Masukงานเลี้ยงยังคงดำเนินไปเรื่อย ๆท่ามกลางเสียงเจรจาพาทีของเหล่าสตรีชั้นสูงในศาลาด้านหน้า หลินชิงหว่านอาศัยจังหวะที่ฮูหยินใหญ่กำลังยุ่งอยู่กับการปั้นหน้าสนทนากับองค์หญิงเซียวเฟยหลิง ปลีกตัวออกมายังสวนชั้นในที่เงียบสงบ
นางบอกชิวเยว่ให้คอยเฝ้าทางเดินไว้ โดยอ้างว่าอยากเดินชมดอกไม้เพียงลำพัง ทว่าฝีเท้าของนางกลับมุ่งตรงไปยังศาลาที่ตั้งอยู่ท้ายสวน ซึ่งเป็นจุดนัดพบลับ ๆ ที่นางวางแผนไว้ผ่านจดหมายนิรนามที่ส่งให้ร้านขายยาเมื่อสองวันก่อน ทว่า เมื่อไปถึงศาลานั้นกลับไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่คิด บุรุษผู้หนึ่งนั่งหันหลังให้นางอยู่ในศาลา เขาอยู่ในอาภรณ์สีดำขลับที่ตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อละเอียดทว่าเรียบง่ายจนแทบจะกลืนไปกับเงาของต้นหลิว กลิ่นหอมจาง ๆและกลิ่นคาวเลือดที่ถูกชะล้างลอยมาปะทะจมูกของหลินชิงหว่าน ความทรงจำในชาติก่อนสะท้านขึ้นมาในห้วงคำนึง กลิ่นแบบนี้ ท่าทางที่แผ่แรงกดดันมหาศาลเช่นนี้มีเพียงคนเดียว "มาเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก คุณหนูรองตระกูลหลิน" น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำและเย็นเฉียบ เขาค่อย ๆ หันกลับมา ใบหน้าคมคายดั่งสลักจากหยกขาว ดวงตาคมดุจเหยี่ยวคู่นั้นจ้องมองมาที่นางอย่างสำรวจ เขาคือเซียวเหยียน ชินอ๋องผู้ลึกลับที่กุมอำนาจทางการทหาร และเป็นว่าที่สามีของนางในอนาคตอันใกล้ หลินชิงหว่านไม่ได้ตื่นตระหนกจนเสียกิริยา นางย่อกายลงคำนับอย่างมั่นคง "หม่อมฉันมิบังอาจให้ท่านอ๋องรอ ทว่าดูเหมือนหม่อมฉันจะนัดพบกับหลงจู๊ร้านขายยา เหตุใดกลายเป็นท่านอ๋องที่มาปรากฏตัวที่นี่ได้เจ้าคะ" เซียวเหยียนยกยิ้มมุมปาก เป็นยิ้มที่ดูน่าขนลุกชวนสั่นประสาทของคนมอง "ร้านยานั่นเป็นสายข่าวของข้า และจดหมายที่เจ้าส่งไปเรื่องหญ้าน้ำค้างแข็งกับโรคระบาดที่ชายแดน มันทำให้ข้าสงสัย บุตรสาวอนุที่ถูกทอดทิ้งอยู่ในจวนหลังอย่างเจ้า ไปรู้เรื่องที่แม้แต่ขุนนางในราชสำนักยังไม่รู้ได้อย่างไร" เขาลุกขึ้นเดินช้า ๆ เข้ามาใกล้นาง แรงกดดันจากร่างสูงใหญ่ทำให้นางรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไป แต่นางยังคงสบตาเขาอย่างไม่ลดละ "ความลับในโลกนี้ไม่มีอยู่จริงหรอกเจ้าค่ะ มีเพียงคนที่สังเกตเห็นกับคนที่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น" หลินชิงหว่านตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "หม่อมฉันเพียงแค่สังเกตเห็นความผิดปกติของลมฟ้าอากาศ และบันทึกเก่า ๆ จากประสบการณ์ของท่านแม่ที่เป็นหมอ หากท่านอ๋องคิดว่านี่คือการคาดเดาที่ไร้สาระ ท่านคงไม่มาปรากฏตัวที่นี่ด้วยองค์เอง" เซียวเหยียนหยุดยืนตรงหน้านาง ระยะห่างเพียงไม่กี่คืบ ขมวดคิ้วถาม "เจ้ากำลังยื่นข้อเสนออะไร เงินทอง หรือการหลุดพ้นจากการแต่งงานที่เจ้ากำลังจะโดนบีบบังคับแทนพี่สาว" นางไม่แปลกใจที่เขารู้ว่านางต้องแต่งงานกับเขาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง คนอย่างเซียวเหยียนที่เฉลียวฉลาดมีเรื่องใดบ้างที่เขาไม่รู้ "หม่อมฉันไม่ต้องการหนีการแต่งงานเจ้าค่ะ" นางตอบชัดเจนจนเซียวเหยียนเลิกคิ้ว "แต่หม่อมฉันต้องการพันธมิตรในจวนแม่ทัพ หากหม่อมฉันช่วยท่านรักษาชีวิตทหารนับหมื่นที่ชายแดน ท่านอ๋องต้องมอบอำนาจให้หม่อมฉันจัดการเรื่องในเรือนหลังโดยที่ท่านจะไม่สอดมือเข้ามายุ่ง" เซียวเหยียนหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ดูถูกแต่ก็แฝงความสนใจ "ใจกล้าไม่เลว เจ้าคิดว่าหญ้าเพียงไม่กี่กระสอบจะแลกกับความไว้วางใจจากข้าได้เชียวหรือ" "ไม่ใช่แค่หญ้าเจ้าค่ะแต่คือชีวิตของท่านด้วย" หลินชิงหว่านลดเสียงลงจนเกือบเป็นกระซิบ "เพราะโรคระบาดนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มันคือพิษที่คนใกล้ชิดของท่านเป็นผู้ลงมือ" ดวงตาของเซียวเหยียนวาวโรจน์ขึ้นทันที เขาคว้าข้อมือของนางไว้แน่น แรงบีบนั้นแรงจนนางรู้สึกเจ็บ แต่ใบหน้าของนางยังคงนิ่งเฉย "เจ้าไปรู้อะไรมา!" "หม่อมฉันจะบอกเมื่อท่านยอมรับข้อตกลง" หลินชิงหว่านจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเขา "เราต่างเป็นหมากที่ถูกวางไว้บนกระดานเดียวกัน ท่านอ๋อง แทนที่จะเดินตามเกมของคนอื่น เหตุใดเราไม่มาคว่ำกระดานนี้แล้วเขียนกฎใหม่ด้วยกันเล่าเจ้าคะ" เซียวเหยียนจ้องมองสตรีตรงหน้านานนับอึดใจ เขาไม่เห็นความหวาดกลัวในดวงตานางเลย เห็นเพียงความเด็ดเดี่ยวและความมืดมิดที่ลึกพอ ๆ กับเขา ไม่นานเขาก็ค่อย ๆ คลายมือออก "ข้าจะให้เวลาเจ้าพิสูจน์ หากหญ้านั่นช่วยทหารข้าได้จริง ข้าจะให้สิ่งที่เจ้าต้องการ" เขาหมุนตัวกลับเตรียมจะจากไป "แต่จำไว้ หลินชิงหว่าน หากเจ้ากล้าเล่นเล่ห์กลกับข้า เจ้าจะรู้ว่าความตายยังเป็นความเมตตามากกว่าสิ่งที่ข้าจะมอบให้เจ้า" เขาทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็ว หลินชิงหว่านลอบระบายลมหายใจออกมา มือของนางสั่นเล็กน้อยจากความกดดัน แต่นางก็ยิ้มออกมา 'หมากตาที่สาม ดึงพญายมมาเป็นพวกสำเร็จ แม้จะเป็นพันธมิตรที่อันตรายที่สุด แต่คือหนทางเดียวที่จะทำให้นางมีความมั่นคงอย่างแท้จริง' จากนั้นนางก็กลับเข้าไปในงานท่าทางนิ่งสงบเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ขณะนั้นเหล่าฮูหยินหลายคนเดินตรงมาดักหน้าทักทายนาง "นี่คงเป็นหลินชิงหว่านสินะ เหตุใดสวมอาภรณ์สีนี้เล่า" "นั่นสิ แต่นางคงไม่มีสิทธิ์เลือก" "เช่นนั้นฮูหยินตระกูลหลินก็ไม่ยุติธรรมต่อเจ้านะ ชิงหว่าน" บรรดาฮูหยินต่างออกความเห็นทว่าสายตาเหล่านั้นกลับดูแคลนภายใต้ความเห็นใจ "จวนตระกูลหลินเป็นเช่นนี้มาตลอดเจ้าค่ะ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ชินแล้ว ชุดนี้ก็สวยดีเหมาะกับตำแหน่งของข้า ข้าถือว่าการช่วยท่านพ่อประหยัดเป็นการตอบแทนพระคุณท่านเจ้าค่ะ" นางก้มหน้าเอ่ยอย่างถ่อมตนพลางลอบยิ้มเย็น "เป็นเด็กดีจริง ๆ" พวกนางกล่าวชื่นชมแล้วจากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ โดยไม่มีใครเห็นว่าเบื้องหลังนั้นฮูหยินใหญ่ตระกูลหลินได้ยินแล้วทั้งหมด กลิ่นอายความสำเร็จจากงานเลี้ยงยังไม่ทันจางหาย แต่บรรยากาศในจวนตระกูลหลินกลับเย็นเยียบลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อรถม้ามาจอดเทียบหน้าจวน ฮูหยินใหญ่เดินลงมาด้วยใบหน้าบึ้งตึงโดยมีหลินรั่วอวี๋เดินหน้าเศร้าตามมาติด ๆ สาเหตุไม่ใช่เรื่องอื่นไกล แต่เป็นเพราะข่าวลือที่เริ่มสะพัดในหมู่ฮูหยินชั้นสูงว่า ตระกูลหลินช่างขัดสนนัก ถึงขนาดให้บุตรสาวอนุสวมชุดเก่าที่สีซีดจางไปออกงานสำคัญที่พระธิดาฮ่องเต้เป็นแขกคนสำคัญของงาน "เจ้าทำอะไรลงไป ชิงหว่าน!" ฮูหยินใหญ่ตบโต๊ะเสียงดังสนั่นทันทีที่ก้าวเข้าเรือนกลาง "เจ้าจงใจทำให้ข้าขายหน้าใช่ไหมทำให้องค์หญิงเห็นว่าชุดนั่นเป็นชุดเก่าที่ข้ามอบให้ เจ้าตั้งใจจะบอกคนทั้งเมืองว่าข้าลำเอียงและตระกูลหลินถังแตกงั้นหรือ!" หลินชิงหว่านทรุดกายลงคุกเข่า ท่าทางดูตื่นตระหนกทว่าดวงตากลับเรียบเฉย "ท่านแม่โปรดระงับโทสะ ลูกมิบังอาจเจ้าค่ะ ลูกเพียงแต่ตอบความจริงตามที่ท่านแม่สั่งไว้ว่าให้ถ่อมตน ลูกเห็นว่าชุดนี้ท่านแม่เมตตามอบให้เมื่อปีก่อน มันมีความหมายต่อลูกมาก เพราะเป็นของประทานจากท่านแม่ ลูกเป็นคนผิดไปแล้วหรือเจ้าคะที่ยกย่องความเมตตาของท่านแม่" "เจ้า ปากคอเราะร้ายนัก" หลินรั่วอวี๋กรีดร้อง "เจ้าก็รู้ว่าคำพูดนั่นทำให้คนมองว่าข้าแย่งชุดใหม่ ๆ ไปหมด จนเจ้าไม่มีอะไรจะใส่!" "พี่ใหญ่เข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ" หลินชิงหว่านเงยหน้าขึ้น สบตากับพี่สาวคนโตด้วยความแน่วนิ่ง "น้องเพียงอยากให้คนเห็นว่า ตระกูลหลินของเรามัธยัสถ์และกตัญญู แม้แต่ชุดเก่าก็ยังรักษาไว้อย่างดี ใครจะคิดว่าผู้คนในงานจะตีความไปในทางเสื่อมเสียเช่นนั้น" ขณะที่ฮูหยินใหญ่กำลังจะสั่งโบยเพื่อระบายอารมณ์ สาวใช้คนสนิทของนางก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่งหลังจากเนรเทศใต้เท้าหลินไปยังชายแดน หลินรั่วอวี๋ถูกปลดจากตำแหน่งสนมและกลายเป็นคนเสียสติในตำหนักเย็นจนสิ้นชีวิต ส่วนหลินเจี้ยนที่ติดหนี้พนันจนหนีหัวซุกหัวซุนไปที่บ้านเกิดมารดาก็ถูกตามล่า ถูกจับมาทรมานจนตายแล้วโยนลงบ่จระเข้จวนตระกูลหลินที่ถูกทิ้งร้างมาสักพักตอนนี้หลินชิงหว่านได้เข้ามาจัดการด้วยตัวเองเสียงค้อนกระทบกับแผ่นไม้และเสียงรื้อถอนดังสนั่นไปทั่วทางเดินที่ตั้งของจวนตระกูลหลิน สถานที่ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความจองหองและคุกทางใจที่คุมขังหลินชิงหว่านมาถึงสองชาติภพ ยามนี้กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล"ทุบป้ายตระกูลหลินทิ้งเสีย แล้วแขวนป้ายหงส์เหินขึ้นไปแทน" หลินชิงหว่านสั่งการด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงพลัง นางยืนอยู่กลางลานกว้าง มองดูคนงานที่กำลังรื้อถอนห้องโถงใหญ่ สถานที่ที่นางเคยถูกเฆี่ยนตีจนเกือบตายเพียงเพราะขัดใจบิดาในอดีตมู่หลันที่ยืนอยู่ข้างกายกระซิบถาม "พระนางแน่ใจหรือเพคะที่จะใช้ที่นี่ ความทรงจำของที่นี่ช่าง...""เพราะความทรงจำมันเลวร้าย ข้าจึงต้องเปลี่ยนมันให้กลายเป็นสิ่งดี" หลินชิงหว่านหันมาสบตาคนสนิท "ที่นี่จะไม่ใช่ที่คุมขังใครอีก แต่มันจะเป็นที่รักษาผู้คน ไม่ว่าจะเป็น
บรรยากาศในเมืองหลวงดูรื่นเริงอย่างยิ่งเมื่อขบวนทัพของเซียวเหยียนและหลินชิงหว่านเคลื่อนผ่านประตูเมือง ทว่าภายใต้รอยยิ้มและการเฉลิมฉลอง หลินชิงหว่านกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความจอมปลอม ขุนนางกลุ่มหนึ่งที่เคยทำตัวเป็นไม้หลักปักเลน แอบส่งเสบียงให้กบฏพยัคฆ์ดำอย่างลับ ๆ ยามนี้กลับมายืนเรียงแถวต้อนรับด้วยใบหน้าที่ดูปลาบปลื้มเกินจริงโดยเฉพาะใต้เท้าเฉิง ขุนนางอาวุโสผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา เขาผู้นี้คือจิ้งจอกเฒ่าที่หลินชิงหว่านจำได้แม่นยำจากชาติก่อน ว่าเป็นผู้วางแผนยักยอกเสบียงกองทัพจนทำให้บิดานางที่เป็นผู้ร่วมตรวจสอบต้องตกที่นั่งลำบาก"เพื่อเป็นการขอบคุณที่พวกท่านช่วยดูแลความสงบในเมืองหลวงยามที่ข้าออกศึก" หลินชิงหว่านเอ่ยขึ้นท่ามกลางงานเลี้ยงต้อนรับที่จัดขึ้นในท้องพระโรง "ข้าได้ปรุงยาลูกกลอนทิพย์ขึ้นมา มันคือโอสถที่กลั่นจากสมุนไพรหายากบนยอดเขาหิมะพันปี มีฤทธิ์ช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกในร่างกาย เพิ่มพูนสติปัญญา และที่สำคัญมันจะช่วยให้ใจของพวกท่านสงบเป็นสมาธิเพื่อรับใช้แผ่นดินได้ดียิ่งขึ้น"เหล่านางกำนัลเดินถือถาดที่มีจอกยาสีทองวางอยู่ไปหาขุนนางแต่ละคน ใต้เท้าเฉิงดวงตาเป็นประกายด้วยความโลภ
เหนือยอดผาสูงชันที่ตัดขาดจากโลกภายนอก จู่ ๆ พายุฝนกระหน่ำซัดลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับสวรรค์กำลังร่ำไห้ให้กับความวิปลาสของมนุษย์ เสียงฟ้าผ่าคำรามกึกก้องสะท้อนกับหน้าผาหินที่ลื่นชัน เบื้องล่างคือกองทัพกบฏพยัคฆ์ดำที่แตกพ่ายยับเยินภายใต้กองทัพต้าเซียวที่เกรียงไกรเซียวเฟิงในสภาพเกราะเงินที่แตกละเอียดและเนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ คุกเข่าอยู่ริมขอบเหวที่ไร้ทางออก มือที่สั่นเทายังคงกำด้ามดาบแน่น ดวงตาที่แดงก่ำด้วยพิษไข้และความแค้นจ้องมองไปยังบุรุษและสตรีที่เดินฝ่าสายฝนเข้ามาหาเขาอย่างช้า ๆ"เข้ามาสิ! เข้ามาฆ่าข้า!"เซียวเฟิงแผดเสียงหัวเราะที่ฟังดูโหยหวนปนไปกับเสียงสะอื้นท่ามกลางสายฝนที่สาดซัด "เซียวเหยียนเจ้าชนะทุกอย่าง ได้ทั้งบัลลังก์ ได้ทั้งสตรีที่ยอดเยี่ยมคนนี้ แต่เจ้าจงจำไว้ เจ้าไม่มีวันลบเลือดโสโครกของชาวเยี่ยนที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเจ้าได้ ข้าจะตายเพื่อให้เจ้าจดจำไปชั่วชีวิตว่าเจ้าเป็นคนปลิดชีพน้องชายแท้ ๆ ของตัวเอง"เซียวเหยียนหยุดชะงักฝีเท้า ดาบใหญ่ในมือที่เปื้อนเลือดสั่นระริก แววตาที่เคยแข็งกร้าวดุจหินผาเปลี่ยนเป็นความสมเพชที่ลึกซึ้ง "น้องชายงั้นหรือ เจ้าคือเหยื่อของความโลภที่ซูเฟย
แม้เรื่องกบฏภาคีพยัคฆ์ดำจะปิดฉากลงแล้ว ทว่าคล้ายยังสะสางไม่จบเมื่อสายเลือดที่แท้จริงของซูเฟยยังคงรอคอยโอกาสล้างแค้นอย่างเงียบ ๆ"อาจเป็นเพราะชาติที่แล้วข้าตายไปก่อนหน้านี้และซูเฟยก็ได้ครอบครองทุกอย่างในภายหลัง"นางพึมพำกับตนเองหาข้อสรุปจากชาติก่อนที่อยู่เหนือกาลเวลาโดยที่นางไม่เคยล่วงรู้มาก่อน"ทูลฝ่าบาทมีสายรายงานจากชายแดนว่าตอนนี้พบความผิดปกติพะย่ะค่ะ มีการลักลอบเผาเสบียงทหาร และลอบสังหารแม่ทัพรวมถึงทหารของแคว้นเราตายไปเป็นจำนวนมาก มีการเคลื่อนกองทัพทหารกะทันหันด้วยพะย่ะค่ะ"เซียวเหยียนลุกขึ้นยืนทันที "เสี้ยนหนามยังไม่หมด ข้าต้องไปจัดการให้สิ้นซาก!""อย่านะเพคะฝ่าบาทมันอันตรายเกินไป"หลินชิงหว่านที่นั่งข้างบัลลังก์รีบเข้าห้าม เพราะนางก็ไม่มั่นใจว่าตามนิมิตของนางเป็นจริงหรือไม่ นางไม่อยากให้เซียวเหยียนไปเสี่ยงเองเพียงลำพัง"หากข้าไม่ไปก็ไม่จบ ที่ชายแดนอาจมีความลับที่ยังหลงเหลือ ถึงได้วุ่นวายเพียงนี้""เช่นนั้นหม่อมฉันขอติดตามไปด้วยเพคะ"นางกล่าวขึ้นอย่างแน่วแน่ อย่างน้อยนางก็มีประโยชน์ด้านการรักษา"ได้ ข้าอนุญาต"ณ ชายแดน ภายในกระโจมบัญชาการรบที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงชัน ลมทะเลทรายที่
ท้องฟ้ายามราตรีเหนือวังหลวงประดับประดาด้วยโคมไฟนับหมื่นดวงที่ลอยล่อง ดั่งดวงดาวบนดินที่กำลังเฉลิมฉลองความสงบสุขชั่วคราว ทว่าภายใต้แสงสีนวลตา กลับมีกลิ่นอายคาวเลือดโชยมาตามลมเย็น เซียวเหยียนในฉลองพระองค์เต็มยศ ประทับอยู่กึ่งกลางงานเลี้ยง ท่าทางของเขาดูมึนเมาและบ้าอำนาจอย่างที่ละครฉากใหญ่ต้องการ"มา ดื่มเพื่อแผ่นดินใหม่ แผ่นดินที่เป็นของข้าอย่างแท้จริง"เซียวเหยียนคำรามพลางรับจอกเหล้ามงคลจากมือของหลินชิงหว่าน นางสบตาเขาด้วยแววตาที่สั่นระริกเพียงครู่เดียว ก่อนจะรินเหล้าสีใสลงในจอกทองคำ เซียวเหยียนยกขึ้นดื่มจนหมดรวดเดียว ทันใดนั้น ร่างแกร่งของฮ่องเต้ก็ชะงักงัน จอกเหล้าร่วงหล่นจากมือกระแทกพื้นเสียงดัง เขากระอักเลือดสีดำคล้ำออกมาคำโต ก่อนจะล้มฟุบลงจากบัลลังก์ต่อหน้าขุนนางนับร้อยที่กรีดร้องด้วยความตกใจ"ฝ่าบาท!!!"หลินชิงหว่านโผเข้ากอดร่างที่นิ่งสนิทของเขา นางแผดเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจ ร่างกายสั่นเทาจนดูน่าเวทนา"ฮ่าๆๆๆ ในที่สุด วันที่รอคอยก็มาถึง"เสียงหัวเราะอันโอหังของเสนาบดีฉินดังกึกก้อง เขาเดินแหวกฝูงชนออกมาด้วยท่าทางของผู้ชนะ กองกำลังชุดดำของภาคีพยัคฆ์ดำนับร้อยพุ่งเข้ายึดประตูตำหนักทุก
ภายในตำหนักทรงอักษรที่เงียบสงัด แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของคนสองคนที่ยืนห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว ทว่ากลับรู้สึกเหมือนอยู่คนละฟากฟ้า หลินชิงหว่านเดินย้อนกลับมา นางจ้องมองแผ่นหลังที่ตั้งตรงและเย็นชาของเซียวเหยียน นางรู้ดีว่าหากคืนนี้นางไม่ทำลายกำแพงแห่งความระแวงนี้ลง ความแค้นจากอดีตจะพรากเขาไปจากนางตลอดกาล"ท่านพี่" เสียงของนางสั่นเครือแต่ทว่าหนักแน่น นางตัดสินใจก้าวเข้าไปหาและทรุดกายคุกเข่าลงบนพื้นหินเย็นเฉียบเบื้องหลังเขาเซียวเหยียนชะงักมือที่กำลังเก็บบันทึกบนโต๊ะ แต่เขายังคงไม่หันกลับมา "เจ้ายังมีอะไรจะแก้ตัวอีกหรือ ฮองเฮา หรือภาคีพยัคฆ์ดำส่งบทพูดใหม่มาให้เจ้าแล้ว""หม่อมฉันไม่มีบทพูดจากใครทั้งสิ้น มีเพียงความสัตย์จริงที่สวรรค์ประทานมาให้หม่อมฉันบอกท่าน" หลินชิงหว่านกล่าวปนสะอื้น "ท่านพี่สงสัยใช่หรือไม่ว่าเหตุใดหม่อมฉันถึงล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า นั่นเป็นเพราะหม่อมฉันไม่ได้เพียงแต่ฝันแต่มันคือนิมิตที่ตามหลอกหลอนหม่อมฉันมาตลอดชีวิต นิมิตถึงจุดจบที่หนาวเหน็บของท่าน"เซียวเหยียนค่อย ๆ หันกลับมามอง ดวงตาคมกริบจ้องมองสตรีที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าด้วยความสับสน "นิมิตงั้นหรือ เจ้ากำลังจะบอกว
สายฝนยามค่ำคืนพัดกระหน่ำจนเสียงลมหวีดหวิวไปทั่วจวนชินอ๋อง หลินชิงหว่านยังคงนั่งอยู่ภายในห้องรับรองที่เขาจัดไว้ให้ นางไม่ได้กลับจวนตั้งแต่วันที่ถูกอุ้มออกมา เพราะสถานการณ์ชายแดนยังต้องการคำแนะนำเรื่องการปรุงยาจากนางอย่างใกล้ชิด เขาทิ้งนางไว้ที่นี่และออกไปข้างนอกกับเหล่าทหารยังไม่กลับเข้ามาปัง!ฉับพ
ภายในเรือนพักของหลินชิงหว่านที่เงียบสงบขึ้นผิดตา เพราะไม่มีสายตาของฮูหยินใหญ่คอยจ้องจับผิด มู่หลันและมู่ชินยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูอย่างกวดขัน หลินชิงหว่านเรียกชิวเยว่เข้ามาใกล้ ก่อนจะหยิบปิ่นปักผมเรียบ ๆ เล่มหนึ่งออกมา"ชิวเยว่ ข้าจำได้ว่าแม่นมหลี่คนที่เคยปรนนิบัติท่านแม่ก่อนท่านจะสิ้นใจ ถูกฮูหยินใ
งานเลี้ยงชมบุปผาในวังหลวงมาถึงเร็วกว่าชาติก่อน หลินชิงหว่านก้าวลงจากรถม้าในชุดสีม่วงอ่อนที่ดูสงบเยือกเย็น ทว่าปักลายด้วยด้ายดิ้นเงินอย่างละเอียดลออ นี่คือของขวัญที่เซียวเหยียนบอกไว้ เขาส่งมาให้ก่อนวันงานหนึ่งวัน ชุดที่ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าแต่คือใบคุ้มครองที่บอกทุกคนว่านางคือคนของชินอ๋องในอดีตนางไม่เคย
ทุก ๆ วันผ่านพ้นไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีผู้ใดรู้ว่าบุตรสาวอนุผู้ต่ำต้อยกำลังคิดและกระทำสิ่งใดอยู่บรรยากาศในจวนตระกูลหลินที่เคยดูเหมือนจะเอื้อเฟื้อต่อหลินชิงหว่านกลับเปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อหลินเจิ้งคุณเรียกนางเข้าไปพบที่ห้องหนังสือส่วนตัว ทว่าคราวนี้นางไม่ได้พบเพียงบิดา แต่ยังมีเสนาบดีกรมพิธีการ







