LOGIN"ฝ่าบาท"
เป็นเสียงของมู่กงกงที่เอ่ยเรียกขึ้นน้ำเสียงอ่อนโยน
"วันๆ ก็ดีแต่ส่งเสียงเรียกอยู่ได้ทั้งวัน น่ารำคาญสิ้นดี"
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงมิสบพระทัย
"ฝ่าบาททรงแช่พระวรกายมาเนิ่นนานนักแล้ว กระหม่อมเกรงว่าฝ่าบาทอาจจะทรงเป็นหวัดได้นะพ่ะย่ะค่ะ"
มู่กงกงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"คนไม่มีใครรักเช่นข้า จะเจ็บป่วยหรือล้มตายไป ก็มิมีผู้ใดมาสนใจหรอก"
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางลุกขึ้นจากบ่อน้ำพุร้อนอวดเรือนร่างเปลือย แข็งแกร่งกำยำ มีมัดกล้ามอันแข็งแรงอยู่ทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทำเอามู่กงกงที่ได้เห็นอาหารตาชั้นเลิศเช่นนั้นแล้วต้องยืนตาค้างอ้าปากกว้างอยู่นานนัก จนกระทั่งลืมตัวไปเสียสิ้นว่ายามนี้ตนเองต้องส่งชุดคลุมมาให้กับองค์ฮ่องเต้แล้วด้วยซ้ำไป
"มู่จินชิง เจ้าจะยืนจ้องมองข้าอีกนานหรือไม่ ข้าจะได้สั่งตัดหัวเจ้าแล้ว"
สุรเสียงเย็นเยียบที่เปล่งออกมานั้นทำเอามู่กงกงต้องรีบแจ้นเดินแกมวิ่งนำชุดคลุมมังกรมาสวมคลุมให้กับองค์ฮ่องเต้โดยเร็วพลัน หลังจากนั้นมินานองค์ฮ่องเต้ก็เสด็จไปยังตำหนักจวี๋ฮวาหวงต่อ
เมื่อเสด็จไปถึงก็ทรงพบว่าพระสนมหม่ากุ้ยเฟย พร้อมด้วยสนมอันกุ้ยเหริน เสิ่นตาอิ้ง และสนมใหม่อีกผู้หนึ่งที่พระองค์มิทรง
คุ้นหน้ามาก่อนได้มารอคอยในตำหนักอยู่ก่อนแล้ว“ถวายพระพรฝ่าบาทขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี เพคะ”
เสียงของเหล่าบรรดาสาวงามต่างเอ่ยขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงได้เสด็จเข้าไปในตำหนักแล้ว
“ลุกขึ้นได้”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
“ต้องเสียมารยาทแล้วที่ทำให้พวกเจ้ารอ”
หลังกล่าวจบองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ประทับนั่งลงบนเก้าอี้ เสวยพระกระยาหารไปเพียงไม่กี่คำเท่านั้นก็นิ่งขรึมไป
“ฝ่าบาททรงเสวยอิ่มแล้วเช่นนั้นหรือเพคะ หรือพระกระยาหารวันนี้จะมิถูกพระโอษฐ์ เช่นนั้นแล้วหม่อมฉันจะได้ไปแจ้งต่อ
โรงครัวให้จัดทำพระกระยาหารมาให้ใหม่นะเพคะ”หม่ากุ้ยเฟยเอ่ยขึ้นน้ำเสียงร้อนใจ พร้อมทั้งลุกขึ้นยืนด้วยความรวดเร็ว แต่ทว่าในขณะที่นางกำลังลุกขึ้นยืนนั้น องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ได้จับข้อมือของนางเอาไว้เสียก่อน พระสนมผู้นี้จึงได้แสร้งต้านทานแรงขององค์ฮ่องเต้มิไหว ถลาตัวทรุดนั่งลงบนตักแกร่งของพระองค์ด้วยท่วงท่าคล้ายมิตั้งใจ แต่กลับใช้วงแขนโอบรอบ
พระศอขององค์ฮ่องเต้เอาไว้ได้อย่างทันท่วงทีนักทำเอาเหล่าบรรดาสนมสามนางที่เหลือ ต่างพากันก้มหน้าลงน้อยๆ ด้วยความขวยเขิน
“ดูท่าแล้ว ฝ่าบาทและพระสนมหม่ากุ้ยเฟยคงจะรักกันมาก จึงได้มีความห่วงใยต่อกันอย่างลึกซึ้งเอาเช่นนี้”
พระสนมอันกุ้ยเหรินจีบปากจีบคอพูดอย่างมีจริต
ด้านเสิ่นตาอิ้งเองก็กล่าวเสริมต่อไปว่า
“ทั่วทั้งวังหลังนี้ คงจะมิมีผู้ใดล่วงรู้พระทัยฝ่าบาทไปได้ดีกว่าพระสนมหม่ากุ้ยเฟยแล้วเพคะ”
“พวกเจ้าก็กล่าวกันเกินไปแล้วนะ”
พระสนมหม่ากุ้ยเฟยพูดพลางใช้เรียวแขนโอบรอบพระศอขององค์ฮ่องเต้ให้แน่นขึ้นมาอีกนิด ด้วยคาดหวังเอาไว้ในใจลึกๆ ว่า องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงน่าจะอุ้มนางไปวางลงบนเตียงนอนด้วยความทะนุถนอม
แต่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกลับใช้ฝ่าพระหัตถ์จับแขนของนางออกจากพระองค์ พร้อมทั้งแผ่รังสีอำมหิตออกมาหนึ่งสายจนนางสัมผัสได้ นางจึงรีบลุกขึ้นออกห่างจากพระวรกายขององค์ฮ่องเต้ไปอย่างรวดเร็ว
“เจ้ามีชื่อแซ่ว่าอะไร เหตุใดข้าจึงมิเคยพบเจอเจ้ามาก่อนเลย?"”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสถามสนมใหม่ด้วยความสนพระทัยอยู่หน่อยๆ
“กราบทูลฝ่าบาท หม่อมฉันแซ่คัง ชื่อ หยุนหลี เพคะ”
สนมผู้นี้ตอบด้วยน้ำเสียงสะเทิ้นอายพร้อมรีบก้มหน้าทอดสายตาลงมองพื้น
“คังหยุนหลี ดี เช่นนั้นหลังจากเจ้าถวายการรับใช้ข้า
ข้าจะแต่งตั้งเจ้าเป็นคังฉางจ้าย”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพร้อมลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างยิ่ง หม่อมฉันขอขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”
คังหยุนหลีพูดพลางรีบลงไปทรุดตัวนั่งคุกเข่าโขกศีรษะลงไปกับพื้นอยู่เบื้องพระพักตร์
“รีบลุกขึ้นมาเร็วเข้า มิต้องมากพิธี”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”
“นับว่าเป็นวาสนาของเจ้ายิ่งแล้วในวันนี้ ข้าขอแสดงความยินดีต่อเจ้าด้วยนะ”
อันกุ้ยเหรินพูดพลางเอื้อมมือของตนลงไปจับกับมือของ
คังหยุนหลีเอาไว้แน่น“พวกเจ้ารู้จักกันมาก่อนเช่นนั้นหรือ?”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเลิกคิ้วถาม
“กราบทูลฝ่าบาท น้องคังซุนหลีเดิมทีนางเป็นคนบ้านเดียวกับหม่อมฉันเพคะ ท่านพ่อของนางกับท่านพ่อของหม่อมฉันต่างก็เป็นขุนนางที่รักใคร่กันมาก เมื่อเห็นว่าฝ่าบาททรงเมตตานางมากขนาดนี้ หม่อมฉันจึงอดที่จะดีใจไปกับนางด้วยมิได้เพคะ”
อันกุ้ยเหรินตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม
“เอาล่ะ อย่ามัวแต่สนทนากันอยู่เลย ข้าอยากผ่อนคลายแล้ว”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางเดินนำเข้าไปในห้องบรรทมอันกว้างใหญ่ของตำหนักจวี๋ฮวาหวง
หลังจากนั้นพระองค์จึงทรงปฏิบัติหน้าที่ตามกฎเกณฑ์ของบรรพชนด้วยหัวใจอันด้านช้า
เป็นถึงโอรสสวรรค์แต่กลับมิอาจที่จะร่วมหลับนอนแค่เพียงอิสตรีที่ตนเองรักได้ ช่างถือเป็นเรื่องที่น่าเวทนานัก ถึงแม้หน้าที่นี้ พระองค์จะมิได้ให้ความปรารถนาอยากจะกระทำลงไปก็ตามแต่ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นหน้าที่ ที่มิอาจปฏิเสธได้.....
“เจ้าถึงกับกล้าไปพังสถานที่จัดงานแต่งงาน อีกทั้งยังมิยอมไปวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานด้วยมิใช่หรือ เจ้าคิดว่าพี่ชายของเจ้าคนนี้โง่งมมากนักหรืออย่างไร จึงจะมิรู้ทันในทุกวีรกรรมที่เจ้าก่อ”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดไปลึกๆ อย่างคนที่พยายามระงับโทสะของตนเอาไว้อย่างเต็มที่“ที่แท้หม่อมฉันก็นึกว่าเสด็จพี่ทรงเรียกตัวหม่อมฉันให้มาเข้าเฝ้าด้วยเรื่องใดกัน สุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องราวเหล่านี้เอง เช่นนั้นก็ปล่อยนางกำนัลในตำหนักของหม่อมฉันไปเถิดเพคะ พวกเขามิได้มามีส่วนรู้เห็นอันใดกับหม่อมฉันด้วย จึงมิใช่เรื่องสมควรที่พวกเขาจะต้องมาถูกเสด็จพี่สั่งลงโทษโบยเอาเช่นนี้”องค์หญิงเฟยฮุ่ยเอ่ยขึ้นมาน้ำเสียงนุ่ม“ข้าขอออกคำสั่งให้เจ้าไปวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานกับหลินปังหยวนเดี๋ยวนี้ และต่อไปนี้ข้าขอออกคำสั่งให้กักบริเวณเจ้าอยู่แต่ในตำหนักของเจ้าเอง จนกว่างานพิธีมงคลสมรสพระราชทานจะเสร็จเรียบร้อยไปแล้วด้วยดี เจ้าจึงจะสามารถก้าวขาออกนอกตำหนักได้”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสออกมาทีละถ้อยคำอย่างช้าๆ และชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง“เสด็จพี่อย่าได้บ้าอำนาจเกินไปนักเลยเพคะ” “เ
เมื่อได้ยินพระสนมอันกุ้ยเหรินมาแจ้งต่อตนดังนั้น มู่กงกงก็พลันรู้สึกตกใจจนหน้าถอดสี เรื่องที่เหล่าสนมในวังหลังมิได้รับอนุญาตให้ตั้งครรภ์นั้น เหล่าขุนนางก็ได้รับรู้กันไปจนทั่วจากการที่องค์ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งแจ้ง ณ ที่ประชุมขุนนางตั้งแต่เมื่อครั้นที่พระองค์ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ แล้ว เนื่องด้วยองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงมีความปรารถนาที่จะให้การทุ่มเทพระวรกายในการทำนุบำรุงฟื้นฟูบัลลังก์มังกรให้มั่นคงรอบด้านเสียก่อนจึงจะคิดวางแผนเรื่องการมีบุตรเป็นลำดับถัดไป เช่นนั้นแล้วสำหรับพระสนมแซ่คังผู้นี้ จึงมิใช่เพียงแค่การให้นางได้ดื่มน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียวแต่อย่างใด นางจำต้องถูกทำทุกวิถีทางในการรีดเร้นสายธารสวรรค์ครั้งนี้ออกมาด้วยเมื่อมู่กงกงเสร็จสิ้นจากภารกิจในครั้งนี้แล้ว จึงได้เดินทางกลับตำหนักตงชางไปด้วยความหวาดวิตก หากจะนับถึงสิ่งที่ผิดพลาดจากการทำงานของเขานี่คงนับได้ว่าเป็นครั้งแรกเลยกระมังการบริหารจัดการราชกิจต่างๆ ในวังหลวง ล้วนผ่านพ้นไปได้อย่างสงบราบเรียบ เรียบร้อย เป็นระยะเวลาถึงหนึ่งสัปดาห์เต็มหากเพียงแต่ว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะมิทรงเรียกขุนนางกรมพ
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง ทรงเป็นผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังอย่างแท้จริง เมื่อคราแรกเริ่มของการร่วมรัก พระองค์จะทรงนอนนิ่งให้เหล่าสนมได้ปรนนิบัติโดยการควบขี่ขย่มลงบนเรือนกายของพระองค์จนพวกนางแทบจะสิ้นเรี่ยวแรงกันไปแทบจะทั้งสามคนไปก็แล้วแต่ แต่กับคังหยุนหลีที่นางพึ่งจะเข้ามาถวายการรับใช้ปรนนิบัติพระองค์ในคราแรกนั้น กลับปรนนิบัติพระองค์ได้มิถูกพระทัยนัก มิรู้ว่าพระองค์ทรงมีขนาดอาวุธคู่ใจใหญ่โตมากเกินไปหรือไม่ นางจึงได้มีเลือดไหลมิหยุดเอาเช่นนี้ จนองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงได้สั่งให้คนไปตามหมอหลวงและให้คนมานำตัวของพระสนมคังหยุนหลีออกไปรักษานออกตำหนักจวี๋ฮวาหวง พร้อมทรงมีรับสั่งมิให้นางได้เข้ามาปรนนิบัติพระองค์อีกผ่านไปเนิ่นนานราวสองชั่วยามกว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะทรงรู้สึกผ่อนคลายลงไปบ้าง กลีบบุปผางามของเหล่าบรรดาพระสนมเองต่างก็อ้าออกกว้างแทบจะหุบไม่ลงกันเลยทีเดียว หลังเสร็จสิ้นจากภารกิจ องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนจึงดำริจะเสด็จกลับตำหนักตงชางไป พระองค์ทรงอนุญาตให้เหล่าสนมพักผ่อนกันต่อไป มิต้องลุกขึ้นมาส่งเสด็จพระองค์ก็ย่อมได้โดยก่อนที่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเ
"ฝ่าบาท"เป็นเสียงของมู่กงกงที่เอ่ยเรียกขึ้นน้ำเสียงอ่อนโยน"วันๆ ก็ดีแต่ส่งเสียงเรียกอยู่ได้ทั้งวัน น่ารำคาญสิ้นดี"องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงมิสบพระทัย"ฝ่าบาททรงแช่พระวรกายมาเนิ่นนานนักแล้ว กระหม่อมเกรงว่าฝ่าบาทอาจจะทรงเป็นหวัดได้นะพ่ะย่ะค่ะ"มู่กงกงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"คนไม่มีใครรักเช่นข้า จะเจ็บป่วยหรือล้มตายไป ก็มิมีผู้ใดมาสนใจหรอก"องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางลุกขึ้นจากบ่อน้ำพุร้อนอวดเรือนร่างเปลือย แข็งแกร่งกำยำ มีมัดกล้ามอันแข็งแรงอยู่ทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทำเอามู่กงกงที่ได้เห็นอาหารตาชั้นเลิศเช่นนั้นแล้วต้องยืนตาค้างอ้าปากกว้างอยู่นานนัก จนกระทั่งลืมตัวไปเสียสิ้นว่ายามนี้ตนเองต้องส่งชุดคลุมมาให้กับองค์ฮ่องเต้แล้วด้วยซ้ำไป"มู่จินชิง เจ้าจะยืนจ้องมองข้าอีกนานหรือไม่ ข้าจะได้สั่งตัดหัวเจ้าแล้ว"สุรเสียงเย็นเยียบที่เปล่งออกมานั้นทำเอามู่กงกงต้องรีบแจ้นเดินแกมวิ่งนำชุดคลุมมังกรมาสวมคลุมให้กับองค์ฮ่องเต้โดยเร็วพลัน หลังจากนั้นมินานองค์ฮ่องเต้ก็เสด็จไปยังตำหนักจวี๋ฮวาหวงต่อเมื่อเสด็จไปถึงก็ทรงพบว่าพระสนมหม่ากุ้ยเฟย พร้อมด้วยสนมอันกุ้ยเหริน เสิ่น
แต่ดูจากท่าทีแล้วองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง คงจะมิได้มีเรื่องใดให้ชวนผ่อนคลายสบายใจได้เลยแม้แต่เพียงนิด หลังจากทรงสั่งลงโทษองครักษ์กั๋วโม่โฉวเสร็จ และเสด็จกลับมาถึงตำหนักตงชางของพระองค์แล้ว ก็ทรงพบว่ามู่กงกงกำลังยืนรอคอยการกลับมาของตนอยู่ด้วยสีหน้าที่กระอักกระอ่วนใจพิกลนัก“เจ้ามีอะไรจะพูด ก็พูดมา”น้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเอือมระอานั้น ทำเอามู่กงกงต้องพลอยหน้าม่อยลงไปหลายส่วน จึงได้ตอบองค์ฮ่องเต้ออกไปน้ำเสียงอ้อมแอ้มว่า“ขณะนี้พระสนมหม่ากุ้ยเฟย มารอคอยฝ่าบาทอยู่ยังห้องรับรองแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“วังหลังชักจะสงบราบเรียบไร้งานการ ไร้แก่นสารมากนักแล้วกระมัง เหตุใดตำหนักตงชางที่ประทับส่วนพระองค์ของข้าจึงได้มีแต่เหล่าสนมเทียววนเวียนเข้าออกมาหาราวกับว่าตำหนักของข้าเป็นร้านตลาดนอกวังเอาเช่นนี้”น้ำเสียงกระแทกแดกดัน พร้อมสายพระเนตรที่จ้องมองมายังมู่กงกงตาขวางนั้น ทำเอาขันทีที่ค่อนไปทางวัยกลางคนปลายๆ เช่นเขา แทบจะหลบสายพระเนตรของโอรสสวรรค์มิทันเลยทีเดียวเพียงก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าไปในห้องรับรอง องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็พบว่าหม่ากุ้ยเฟย หรือก็คือหม่าซูเหลียนบุตรีเสนาบดีกรมกลาโหมกำลัง
องค์หญิงเฟยฮุ่ยมองค้อนพี่ชายของตัวเอง แล้วรีบลุกจากเตียงโดยไม่คิดจะล้างหน้า เปลี่ยนชุด หรือแม้แต่จัดแต่งทรงผมให้ดูดี นางใช้วิชาตัวเบาทะยานไปยังลานขี่ม้าทันที ก็เห็นกั๋วโม่โฉวที่สวมเพียงกางเกงสีดำนั่งคุกเข่าด้วยท่วงท่าสง่างาม ไม่อนาทรต่อลมหรือเกร็ดหิมะแม้แต่น้อย เขาต้องหนาวมากเป็นแน่ “ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ขณะที่ยืนมองเขานิ่งแววตาแสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถ้าเขาโดนลงโทษก็สมควรให้คนมาปลุกนางเพื่อช่วยเขาไม่ใช่หรืออย่างไร “ฝ่าบาทยังไม่มีรับสั่งให้กระหม่อมลุกขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” “แต่ท่านเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ของข้า ท่านต้องฟังคำสั่งของข้าสิ” “กระหม่อมมีความผิดที่ดูแลองค์หญิงไม่ดีพอ สมควรถูกลงโทษแล้ว” “คนที่ผิดคือข้า โอ๊ย! ทำไมท่านต้องยอมให้เสด็จพี่รังแกอยู่เรื่อย เขาเห็นท่านเป็นอะไรจึงชอบทารุณไม่หยุดหย่อน” องค์เฟยฮุ่ยโวยวายอย่างเหลืออด นางจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว ตั้งแต่เสด็จพี่พระองค์โตของนางครองบัลลังก์ ก็กลายเป็นคนบ้าอำนาจ มองโลกในแง่ร้าย ชอบลงโทษผู้คน นางอยากให้มีใครสักคนมาลงโทษเขาเสียบ้าง







