เข้าสู่ระบบ"ฝ่าบาท"
เป็นเสียงของมู่กงกงที่เอ่ยเรียกขึ้นน้ำเสียงอ่อนโยน
"วันๆ ก็ดีแต่ส่งเสียงเรียกอยู่ได้ทั้งวัน น่ารำคาญสิ้นดี"
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงมิสบพระทัย
"ฝ่าบาททรงแช่พระวรกายมาเนิ่นนานนักแล้ว กระหม่อมเกรงว่าฝ่าบาทอาจจะทรงเป็นหวัดได้นะพ่ะย่ะค่ะ"
มู่กงกงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"คนไม่มีใครรักเช่นข้า จะเจ็บป่วยหรือล้มตายไป ก็มิมีผู้ใดมาสนใจหรอก"
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางลุกขึ้นจากบ่อน้ำพุร้อนอวดเรือนร่างเปลือย แข็งแกร่งกำยำ มีมัดกล้ามอันแข็งแรงอยู่ทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทำเอามู่กงกงที่ได้เห็นอาหารตาชั้นเลิศเช่นนั้นแล้วต้องยืนตาค้างอ้าปากกว้างอยู่นานนัก จนกระทั่งลืมตัวไปเสียสิ้นว่ายามนี้ตนเองต้องส่งชุดคลุมมาให้กับองค์ฮ่องเต้แล้วด้วยซ้ำไป
"มู่จินชิง เจ้าจะยืนจ้องมองข้าอีกนานหรือไม่ ข้าจะได้สั่งตัดหัวเจ้าแล้ว"
สุรเสียงเย็นเยียบที่เปล่งออกมานั้นทำเอามู่กงกงต้องรีบแจ้นเดินแกมวิ่งนำชุดคลุมมังกรมาสวมคลุมให้กับองค์ฮ่องเต้โดยเร็วพลัน หลังจากนั้นมินานองค์ฮ่องเต้ก็เสด็จไปยังตำหนักจวี๋ฮวาหวงต่อ
เมื่อเสด็จไปถึงก็ทรงพบว่าพระสนมหม่ากุ้ยเฟย พร้อมด้วยสนมอันกุ้ยเหริน เสิ่นตาอิ้ง และสนมใหม่อีกผู้หนึ่งที่พระองค์มิทรง
คุ้นหน้ามาก่อนได้มารอคอยในตำหนักอยู่ก่อนแล้ว“ถวายพระพรฝ่าบาทขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี เพคะ”
เสียงของเหล่าบรรดาสาวงามต่างเอ่ยขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงได้เสด็จเข้าไปในตำหนักแล้ว
“ลุกขึ้นได้”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
“ต้องเสียมารยาทแล้วที่ทำให้พวกเจ้ารอ”
หลังกล่าวจบองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ประทับนั่งลงบนเก้าอี้ เสวยพระกระยาหารไปเพียงไม่กี่คำเท่านั้นก็นิ่งขรึมไป
“ฝ่าบาททรงเสวยอิ่มแล้วเช่นนั้นหรือเพคะ หรือพระกระยาหารวันนี้จะมิถูกพระโอษฐ์ เช่นนั้นแล้วหม่อมฉันจะได้ไปแจ้งต่อ
โรงครัวให้จัดทำพระกระยาหารมาให้ใหม่นะเพคะ”หม่ากุ้ยเฟยเอ่ยขึ้นน้ำเสียงร้อนใจ พร้อมทั้งลุกขึ้นยืนด้วยความรวดเร็ว แต่ทว่าในขณะที่นางกำลังลุกขึ้นยืนนั้น องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ได้จับข้อมือของนางเอาไว้เสียก่อน พระสนมผู้นี้จึงได้แสร้งต้านทานแรงขององค์ฮ่องเต้มิไหว ถลาตัวทรุดนั่งลงบนตักแกร่งของพระองค์ด้วยท่วงท่าคล้ายมิตั้งใจ แต่กลับใช้วงแขนโอบรอบ
พระศอขององค์ฮ่องเต้เอาไว้ได้อย่างทันท่วงทีนักทำเอาเหล่าบรรดาสนมสามนางที่เหลือ ต่างพากันก้มหน้าลงน้อยๆ ด้วยความขวยเขิน
“ดูท่าแล้ว ฝ่าบาทและพระสนมหม่ากุ้ยเฟยคงจะรักกันมาก จึงได้มีความห่วงใยต่อกันอย่างลึกซึ้งเอาเช่นนี้”
พระสนมอันกุ้ยเหรินจีบปากจีบคอพูดอย่างมีจริต
ด้านเสิ่นตาอิ้งเองก็กล่าวเสริมต่อไปว่า
“ทั่วทั้งวังหลังนี้ คงจะมิมีผู้ใดล่วงรู้พระทัยฝ่าบาทไปได้ดีกว่าพระสนมหม่ากุ้ยเฟยแล้วเพคะ”
“พวกเจ้าก็กล่าวกันเกินไปแล้วนะ”
พระสนมหม่ากุ้ยเฟยพูดพลางใช้เรียวแขนโอบรอบพระศอขององค์ฮ่องเต้ให้แน่นขึ้นมาอีกนิด ด้วยคาดหวังเอาไว้ในใจลึกๆ ว่า องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงน่าจะอุ้มนางไปวางลงบนเตียงนอนด้วยความทะนุถนอม
แต่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกลับใช้ฝ่าพระหัตถ์จับแขนของนางออกจากพระองค์ พร้อมทั้งแผ่รังสีอำมหิตออกมาหนึ่งสายจนนางสัมผัสได้ นางจึงรีบลุกขึ้นออกห่างจากพระวรกายขององค์ฮ่องเต้ไปอย่างรวดเร็ว
“เจ้ามีชื่อแซ่ว่าอะไร เหตุใดข้าจึงมิเคยพบเจอเจ้ามาก่อนเลย?"”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสถามสนมใหม่ด้วยความสนพระทัยอยู่หน่อยๆ
“กราบทูลฝ่าบาท หม่อมฉันแซ่คัง ชื่อ หยุนหลี เพคะ”
สนมผู้นี้ตอบด้วยน้ำเสียงสะเทิ้นอายพร้อมรีบก้มหน้าทอดสายตาลงมองพื้น
“คังหยุนหลี ดี เช่นนั้นหลังจากเจ้าถวายการรับใช้ข้า
ข้าจะแต่งตั้งเจ้าเป็นคังฉางจ้าย”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพร้อมลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง หม่อมฉันขอขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”
คังหยุนหลีพูดพลางรีบลงไปทรุดตัวนั่งคุกเข่าโขกศีรษะลงไปกับพื้นอยู่เบื้องพระพักตร์
“รีบลุกขึ้นมาเร็วเข้า มิต้องมากพิธี”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”
“นับว่าเป็นวาสนาของเจ้ายิ่งแล้วในวันนี้ ข้าขอแสดงความยินดีต่อเจ้าด้วยนะ”
อันกุ้ยเหรินพูดพลางเอื้อมมือของตนลงไปจับกับมือของ
คังหยุนหลีเอาไว้แน่น“พวกเจ้ารู้จักกันมาก่อนเช่นนั้นหรือ?”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเลิกคิ้วถาม
“กราบทูลฝ่าบาท น้องคังซุนหลีเดิมทีนางเป็นคนบ้านเดียวกับหม่อมฉันเพคะ ท่านพ่อของนางกับท่านพ่อของหม่อมฉันต่างก็เป็นขุนนางที่รักใคร่กันมาก เมื่อเห็นว่าฝ่าบาททรงเมตตานางมากขนาดนี้ หม่อมฉันจึงอดที่จะดีใจไปกับนางด้วยมิได้เพคะ”
อันกุ้ยเหรินตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม
“เอาล่ะ อย่ามัวแต่สนทนากันอยู่เลย ข้าอยากผ่อนคลายแล้ว”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางเดินนำเข้าไปในห้องบรรทมอันกว้างใหญ่ของตำหนักจวี๋ฮวาหวง
หลังจากนั้นพระองค์จึงทรงปฏิบัติหน้าที่ตามกฎเกณฑ์ของบรรพชนด้วยหัวใจอันด้านช้า
เป็นถึงโอรสสวรรค์แต่กลับมิอาจที่จะร่วมหลับนอนแค่เพียงอิสตรีที่ตนเองรักได้ ช่างถือเป็นเรื่องที่น่าเวทนานัก ถึงแม้หน้าที่นี้ พระองค์จะมิได้ให้ความปรารถนาอยากจะกระทำลงไปก็ตามแต่ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นหน้าที่ ที่มิอาจปฏิเสธได้.....
เสียงจุมพิตอันดุเดือดแต่ก็เจือไปด้วยความอ่อนหวานเว้าวอนมากเกินไปกว่าสิบส่วนด้วยกันนั้น ทำเอาร่างเล็กของหลินหลานฮัวรู้สึกราวกับว่านางได้ล่องลอยไปมาอยู่บนอากาศริมฝีปากหยักเนียนนุ่มของบุรุษผู้ที่ทำการจูบไล้ปลอบประโลมนางอยู่นี้ก็ทำเอาหลินหลานฮัวถึงกับสะท้านไหวช่อบุปผารักของนางถูกปลายลิ้นตวัดปัดป่ายไปมาด้วยลีลาอันช่ำชองและร้ายเหลือจนหยาดน้ำรักของนางได้แตกกระจายออกมาคราแล้วคราเล่าอยู่มิหยุดจวบจนกระทั่งร่างเล็กได้รับการเติมเต็มเข้าไปอย่างช้าๆ หลินหลานฮัวก็พลันรู้สึกตัวขึ้นมาเล็กน้อย จนแทบจะสร่างเมาไปได้เลยทีเดียว“อ๊ะ” หลินหลานฮัวอุทานขึ้นด้วยความตกใจพร้อมทั้งกำลังจะเปล่งเสียงร้องกรี๊ดออกมาในตอนท้าย แต่ทว่านางกลับถูกองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงผู้นี้ก้มใบหน้าลงมาจุมพิตดูดซับเสียงร้องของนางเอาไว้ หลินหลานฮัวจึงทำได้เพียงส่งเสียงอึกอักอยู่ในลำคอได้เพียงเท่านั้น“ฝ่าบาทเหตุใดกันจึงทรงทำเช่นนี้ หม่อมฉันรังเกียจฝ่าบาทมากแล้วจริงๆ คนใจกล้าหน้าด้าน หน้ามิอายนัก” หลินหลานฮัวอดที่จะก่นด่าองค์ฮ่องเต้ผู้นี้ออกมาด้วยความหัวเสียมิได้แล้ว มาถึงซินซิ่วได้มิทันไรเขาก็แอบลอบมาจับกินนางอีกคราแล้ว
เพี๊ยะ เสียงของฝ่ามือที่ฟาดกระทบเข้ากับใบหน้าได้ดังขึ้นองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจึงหยุดการกระทำนั้นลงได้“เจ้าตบข้ามาอีกสิอาฮัว หากตบข้าแล้ว มันทำให้เจ้ารู้สึกสบายใจมากขึ้น เจ้าก็ตบข้ามาได้อีกเลย”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกล่าวคำท้า ซึ่งหลินหลานฮัวเองก็ได้ฟาดฝ่ามือเข้าใส่ใบหน้าอันหล่อเหลาขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทั้งซ้ายและขวานับได้เป็นสิบครั้งเลยทีเดียว จนฝ่ามือเล็กของนางบวมแดงและมีหยาดเลือดที่ไหลซึมออกมาตรงมุมปากขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงติดมาด้วย“เจ็บมากหรือไม่ฮัวฮัวของข้า ฝ่ามือเจ้าแดงไปหมดแล้วเห็นหรือไม่นั่น หากเจ้าอยากทำร้ายตบตีข้า มิเห็นต้องน่าลงมือลงแรงเอาเช่นนี้เลย เพียงเจ้าสั่งข้ามาคำเดียว ข้าก็ยินยอมพร้อมใจที่จะตบหน้าตัวเองให้กับเจ้าแล้ว หรือหากเจ้าอยากโบยข้าเพียงสั่งข้ามาคำเดียว ข้าก็พร้อมให้เหล่าองครักษ์ที่ติดตามข้ามาด้วยนั้นโบยข้าแทนเจ้าแล้ว”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงว่าพลางจับมือเล็กของหลินหลานฮัวขึ้นมาเป่าลมเข้าไปที่ฝ่ามือเล็กนั้นแผ่วเบา“โบยหรือ เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน อยากจะรู้นักว่าองค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นชวี่มีความแข็งแรงมากมายเพียงใด จะอดทนต่อการ
“แต่เจ้าจะปล่อยให้อานเอ๋อร์ของเราขาดพ่อไปมิได้นะอาฮัว ชีวิตของเขาต้องมีพ่ออยู่ด้วย จึงจะถือได้ว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางจ้องมองไปที่ใบหน้างามของหลินหลานฮัวด้วยความคิดถึง มิพบเจอกันไปเพียงสามปีแต่นางกลับดูสวยสดงามสะพรั่งมากกว่าเมื่อคราที่ใช้ชีวิตอยู่กับพระองค์ในวังต้องห้ามเสียอีก อีกทั้งกลิ่นกายอันหอมกรุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างเล็กนี้ทำให้องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงเกิดอาการคลั่งไคล้นางขึ้นมาจนอยากจะจับร่างเล็กนี่กลืนกินลงไปจนหมดทั้งตัวอีกคราแล้ว“อานเอ๋อร์อยู่กับหม่อมฉันมาสามปีเต็ม เขามิเคยถามถึงบิดาเลยสักครั้ง แล้วจะบอกว่าเขาต้องการบิดาได้อย่างไร ฝ่าบาททรงสนทนาอยู่ที่บ้านของหม่อมฉันนานแล้วทรงเสด็จกลับไปเถิดเพคะ เวลานี้เป็นเวลาพักผ่อนของหม่อมฉันกับลูก ขอฝ่าบาทได้โปรดอย่ามากวนใจพวกเราอีกต่อไปเลย” หลินหลานฮัวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงหลังได้ยินภรรยารักกล่าวออกมาดังนั้น จึงได้นั่งคุกเข่าลงตรงหน้าของสาวงามพร้อมเอ่ยขึ้นมาว่า“ฮัวฮัว ที่ผ่านมา สามีได้กระทำผิดต่อเจ้ามากมายนักแต่สามีสำนึกผิดได้มาตั้งเนิ่นนานแล้ว
“นี่ปล่อยนะคุณชาย ท่านทำอะไรท่านแม่ของข้า ท่านมากัดปากท่านแม่ของข้าทำไม?” เด็กชายตัวน้อยพูดขึ้นด้วยความโกรธขึ้งถึงขั้นใช้กำปั้นเล็กๆ ของเขาทุบตีเข้าไปที่ไหล่ขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงอีกคราด้วยนึกห่วงใยมารดาของตนขึ้นมาจับใจนัก“ฮัวฮัว ในที่สุดข้าก็ตามหาเจ้าจนเจอ แล้วนี่ลูกชายของพวกเราใช่หรือไม่ เหตุใดเขาจึงได้มีหน้าตาเหมือนกันกับข้าราวกับแกะเอาเช่นนี้”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางจะก้มใบหน้าลงมามอบจุมพิตให้กับหลินหลานฮัวอีกคราด้วยความคิดถึง แต่ทว่าหลินหลานฮัวกลับรีบเบือนหน้าหนี พร้อมอุ้มเอาเด็กชายตัวน้อยมาไว้ในอ้อมแขนและเอ่ยขึ้นมาว่า “คุณชายท่านจำคนผิดแล้ว ข้าต้องขอตัวก่อน และขอบคุณที่ท่านช่วยนำตัวบุตรชายของข้ากลับคืนมาส่ง”หลินหลานฮัวเอ่ยขึ้นเพียงเท่านั้นก็รีบเดินจากไปในทันทีซึ่งองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็มิได้มีท่าทีกระโตกกระตากแต่อย่างใด พระองค์ทรงสั่งให้คนเฝ้าจับตามองดูหลินหลานฮัวต่อไปอย่างเงียบๆ เพื่อที่จะได้ติดตามนางไปยังที่พักของนางได้ถูกด้านหลินหลานฮัวเองก็รีบเดินมาหาเสี่ยวเชี่ยนพร้อมสั่งให้เสี่ยวเชี่ยนเก็บข้าวของทุกอย่างกลับบ้านของนางไปในทันที แม้ว่าเสี
“เจ้าตัวเล็กข้าสั้น ส่วนข้าตัวใหญ่ขายาวใช่หรือไม่?”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกล่าวชวนคุย“ใช่แล้วขอรับ แต่นี่มันเกี่ยวอันใดกับการที่ข้าจะได้กลับไปหาท่านแม่ของข้าด้วยหรือขอรับ?” เด็กชายตัวน้อยเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย“ก็คนตัวเล็กขาสั้นก็ก้าวเดินได้ช้า ส่วนคนตัวใหญ่ขายาวก็ก้าวเดินได้ไว ข้าอุ้มเจ้าเอาไว้เช่นนี้ถือว่าเป็นการย่นระยะเวลาให้เจ้าได้เจอกับมารดาของเจ้าได้เร็วขึ้น มิดีหรอกหรือ?” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เด็กชายตัวน้อยพลันคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นมาว่า “ที่คุณชายกล่าวมานั้นถูกต้องแล้ว เช่นนั้นอานเอ๋อร์คงต้องรบกวนคุณชายแล้ว แต่อานเอ๋อร์มิได้รบกวนเปล่าหรอกนะขอรับ อานเอ๋อร์จะมอบของตอบแทนน้ำใจของคุณชายในครั้งนี้ด้วย เช่นไรก็ขอได้โปรดจงรับผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เอาไว้ด้วยเถอะนะขอรับ” เด็กชายพูดพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยที่หลินหลานฮัวเคยใช้ซับเลือดกำเดาขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเมื่อคราที่ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักบุปผารักด้วยกัน ณ ช่วงเวลาหนึ่งออกไปมอบให้กับองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงอย่างช้าๆ ซึ่งกลิ่นหอมอันคุ้นเคยที่แผ่ซ่านออกมาจากผ้าเช็ดหน
ทุกครั้งที่หลินหลานฮัวมาวางขายสุราในตลาดแห่งนี้ ผ่านไปมินานเกินครึ่งชั่วยามนางก็มักจะขายได้หมดเสมอ แม้ความงามอันเฉิดฉายของนางจะเป็นอุปสรรคในการค้าขายในแต่ละครั้งเนื่องด้วยจะมีเหล่าบรรดาชายหนุ่มทั้งอ่อนวัยไปจนถึงคราวแก่และเหล่าคนธรรมดาไปจนถึงคุณชายและขุนนางระดับสูงหลายคนมาคอยแทะโลมหรือเกี้ยวพาราสี แต่หลินหลานฮัวก็ยังคงความสงบนิ่งสยบการกระทำอันไม่น่าดูชมของพวกเขาลงไปเสียได้ และเพราะความงามอันเป็นอุปสรรคในการออกมาพบปะพบเจอกับบุคคลภายนอกเอาเช่นนี้ จึงทำให้หลินหลานฮัวยอมก้าวขาออกจากบ้านมาทำการค้าขายเพียงแค่เดือนละครั้งเท่านั้นเองเพื่อเป็นการตัดปัญหาเมื่อจัดวางเรียงไหสุรามากมายลงบนโต๊ะเสร็จสิ้นแล้วหลินหลาฮัวก็พบว่าบุตรชายของนางยังมิกลับมาจากร้านของเล่นอีกทั้งเสี่ยวเชี่ยนเองก็ยังมิกลับมาอีกด้วย จึงอดที่จะร้อนใจขึ้นมาบ้างมิได้แล้วนางพยายามเขย่งปลายเท้าขึ้นกวาดสายตามองหาบุตรชายไปโดยรอบ พร้อมทั้งรอคอยการมาเยือนของเสี่ยวเชี่ยนอยู่อย่างใจจดใจจ่อ จนกระทั่ง“ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวเชี่ยนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงดีใจ พร้อมชูถุงเงินอันหนักอึ้งออกไปตรงหน้าของหลินหลานฮัว“เสี่ยวเชี่ยน
ช่วงเช้าวันที่สิบห้า วสันตฤดู หลินหลานฮัวก็ได้เดินทางมาถึงยังเมืองหลวง บรรยากาศอันคึกคักของผู้คนในยามเช้าวันนี้ยิ่งทำให้นางคิดถึงผู้เป็นมารดาขึ้นมาอย่างจับใจ“คุณหนูจะลงไปเดินเล่นสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ?”เสี่ยวเชี่ยนเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นตาตื่นใจ ที่เมืองเฉียวฉีเอง แม้จะเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกำยานที่ลอยวนอยู่ในกระโจมที่ประทับทำให้องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงปรือเปลือกพระเนตรขึ้นมาอย่างช้าๆ ก่อนพระองค์จะทรงผุดลุกขึ้นมานั่งในทันที“หลินปังหยวนเจ้าคนชั่วช้า สารเลว เจ้าคนถ่อย” น้ำเสียงสบถปนความเจ็บแค้นนั้นแม้จะมิได้เสียงดังมากนักแต่ก็ทำให้มู่กงกงรีบแจ้นเข้ามายืนต่อเบื้อ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงตื่นบรรทมขึ้นมาด้วยความสดชื่น เบิกบานพระราชหฤทัย พระองค์ทรงเสด็จไปทอดพระเนตรดูการล่าสัตว์ของเหล่าบรรดาข้าราชบริพารตั้งแต่เมื่อช่วงเช้ายามเฉิน (เวลา 07.00น.) เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังทรงมีรับสั่งให้หลินปังหยวนออกล่าสัตว์คู่กันกับองค์หญิงเฟยฮุ่ยด้วย
แต่หลังจากที่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงครุ่นคิดไปได้มินานเท่าใดนัก เสียงของกระโจมที่หักดังลั่นก็ดังก้องไปทั่วบริเวณนั้นภาพของหญิงชายคู่หนึ่งที่ห่อหุ้มร่างกายด้วยผ้าห่มหนึ่งผืนช่างดูน่าสังเวชเป็นอย่างยิ่ง องค์ฮ่องเต้ผู้มีน้ำพระราชหฤทัยกว้างขวางจึงได้อนุญาตให้จวิ้นอ๋องเข้าไปพูดคุยสนทนากับพระองค์







