Masukเช้าวันนี้มิได้มีการประชุมเหล่าขุนนางตั้งแต่เมื่อยามเช้าตรู่ เพราะฉะนั้นแล้ว องค์ฮ่องเต้จึงมิได้ตื่นบรรทมขึ้นมาตั้งแต่เมื่อยามเช้าตรู่เช่นกัน
เป็นช่วงสายยามซื่อ (เวลา 10.00น.) เลยทีเดียว พระองค์จึงทรงตื่นจากการบรรทมได้
เพียงแต่นึกมิถึงเลยว่า หลังจากที่พระองค์ทรงแต่งพระวรกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระสนมเหนียนเฟยจะรีบนำน้ำแกงบำรุงกำลังมาคอยถวายให้เมื่อยามสายเอาเช่นนี้
ด้านมู่กงกงเองก็เอาแต่ลอบชำเลืองมองดูว่า องค์ฮ่องเต้จะทรงมีรับสั่งให้พระสนมเหนียนเฟยเข้าเฝ้าหรือไม่ ตนเองจะได้ทำหน้าที่ถูก
“ให้นางเข้ามาเถอะ”
หลังได้ยินองค์ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งเช่นนั้น มู่กงกงจึงได้แจ้น
ออกไปหน้าตำหนัก นำความไปกราบทูลต่อพระสนมเหนียนเฟยในทันที“หม่อมฉันเหนียนซูอี๋ถวายความคำนับฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี เพคะ”
เหนียนซูอี๋ธิดารองเจ้ากรมแห่งศาลต้าหลี่เอ่ยขึ้นน้ำเสียงหวานพร้อมทรุดตัวลงไปนั่งคุกเข่าแสดงความคำนับอยู่ที่พื้น
“ลุกขึ้นมาได้” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงตรัสขึ้นโดยมิได้มองมาที่เหนียนซูอี๋เลยแม้แต่น้อย
“ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”
เหนียนซูอี๋พูดพลางลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ และรับถ้วยน้ำแกงจากสาวใช้ข้างกายมาถือไว้กับตน หลังจากนั้นจึงส่งสายตาขับไล่
สาวใช้ให้ออกไปยืนรอหน้าตำหนัก“หม่อมฉันทราบมาว่าฝ่าบาททรงสะสางฎีกาติดต่อกันมาหลายคืนแล้ว จนแทบจะมิได้พักผ่อน วันนี้หม่อมฉันจึงได้ลงมือต้มน้ำแกงเจ็ดเซียนมาถวายเพคะ”
เหนียนซูอี๋ว่าพลางทอดสายตาลงมองพื้น วันนี้นางตั้งใจ
ตบแต่งร่างกายมาอย่างเต็มที่อีกทั้งยังได้แต่งแต้มร่างกายด้วยผงหอมบางอย่างมาเป็นพิเศษด้วย
“วางไว้ตรงโต๊ะ แล้วเจ้าก็ออกไปได้” สุรเสียงราบเรียบที่เปล่งออกมาจากริมโอษฐ์ได้รูปนั้น ทำเอาเหนียนซูอี๋รู้สึกใจแป้วไปมิน้อยเลยทีเดียว
“หม่อมฉันรู้ดีว่าฝ่าบาทมิได้ทรงเสด็จไปประทับที่ตำหนักของพระสนมผู้ใดเลยมาเป็นระยะเวลานานแรมเดือนแล้ว ที่หม่อมฉันมาในวันนี้ก็เพียงแต่ตั้งใจทำน้ำแกงมาถวายต่อฝ่าบาทเพียงเท่านั้น
เพคะ มิได้ตั้งใจจะมารบกวนฝ่าบาทแต่อย่างใด เช่นนั้นหม่อมฉันขอทูลลา”เหนียนซูอี๋ว่าพลางสะบัดชายกระโปรงของตนไปมาเล็กน้อยและย่อตัวลงถวายความคำนับก่อนจะเดินออกมาจากตำหนักตงชางด้วยความหัวเสีย และมีสีหน้าที่บอกบุญมิรับเลยทีเดียว
หลังจากนั้นมินานนัก องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงที่กำลังจะเสด็จออกนอกตำหนักออกไปเสวยพระกระยาหารเช้าทางด้านนอก ก็ต้องเริ่มมีอาการขมวดคิ้วขึ้นมาน้อยๆ เมื่อพบว่าตนเองได้ถูกวางยาปลุกกำหนัดเข้าเสียแล้ว
“มู่กงกง เตรียมเกี้ยว”
“ฝะ ฝ่าบาทจะทรงเสด็จไปที่ใดกันหรือพ่ะย่ะค่ะ จะมิทรง
เสวยพระกระยาหารเช้าก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
มู่กงกงเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ข้าจะไปตำหนักชุ่ยอี้”
สุรเสียงที่ดังขึ้นอย่างมิสบอารมณ์นั้นฟังดูก็รับรู้ว่าผู้พูดกำลังมีความรู้สึกไม่พอใจมากเพียงใด ได้ยินดังนั้นแล้ว มู่กงกงก็ได้เดินแกมวิ่งออกไปสั่งการเหล่าข้ารับใช้ให้จัดการเตรียมเกี้ยวมาให้กับ
องค์ฮ่องเต้โดยเร่งด่วนหลังจากนั้นมินานนัก องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ได้เสด็จไปถึงตำหนักชุ่ยอี้ หัวหน้านางกำนัลในตำหนักเห็นดังนั้นแล้ว ก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก
เหล่านางกำนัลในตำหนักจึงได้ออกมานั่งคุกเข่ากล่าว
คำถวายพระพรดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน“ให้นางกำนัลเข้ามาสามคน”
แม้ถ้อยคำกล่าวนั้นจะฟังดูราบเรียบมากเพียงใด แต่เหล่านางกำนัล ณ ที่นั่น ต่างก็พากันรู้สึกดีใจจนเนื้อเต้นแทบจะเหยียบกันตายในการแย่งชิงกันปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้อยู่รอมร่อ
หากหัวหน้านางกำนัลผู้ควบคุมและดูแลตำหนักชุ่ยอี้ มิทำการจัดเวรในการเข้าคิวปรนนิบัติฮ่องเต้แล้วไซร้
เกรงว่าเหล่านางกำนัลพวกนี้คงจะแย่งชิงกันในการเข้าไป
ปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้จนตำหนักชุ่ยอี้ได้พังทลายลงมาเป็นหน้ากลองเป็นแน่แท้
เหล่านางกำนัลสามคนที่เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกและเป็น
ผู้โชคดีในการให้การปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้ครานี้ ต่างพากันเดินเข้าไปในห้องรับรองส่วนพระองค์ด้วยแววตาอันหวามไหว ก่อนจะช่วยกันปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกจากพระวรกายสูงใหญ่กำยำนี้อย่างเบามือการกระทำในครั้งนี้ขององค์ฮ่องเต้ล้วนผ่านไปด้วยความดุดัน ไม่เกรงใจใคร แม้นางกำนัลทั้งสามจะพากันส่งเสียงร้องครวญครางมากเพียงใดก็ตามแต่ แต่ผู้เป็นเจ้าชีวิตกลับมีสีหน้าที่เรียบเฉย
นิ่งขรึมนัก กว่าพระองค์จะทรงกระทำการให้แล้วเสร็จในครั้งนี้ก็กินเวลาไปถึงหนึ่งชั่วยามเต็ม (สองชั่วโมง) เลยทีเดียวจนนางกำนัลทั้งสามแทบสลบไสลมิได้สติไปในการปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้ครานี้แล้ว เมื่อเสร็จกิจองค์ฮ่องเต้ก็ทรงสวมฉลองพระองค์จากไปด้วยใบหน้าถมึงทึง แลดูเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก
ราวกับว่าการปลดปล่อยไปเมื่อสักครู่นั้น จะมิได้ช่วยทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเบาสบายตัว หรือผ่อนคลายขึ้นมาได้เลยแม้แต่น้อย
เหล่านางกำนัลอุ่นเตียง ณ ตำหนักชุ่ยอี้เอง ทุกคนล้วนผ่านการกินยาทำลายการตั้งครรภ์มาก่อนหน้าหลังจากจากได้รับการคัดเลือกเข้ามาอยู่ในตำหนักนี้แล้ว เพราะฉะนั้นหลังเสร็จสิ้นจากการ
ปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้ พวกนางจึงมิต้องดื่มยาห้ามการตั้งครรภ์อีก
แต่ถึงจะมิสามารถตั้งครรภ์ได้ตามกฎมณเฑียรบาลก็มิเป็นไร เพียงแค่ได้ปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้ก็นับเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตของพวกนางแล้วช่วงเวลายามอู่นี้ (เวลา 12.00น.) อากาศยังถือว่าหนาวเย็นอยู่บ้างเล็กน้อย เนื่องด้วยนี่เป็นช่วงปลายฤดูเหมันต์
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงปรารถนาที่จะทำการฝึกซ้อมอาวุธขึ้นมาอีกครา เพื่อขับไล่ความหงุดหงิดฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้นมารบกวนภายในจิตใจของพระองค์ จึงทรงตรัสเรียกให้องครักษ์กั๋วโม่โฉวที่พระองค์ทรงให้ความไว้วางพระราชหฤทัยในการดูแลปกป้องเป็นองครักษ์ข้างกายขององค์หญิงเจ็ดเฟยฮุ่ยให้มาประลองดาบกับพระองค์ด้วย เพื่อที่พระองค์จะได้ทรงตรัสถามเรื่องราวของน้องหญิงผู้นี้ผ่านทางปากจากองครักษ์คนสำคัญเช่นเขา
หลังจากนั้นมินานเกินรอ กั๋วโม่โฉวในชุดสีดำรัดกุมก็ได้มาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าอยู่ต่อหน้าเบื้องพระพักตร์
“ถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี พ่ะย่ะค่ะ” กั๋วโม่วโฉวเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสุขุม
“ลุกขึ้นได้ มิต้องมากพิธี” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงตรัสขึ้นน้ำเสียงห้วนโดยที่มิได้ปรายสายตามามองดูองครักษ์ผู้นี้แต่อย่างใด
พระองค์ทรงทอดสายพระเนตรดูคมดาบจากเมืองซานจิ่ว เมืองตีดาบน้ำงามอันดับหนึ่งของแว่นแคว้นด้วยประกายตาพึงพอพระทัย หลังจากนั้นจึงตรัสต่อไปว่า
“ช่วงนี้องค์หญิงเฟยฮุ่ย นางเป็นเช่นไรแล้วบ้าง?”
“องค์หญิงทรงสุขสบายดี พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
องครักษ์กั๋วโม่โฉวตอบกลับไปน้ำเสียงนุ่ม
“ข้าได้ข่าวมาว่านางหาได้สนใจคำสั่งห้ามออกนอกวังหลวง ในช่วงหนึ่งเดือนก่อนที่จะมีพิธีแต่งงาน และยังคงเมาสุราหัวราน้ำอยู่ข้างนอกบ่อยครั้งมิใช่หรือ เจ้าดูแลนางเช่นไร จึงได้ปล่อยให้มีเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ขึ้นกับองค์หญิงเฟยฮุ่ยได้”
น้ำเสียงตำหนิอันเยียบเย็นที่เปล่งออกมาจากพระโอษฐ์ขององค์ฮ่องเต้นั้นทำเอาองครักษ์กั๋วโม่โฉวถึงกับตัวเย็น ชาวาบไปทั้งร่าง เขาก้มหน้าทอดสายตาลงมองพื้นด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ตามพระบัญชาได้
“เจ้าเองก็ถือได้ว่าเป็นคนสนิทผู้หนึ่งของข้า ที่ข้านับเจ้าเป็นถึงสหาย จึงได้ให้เจ้าช่วยดูแลองค์หญิงเฟยฮุ่ยแทนข้าด้วย แต่เจ้ากลับปล่อยปละละเลย ตามใจนาง จนนางเสียผู้เสียคนมากขนาดนี้ เจ้ารู้หรือไม่ ว่าเจ้ามีโทษสถานใด”
“กระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมีโทษสมควรตาย
ขอฝ่าบาทจงทรงมีรับสั่งลงโทษกระหม่อมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์กั๋วโม่โฉวเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสำนึกผิด ทว่าสีหน้าและน้ำเสียงยังคงราบเรียบสงบราวกับผิวน้ำที่ไร้คลื่น
“ข้าจะให้เวลาเจ้าอีกมิเกินหนึ่งสัปดาห์ หากข้ายังรู้มาอีกว่า องค์หญิงเฟยฮุ่ยยังคงแอบลอบปีนออกนอกตำหนัก ไปเมามายจนจะกลิ้งผลัดตกลงมาจากบนหลังคาอีก ข้าจะสั่งลงโทษเจ้าสถานหนัก อย่างมิไว้หน้าแก่คนผู้ใดเลยทีเดียว ในอีกมิเกินหนึ่งเดือนข้างหน้านี้องค์หญิงเฟยฮุ่ยจะต้องเข้าพิธีวิวาห์กับหลินปังหยวนแล้ว กำหนดการมงคลสมรสพระราชทานก็ออกหมายมาอย่างชัดเจนแล้ว ข้าหวังเอาไว้ว่าเจ้าจะมิทำงานผิดพลาด ปล่อยปละละเลยในการให้การดูแลองค์หญิงเช่นนี้อีก”
หลังตรัสจบองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉินก็ทรงโยนดาบหนึ่งเล่มออกไปด้านหน้า ซึ่งองครักษ์กั๋วโม่โฉวก็คว้าเอาไว้ได้ในทันที
เสียงขององค์ฮ่องเต้ที่ทรงตรัสขึ้นว่า ในอีกมิเกินหนึ่งเดือนข้างหน้านี้องค์หญิงเฟยฮุ่ยจะต้องเข้าพิธีวิวาห์กับหลินปังหยวนแล้ว ได้เข้ามารบกวนจิตใจของกั๋วโม่โฉวเป็นอย่างมาก จนเขามิมีกะจิต
กะใจในการซ้อมอาวุธกับองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉินครานี้เลยแม้แต่น้อยเขาจึงถูกปลายคมดาบตวัดลงบนต้นแขนขวาอย่างช่วยมิได้ หยาดเลือดมากมายได้ไหลซึมออกมาตามรอยแผล
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นดังนั้นแล้ว จึงได้โยนดาบลงไปปักอยู่บนพื้นดินเสียงดังฟึบ พร้อมเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงติดจะออกไปทางความพิโรธเล็กๆ ว่า
“ช่างเป็นคนที่ใช้งานมิได้เลยแม้แต่เพียงนิด”
หลังจากนั้นจึงได้สะบัดชายชุดคลุมมังกรของพระองค์เสด็จจากไปในทันที มิได้หันหลังกลับมามองกั๋วโม่โฉวในยามนี้เลยแม้แต่น้อย
หากพระองค์จะทรงหันพระพักตร์กลับมาทอดพระเนตรดูกั๋วโม่โฉวสักเล็กน้อย ป่านนี้พระองค์ก็จะคงทอดพระเนตรเห็นแล้วว่า องครักษ์ผู้นี้มีสีหน้าที่เศร้าสลดปานคนหัวใจแตกสลายมากมายเพียงใด...
เสียงจุมพิตอันดุเดือดแต่ก็เจือไปด้วยความอ่อนหวานเว้าวอนมากเกินไปกว่าสิบส่วนด้วยกันนั้น ทำเอาร่างเล็กของหลินหลานฮัวรู้สึกราวกับว่านางได้ล่องลอยไปมาอยู่บนอากาศริมฝีปากหยักเนียนนุ่มของบุรุษผู้ที่ทำการจูบไล้ปลอบประโลมนางอยู่นี้ก็ทำเอาหลินหลานฮัวถึงกับสะท้านไหวช่อบุปผารักของนางถูกปลายลิ้นตวัดปัดป่ายไปมาด้วยลีลาอันช่ำชองและร้ายเหลือจนหยาดน้ำรักของนางได้แตกกระจายออกมาคราแล้วคราเล่าอยู่มิหยุดจวบจนกระทั่งร่างเล็กได้รับการเติมเต็มเข้าไปอย่างช้าๆ หลินหลานฮัวก็พลันรู้สึกตัวขึ้นมาเล็กน้อย จนแทบจะสร่างเมาไปได้เลยทีเดียว“อ๊ะ” หลินหลานฮัวอุทานขึ้นด้วยความตกใจพร้อมทั้งกำลังจะเปล่งเสียงร้องกรี๊ดออกมาในตอนท้าย แต่ทว่านางกลับถูกองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงผู้นี้ก้มใบหน้าลงมาจุมพิตดูดซับเสียงร้องของนางเอาไว้ หลินหลานฮัวจึงทำได้เพียงส่งเสียงอึกอักอยู่ในลำคอได้เพียงเท่านั้น“ฝ่าบาทเหตุใดกันจึงทรงทำเช่นนี้ หม่อมฉันรังเกียจฝ่าบาทมากแล้วจริงๆ คนใจกล้าหน้าด้าน หน้ามิอายนัก” หลินหลานฮัวอดที่จะก่นด่าองค์ฮ่องเต้ผู้นี้ออกมาด้วยความหัวเสียมิได้แล้ว มาถึงซินซิ่วได้มิทันไรเขาก็แอบลอบมาจับกินนางอีกคราแล้ว
เพี๊ยะ เสียงของฝ่ามือที่ฟาดกระทบเข้ากับใบหน้าได้ดังขึ้นองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจึงหยุดการกระทำนั้นลงได้“เจ้าตบข้ามาอีกสิอาฮัว หากตบข้าแล้ว มันทำให้เจ้ารู้สึกสบายใจมากขึ้น เจ้าก็ตบข้ามาได้อีกเลย”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกล่าวคำท้า ซึ่งหลินหลานฮัวเองก็ได้ฟาดฝ่ามือเข้าใส่ใบหน้าอันหล่อเหลาขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทั้งซ้ายและขวานับได้เป็นสิบครั้งเลยทีเดียว จนฝ่ามือเล็กของนางบวมแดงและมีหยาดเลือดที่ไหลซึมออกมาตรงมุมปากขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงติดมาด้วย“เจ็บมากหรือไม่ฮัวฮัวของข้า ฝ่ามือเจ้าแดงไปหมดแล้วเห็นหรือไม่นั่น หากเจ้าอยากทำร้ายตบตีข้า มิเห็นต้องน่าลงมือลงแรงเอาเช่นนี้เลย เพียงเจ้าสั่งข้ามาคำเดียว ข้าก็ยินยอมพร้อมใจที่จะตบหน้าตัวเองให้กับเจ้าแล้ว หรือหากเจ้าอยากโบยข้าเพียงสั่งข้ามาคำเดียว ข้าก็พร้อมให้เหล่าองครักษ์ที่ติดตามข้ามาด้วยนั้นโบยข้าแทนเจ้าแล้ว”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงว่าพลางจับมือเล็กของหลินหลานฮัวขึ้นมาเป่าลมเข้าไปที่ฝ่ามือเล็กนั้นแผ่วเบา“โบยหรือ เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน อยากจะรู้นักว่าองค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นชวี่มีความแข็งแรงมากมายเพียงใด จะอดทนต่อการ
“แต่เจ้าจะปล่อยให้อานเอ๋อร์ของเราขาดพ่อไปมิได้นะอาฮัว ชีวิตของเขาต้องมีพ่ออยู่ด้วย จึงจะถือได้ว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางจ้องมองไปที่ใบหน้างามของหลินหลานฮัวด้วยความคิดถึง มิพบเจอกันไปเพียงสามปีแต่นางกลับดูสวยสดงามสะพรั่งมากกว่าเมื่อคราที่ใช้ชีวิตอยู่กับพระองค์ในวังต้องห้ามเสียอีก อีกทั้งกลิ่นกายอันหอมกรุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างเล็กนี้ทำให้องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงเกิดอาการคลั่งไคล้นางขึ้นมาจนอยากจะจับร่างเล็กนี่กลืนกินลงไปจนหมดทั้งตัวอีกคราแล้ว“อานเอ๋อร์อยู่กับหม่อมฉันมาสามปีเต็ม เขามิเคยถามถึงบิดาเลยสักครั้ง แล้วจะบอกว่าเขาต้องการบิดาได้อย่างไร ฝ่าบาททรงสนทนาอยู่ที่บ้านของหม่อมฉันนานแล้วทรงเสด็จกลับไปเถิดเพคะ เวลานี้เป็นเวลาพักผ่อนของหม่อมฉันกับลูก ขอฝ่าบาทได้โปรดอย่ามากวนใจพวกเราอีกต่อไปเลย” หลินหลานฮัวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงหลังได้ยินภรรยารักกล่าวออกมาดังนั้น จึงได้นั่งคุกเข่าลงตรงหน้าของสาวงามพร้อมเอ่ยขึ้นมาว่า“ฮัวฮัว ที่ผ่านมา สามีได้กระทำผิดต่อเจ้ามากมายนักแต่สามีสำนึกผิดได้มาตั้งเนิ่นนานแล้ว
“นี่ปล่อยนะคุณชาย ท่านทำอะไรท่านแม่ของข้า ท่านมากัดปากท่านแม่ของข้าทำไม?” เด็กชายตัวน้อยพูดขึ้นด้วยความโกรธขึ้งถึงขั้นใช้กำปั้นเล็กๆ ของเขาทุบตีเข้าไปที่ไหล่ขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงอีกคราด้วยนึกห่วงใยมารดาของตนขึ้นมาจับใจนัก“ฮัวฮัว ในที่สุดข้าก็ตามหาเจ้าจนเจอ แล้วนี่ลูกชายของพวกเราใช่หรือไม่ เหตุใดเขาจึงได้มีหน้าตาเหมือนกันกับข้าราวกับแกะเอาเช่นนี้”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางจะก้มใบหน้าลงมามอบจุมพิตให้กับหลินหลานฮัวอีกคราด้วยความคิดถึง แต่ทว่าหลินหลานฮัวกลับรีบเบือนหน้าหนี พร้อมอุ้มเอาเด็กชายตัวน้อยมาไว้ในอ้อมแขนและเอ่ยขึ้นมาว่า “คุณชายท่านจำคนผิดแล้ว ข้าต้องขอตัวก่อน และขอบคุณที่ท่านช่วยนำตัวบุตรชายของข้ากลับคืนมาส่ง”หลินหลานฮัวเอ่ยขึ้นเพียงเท่านั้นก็รีบเดินจากไปในทันทีซึ่งองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็มิได้มีท่าทีกระโตกกระตากแต่อย่างใด พระองค์ทรงสั่งให้คนเฝ้าจับตามองดูหลินหลานฮัวต่อไปอย่างเงียบๆ เพื่อที่จะได้ติดตามนางไปยังที่พักของนางได้ถูกด้านหลินหลานฮัวเองก็รีบเดินมาหาเสี่ยวเชี่ยนพร้อมสั่งให้เสี่ยวเชี่ยนเก็บข้าวของทุกอย่างกลับบ้านของนางไปในทันที แม้ว่าเสี
“เจ้าตัวเล็กข้าสั้น ส่วนข้าตัวใหญ่ขายาวใช่หรือไม่?”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกล่าวชวนคุย“ใช่แล้วขอรับ แต่นี่มันเกี่ยวอันใดกับการที่ข้าจะได้กลับไปหาท่านแม่ของข้าด้วยหรือขอรับ?” เด็กชายตัวน้อยเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย“ก็คนตัวเล็กขาสั้นก็ก้าวเดินได้ช้า ส่วนคนตัวใหญ่ขายาวก็ก้าวเดินได้ไว ข้าอุ้มเจ้าเอาไว้เช่นนี้ถือว่าเป็นการย่นระยะเวลาให้เจ้าได้เจอกับมารดาของเจ้าได้เร็วขึ้น มิดีหรอกหรือ?” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เด็กชายตัวน้อยพลันคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นมาว่า “ที่คุณชายกล่าวมานั้นถูกต้องแล้ว เช่นนั้นอานเอ๋อร์คงต้องรบกวนคุณชายแล้ว แต่อานเอ๋อร์มิได้รบกวนเปล่าหรอกนะขอรับ อานเอ๋อร์จะมอบของตอบแทนน้ำใจของคุณชายในครั้งนี้ด้วย เช่นไรก็ขอได้โปรดจงรับผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เอาไว้ด้วยเถอะนะขอรับ” เด็กชายพูดพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยที่หลินหลานฮัวเคยใช้ซับเลือดกำเดาขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเมื่อคราที่ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักบุปผารักด้วยกัน ณ ช่วงเวลาหนึ่งออกไปมอบให้กับองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงอย่างช้าๆ ซึ่งกลิ่นหอมอันคุ้นเคยที่แผ่ซ่านออกมาจากผ้าเช็ดหน
ทุกครั้งที่หลินหลานฮัวมาวางขายสุราในตลาดแห่งนี้ ผ่านไปมินานเกินครึ่งชั่วยามนางก็มักจะขายได้หมดเสมอ แม้ความงามอันเฉิดฉายของนางจะเป็นอุปสรรคในการค้าขายในแต่ละครั้งเนื่องด้วยจะมีเหล่าบรรดาชายหนุ่มทั้งอ่อนวัยไปจนถึงคราวแก่และเหล่าคนธรรมดาไปจนถึงคุณชายและขุนนางระดับสูงหลายคนมาคอยแทะโลมหรือเกี้ยวพาราสี แต่หลินหลานฮัวก็ยังคงความสงบนิ่งสยบการกระทำอันไม่น่าดูชมของพวกเขาลงไปเสียได้ และเพราะความงามอันเป็นอุปสรรคในการออกมาพบปะพบเจอกับบุคคลภายนอกเอาเช่นนี้ จึงทำให้หลินหลานฮัวยอมก้าวขาออกจากบ้านมาทำการค้าขายเพียงแค่เดือนละครั้งเท่านั้นเองเพื่อเป็นการตัดปัญหาเมื่อจัดวางเรียงไหสุรามากมายลงบนโต๊ะเสร็จสิ้นแล้วหลินหลาฮัวก็พบว่าบุตรชายของนางยังมิกลับมาจากร้านของเล่นอีกทั้งเสี่ยวเชี่ยนเองก็ยังมิกลับมาอีกด้วย จึงอดที่จะร้อนใจขึ้นมาบ้างมิได้แล้วนางพยายามเขย่งปลายเท้าขึ้นกวาดสายตามองหาบุตรชายไปโดยรอบ พร้อมทั้งรอคอยการมาเยือนของเสี่ยวเชี่ยนอยู่อย่างใจจดใจจ่อ จนกระทั่ง“ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวเชี่ยนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงดีใจ พร้อมชูถุงเงินอันหนักอึ้งออกไปตรงหน้าของหลินหลานฮัว“เสี่ยวเชี่ยน
“เจ้ายังจะมามัวยิ้มร่าอันใดอยู่อีก มู่จินชิง ข้าสั่งแล้ว ไยเจ้ามิรีบไป ใจคอเจ้าจะให้ข้าตายคาตำหนักตงชางนี่ไปเลยอย่างนั้นหรือ ถึงจะได้สาแก่ใจของเจ้า?” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงอันแสนจะหงุดหงิดพระทัย ที่เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นหน้าตาอันรู้ทันของขันทีเฒ่าผู้นี้แล้ว มันก็ท
หลินหลานฮัวมาอยู่ที่วังต้องห้ามแห่งนี้ได้เป็นระยะเวลาสองเดือนเต็มแล้ว จนกระทั่งนางได้รับทราบข่าวมาว่าหลินปังหยวนได้ถูกปล่อยตัวออกมาจากคุกหลวงแล้ว และหลังจากนั้นทั้งหลินปังหยวน และหลินหลิวซวงก็ได้รับพระราชทานมงคลสมรสจากองค์ฮ่องเต้ต่อในใจของหลินหลานฮัวก็ได้แต่หวังเอาไว้ว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเ
เมื่อเดินทางมาถึงตำหนักเฉียนฟู่แล้ว พระสนมหม่ากุ้ยเฟยก็พลันต้องรู้สึกย่ำแย่มากขึ้นไปอีก เมื่อสาวใช้ที่นางซื้อตัวไว้ในแต่ละตำหนักของสนมที่มีโอกาสได้เข้าไปถวายการปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเมื่อคราก่อนด้วยกันนั้นมาแจ้งข่าวให้นางได้รับทราบว่า คังฉางจ้ายได้ตั้งครรภ์อ่อนๆ ขึ้นมาได้สองเดือนแล้ว
หลินหลานฮัวมิรู้ว่าตัวนางเองตัดสินใจถูกหรือไม่ที่ได้กล่าววาจาออกไปต่อองค์ฮ่องเต้เช่นนี้ เพียงแต่คิดไปถึงอนาคตข้างหน้าว่านางจะต้องมีชีวิตรอดกลับออกไปหามารดาให้ได้ และหากนางตั้งครรภ์ขึ้นมาจริงๆ การกระทำของนางในครั้งนี้คงจะพอปกป้องคุ้มครองภัยให้กับลูกของนางได้ แม้ว่านางจะต้องตกระกำลำบากมากกว่านี้อี







