบกับแผ่นไม้และเสียงรื้อถอนดังสนั่นไปทั่วทางเดินที่ตั้งของจวนตระกูลหลิน สถานที่ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความจองหองและคุกทางใจที่คุมขังหลินชิงหว่านมาถึงสองชาติภพ ยามนี้กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล"ทุบป้ายตระกูลหลินทิ้งเสีย แล้วแขวนป้ายหงส์เหินขึ้นไปแทน" หลินชิงหว่านสั่งการด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงพลัง นางยืนอยู่กลางลานกว้าง มองดูคนงานที่กำลังรื้อถอนห้องโถงใหญ่ สถานที่ที่นางเคยถูกเฆี่ยนตีจนเกือบตายเพียงเพราะขัดใจบิดาในอดีตมู่หลันที่ยืนอยู่ข้างกายกระซิบถาม "พระนางแน่ใจหรือเพคะที่จะใช้ที่นี่ ความทรงจำของที่นี่ช่าง...""เพราะความทรงจำมันเลวร้าย ข้าจึงต้องเปลี่ยนมันให้กลายเป็นสิ่งดี" หลินชิงหว่านหันมาสบตาคนสนิท "ที่นี่จะไม่ใช่ที่คุมขังใครอีก แต่มันจะเป็นที่รักษาผู้คน ไม่ว่าจะเป็น
บรรยากาศในเมืองหลวงดูรื่นเริงอย่างยิ่งเมื่อขบวนทัพของเซียวเหยียนและหลินชิงหว่านเคลื่อนผ่านประตูเมือง ทว่าภายใต้รอยยิ้มและการเฉลิมฉลอง หลินชิงหว่านกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความจอมปลอม ขุนนางกลุ่มหนึ่งที่เคยทำตัวเป็นไม้หลักปักเลน แอบส่งเสบียงให้กบฏพยัคฆ์ดำอย่างลับ ๆ ยามนี้กลับมายืนเรียงแถวต้อนรับด้วยใบหน้าที่ดูปลาบปลื้มเกินจริงโดยเฉพาะใต้เท้าเฉิง ขุนนางอาวุโสผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา เขาผู้นี้คือจิ้งจอกเฒ่าที่หลินชิงหว่านจำได้แม่นยำจากชาติก่อน ว่าเป็นผู้วางแผนยักยอกเสบียงกองทัพจนทำให้บิดานางที่เป็นผู้ร่วมตรวจสอบต้องตกที่นั่งลำบาก"เพื่อเป็นการขอบคุณที่พวกท่านช่วยดูแลความสงบในเมืองหลวงยามที่ข้าออกศึก" หลินชิงหว่านเอ่ยขึ้นท่ามกลางงานเลี้ยงต้อนรับที่จัดขึ้นในท้องพระโรง "ข้าได้ปรุงยาลูกกลอนทิพย์ขึ้นมา มันคือโอสถที่กลั่นจากสมุนไพรหายากบนยอดเขาหิมะพันปี มีฤทธิ์ช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกในร่างกาย เพิ่มพูนสติปัญญา และที่สำคัญมันจะช่วยให้ใจของพวกท่านสงบเป็นสมาธิเพื่อรับใช้แผ่นดินได้ดียิ่งขึ้น"เหล่านางกำนัลเดินถือถาดที่มีจอกยาสีทองวางอยู่ไปหาขุนนางแต่ละคน ใต้เท้าเฉิงดวงตาเป็นประกายด้วยความโลภ
เหนือยอดผาสูงชันที่ตัดขาดจากโลกภายนอก จู่ ๆ พายุฝนกระหน่ำซัดลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับสวรรค์กำลังร่ำไห้ให้กับความวิปลาสของมนุษย์ เสียงฟ้าผ่าคำรามกึกก้องสะท้อนกับหน้าผาหินที่ลื่นชัน เบื้องล่างคือกองทัพกบฏพยัคฆ์ดำที่แตกพ่ายยับเยินภายใต้กองทัพต้าเซียวที่เกรียงไกรเซียวเฟิงในสภาพเกราะเงินที่แตกละเอียดและเนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ คุกเข่าอยู่ริมขอบเหวที่ไร้ทางออก มือที่สั่นเทายังคงกำด้ามดาบแน่น ดวงตาที่แดงก่ำด้วยพิษไข้และความแค้นจ้องมองไปยังบุรุษและสตรีที่เดินฝ่าสายฝนเข้ามาหาเขาอย่างช้า ๆ"เข้ามาสิ! เข้ามาฆ่าข้า!"เซียวเฟิงแผดเสียงหัวเราะที่ฟังดูโหยหวนปนไปกับเสียงสะอื้นท่ามกลางสายฝนที่สาดซัด "เซียวเหยียนเจ้าชนะทุกอย่าง ได้ทั้งบัลลังก์ ได้ทั้งสตรีที่ยอดเยี่ยมคนนี้ แต่เจ้าจงจำไว้ เจ้าไม่มีวันลบเลือดโสโครกของชาวเยี่ยนที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเจ้าได้ ข้าจะตายเพื่อให้เจ้าจดจำไปชั่วชีวิตว่าเจ้าเป็นคนปลิดชีพน้องชายแท้ ๆ ของตัวเอง"เซียวเหยียนหยุดชะงักฝีเท้า ดาบใหญ่ในมือที่เปื้อนเลือดสั่นระริก แววตาที่เคยแข็งกร้าวดุจหินผาเปลี่ยนเป็นความสมเพชที่ลึกซึ้ง "น้องชายงั้นหรือ เจ้าคือเหยื่อของความโลภที่ซูเฟย
แม้เรื่องกบฏภาคีพยัคฆ์ดำจะปิดฉากลงแล้ว ทว่าคล้ายยังสะสางไม่จบเมื่อสายเลือดที่แท้จริงของซูเฟยยังคงรอคอยโอกาสล้างแค้นอย่างเงียบ ๆ"อาจเป็นเพราะชาติที่แล้วข้าตายไปก่อนหน้านี้และซูเฟยก็ได้ครอบครองทุกอย่างในภายหลัง"นางพึมพำกับตนเองหาข้อสรุปจากชาติก่อนที่อยู่เหนือกาลเวลาโดยที่นางไม่เคยล่วงรู้มาก่อน"ทูลฝ่าบาทมีสายรายงานจากชายแดนว่าตอนนี้พบความผิดปกติพะย่ะค่ะ มีการลักลอบเผาเสบียงทหาร และลอบสังหารแม่ทัพรวมถึงทหารของแคว้นเราตายไปเป็นจำนวนมาก มีการเคลื่อนกองทัพทหารกะทันหันด้วยพะย่ะค่ะ"เซียวเหยียนลุกขึ้นยืนทันที "เสี้ยนหนามยังไม่หมด ข้าต้องไปจัดการให้สิ้นซาก!""อย่านะเพคะฝ่าบาทมันอันตรายเกินไป"หลินชิงหว่านที่นั่งข้างบัลลังก์รีบเข้าห้าม เพราะนางก็ไม่มั่นใจว่าตามนิมิตของนางเป็นจริงหรือไม่ นางไม่อยากให้เซียวเหยียนไปเสี่ยงเองเพียงลำพัง"หากข้าไม่ไปก็ไม่จบ ที่ชายแดนอาจมีความลับที่ยังหลงเหลือ ถึงได้วุ่นวายเพียงนี้""เช่นนั้นหม่อมฉันขอติดตามไปด้วยเพคะ"นางกล่าวขึ้นอย่างแน่วแน่ อย่างน้อยนางก็มีประโยชน์ด้านการรักษา"ได้ ข้าอนุญาต"ณ ชายแดน ภายในกระโจมบัญชาการรบที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงชัน ลมทะเลทรายที่
ท้องฟ้ายามราตรีเหนือวังหลวงประดับประดาด้วยโคมไฟนับหมื่นดวงที่ลอยล่อง ดั่งดวงดาวบนดินที่กำลังเฉลิมฉลองความสงบสุขชั่วคราว ทว่าภายใต้แสงสีนวลตา กลับมีกลิ่นอายคาวเลือดโชยมาตามลมเย็น เซียวเหยียนในฉลองพระองค์เต็มยศ ประทับอยู่กึ่งกลางงานเลี้ยง ท่าทางของเขาดูมึนเมาและบ้าอำนาจอย่างที่ละครฉากใหญ่ต้องการ"มา ดื่มเพื่อแผ่นดินใหม่ แผ่นดินที่เป็นของข้าอย่างแท้จริง"เซียวเหยียนคำรามพลางรับจอกเหล้ามงคลจากมือของหลินชิงหว่าน นางสบตาเขาด้วยแววตาที่สั่นระริกเพียงครู่เดียว ก่อนจะรินเหล้าสีใสลงในจอกทองคำ เซียวเหยียนยกขึ้นดื่มจนหมดรวดเดียว ทันใดนั้น ร่างแกร่งของฮ่องเต้ก็ชะงักงัน จอกเหล้าร่วงหล่นจากมือกระแทกพื้นเสียงดัง เขากระอักเลือดสีดำคล้ำออกมาคำโต ก่อนจะล้มฟุบลงจากบัลลังก์ต่อหน้าขุนนางนับร้อยที่กรีดร้องด้วยความตกใจ"ฝ่าบาท!!!"หลินชิงหว่านโผเข้ากอดร่างที่นิ่งสนิทของเขา นางแผดเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจ ร่างกายสั่นเทาจนดูน่าเวทนา"ฮ่าๆๆๆ ในที่สุด วันที่รอคอยก็มาถึง"เสียงหัวเราะอันโอหังของเสนาบดีฉินดังกึกก้อง เขาเดินแหวกฝูงชนออกมาด้วยท่าทางของผู้ชนะ กองกำลังชุดดำของภาคีพยัคฆ์ดำนับร้อยพุ่งเข้ายึดประตูตำหนักทุก
ภายในตำหนักทรงอักษรที่เงียบสงัด แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของคนสองคนที่ยืนห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว ทว่ากลับรู้สึกเหมือนอยู่คนละฟากฟ้า หลินชิงหว่านเดินย้อนกลับมา นางจ้องมองแผ่นหลังที่ตั้งตรงและเย็นชาของเซียวเหยียน นางรู้ดีว่าหากคืนนี้นางไม่ทำลายกำแพงแห่งความระแวงนี้ลง ความแค้นจากอดีตจะพรากเขาไปจากนางตลอดกาล"ท่านพี่" เสียงของนางสั่นเครือแต่ทว่าหนักแน่น นางตัดสินใจก้าวเข้าไปหาและทรุดกายคุกเข่าลงบนพื้นหินเย็นเฉียบเบื้องหลังเขาเซียวเหยียนชะงักมือที่กำลังเก็บบันทึกบนโต๊ะ แต่เขายังคงไม่หันกลับมา "เจ้ายังมีอะไรจะแก้ตัวอีกหรือ ฮองเฮา หรือภาคีพยัคฆ์ดำส่งบทพูดใหม่มาให้เจ้าแล้ว""หม่อมฉันไม่มีบทพูดจากใครทั้งสิ้น มีเพียงความสัตย์จริงที่สวรรค์ประทานมาให้หม่อมฉันบอกท่าน" หลินชิงหว่านกล่าวปนสะอื้น "ท่านพี่สงสัยใช่หรือไม่ว่าเหตุใดหม่อมฉันถึงล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า นั่นเป็นเพราะหม่อมฉันไม่ได้เพียงแต่ฝันแต่มันคือนิมิตที่ตามหลอกหลอนหม่อมฉันมาตลอดชีวิต นิมิตถึงจุดจบที่หนาวเหน็บของท่าน"เซียวเหยียนค่อย ๆ หันกลับมามอง ดวงตาคมกริบจ้องมองสตรีที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าด้วยความสับสน "นิมิตงั้นหรือ เจ้ากำลังจะบอกว
ภายในเรือนพักของหลินชิงหว่านที่เงียบสงบขึ้นผิดตา เพราะไม่มีสายตาของฮูหยินใหญ่คอยจ้องจับผิด มู่หลันและมู่ชินยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูอย่างกวดขัน หลินชิงหว่านเรียกชิวเยว่เข้ามาใกล้ ก่อนจะหยิบปิ่นปักผมเรียบ ๆ เล่มหนึ่งออกมา"ชิวเยว่ ข้าจำได้ว่าแม่นมหลี่คนที่เคยปรนนิบัติท่านแม่ก่อนท่านจะสิ้นใจ ถูกฮูหยินใ
งานเลี้ยงชมบุปผาในวังหลวงมาถึงเร็วกว่าชาติก่อน หลินชิงหว่านก้าวลงจากรถม้าในชุดสีม่วงอ่อนที่ดูสงบเยือกเย็น ทว่าปักลายด้วยด้ายดิ้นเงินอย่างละเอียดลออ นี่คือของขวัญที่เซียวเหยียนบอกไว้ เขาส่งมาให้ก่อนวันงานหนึ่งวัน ชุดที่ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าแต่คือใบคุ้มครองที่บอกทุกคนว่านางคือคนของชินอ๋องในอดีตนางไม่เคย
ทุก ๆ วันผ่านพ้นไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีผู้ใดรู้ว่าบุตรสาวอนุผู้ต่ำต้อยกำลังคิดและกระทำสิ่งใดอยู่บรรยากาศในจวนตระกูลหลินที่เคยดูเหมือนจะเอื้อเฟื้อต่อหลินชิงหว่านกลับเปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อหลินเจิ้งคุณเรียกนางเข้าไปพบที่ห้องหนังสือส่วนตัว ทว่าคราวนี้นางไม่ได้พบเพียงบิดา แต่ยังมีเสนาบดีกรมพิธีการ
"ฮูหยินใหญ่ แย่แล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้ในตลาดมีคนปล่อยข่าวว่า ที่ตระกูลหลินต้องประหยัดมัธยัสถ์ เพราะนำเงินในบัญชีกลางไปอุดหนุนหนี้พนันของคุณชายรองจนหมดสิ้นเจ้าค่ะ"คำพูดนั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางห้องโถง หลินเจี้ยน คุณชายรองคือน้องชายแท้ ๆ ของหลินรั่วอวี๋ และเป็นแก้วตาดวงใจของฮูหยินใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องจริงท







