Beranda / รักโบราณ / บุปผารัก มังกรร้าย / อาการปวดศีรษะกำเริบ

Share

บุปผารัก มังกรร้าย
บุปผารัก มังกรร้าย
Penulis: อ้ายเฟย

อาการปวดศีรษะกำเริบ

last update Tanggal publikasi: 2026-02-24 00:18:44

รัชศกไคเฉิงปีที่สาม  แคว้นชวี่ 

สายลมยามค่ำคืนพัดมาทางหน้าต่าง ณ ตำหนักตงซาง

แผ่วเบา  โคมไฟดวงน้อยลวดลายพระจันทร์สีนิลยามรัตติกาลเอนไหวไปมาตามสายลมเอื่อย  แม้ค่ำคืนนี้อากาศจะเหน็บหนาวแต่ก็มิได้

ทำให้บุรุษผู้ที่กำลังนั่งอยู่เหนือบัลลังก์มังกรต้องสะทกสะท้านแต่อย่างใด

“ฝ่าบาท ค่ำคืนนี้อากาศช่างหนาวเย็นยิ่ง ทรงเสวยชาอู่หลงชั้นดีจากซินซิ่วสักจอกก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ” 

มู่กงกงขันทีคู่พระทัยเอ่ยขึ้นพร้อมเดินนำชาอู่หลงชั้นดีเข้ามาวางลงบนโต๊ะทรงพระอักษรก่อนจะล่าถอยหลบออกไปยืนอยู่ตรง

มุมห้องอย่างรู้หน้าที่

เมื่อได้ยินขันทีคู่พระทัยกล่าวออกมาดังนั้น  องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ทรงละสายตาจากการอ่านฎีกา เหม่อมองออกไปยังนอกหน้าต่างพร้อมยกฝ่าพระหัตถ์ขึ้นมาคลึงแหวนหยกที่สวมใส่ประจำนิ้วหัวแม่มือข้างขวาเล่น

“เรื่องขององค์หญิงเฟยฮุ่ยกับหลินปังหยวนเป็นเช่นไรแล้วบ้าง  งานมงคลสมรสพระราชทานไปถึงขั้นตอนใดแล้ว?”

องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสถามพร้อมยกชาอู่หลงขึ้นมาจิบ  มู่กงกงได้ยินดังนั้นก็ฉีกยิ้มออกมาน้อยๆ พร้อมกล่าวต่อไปว่า

“ทางกรมพิธีการกำลังเร่งมือจัดเตรียมงานอยู่พ่ะย่ะค่ะ

ฝ่าบาท  ของฝ่าบาทจงทรงไว้วางพระทัย”

“เช่นนั้นก็ดี”

บทสนทนาสั้นๆ ระหว่างองค์ฮ่องเต้ผู้เป็นดั่งโอรสสวรรค์และขันทีคู่พระทัยมีเพียงเท่านั้น  ต่างก็เงียบกันไปอีก

จวบจนกระทั่งเมื่อช่วงเวลายามจื่อมาเยือน  (เวลา 23.00น.)  มู่กงกงก็แอบลอบมองมายังองค์ฮ่องเต้อีกครั้ง  เมื่อพบว่าองค์ฮ่องเต้ทรงเอาแต่จดจ่อกับการอ่านฎีกามากมายนั่นแล้ว  จึงได้เอ่ยเตือนขึ้นด้วยความห่วงใยว่า

“ฝ่าบาทนี่ก็เป็นเวลาที่ดึกมากแล้ว  ทรงเข้าบรรทมก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” 

แต่มู่กงกงยังมิทันได้กล่าวจบประโยคดี  องค์ฮ่องเต้ก็ทรงกระแทกฝ่าพระหัตถ์ลงบนโต๊ะทรงพระอักษรอย่างแรงจนเกิดรอยร้าวของเนื้อไม้ปริแยกไปตามเส้นขอบโต๊ะ

“มู่กงกง เจ้าเป็นบิดาของข้าตั้งแต่เมื่อยามใดกัน  เหตุใดจึงได้พูดนั่น  พูดนี่มิยอมหยุด  เห็นทีว่าวันพรุ่งนี้มาเยือนเจ้าคงจะมิอยากมีหัวตั้งอยู่บนบ่าแล้วประไร  จึงได้พูดพล่ามมิหยุดเสียที”

หลังกล่าวจบองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ได้ยกฝ่าพระหัตถ์ขึ้นมากุมพระอุระของพระองค์เอาไว้  พร้อมทำหน้านิ่วคิ้วขมวด  หายใจเข้าออกแรงขึ้นอย่างคนที่เริ่มทรมานกับบางสิ่งบางอย่าง  หลังจากนั้นก็ยกฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองข้างขึ้นมากุมขมับเอาไว้แน่น  เลือดกำเดามากมายได้ไหลออกมาจากรูจมูกทั้งสองข้างราวกับเขื่อนน้ำหลาก

“โธ่ ฝ่าบาทของกระหม่อม  อย่าได้ทรงกริ้วไปเลยพ่ะย่ะค่ะ  หากทรงกริ้วจะทรงมิดีต่อสุขภาพนะพ่ะย่ะค่ะ  หากฝ่าบาทมิอยากจะเข้าบรรทมก็มิต้องบรรทมแล้วพ่ะย่ะค่ะ  กระหม่อมเองก็จะอยู่กับ

ฝ่าบาททั้งคืนเอง”

มู่กงกงพูดไปด้วยพร้อมเริ่มมีหยาดน้ำตาคลอเบ้าไปด้วยแล้วในยามนี้

“หมอหลวง  หมอหลวงอยู่ที่ใด  ผู้ใดก็ได้ไปตามหมอหลวง

มาที  ฝ่าบาททรงแย่แล้ว  พวกเจ้ารีบไปตามหมอหลวงมาที่ตำหนักตงชางโดยเร่งด่วนที  ไป  ให้รีบไป”

มู่กงกงร้องตะโกนขึ้นปากคอสั่น  หลังจากนั้นมินานนัก

หมอหลวงถึงสี่คนด้วยกันก็ได้เดินทางมาที่ตำหนักตงชางโดยเร่งด่วน

พวกเขาพากันตรวจดูชีพจร และพระวรกายขององค์ฮ่องเต้อย่างละเอียดถี่ถ้วน  ก่อนจะแอบลอบสบสายตากันด้วยความวิตก

หมอหลวงผู้หนึ่งได้ฝังเข็มลงกลางหว่างคิ้วขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงพร้อมฝังเข็มลงไปตามบริเวณจุดชีพจรต่างๆ ด้วยความรวดเร็ว 

ส่วนหมอหลวงอีกผู้หนึ่งได้จัดเตรียมบดยาจากรากไม้ชนิดหนึ่งขึ้นมาอย่างเร่งด่วน 

ด้านหมอหลวงอีกผู้หนึ่งก็ได้นำส่วนผสมของยาต่างๆ ไป

สั่งความให้ข้ารับใช้ในตำหนักไปทำการต้มมาโดยไวที่สุด

มีเพียงหมอหลวงที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับมู่กงกงและเป็นสหายสนิทเพียงหนึ่งเดียวของมู่กงกงเท่านั้น  ที่ได้ดึงแขนของ

มู่กงกงออกมานอกตำหนักและเอ่ยถามขึ้นมาน้ำเสียงเบาราวกระซิบว่า  “นี่ฝ่าบาททรงมิได้บรรทมมากี่ราตรีแล้ว?”

“ก็ราว ๆ สี่ราตรีได้”

มู่กงกงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเบาราวกับกระซิบมิแพ้กัน

“เหตุใดจึงมิทรงยอมหลับยอมนอนเอาเช่นนี้กันด้วยเล่า 

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป  ฝ่าบาทคงมิแคล้วต้องล้มป่วยไปเป็นแน่” 

อวี้เหวินเทาพูดพลางส่งเสียงจิ๊จ๊ะออกมาอย่างนึกหนักใจ

“ก็ฝ่าบาทน่ะนะทรงเอาแต่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลาเกรงว่าอาการปวดศีรษะคงจะกลับมากำเริบหนักอีกทีครานี้ก็เป็นได้”

มู่กงกงตอบไปด้วยพร้อมมีสีหน้าที่คิดหนักมิแพ้กัน

“เช่นนั้นท่านกงกง ก็ทรงหาอันใดที่ช่วยทำให้ฝ่าบาทได้ทรงผ่อนคลายพระทัยมามอบให้ต่อฝ่าบาทเสียบ้างสิ  เหล่าสนมนางในมีออกให้ครืดเต็มวังหลวง  ก็มิมีผู้ใดที่จะช่วยทำให้ฝ่าบาทได้ทรงผ่อนคลายได้เลยหรือ” 

อวี้เหวินเทาจีบปากจีบคอพูดราวกับว่าตนเองก็เป็นกงกง

ผู้สำคัญในวังหลวงคนหนึ่งก็มิปาน

“เป็นเจ้าจะกล้าเสนอป้ายชื่อพระสนมองค์ใดมาก่อกวนพระทัยฝ่าบาทได้เช่นนั้นหรือ  เมื่อครู่ข้าเพียงเอ่ยเตือนให้ฝ่าบาททรงเข้าบรรทมไปเพียงเท่านั้น  โต๊ะทรงอักษรก็แทบจะพังออกมาอยู่รอมร่อจากการที่ฝ่าบาททรงทุบฝ่าพระหัตถ์ลงบนโต๊ะแล้ว  ข้าเองก็มิรู้ว่าจะต้องทำเช่นไรต่อไปดี  จึงได้ส่งคนไปตามหมอหลวงมาที่ตำหนักตงชางนี่อย่างไรกันล่ะ?” 

มู่กงกงเอ่ยออกมายาวเหยียดพร้อมลอบถอนหายใจยาว

“เอาล่ะๆ ข้าจะเข้าไปดูอาการฝ่าบาทแล้ว  หากเจ้ามีอันใดที่

ต้องการความช่วยเหลือก็อย่าลืมส่งข่าวให้ข้าด้วยก็แล้วกันนะ”

หลังกล่าวจบอวี้เหวินเทาก็หมุนตัวเดินกลับเข้าตำหนักตงชางไป  มู่กงกงเห็นดังนั้นแล้ว ก็เดินตามเข้าไปติดๆ แต่เมื่อเข้าไปในตำหนักตงชางแล้ว  มู่กงกงก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติเมื่อพบว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงกระอักเลือดออกมามากมายนัก

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ  ฝ่าบาทของกระหม่อม  เหตุใดกันจึงเป็นเช่นนี้  พวกเจ้าพากันรักษาองค์ฮ่องเต้เช่นไร  เหตุใดฝ่าบาทจึงทรงเป็นเช่นนี้ไปได้?” 

มู่กงกงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสั่นก่อนจะทรุดตัวลงไปนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นหน้าเตียงราวกับคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต

สักพักองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ทรงปรือเปลือกตาขึ้นมาอย่างช้าๆ พร้อมโยนกระถางแจกันใบหนึ่งให้ตกลงมาอยู่ตรงหน้าของมู่กงกง

“จะคร่ำครวญไปไย  ข้ายังมิตายเสียหน่อย” 

แม้น้ำเสียงนั้นจะติดออกไปทางแข็งกระด้างแต่ตรงปลายน้ำเสียงก็ยังคงเจือความอ่อนโยนไว้อยู่หน่อยๆ  ก่อนหมอหลวงจะนำเข็มที่ปักไว้ตามพระวรกายออก  หลังจากนั้นหมอหลวงอีกผู้หนึ่งก็ได้นำยาสงบใจที่ต้มมาเป็นอย่างดีแล้วถวายต่อองค์ฮ่องเต้

พระองค์ทรงหยิบถ้วยยาขึ้นมาเทกรอกเข้าไปในพระโอษฐ์ครั้งเดียวจนหมดถ้วย  หลังจากนั้นจึงก้มพระพักตร์ลงสูดดมกลิ่นหอมจากสมุนไพรไม้หอมที่หมอหลวงบดไว้ให้ขึ้นมาสูดดมเข้าจมูกไปอย่างแรงสามถึงสี่ครั้งก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด

“พวกเจ้ากลับออกไปได้แล้ว  ข้าเพียงแค่รู้สึกไม่ค่อยสบายนิดหน่อยก็เพียงแต่เท่านั้น  มู่กงกงเองก็ด้วยจะทำให้ทุกอย่างมันวุ่นวายไปทำไมกัน?”

น้ำเสียงที่แม้จะดูตำหนิแต่ก็แฝงไปด้วยความเบาสบายขึ้นมามากถึงห้าส่วนนั้นทำเอาเหล่าข้าราชบริพารรู้สึกโล่งใจขึ้นมามิน้อยเลยทีเดียว  เมื่อมู่กงกงพยักหน้าลงน้อยๆ เป็นสัญญาณ  หมอหลวงทั้ง

สี่คนจึงได้คุกเข่าลงไปกับพื้นและเอ่ยขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกันว่า

“เช่นนั้น กระหม่อมขอทูลลา”

คล้อยหลังของหมอหลวงทั้งสี่คนไปแล้ว  องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ได้ผุดลุกขึ้นจากเตียงที่บรรทม  ก้าวขาฉับ ๆ  ออกไปนอกตำหนัก

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ จะทรงเสด็จไปที่ใดกันหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

มู่กงกงเอ่ยถามขึ้นหน้าตาตื่น

“ข้านอนไม่หลับก็เลยจะออกไปฝึกซ้อมอาวุธเสียหน่อยหากเจ้าจะนอนก็เข้านอนไปเถอะ  อย่ามามัวเซ้าซี้ให้ข้ารำคาญใจอยู่เลย”

‘แต่ โธ่ ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ  นี่มันดึกดื่นมากเอาการแล้วนะ

พ่ะย่ะค่ะ  จะมีผู้ใดกันเล่ามาฝึกซ้อมอาวุธเมื่อช่วงเวลายามจื่อเอาเช่นนี้’  (เวลา 23.00น.)

มู่กงกงโอดครวญขึ้นมาในใจ  ก่อนจะรีบเดินซอยเท้ายิก ๆ ตามติดองค์ฮ่องเต้ไปประดุจเงาข้างกาย

ณ ที่ลานกว้างหน้าโรงฝึกอาวุธ  เพียงองค์ฮ่องเต้ส่งสัญญาณโบกฝ่าพระหัตถ์เพียงวูบเดียวเท่านั้น  องครักษ์เงาประจำพระองค์ก็ได้แสดงตัวออกมานั่งคุกเข่าอยู่หน้าเบื้องพระพักตร์พร้อมรับฟังคำสั่งอย่างเต็มที่

หลังจากนั้นมินานนัก  การฝึกซ้อมอาวุธอันดุเดือดก็ได้เริ่มต้นขึ้น  มู่กงกงพยายามยกมือขึ้นมาปิดบังรอบดวงตาของตนเอาไว้ด้วยความหวาดเสียว

องค์ฮ่องเต้ทรงมีวรยุทธล้ำเลิศยิ่ง  ทรงปะดาบกับเหล่าองครักษ์ไปหลายกระบวนท่าแล้ว  แต่ก็ยังมิได้มีท่าทีอ่อนแรงลงไปเลยแม้แต่น้อย  ราวกับว่าก่อนหน้านี้พระองค์มิได้ทรงมีอาการเจ็บป่วยใดๆ มาก่อนเลยทั้งสิ้น

เมื่อเวลาผ่านไปได้ราวครึ่งชั่วยาม (หนึ่งชั่วโมง)  พระองค์จึงได้เสด็จกลับตำหนักตงชางไป  แต่ก็ยังมิได้เข้าบรรทมเลยทันที 

มู่กงกงแอบลอบมองดูอยู่  ก็พบว่าองค์ฮ่องเต้ทรงกำลังขีด

เขียนอันใดไปมาอยู่สักพัก  ก่อนจะเข้าบรรทมไปเมื่อช่วงต้นยามอิ๋น

(เวลา 03.00 น.)  นี่เอง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • บุปผารัก มังกรร้าย   NC ฮองเฮาของข้า (จบบริบูรณ์)

    เสียงจุมพิตอันดุเดือดแต่ก็เจือไปด้วยความอ่อนหวานเว้าวอนมากเกินไปกว่าสิบส่วนด้วยกันนั้น ทำเอาร่างเล็กของหลินหลานฮัวรู้สึกราวกับว่านางได้ล่องลอยไปมาอยู่บนอากาศริมฝีปากหยักเนียนนุ่มของบุรุษผู้ที่ทำการจูบไล้ปลอบประโลมนางอยู่นี้ก็ทำเอาหลินหลานฮัวถึงกับสะท้านไหวช่อบุปผารักของนางถูกปลายลิ้นตวัดปัดป่ายไปมาด้วยลีลาอันช่ำชองและร้ายเหลือจนหยาดน้ำรักของนางได้แตกกระจายออกมาคราแล้วคราเล่าอยู่มิหยุดจวบจนกระทั่งร่างเล็กได้รับการเติมเต็มเข้าไปอย่างช้าๆ หลินหลานฮัวก็พลันรู้สึกตัวขึ้นมาเล็กน้อย จนแทบจะสร่างเมาไปได้เลยทีเดียว“อ๊ะ” หลินหลานฮัวอุทานขึ้นด้วยความตกใจพร้อมทั้งกำลังจะเปล่งเสียงร้องกรี๊ดออกมาในตอนท้าย แต่ทว่านางกลับถูกองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงผู้นี้ก้มใบหน้าลงมาจุมพิตดูดซับเสียงร้องของนางเอาไว้ หลินหลานฮัวจึงทำได้เพียงส่งเสียงอึกอักอยู่ในลำคอได้เพียงเท่านั้น“ฝ่าบาทเหตุใดกันจึงทรงทำเช่นนี้ หม่อมฉันรังเกียจฝ่าบาทมากแล้วจริงๆ คนใจกล้าหน้าด้าน หน้ามิอายนัก” หลินหลานฮัวอดที่จะก่นด่าองค์ฮ่องเต้ผู้นี้ออกมาด้วยความหัวเสียมิได้แล้ว มาถึงซินซิ่วได้มิทันไรเขาก็แอบลอบมาจับกินนางอีกคราแล้ว

  • บุปผารัก มังกรร้าย   ให้ใจพิสูจน์ (ง้อ) 3

    เพี๊ยะ เสียงของฝ่ามือที่ฟาดกระทบเข้ากับใบหน้าได้ดังขึ้นองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจึงหยุดการกระทำนั้นลงได้“เจ้าตบข้ามาอีกสิอาฮัว หากตบข้าแล้ว มันทำให้เจ้ารู้สึกสบายใจมากขึ้น เจ้าก็ตบข้ามาได้อีกเลย”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกล่าวคำท้า ซึ่งหลินหลานฮัวเองก็ได้ฟาดฝ่ามือเข้าใส่ใบหน้าอันหล่อเหลาขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทั้งซ้ายและขวานับได้เป็นสิบครั้งเลยทีเดียว จนฝ่ามือเล็กของนางบวมแดงและมีหยาดเลือดที่ไหลซึมออกมาตรงมุมปากขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงติดมาด้วย“เจ็บมากหรือไม่ฮัวฮัวของข้า ฝ่ามือเจ้าแดงไปหมดแล้วเห็นหรือไม่นั่น หากเจ้าอยากทำร้ายตบตีข้า มิเห็นต้องน่าลงมือลงแรงเอาเช่นนี้เลย เพียงเจ้าสั่งข้ามาคำเดียว ข้าก็ยินยอมพร้อมใจที่จะตบหน้าตัวเองให้กับเจ้าแล้ว หรือหากเจ้าอยากโบยข้าเพียงสั่งข้ามาคำเดียว ข้าก็พร้อมให้เหล่าองครักษ์ที่ติดตามข้ามาด้วยนั้นโบยข้าแทนเจ้าแล้ว”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงว่าพลางจับมือเล็กของหลินหลานฮัวขึ้นมาเป่าลมเข้าไปที่ฝ่ามือเล็กนั้นแผ่วเบา“โบยหรือ เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน อยากจะรู้นักว่าองค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นชวี่มีความแข็งแรงมากมายเพียงใด จะอดทนต่อการ

  • บุปผารัก มังกรร้าย   ให้ใจพิสูจน์ (ง้อ) 2

    “แต่เจ้าจะปล่อยให้อานเอ๋อร์ของเราขาดพ่อไปมิได้นะอาฮัว ชีวิตของเขาต้องมีพ่ออยู่ด้วย จึงจะถือได้ว่าเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางจ้องมองไปที่ใบหน้างามของหลินหลานฮัวด้วยความคิดถึง มิพบเจอกันไปเพียงสามปีแต่นางกลับดูสวยสดงามสะพรั่งมากกว่าเมื่อคราที่ใช้ชีวิตอยู่กับพระองค์ในวังต้องห้ามเสียอีก อีกทั้งกลิ่นกายอันหอมกรุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างเล็กนี้ทำให้องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงเกิดอาการคลั่งไคล้นางขึ้นมาจนอยากจะจับร่างเล็กนี่กลืนกินลงไปจนหมดทั้งตัวอีกคราแล้ว“อานเอ๋อร์อยู่กับหม่อมฉันมาสามปีเต็ม เขามิเคยถามถึงบิดาเลยสักครั้ง แล้วจะบอกว่าเขาต้องการบิดาได้อย่างไร ฝ่าบาททรงสนทนาอยู่ที่บ้านของหม่อมฉันนานแล้วทรงเสด็จกลับไปเถิดเพคะ เวลานี้เป็นเวลาพักผ่อนของหม่อมฉันกับลูก ขอฝ่าบาทได้โปรดอย่ามากวนใจพวกเราอีกต่อไปเลย” หลินหลานฮัวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงหลังได้ยินภรรยารักกล่าวออกมาดังนั้น จึงได้นั่งคุกเข่าลงตรงหน้าของสาวงามพร้อมเอ่ยขึ้นมาว่า“ฮัวฮัว ที่ผ่านมา สามีได้กระทำผิดต่อเจ้ามากมายนักแต่สามีสำนึกผิดได้มาตั้งเนิ่นนานแล้ว

  • บุปผารัก มังกรร้าย   ให้ใจพิสูจน์ (ง้อ) 1

    “นี่ปล่อยนะคุณชาย ท่านทำอะไรท่านแม่ของข้า ท่านมากัดปากท่านแม่ของข้าทำไม?” เด็กชายตัวน้อยพูดขึ้นด้วยความโกรธขึ้งถึงขั้นใช้กำปั้นเล็กๆ ของเขาทุบตีเข้าไปที่ไหล่ขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงอีกคราด้วยนึกห่วงใยมารดาของตนขึ้นมาจับใจนัก“ฮัวฮัว ในที่สุดข้าก็ตามหาเจ้าจนเจอ แล้วนี่ลูกชายของพวกเราใช่หรือไม่ เหตุใดเขาจึงได้มีหน้าตาเหมือนกันกับข้าราวกับแกะเอาเช่นนี้”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางจะก้มใบหน้าลงมามอบจุมพิตให้กับหลินหลานฮัวอีกคราด้วยความคิดถึง แต่ทว่าหลินหลานฮัวกลับรีบเบือนหน้าหนี พร้อมอุ้มเอาเด็กชายตัวน้อยมาไว้ในอ้อมแขนและเอ่ยขึ้นมาว่า “คุณชายท่านจำคนผิดแล้ว ข้าต้องขอตัวก่อน และขอบคุณที่ท่านช่วยนำตัวบุตรชายของข้ากลับคืนมาส่ง”หลินหลานฮัวเอ่ยขึ้นเพียงเท่านั้นก็รีบเดินจากไปในทันทีซึ่งองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็มิได้มีท่าทีกระโตกกระตากแต่อย่างใด พระองค์ทรงสั่งให้คนเฝ้าจับตามองดูหลินหลานฮัวต่อไปอย่างเงียบๆ เพื่อที่จะได้ติดตามนางไปยังที่พักของนางได้ถูกด้านหลินหลานฮัวเองก็รีบเดินมาหาเสี่ยวเชี่ยนพร้อมสั่งให้เสี่ยวเชี่ยนเก็บข้าวของทุกอย่างกลับบ้านของนางไปในทันที แม้ว่าเสี

  • บุปผารัก มังกรร้าย   พบเจออีกครา 4

    “เจ้าตัวเล็กข้าสั้น ส่วนข้าตัวใหญ่ขายาวใช่หรือไม่?”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงกล่าวชวนคุย“ใช่แล้วขอรับ แต่นี่มันเกี่ยวอันใดกับการที่ข้าจะได้กลับไปหาท่านแม่ของข้าด้วยหรือขอรับ?” เด็กชายตัวน้อยเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย“ก็คนตัวเล็กขาสั้นก็ก้าวเดินได้ช้า ส่วนคนตัวใหญ่ขายาวก็ก้าวเดินได้ไว ข้าอุ้มเจ้าเอาไว้เช่นนี้ถือว่าเป็นการย่นระยะเวลาให้เจ้าได้เจอกับมารดาของเจ้าได้เร็วขึ้น มิดีหรอกหรือ?” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เด็กชายตัวน้อยพลันคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นมาว่า “ที่คุณชายกล่าวมานั้นถูกต้องแล้ว เช่นนั้นอานเอ๋อร์คงต้องรบกวนคุณชายแล้ว แต่อานเอ๋อร์มิได้รบกวนเปล่าหรอกนะขอรับ อานเอ๋อร์จะมอบของตอบแทนน้ำใจของคุณชายในครั้งนี้ด้วย เช่นไรก็ขอได้โปรดจงรับผ้าเช็ดหน้าผืนนี้เอาไว้ด้วยเถอะนะขอรับ” เด็กชายพูดพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยที่หลินหลานฮัวเคยใช้ซับเลือดกำเดาขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเมื่อคราที่ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในตำหนักบุปผารักด้วยกัน ณ ช่วงเวลาหนึ่งออกไปมอบให้กับองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงอย่างช้าๆ ซึ่งกลิ่นหอมอันคุ้นเคยที่แผ่ซ่านออกมาจากผ้าเช็ดหน

  • บุปผารัก มังกรร้าย   พบเจออีกครา 3

    ทุกครั้งที่หลินหลานฮัวมาวางขายสุราในตลาดแห่งนี้ ผ่านไปมินานเกินครึ่งชั่วยามนางก็มักจะขายได้หมดเสมอ แม้ความงามอันเฉิดฉายของนางจะเป็นอุปสรรคในการค้าขายในแต่ละครั้งเนื่องด้วยจะมีเหล่าบรรดาชายหนุ่มทั้งอ่อนวัยไปจนถึงคราวแก่และเหล่าคนธรรมดาไปจนถึงคุณชายและขุนนางระดับสูงหลายคนมาคอยแทะโลมหรือเกี้ยวพาราสี แต่หลินหลานฮัวก็ยังคงความสงบนิ่งสยบการกระทำอันไม่น่าดูชมของพวกเขาลงไปเสียได้ และเพราะความงามอันเป็นอุปสรรคในการออกมาพบปะพบเจอกับบุคคลภายนอกเอาเช่นนี้ จึงทำให้หลินหลานฮัวยอมก้าวขาออกจากบ้านมาทำการค้าขายเพียงแค่เดือนละครั้งเท่านั้นเองเพื่อเป็นการตัดปัญหาเมื่อจัดวางเรียงไหสุรามากมายลงบนโต๊ะเสร็จสิ้นแล้วหลินหลาฮัวก็พบว่าบุตรชายของนางยังมิกลับมาจากร้านของเล่นอีกทั้งเสี่ยวเชี่ยนเองก็ยังมิกลับมาอีกด้วย จึงอดที่จะร้อนใจขึ้นมาบ้างมิได้แล้วนางพยายามเขย่งปลายเท้าขึ้นกวาดสายตามองหาบุตรชายไปโดยรอบ พร้อมทั้งรอคอยการมาเยือนของเสี่ยวเชี่ยนอยู่อย่างใจจดใจจ่อ จนกระทั่ง“ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะคุณหนู” เสี่ยวเชี่ยนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงดีใจ พร้อมชูถุงเงินอันหนักอึ้งออกไปตรงหน้าของหลินหลานฮัว“เสี่ยวเชี่ยน

  • บุปผารัก มังกรร้าย   สั่งลงโทษคนสกุลหลิน1

    เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงตื่นบรรทมขึ้นมาด้วยความสดชื่น เบิกบานพระราชหฤทัย พระองค์ทรงเสด็จไปทอดพระเนตรดูการล่าสัตว์ของเหล่าบรรดาข้าราชบริพารตั้งแต่เมื่อช่วงเช้ายามเฉิน (เวลา 07.00น.) เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังทรงมีรับสั่งให้หลินปังหยวนออกล่าสัตว์คู่กันกับองค์หญิงเฟยฮุ่ยด้วย

  • บุปผารัก มังกรร้าย   เทศกาลล่าสัตว์มาเยือน2

    แต่หลังจากที่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงครุ่นคิดไปได้มินานเท่าใดนัก เสียงของกระโจมที่หักดังลั่นก็ดังก้องไปทั่วบริเวณนั้นภาพของหญิงชายคู่หนึ่งที่ห่อหุ้มร่างกายด้วยผ้าห่มหนึ่งผืนช่างดูน่าสังเวชเป็นอย่างยิ่ง องค์ฮ่องเต้ผู้มีน้ำพระราชหฤทัยกว้างขวางจึงได้อนุญาตให้จวิ้นอ๋องเข้าไปพูดคุยสนทนากับพระองค์

  • บุปผารัก มังกรร้าย   เทศกาลล่าสัตว์มาเยือน1

    งานพระราชพิธีล่าสัตว์ในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชศกไคเฉิงปีที่ 3 เนื่องจากต้องผ่านการไว้ทุกข์ให้แก่ฮ่องเต้พระองค์เดิมที่เสด็จสวรรคตไป จึงขาดการจัดงานมา 3 ปีแล้ว ดังนั้นขบวนเดินทางจึงยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ เพื่อให้สมกับพระเกียรติของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเช้าวันรุ่งขึ้นในวันที่อากาศเย็นสบายเนื่องด้วย

  • บุปผารัก มังกรร้าย   หม่ากุ้ยเฟยอาละวาด2

    เมื่อเวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ได้เงยพระพักตร์ขึ้นมาจากการอ่านฎีกาที่วางกองสูงกันราวกับภูเขากองย่อมๆ นั้นอย่างช้าๆ มู่กงกงเห็นดังนั้นแล้วจึงได้รีบเดินแจ้นเข้าไปรินชาอุ่นๆ ใส่ลงในจอกให้กับองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงด้วยความเอาใจใส่ พร้อมกล่าวต่อไปว่า“เมื่อครู่นี้มีสาวใช้ส่ว

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status