LOGINเช้าวันนี้มิได้มีการประชุมเหล่าขุนนางตั้งแต่เมื่อยามเช้าตรู่ เพราะฉะนั้นแล้ว องค์ฮ่องเต้จึงมิได้ตื่นบรรทมขึ้นมาตั้งแต่เมื่อยามเช้าตรู่เช่นกัน
เป็นช่วงสายยามซื่อ (เวลา 10.00น.) เลยทีเดียว พระองค์จึงทรงตื่นจากการบรรทมได้
เพียงแต่นึกมิถึงเลยว่า หลังจากที่พระองค์ทรงแต่งพระวรกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระสนมเหนียนเฟยจะรีบนำน้ำแกงบำรุงกำลังมาคอยถวายให้เมื่อยามสายเอาเช่นนี้
ด้านมู่กงกงเองก็เอาแต่ลอบชำเลืองมองดูว่า องค์ฮ่องเต้จะทรงมีรับสั่งให้พระสนมเหนียนเฟยเข้าเฝ้าหรือไม่ ตนเองจะได้ทำหน้าที่ถูก
“ให้นางเข้ามาเถอะ”
หลังได้ยินองค์ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งเช่นนั้น มู่กงกงจึงได้แจ้น
ออกไปหน้าตำหนัก นำความไปกราบทูลต่อพระสนมเหนียนเฟยในทันที“หม่อมฉันเหนียนซูอี๋ถวายความคำนับฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี เพคะ”
เหนียนซูอี๋ธิดารองเจ้ากรมแห่งศาลต้าหลี่เอ่ยขึ้นน้ำเสียงหวานพร้อมทรุดตัวลงไปนั่งคุกเข่าแสดงความคำนับอยู่ที่พื้น
“ลุกขึ้นมาได้” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงตรัสขึ้นโดยมิได้มองมาที่เหนียนซูอี๋เลยแม้แต่น้อย
“ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”
เหนียนซูอี๋พูดพลางลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ และรับถ้วยน้ำแกงจากสาวใช้ข้างกายมาถือไว้กับตน หลังจากนั้นจึงส่งสายตาขับไล่
สาวใช้ให้ออกไปยืนรอหน้าตำหนัก“หม่อมฉันทราบมาว่าฝ่าบาททรงสะสางฎีกาติดต่อกันมาหลายคืนแล้ว จนแทบจะมิได้พักผ่อน วันนี้หม่อมฉันจึงได้ลงมือต้มน้ำแกงเจ็ดเซียนมาถวายเพคะ”
เหนียนซูอี๋ว่าพลางทอดสายตาลงมองพื้น วันนี้นางตั้งใจ
ตบแต่งร่างกายมาอย่างเต็มที่อีกทั้งยังได้แต่งแต้มร่างกายด้วยผงหอมบางอย่างมาเป็นพิเศษด้วย
“วางไว้ตรงโต๊ะ แล้วเจ้าก็ออกไปได้” สุรเสียงราบเรียบที่เปล่งออกมาจากริมโอษฐ์ได้รูปนั้น ทำเอาเหนียนซูอี๋รู้สึกใจแป้วไปมิน้อยเลยทีเดียว
“หม่อมฉันรู้ดีว่าฝ่าบาทมิได้ทรงเสด็จไปประทับที่ตำหนักของพระสนมผู้ใดเลยมาเป็นระยะเวลานานแรมเดือนแล้ว ที่หม่อมฉันมาในวันนี้ก็เพียงแต่ตั้งใจทำน้ำแกงมาถวายต่อฝ่าบาทเพียงเท่านั้น
เพคะ มิได้ตั้งใจจะมารบกวนฝ่าบาทแต่อย่างใด เช่นนั้นหม่อมฉันขอทูลลา”เหนียนซูอี๋ว่าพลางสะบัดชายกระโปรงของตนไปมาเล็กน้อยและย่อตัวลงถวายความคำนับก่อนจะเดินออกมาจากตำหนักตงชางด้วยความหัวเสีย และมีสีหน้าที่บอกบุญมิรับเลยทีเดียว
หลังจากนั้นมินานนัก องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงที่กำลังจะเสด็จออกนอกตำหนักออกไปเสวยพระกระยาหารเช้าทางด้านนอก ก็ต้องเริ่มมีอาการขมวดคิ้วขึ้นมาน้อยๆ เมื่อพบว่าตนเองได้ถูกวางยาปลุกกำหนัดเข้าเสียแล้ว
“มู่กงกง เตรียมเกี้ยว”
“ฝะ ฝ่าบาทจะทรงเสด็จไปที่ใดกันหรือพ่ะย่ะค่ะ จะมิทรง
เสวยพระกระยาหารเช้าก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
มู่กงกงเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ข้าจะไปตำหนักชุ่ยอี้”
สุรเสียงที่ดังขึ้นอย่างมิสบอารมณ์นั้นฟังดูก็รับรู้ว่าผู้พูดกำลังมีความรู้สึกไม่พอใจมากเพียงใด ได้ยินดังนั้นแล้ว มู่กงกงก็ได้เดินแกมวิ่งออกไปสั่งการเหล่าข้ารับใช้ให้จัดการเตรียมเกี้ยวมาให้กับ
องค์ฮ่องเต้โดยเร่งด่วนหลังจากนั้นมินานนัก องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ได้เสด็จไปถึงตำหนักชุ่ยอี้ หัวหน้านางกำนัลในตำหนักเห็นดังนั้นแล้ว ก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก
เหล่านางกำนัลในตำหนักจึงได้ออกมานั่งคุกเข่ากล่าว
คำถวายพระพรดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน“ให้นางกำนัลเข้ามาสามคน”
แม้ถ้อยคำกล่าวนั้นจะฟังดูราบเรียบมากเพียงใด แต่เหล่านางกำนัล ณ ที่นั่น ต่างก็พากันรู้สึกดีใจจนเนื้อเต้นแทบจะเหยียบกันตายในการแย่งชิงกันปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้อยู่รอมร่อ
หากหัวหน้านางกำนัลผู้ควบคุมและดูแลตำหนักชุ่ยอี้ มิทำการจัดเวรในการเข้าคิวปรนนิบัติฮ่องเต้แล้วไซร้
เกรงว่าเหล่านางกำนัลพวกนี้คงจะแย่งชิงกันในการเข้าไป
ปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้จนตำหนักชุ่ยอี้ได้พังทลายลงมาเป็นหน้ากลองเป็นแน่แท้
เหล่านางกำนัลสามคนที่เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกและเป็น
ผู้โชคดีในการให้การปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้ครานี้ ต่างพากันเดินเข้าไปในห้องรับรองส่วนพระองค์ด้วยแววตาอันหวามไหว ก่อนจะช่วยกันปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกจากพระวรกายสูงใหญ่กำยำนี้อย่างเบามือการกระทำในครั้งนี้ขององค์ฮ่องเต้ล้วนผ่านไปด้วยความดุดัน ไม่เกรงใจใคร แม้นางกำนัลทั้งสามจะพากันส่งเสียงร้องครวญครางมากเพียงใดก็ตามแต่ แต่ผู้เป็นเจ้าชีวิตกลับมีสีหน้าที่เรียบเฉย
นิ่งขรึมนัก กว่าพระองค์จะทรงกระทำการให้แล้วเสร็จในครั้งนี้ก็กินเวลาไปถึงหนึ่งชั่วยามเต็ม (สองชั่วโมง) เลยทีเดียวจนนางกำนัลทั้งสามแทบสลบไสลมิได้สติไปในการปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้ครานี้แล้ว เมื่อเสร็จกิจองค์ฮ่องเต้ก็ทรงสวมฉลองพระองค์จากไปด้วยใบหน้าถมึงทึง แลดูเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก
ราวกับว่าการปลดปล่อยไปเมื่อสักครู่นั้น จะมิได้ช่วยทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเบาสบายตัว หรือผ่อนคลายขึ้นมาได้เลยแม้แต่น้อย
เหล่านางกำนัลอุ่นเตียง ณ ตำหนักชุ่ยอี้เอง ทุกคนล้วนผ่านการกินยาทำลายการตั้งครรภ์มาก่อนหน้าหลังจากจากได้รับการคัดเลือกเข้ามาอยู่ในตำหนักนี้แล้ว เพราะฉะนั้นหลังเสร็จสิ้นจากการ
ปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้ พวกนางจึงมิต้องดื่มยาห้ามการตั้งครรภ์อีก
แต่ถึงจะมิสามารถตั้งครรภ์ได้ตามกฎมณเฑียรบาลก็มิเป็นไร เพียงแค่ได้ปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้ก็นับเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตของพวกนางแล้วช่วงเวลายามอู่นี้ (เวลา 12.00น.) อากาศยังถือว่าหนาวเย็นอยู่บ้างเล็กน้อย เนื่องด้วยนี่เป็นช่วงปลายฤดูเหมันต์
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงปรารถนาที่จะทำการฝึกซ้อมอาวุธขึ้นมาอีกครา เพื่อขับไล่ความหงุดหงิดฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้นมารบกวนภายในจิตใจของพระองค์ จึงทรงตรัสเรียกให้องครักษ์กั๋วโม่โฉวที่พระองค์ทรงให้ความไว้วางพระราชหฤทัยในการดูแลปกป้องเป็นองครักษ์ข้างกายขององค์หญิงเจ็ดเฟยฮุ่ยให้มาประลองดาบกับพระองค์ด้วย เพื่อที่พระองค์จะได้ทรงตรัสถามเรื่องราวของน้องหญิงผู้นี้ผ่านทางปากจากองครักษ์คนสำคัญเช่นเขา
หลังจากนั้นมินานเกินรอ กั๋วโม่โฉวในชุดสีดำรัดกุมก็ได้มาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าอยู่ต่อหน้าเบื้องพระพักตร์
“ถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี พ่ะย่ะค่ะ” กั๋วโม่วโฉวเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสุขุม
“ลุกขึ้นได้ มิต้องมากพิธี” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงตรัสขึ้นน้ำเสียงห้วนโดยที่มิได้ปรายสายตามามองดูองครักษ์ผู้นี้แต่อย่างใด
พระองค์ทรงทอดสายพระเนตรดูคมดาบจากเมืองซานจิ่ว เมืองตีดาบน้ำงามอันดับหนึ่งของแว่นแคว้นด้วยประกายตาพึงพอพระทัย หลังจากนั้นจึงตรัสต่อไปว่า
“ช่วงนี้องค์หญิงเฟยฮุ่ย นางเป็นเช่นไรแล้วบ้าง?”
“องค์หญิงทรงสุขสบายดี พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
องครักษ์กั๋วโม่โฉวตอบกลับไปน้ำเสียงนุ่ม
“ข้าได้ข่าวมาว่านางหาได้สนใจคำสั่งห้ามออกนอกวังหลวง ในช่วงหนึ่งเดือนก่อนที่จะมีพิธีแต่งงาน และยังคงเมาสุราหัวราน้ำอยู่ข้างนอกบ่อยครั้งมิใช่หรือ เจ้าดูแลนางเช่นไร จึงได้ปล่อยให้มีเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ขึ้นกับองค์หญิงเฟยฮุ่ยได้”
น้ำเสียงตำหนิอันเยียบเย็นที่เปล่งออกมาจากพระโอษฐ์ขององค์ฮ่องเต้นั้นทำเอาองครักษ์กั๋วโม่โฉวถึงกับตัวเย็น ชาวาบไปทั้งร่าง เขาก้มหน้าทอดสายตาลงมองพื้นด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ตามพระบัญชาได้
“เจ้าเองก็ถือได้ว่าเป็นคนสนิทผู้หนึ่งของข้า ที่ข้านับเจ้าเป็นถึงสหาย จึงได้ให้เจ้าช่วยดูแลองค์หญิงเฟยฮุ่ยแทนข้าด้วย แต่เจ้ากลับปล่อยปละละเลย ตามใจนาง จนนางเสียผู้เสียคนมากขนาดนี้ เจ้ารู้หรือไม่ ว่าเจ้ามีโทษสถานใด”
“กระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมีโทษสมควรตาย
ขอฝ่าบาทจงทรงมีรับสั่งลงโทษกระหม่อมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
องครักษ์กั๋วโม่โฉวเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสำนึกผิด ทว่าสีหน้าและน้ำเสียงยังคงราบเรียบสงบราวกับผิวน้ำที่ไร้คลื่น
“ข้าจะให้เวลาเจ้าอีกมิเกินหนึ่งสัปดาห์ หากข้ายังรู้มาอีกว่า องค์หญิงเฟยฮุ่ยยังคงแอบลอบปีนออกนอกตำหนัก ไปเมามายจนจะกลิ้งผลัดตกลงมาจากบนหลังคาอีก ข้าจะสั่งลงโทษเจ้าสถานหนัก อย่างมิไว้หน้าแก่คนผู้ใดเลยทีเดียว ในอีกมิเกินหนึ่งเดือนข้างหน้านี้องค์หญิงเฟยฮุ่ยจะต้องเข้าพิธีวิวาห์กับหลินปังหยวนแล้ว กำหนดการมงคลสมรสพระราชทานก็ออกหมายมาอย่างชัดเจนแล้ว ข้าหวังเอาไว้ว่าเจ้าจะมิทำงานผิดพลาด ปล่อยปละละเลยในการให้การดูแลองค์หญิงเช่นนี้อีก”
หลังตรัสจบองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉินก็ทรงโยนดาบหนึ่งเล่มออกไปด้านหน้า ซึ่งองครักษ์กั๋วโม่โฉวก็คว้าเอาไว้ได้ในทันที
เสียงขององค์ฮ่องเต้ที่ทรงตรัสขึ้นว่า ในอีกมิเกินหนึ่งเดือนข้างหน้านี้องค์หญิงเฟยฮุ่ยจะต้องเข้าพิธีวิวาห์กับหลินปังหยวนแล้ว ได้เข้ามารบกวนจิตใจของกั๋วโม่โฉวเป็นอย่างมาก จนเขามิมีกะจิต
กะใจในการซ้อมอาวุธกับองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉินครานี้เลยแม้แต่น้อยเขาจึงถูกปลายคมดาบตวัดลงบนต้นแขนขวาอย่างช่วยมิได้ หยาดเลือดมากมายได้ไหลซึมออกมาตามรอยแผล
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นดังนั้นแล้ว จึงได้โยนดาบลงไปปักอยู่บนพื้นดินเสียงดังฟึบ พร้อมเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงติดจะออกไปทางความพิโรธเล็กๆ ว่า
“ช่างเป็นคนที่ใช้งานมิได้เลยแม้แต่เพียงนิด”
หลังจากนั้นจึงได้สะบัดชายชุดคลุมมังกรของพระองค์เสด็จจากไปในทันที มิได้หันหลังกลับมามองกั๋วโม่โฉวในยามนี้เลยแม้แต่น้อย
หากพระองค์จะทรงหันพระพักตร์กลับมาทอดพระเนตรดูกั๋วโม่โฉวสักเล็กน้อย ป่านนี้พระองค์ก็จะคงทอดพระเนตรเห็นแล้วว่า องครักษ์ผู้นี้มีสีหน้าที่เศร้าสลดปานคนหัวใจแตกสลายมากมายเพียงใด...
“เจ้าถึงกับกล้าไปพังสถานที่จัดงานแต่งงาน อีกทั้งยังมิยอมไปวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานด้วยมิใช่หรือ เจ้าคิดว่าพี่ชายของเจ้าคนนี้โง่งมมากนักหรืออย่างไร จึงจะมิรู้ทันในทุกวีรกรรมที่เจ้าก่อ”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดไปลึกๆ อย่างคนที่พยายามระงับโทสะของตนเอาไว้อย่างเต็มที่“ที่แท้หม่อมฉันก็นึกว่าเสด็จพี่ทรงเรียกตัวหม่อมฉันให้มาเข้าเฝ้าด้วยเรื่องใดกัน สุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องราวเหล่านี้เอง เช่นนั้นก็ปล่อยนางกำนัลในตำหนักของหม่อมฉันไปเถิดเพคะ พวกเขามิได้มามีส่วนรู้เห็นอันใดกับหม่อมฉันด้วย จึงมิใช่เรื่องสมควรที่พวกเขาจะต้องมาถูกเสด็จพี่สั่งลงโทษโบยเอาเช่นนี้”องค์หญิงเฟยฮุ่ยเอ่ยขึ้นมาน้ำเสียงนุ่ม“ข้าขอออกคำสั่งให้เจ้าไปวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานกับหลินปังหยวนเดี๋ยวนี้ และต่อไปนี้ข้าขอออกคำสั่งให้กักบริเวณเจ้าอยู่แต่ในตำหนักของเจ้าเอง จนกว่างานพิธีมงคลสมรสพระราชทานจะเสร็จเรียบร้อยไปแล้วด้วยดี เจ้าจึงจะสามารถก้าวขาออกนอกตำหนักได้”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสออกมาทีละถ้อยคำอย่างช้าๆ และชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง“เสด็จพี่อย่าได้บ้าอำนาจเกินไปนักเลยเพคะ” “เ
เมื่อได้ยินพระสนมอันกุ้ยเหรินมาแจ้งต่อตนดังนั้น มู่กงกงก็พลันรู้สึกตกใจจนหน้าถอดสี เรื่องที่เหล่าสนมในวังหลังมิได้รับอนุญาตให้ตั้งครรภ์นั้น เหล่าขุนนางก็ได้รับรู้กันไปจนทั่วจากการที่องค์ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งแจ้ง ณ ที่ประชุมขุนนางตั้งแต่เมื่อครั้นที่พระองค์ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ แล้ว เนื่องด้วยองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงมีความปรารถนาที่จะให้การทุ่มเทพระวรกายในการทำนุบำรุงฟื้นฟูบัลลังก์มังกรให้มั่นคงรอบด้านเสียก่อนจึงจะคิดวางแผนเรื่องการมีบุตรเป็นลำดับถัดไป เช่นนั้นแล้วสำหรับพระสนมแซ่คังผู้นี้ จึงมิใช่เพียงแค่การให้นางได้ดื่มน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียวแต่อย่างใด นางจำต้องถูกทำทุกวิถีทางในการรีดเร้นสายธารสวรรค์ครั้งนี้ออกมาด้วยเมื่อมู่กงกงเสร็จสิ้นจากภารกิจในครั้งนี้แล้ว จึงได้เดินทางกลับตำหนักตงชางไปด้วยความหวาดวิตก หากจะนับถึงสิ่งที่ผิดพลาดจากการทำงานของเขานี่คงนับได้ว่าเป็นครั้งแรกเลยกระมังการบริหารจัดการราชกิจต่างๆ ในวังหลวง ล้วนผ่านพ้นไปได้อย่างสงบราบเรียบ เรียบร้อย เป็นระยะเวลาถึงหนึ่งสัปดาห์เต็มหากเพียงแต่ว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะมิทรงเรียกขุนนางกรมพ
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง ทรงเป็นผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังอย่างแท้จริง เมื่อคราแรกเริ่มของการร่วมรัก พระองค์จะทรงนอนนิ่งให้เหล่าสนมได้ปรนนิบัติโดยการควบขี่ขย่มลงบนเรือนกายของพระองค์จนพวกนางแทบจะสิ้นเรี่ยวแรงกันไปแทบจะทั้งสามคนไปก็แล้วแต่ แต่กับคังหยุนหลีที่นางพึ่งจะเข้ามาถวายการรับใช้ปรนนิบัติพระองค์ในคราแรกนั้น กลับปรนนิบัติพระองค์ได้มิถูกพระทัยนัก มิรู้ว่าพระองค์ทรงมีขนาดอาวุธคู่ใจใหญ่โตมากเกินไปหรือไม่ นางจึงได้มีเลือดไหลมิหยุดเอาเช่นนี้ จนองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงได้สั่งให้คนไปตามหมอหลวงและให้คนมานำตัวของพระสนมคังหยุนหลีออกไปรักษานออกตำหนักจวี๋ฮวาหวง พร้อมทรงมีรับสั่งมิให้นางได้เข้ามาปรนนิบัติพระองค์อีกผ่านไปเนิ่นนานราวสองชั่วยามกว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะทรงรู้สึกผ่อนคลายลงไปบ้าง กลีบบุปผางามของเหล่าบรรดาพระสนมเองต่างก็อ้าออกกว้างแทบจะหุบไม่ลงกันเลยทีเดียว หลังเสร็จสิ้นจากภารกิจ องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนจึงดำริจะเสด็จกลับตำหนักตงชางไป พระองค์ทรงอนุญาตให้เหล่าสนมพักผ่อนกันต่อไป มิต้องลุกขึ้นมาส่งเสด็จพระองค์ก็ย่อมได้โดยก่อนที่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเ
"ฝ่าบาท"เป็นเสียงของมู่กงกงที่เอ่ยเรียกขึ้นน้ำเสียงอ่อนโยน"วันๆ ก็ดีแต่ส่งเสียงเรียกอยู่ได้ทั้งวัน น่ารำคาญสิ้นดี"องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงมิสบพระทัย"ฝ่าบาททรงแช่พระวรกายมาเนิ่นนานนักแล้ว กระหม่อมเกรงว่าฝ่าบาทอาจจะทรงเป็นหวัดได้นะพ่ะย่ะค่ะ"มู่กงกงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"คนไม่มีใครรักเช่นข้า จะเจ็บป่วยหรือล้มตายไป ก็มิมีผู้ใดมาสนใจหรอก"องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางลุกขึ้นจากบ่อน้ำพุร้อนอวดเรือนร่างเปลือย แข็งแกร่งกำยำ มีมัดกล้ามอันแข็งแรงอยู่ทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทำเอามู่กงกงที่ได้เห็นอาหารตาชั้นเลิศเช่นนั้นแล้วต้องยืนตาค้างอ้าปากกว้างอยู่นานนัก จนกระทั่งลืมตัวไปเสียสิ้นว่ายามนี้ตนเองต้องส่งชุดคลุมมาให้กับองค์ฮ่องเต้แล้วด้วยซ้ำไป"มู่จินชิง เจ้าจะยืนจ้องมองข้าอีกนานหรือไม่ ข้าจะได้สั่งตัดหัวเจ้าแล้ว"สุรเสียงเย็นเยียบที่เปล่งออกมานั้นทำเอามู่กงกงต้องรีบแจ้นเดินแกมวิ่งนำชุดคลุมมังกรมาสวมคลุมให้กับองค์ฮ่องเต้โดยเร็วพลัน หลังจากนั้นมินานองค์ฮ่องเต้ก็เสด็จไปยังตำหนักจวี๋ฮวาหวงต่อเมื่อเสด็จไปถึงก็ทรงพบว่าพระสนมหม่ากุ้ยเฟย พร้อมด้วยสนมอันกุ้ยเหริน เสิ่น
แต่ดูจากท่าทีแล้วองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง คงจะมิได้มีเรื่องใดให้ชวนผ่อนคลายสบายใจได้เลยแม้แต่เพียงนิด หลังจากทรงสั่งลงโทษองครักษ์กั๋วโม่โฉวเสร็จ และเสด็จกลับมาถึงตำหนักตงชางของพระองค์แล้ว ก็ทรงพบว่ามู่กงกงกำลังยืนรอคอยการกลับมาของตนอยู่ด้วยสีหน้าที่กระอักกระอ่วนใจพิกลนัก“เจ้ามีอะไรจะพูด ก็พูดมา”น้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเอือมระอานั้น ทำเอามู่กงกงต้องพลอยหน้าม่อยลงไปหลายส่วน จึงได้ตอบองค์ฮ่องเต้ออกไปน้ำเสียงอ้อมแอ้มว่า“ขณะนี้พระสนมหม่ากุ้ยเฟย มารอคอยฝ่าบาทอยู่ยังห้องรับรองแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“วังหลังชักจะสงบราบเรียบไร้งานการ ไร้แก่นสารมากนักแล้วกระมัง เหตุใดตำหนักตงชางที่ประทับส่วนพระองค์ของข้าจึงได้มีแต่เหล่าสนมเทียววนเวียนเข้าออกมาหาราวกับว่าตำหนักของข้าเป็นร้านตลาดนอกวังเอาเช่นนี้”น้ำเสียงกระแทกแดกดัน พร้อมสายพระเนตรที่จ้องมองมายังมู่กงกงตาขวางนั้น ทำเอาขันทีที่ค่อนไปทางวัยกลางคนปลายๆ เช่นเขา แทบจะหลบสายพระเนตรของโอรสสวรรค์มิทันเลยทีเดียวเพียงก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าไปในห้องรับรอง องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็พบว่าหม่ากุ้ยเฟย หรือก็คือหม่าซูเหลียนบุตรีเสนาบดีกรมกลาโหมกำลัง
องค์หญิงเฟยฮุ่ยมองค้อนพี่ชายของตัวเอง แล้วรีบลุกจากเตียงโดยไม่คิดจะล้างหน้า เปลี่ยนชุด หรือแม้แต่จัดแต่งทรงผมให้ดูดี นางใช้วิชาตัวเบาทะยานไปยังลานขี่ม้าทันที ก็เห็นกั๋วโม่โฉวที่สวมเพียงกางเกงสีดำนั่งคุกเข่าด้วยท่วงท่าสง่างาม ไม่อนาทรต่อลมหรือเกร็ดหิมะแม้แต่น้อย เขาต้องหนาวมากเป็นแน่ “ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ขณะที่ยืนมองเขานิ่งแววตาแสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถ้าเขาโดนลงโทษก็สมควรให้คนมาปลุกนางเพื่อช่วยเขาไม่ใช่หรืออย่างไร “ฝ่าบาทยังไม่มีรับสั่งให้กระหม่อมลุกขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” “แต่ท่านเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ของข้า ท่านต้องฟังคำสั่งของข้าสิ” “กระหม่อมมีความผิดที่ดูแลองค์หญิงไม่ดีพอ สมควรถูกลงโทษแล้ว” “คนที่ผิดคือข้า โอ๊ย! ทำไมท่านต้องยอมให้เสด็จพี่รังแกอยู่เรื่อย เขาเห็นท่านเป็นอะไรจึงชอบทารุณไม่หยุดหย่อน” องค์เฟยฮุ่ยโวยวายอย่างเหลืออด นางจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว ตั้งแต่เสด็จพี่พระองค์โตของนางครองบัลลังก์ ก็กลายเป็นคนบ้าอำนาจ มองโลกในแง่ร้าย ชอบลงโทษผู้คน นางอยากให้มีใครสักคนมาลงโทษเขาเสียบ้าง







