LOGIN
รัชศกไคเฉิงปีที่สาม แคว้นชวี่
สายลมยามค่ำคืนพัดมาทางหน้าต่าง ณ ตำหนักตงซาง
แผ่วเบา โคมไฟดวงน้อยลวดลายพระจันทร์สีนิลยามรัตติกาลเอนไหวไปมาตามสายลมเอื่อย แม้ค่ำคืนนี้อากาศจะเหน็บหนาวแต่ก็มิได้ ทำให้บุรุษผู้ที่กำลังนั่งอยู่เหนือบัลลังก์มังกรต้องสะทกสะท้านแต่อย่างใด“ฝ่าบาท ค่ำคืนนี้อากาศช่างหนาวเย็นยิ่ง ทรงเสวยชาอู่หลงชั้นดีจากซินซิ่วสักจอกก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
มู่กงกงขันทีคู่พระทัยเอ่ยขึ้นพร้อมเดินนำชาอู่หลงชั้นดีเข้ามาวางลงบนโต๊ะทรงพระอักษรก่อนจะล่าถอยหลบออกไปยืนอยู่ตรง
มุมห้องอย่างรู้หน้าที่เมื่อได้ยินขันทีคู่พระทัยกล่าวออกมาดังนั้น องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ทรงละสายตาจากการอ่านฎีกา เหม่อมองออกไปยังนอกหน้าต่างพร้อมยกฝ่าพระหัตถ์ขึ้นมาคลึงแหวนหยกที่สวมใส่ประจำนิ้วหัวแม่มือข้างขวาเล่น
“เรื่องขององค์หญิงเฟยฮุ่ยกับหลินปังหยวนเป็นเช่นไรแล้วบ้าง งานมงคลสมรสพระราชทานไปถึงขั้นตอนใดแล้ว?”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสถามพร้อมยกชาอู่หลงขึ้นมาจิบ มู่กงกงได้ยินดังนั้นก็ฉีกยิ้มออกมาน้อยๆ พร้อมกล่าวต่อไปว่า
“ทางกรมพิธีการกำลังเร่งมือจัดเตรียมงานอยู่พ่ะย่ะค่ะ
ฝ่าบาท ของฝ่าบาทจงทรงไว้วางพระทัย”“เช่นนั้นก็ดี”
บทสนทนาสั้นๆ ระหว่างองค์ฮ่องเต้ผู้เป็นดั่งโอรสสวรรค์และขันทีคู่พระทัยมีเพียงเท่านั้น ต่างก็เงียบกันไปอีก
จวบจนกระทั่งเมื่อช่วงเวลายามจื่อมาเยือน (เวลา 23.00น.) มู่กงกงก็แอบลอบมองมายังองค์ฮ่องเต้อีกครั้ง เมื่อพบว่าองค์ฮ่องเต้ทรงเอาแต่จดจ่อกับการอ่านฎีกามากมายนั่นแล้ว จึงได้เอ่ยเตือนขึ้นด้วยความห่วงใยว่า
“ฝ่าบาทนี่ก็เป็นเวลาที่ดึกมากแล้ว ทรงเข้าบรรทมก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
แต่มู่กงกงยังมิทันได้กล่าวจบประโยคดี องค์ฮ่องเต้ก็ทรงกระแทกฝ่าพระหัตถ์ลงบนโต๊ะทรงพระอักษรอย่างแรงจนเกิดรอยร้าวของเนื้อไม้ปริแยกไปตามเส้นขอบโต๊ะ
“มู่กงกง เจ้าเป็นบิดาของข้าตั้งแต่เมื่อยามใดกัน เหตุใดจึงได้พูดนั่น พูดนี่มิยอมหยุด เห็นทีว่าวันพรุ่งนี้มาเยือนเจ้าคงจะมิอยากมีหัวตั้งอยู่บนบ่าแล้วประไร จึงได้พูดพล่ามมิหยุดเสียที”
หลังกล่าวจบองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ได้ยกฝ่าพระหัตถ์ขึ้นมากุมพระอุระของพระองค์เอาไว้ พร้อมทำหน้านิ่วคิ้วขมวด หายใจเข้าออกแรงขึ้นอย่างคนที่เริ่มทรมานกับบางสิ่งบางอย่าง หลังจากนั้นก็ยกฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองข้างขึ้นมากุมขมับเอาไว้แน่น เลือดกำเดามากมายได้ไหลออกมาจากรูจมูกทั้งสองข้างราวกับเขื่อนน้ำหลาก
“โธ่ ฝ่าบาทของกระหม่อม อย่าได้ทรงกริ้วไปเลยพ่ะย่ะค่ะ หากทรงกริ้วจะทรงมิดีต่อสุขภาพนะพ่ะย่ะค่ะ หากฝ่าบาทมิอยากจะเข้าบรรทมก็มิต้องบรรทมแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเองก็จะอยู่กับ
ฝ่าบาททั้งคืนเอง”มู่กงกงพูดไปด้วยพร้อมเริ่มมีหยาดน้ำตาคลอเบ้าไปด้วยแล้วในยามนี้
“หมอหลวง หมอหลวงอยู่ที่ใด ผู้ใดก็ได้ไปตามหมอหลวง
มาที ฝ่าบาททรงแย่แล้ว พวกเจ้ารีบไปตามหมอหลวงมาที่ตำหนักตงชางโดยเร่งด่วนที ไป ให้รีบไป”
มู่กงกงร้องตะโกนขึ้นปากคอสั่น หลังจากนั้นมินานนัก
หมอหลวงถึงสี่คนด้วยกันก็ได้เดินทางมาที่ตำหนักตงชางโดยเร่งด่วนพวกเขาพากันตรวจดูชีพจร และพระวรกายขององค์ฮ่องเต้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะแอบลอบสบสายตากันด้วยความวิตก
หมอหลวงผู้หนึ่งได้ฝังเข็มลงกลางหว่างคิ้วขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงพร้อมฝังเข็มลงไปตามบริเวณจุดชีพจรต่างๆ ด้วยความรวดเร็ว
ส่วนหมอหลวงอีกผู้หนึ่งได้จัดเตรียมบดยาจากรากไม้ชนิดหนึ่งขึ้นมาอย่างเร่งด่วน
ด้านหมอหลวงอีกผู้หนึ่งก็ได้นำส่วนผสมของยาต่างๆ ไป
สั่งความให้ข้ารับใช้ในตำหนักไปทำการต้มมาโดยไวที่สุดมีเพียงหมอหลวงที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับมู่กงกงและเป็นสหายสนิทเพียงหนึ่งเดียวของมู่กงกงเท่านั้น ที่ได้ดึงแขนของ
มู่กงกงออกมานอกตำหนักและเอ่ยถามขึ้นมาน้ำเสียงเบาราวกระซิบว่า “นี่ฝ่าบาททรงมิได้บรรทมมากี่ราตรีแล้ว?”“ก็ราว ๆ สี่ราตรีได้”
มู่กงกงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเบาราวกับกระซิบมิแพ้กัน
“เหตุใดจึงมิทรงยอมหลับยอมนอนเอาเช่นนี้กันด้วยเล่า
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ฝ่าบาทคงมิแคล้วต้องล้มป่วยไปเป็นแน่”
อวี้เหวินเทาพูดพลางส่งเสียงจิ๊จ๊ะออกมาอย่างนึกหนักใจ
“ก็ฝ่าบาทน่ะนะทรงเอาแต่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลาเกรงว่าอาการปวดศีรษะคงจะกลับมากำเริบหนักอีกทีครานี้ก็เป็นได้”
มู่กงกงตอบไปด้วยพร้อมมีสีหน้าที่คิดหนักมิแพ้กัน
“เช่นนั้นท่านกงกง ก็ทรงหาอันใดที่ช่วยทำให้ฝ่าบาทได้ทรงผ่อนคลายพระทัยมามอบให้ต่อฝ่าบาทเสียบ้างสิ เหล่าสนมนางในมีออกให้ครืดเต็มวังหลวง ก็มิมีผู้ใดที่จะช่วยทำให้ฝ่าบาทได้ทรงผ่อนคลายได้เลยหรือ”
อวี้เหวินเทาจีบปากจีบคอพูดราวกับว่าตนเองก็เป็นกงกง
ผู้สำคัญในวังหลวงคนหนึ่งก็มิปาน“เป็นเจ้าจะกล้าเสนอป้ายชื่อพระสนมองค์ใดมาก่อกวนพระทัยฝ่าบาทได้เช่นนั้นหรือ เมื่อครู่ข้าเพียงเอ่ยเตือนให้ฝ่าบาททรงเข้าบรรทมไปเพียงเท่านั้น โต๊ะทรงอักษรก็แทบจะพังออกมาอยู่รอมร่อจากการที่ฝ่าบาททรงทุบฝ่าพระหัตถ์ลงบนโต๊ะแล้ว ข้าเองก็มิรู้ว่าจะต้องทำเช่นไรต่อไปดี จึงได้ส่งคนไปตามหมอหลวงมาที่ตำหนักตงชางนี่อย่างไรกันล่ะ?”
มู่กงกงเอ่ยออกมายาวเหยียดพร้อมลอบถอนหายใจยาว
“เอาล่ะๆ ข้าจะเข้าไปดูอาการฝ่าบาทแล้ว หากเจ้ามีอันใดที่
ต้องการความช่วยเหลือก็อย่าลืมส่งข่าวให้ข้าด้วยก็แล้วกันนะ”
หลังกล่าวจบอวี้เหวินเทาก็หมุนตัวเดินกลับเข้าตำหนักตงชางไป มู่กงกงเห็นดังนั้นแล้ว ก็เดินตามเข้าไปติดๆ แต่เมื่อเข้าไปในตำหนักตงชางแล้ว มู่กงกงก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติเมื่อพบว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงกระอักเลือดออกมามากมายนัก
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทของกระหม่อม เหตุใดกันจึงเป็นเช่นนี้ พวกเจ้าพากันรักษาองค์ฮ่องเต้เช่นไร เหตุใดฝ่าบาทจึงทรงเป็นเช่นนี้ไปได้?”
มู่กงกงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสั่นก่อนจะทรุดตัวลงไปนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นหน้าเตียงราวกับคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต
สักพักองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ทรงปรือเปลือกตาขึ้นมาอย่างช้าๆ พร้อมโยนกระถางแจกันใบหนึ่งให้ตกลงมาอยู่ตรงหน้าของมู่กงกง
“จะคร่ำครวญไปไย ข้ายังมิตายเสียหน่อย”
แม้น้ำเสียงนั้นจะติดออกไปทางแข็งกระด้างแต่ตรงปลายน้ำเสียงก็ยังคงเจือความอ่อนโยนไว้อยู่หน่อยๆ ก่อนหมอหลวงจะนำเข็มที่ปักไว้ตามพระวรกายออก หลังจากนั้นหมอหลวงอีกผู้หนึ่งก็ได้นำยาสงบใจที่ต้มมาเป็นอย่างดีแล้วถวายต่อองค์ฮ่องเต้
พระองค์ทรงหยิบถ้วยยาขึ้นมาเทกรอกเข้าไปในพระโอษฐ์ครั้งเดียวจนหมดถ้วย หลังจากนั้นจึงก้มพระพักตร์ลงสูดดมกลิ่นหอมจากสมุนไพรไม้หอมที่หมอหลวงบดไว้ให้ขึ้นมาสูดดมเข้าจมูกไปอย่างแรงสามถึงสี่ครั้งก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด
“พวกเจ้ากลับออกไปได้แล้ว ข้าเพียงแค่รู้สึกไม่ค่อยสบายนิดหน่อยก็เพียงแต่เท่านั้น มู่กงกงเองก็ด้วยจะทำให้ทุกอย่างมันวุ่นวายไปทำไมกัน?”
น้ำเสียงที่แม้จะดูตำหนิแต่ก็แฝงไปด้วยความเบาสบายขึ้นมามากถึงห้าส่วนนั้นทำเอาเหล่าข้าราชบริพารรู้สึกโล่งใจขึ้นมามิน้อยเลยทีเดียว เมื่อมู่กงกงพยักหน้าลงน้อยๆ เป็นสัญญาณ หมอหลวงทั้ง
สี่คนจึงได้คุกเข่าลงไปกับพื้นและเอ่ยขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกันว่า“เช่นนั้น กระหม่อมขอทูลลา”
คล้อยหลังของหมอหลวงทั้งสี่คนไปแล้ว องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ได้ผุดลุกขึ้นจากเตียงที่บรรทม ก้าวขาฉับ ๆ ออกไปนอกตำหนัก
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ จะทรงเสด็จไปที่ใดกันหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
มู่กงกงเอ่ยถามขึ้นหน้าตาตื่น
“ข้านอนไม่หลับก็เลยจะออกไปฝึกซ้อมอาวุธเสียหน่อยหากเจ้าจะนอนก็เข้านอนไปเถอะ อย่ามามัวเซ้าซี้ให้ข้ารำคาญใจอยู่เลย”
‘แต่ โธ่ ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ นี่มันดึกดื่นมากเอาการแล้วนะ
พ่ะย่ะค่ะ จะมีผู้ใดกันเล่ามาฝึกซ้อมอาวุธเมื่อช่วงเวลายามจื่อเอาเช่นนี้’ (เวลา 23.00น.)มู่กงกงโอดครวญขึ้นมาในใจ ก่อนจะรีบเดินซอยเท้ายิก ๆ ตามติดองค์ฮ่องเต้ไปประดุจเงาข้างกาย
ณ ที่ลานกว้างหน้าโรงฝึกอาวุธ เพียงองค์ฮ่องเต้ส่งสัญญาณโบกฝ่าพระหัตถ์เพียงวูบเดียวเท่านั้น องครักษ์เงาประจำพระองค์ก็ได้แสดงตัวออกมานั่งคุกเข่าอยู่หน้าเบื้องพระพักตร์พร้อมรับฟังคำสั่งอย่างเต็มที่
หลังจากนั้นมินานนัก การฝึกซ้อมอาวุธอันดุเดือดก็ได้เริ่มต้นขึ้น มู่กงกงพยายามยกมือขึ้นมาปิดบังรอบดวงตาของตนเอาไว้ด้วยความหวาดเสียว
องค์ฮ่องเต้ทรงมีวรยุทธล้ำเลิศยิ่ง ทรงปะดาบกับเหล่าองครักษ์ไปหลายกระบวนท่าแล้ว แต่ก็ยังมิได้มีท่าทีอ่อนแรงลงไปเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าก่อนหน้านี้พระองค์มิได้ทรงมีอาการเจ็บป่วยใดๆ มาก่อนเลยทั้งสิ้น
เมื่อเวลาผ่านไปได้ราวครึ่งชั่วยาม (หนึ่งชั่วโมง) พระองค์จึงได้เสด็จกลับตำหนักตงชางไป แต่ก็ยังมิได้เข้าบรรทมเลยทันที
มู่กงกงแอบลอบมองดูอยู่ ก็พบว่าองค์ฮ่องเต้ทรงกำลังขีด
เขียนอันใดไปมาอยู่สักพัก ก่อนจะเข้าบรรทมไปเมื่อช่วงต้นยามอิ๋น
(เวลา 03.00 น.) นี่เอง
“เจ้าถึงกับกล้าไปพังสถานที่จัดงานแต่งงาน อีกทั้งยังมิยอมไปวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานด้วยมิใช่หรือ เจ้าคิดว่าพี่ชายของเจ้าคนนี้โง่งมมากนักหรืออย่างไร จึงจะมิรู้ทันในทุกวีรกรรมที่เจ้าก่อ”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดไปลึกๆ อย่างคนที่พยายามระงับโทสะของตนเอาไว้อย่างเต็มที่“ที่แท้หม่อมฉันก็นึกว่าเสด็จพี่ทรงเรียกตัวหม่อมฉันให้มาเข้าเฝ้าด้วยเรื่องใดกัน สุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องราวเหล่านี้เอง เช่นนั้นก็ปล่อยนางกำนัลในตำหนักของหม่อมฉันไปเถิดเพคะ พวกเขามิได้มามีส่วนรู้เห็นอันใดกับหม่อมฉันด้วย จึงมิใช่เรื่องสมควรที่พวกเขาจะต้องมาถูกเสด็จพี่สั่งลงโทษโบยเอาเช่นนี้”องค์หญิงเฟยฮุ่ยเอ่ยขึ้นมาน้ำเสียงนุ่ม“ข้าขอออกคำสั่งให้เจ้าไปวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานกับหลินปังหยวนเดี๋ยวนี้ และต่อไปนี้ข้าขอออกคำสั่งให้กักบริเวณเจ้าอยู่แต่ในตำหนักของเจ้าเอง จนกว่างานพิธีมงคลสมรสพระราชทานจะเสร็จเรียบร้อยไปแล้วด้วยดี เจ้าจึงจะสามารถก้าวขาออกนอกตำหนักได้”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสออกมาทีละถ้อยคำอย่างช้าๆ และชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง“เสด็จพี่อย่าได้บ้าอำนาจเกินไปนักเลยเพคะ” “เ
เมื่อได้ยินพระสนมอันกุ้ยเหรินมาแจ้งต่อตนดังนั้น มู่กงกงก็พลันรู้สึกตกใจจนหน้าถอดสี เรื่องที่เหล่าสนมในวังหลังมิได้รับอนุญาตให้ตั้งครรภ์นั้น เหล่าขุนนางก็ได้รับรู้กันไปจนทั่วจากการที่องค์ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งแจ้ง ณ ที่ประชุมขุนนางตั้งแต่เมื่อครั้นที่พระองค์ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ แล้ว เนื่องด้วยองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงมีความปรารถนาที่จะให้การทุ่มเทพระวรกายในการทำนุบำรุงฟื้นฟูบัลลังก์มังกรให้มั่นคงรอบด้านเสียก่อนจึงจะคิดวางแผนเรื่องการมีบุตรเป็นลำดับถัดไป เช่นนั้นแล้วสำหรับพระสนมแซ่คังผู้นี้ จึงมิใช่เพียงแค่การให้นางได้ดื่มน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียวแต่อย่างใด นางจำต้องถูกทำทุกวิถีทางในการรีดเร้นสายธารสวรรค์ครั้งนี้ออกมาด้วยเมื่อมู่กงกงเสร็จสิ้นจากภารกิจในครั้งนี้แล้ว จึงได้เดินทางกลับตำหนักตงชางไปด้วยความหวาดวิตก หากจะนับถึงสิ่งที่ผิดพลาดจากการทำงานของเขานี่คงนับได้ว่าเป็นครั้งแรกเลยกระมังการบริหารจัดการราชกิจต่างๆ ในวังหลวง ล้วนผ่านพ้นไปได้อย่างสงบราบเรียบ เรียบร้อย เป็นระยะเวลาถึงหนึ่งสัปดาห์เต็มหากเพียงแต่ว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะมิทรงเรียกขุนนางกรมพ
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง ทรงเป็นผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังอย่างแท้จริง เมื่อคราแรกเริ่มของการร่วมรัก พระองค์จะทรงนอนนิ่งให้เหล่าสนมได้ปรนนิบัติโดยการควบขี่ขย่มลงบนเรือนกายของพระองค์จนพวกนางแทบจะสิ้นเรี่ยวแรงกันไปแทบจะทั้งสามคนไปก็แล้วแต่ แต่กับคังหยุนหลีที่นางพึ่งจะเข้ามาถวายการรับใช้ปรนนิบัติพระองค์ในคราแรกนั้น กลับปรนนิบัติพระองค์ได้มิถูกพระทัยนัก มิรู้ว่าพระองค์ทรงมีขนาดอาวุธคู่ใจใหญ่โตมากเกินไปหรือไม่ นางจึงได้มีเลือดไหลมิหยุดเอาเช่นนี้ จนองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงได้สั่งให้คนไปตามหมอหลวงและให้คนมานำตัวของพระสนมคังหยุนหลีออกไปรักษานออกตำหนักจวี๋ฮวาหวง พร้อมทรงมีรับสั่งมิให้นางได้เข้ามาปรนนิบัติพระองค์อีกผ่านไปเนิ่นนานราวสองชั่วยามกว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะทรงรู้สึกผ่อนคลายลงไปบ้าง กลีบบุปผางามของเหล่าบรรดาพระสนมเองต่างก็อ้าออกกว้างแทบจะหุบไม่ลงกันเลยทีเดียว หลังเสร็จสิ้นจากภารกิจ องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนจึงดำริจะเสด็จกลับตำหนักตงชางไป พระองค์ทรงอนุญาตให้เหล่าสนมพักผ่อนกันต่อไป มิต้องลุกขึ้นมาส่งเสด็จพระองค์ก็ย่อมได้โดยก่อนที่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเ
"ฝ่าบาท"เป็นเสียงของมู่กงกงที่เอ่ยเรียกขึ้นน้ำเสียงอ่อนโยน"วันๆ ก็ดีแต่ส่งเสียงเรียกอยู่ได้ทั้งวัน น่ารำคาญสิ้นดี"องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงมิสบพระทัย"ฝ่าบาททรงแช่พระวรกายมาเนิ่นนานนักแล้ว กระหม่อมเกรงว่าฝ่าบาทอาจจะทรงเป็นหวัดได้นะพ่ะย่ะค่ะ"มู่กงกงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"คนไม่มีใครรักเช่นข้า จะเจ็บป่วยหรือล้มตายไป ก็มิมีผู้ใดมาสนใจหรอก"องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางลุกขึ้นจากบ่อน้ำพุร้อนอวดเรือนร่างเปลือย แข็งแกร่งกำยำ มีมัดกล้ามอันแข็งแรงอยู่ทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทำเอามู่กงกงที่ได้เห็นอาหารตาชั้นเลิศเช่นนั้นแล้วต้องยืนตาค้างอ้าปากกว้างอยู่นานนัก จนกระทั่งลืมตัวไปเสียสิ้นว่ายามนี้ตนเองต้องส่งชุดคลุมมาให้กับองค์ฮ่องเต้แล้วด้วยซ้ำไป"มู่จินชิง เจ้าจะยืนจ้องมองข้าอีกนานหรือไม่ ข้าจะได้สั่งตัดหัวเจ้าแล้ว"สุรเสียงเย็นเยียบที่เปล่งออกมานั้นทำเอามู่กงกงต้องรีบแจ้นเดินแกมวิ่งนำชุดคลุมมังกรมาสวมคลุมให้กับองค์ฮ่องเต้โดยเร็วพลัน หลังจากนั้นมินานองค์ฮ่องเต้ก็เสด็จไปยังตำหนักจวี๋ฮวาหวงต่อเมื่อเสด็จไปถึงก็ทรงพบว่าพระสนมหม่ากุ้ยเฟย พร้อมด้วยสนมอันกุ้ยเหริน เสิ่น
แต่ดูจากท่าทีแล้วองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง คงจะมิได้มีเรื่องใดให้ชวนผ่อนคลายสบายใจได้เลยแม้แต่เพียงนิด หลังจากทรงสั่งลงโทษองครักษ์กั๋วโม่โฉวเสร็จ และเสด็จกลับมาถึงตำหนักตงชางของพระองค์แล้ว ก็ทรงพบว่ามู่กงกงกำลังยืนรอคอยการกลับมาของตนอยู่ด้วยสีหน้าที่กระอักกระอ่วนใจพิกลนัก“เจ้ามีอะไรจะพูด ก็พูดมา”น้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเอือมระอานั้น ทำเอามู่กงกงต้องพลอยหน้าม่อยลงไปหลายส่วน จึงได้ตอบองค์ฮ่องเต้ออกไปน้ำเสียงอ้อมแอ้มว่า“ขณะนี้พระสนมหม่ากุ้ยเฟย มารอคอยฝ่าบาทอยู่ยังห้องรับรองแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“วังหลังชักจะสงบราบเรียบไร้งานการ ไร้แก่นสารมากนักแล้วกระมัง เหตุใดตำหนักตงชางที่ประทับส่วนพระองค์ของข้าจึงได้มีแต่เหล่าสนมเทียววนเวียนเข้าออกมาหาราวกับว่าตำหนักของข้าเป็นร้านตลาดนอกวังเอาเช่นนี้”น้ำเสียงกระแทกแดกดัน พร้อมสายพระเนตรที่จ้องมองมายังมู่กงกงตาขวางนั้น ทำเอาขันทีที่ค่อนไปทางวัยกลางคนปลายๆ เช่นเขา แทบจะหลบสายพระเนตรของโอรสสวรรค์มิทันเลยทีเดียวเพียงก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าไปในห้องรับรอง องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็พบว่าหม่ากุ้ยเฟย หรือก็คือหม่าซูเหลียนบุตรีเสนาบดีกรมกลาโหมกำลัง
องค์หญิงเฟยฮุ่ยมองค้อนพี่ชายของตัวเอง แล้วรีบลุกจากเตียงโดยไม่คิดจะล้างหน้า เปลี่ยนชุด หรือแม้แต่จัดแต่งทรงผมให้ดูดี นางใช้วิชาตัวเบาทะยานไปยังลานขี่ม้าทันที ก็เห็นกั๋วโม่โฉวที่สวมเพียงกางเกงสีดำนั่งคุกเข่าด้วยท่วงท่าสง่างาม ไม่อนาทรต่อลมหรือเกร็ดหิมะแม้แต่น้อย เขาต้องหนาวมากเป็นแน่ “ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ขณะที่ยืนมองเขานิ่งแววตาแสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถ้าเขาโดนลงโทษก็สมควรให้คนมาปลุกนางเพื่อช่วยเขาไม่ใช่หรืออย่างไร “ฝ่าบาทยังไม่มีรับสั่งให้กระหม่อมลุกขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” “แต่ท่านเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ของข้า ท่านต้องฟังคำสั่งของข้าสิ” “กระหม่อมมีความผิดที่ดูแลองค์หญิงไม่ดีพอ สมควรถูกลงโทษแล้ว” “คนที่ผิดคือข้า โอ๊ย! ทำไมท่านต้องยอมให้เสด็จพี่รังแกอยู่เรื่อย เขาเห็นท่านเป็นอะไรจึงชอบทารุณไม่หยุดหย่อน” องค์เฟยฮุ่ยโวยวายอย่างเหลืออด นางจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว ตั้งแต่เสด็จพี่พระองค์โตของนางครองบัลลังก์ ก็กลายเป็นคนบ้าอำนาจ มองโลกในแง่ร้าย ชอบลงโทษผู้คน นางอยากให้มีใครสักคนมาลงโทษเขาเสียบ้าง







