LOGINองค์หญิงเฟยฮุ่ยมองค้อนพี่ชายของตัวเอง แล้วรีบลุกจากเตียงโดยไม่คิดจะล้างหน้า เปลี่ยนชุด หรือแม้แต่จัดแต่งทรงผมให้ดูดี นางใช้วิชาตัวเบาทะยานไปยังลานขี่ม้าทันที ก็เห็นกั๋วโม่โฉวที่สวมเพียงกางเกงสีดำนั่งคุกเข่าด้วยท่วงท่าสง่างาม ไม่อนาทรต่อลมหรือเกร็ดหิมะแม้แต่น้อย เขาต้องหนาวมากเป็นแน่
“ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”
หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ขณะที่ยืนมองเขานิ่ง
แววตาแสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถ้าเขาโดนลงโทษก็สมควรให้คนมาปลุกนางเพื่อช่วยเขาไม่ใช่หรืออย่างไร“ฝ่าบาทยังไม่มีรับสั่งให้กระหม่อมลุกขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”
“แต่ท่านเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ของข้า ท่านต้องฟังคำสั่งของข้าสิ”
“กระหม่อมมีความผิดที่ดูแลองค์หญิงไม่ดีพอ สมควรถูกลงโทษแล้ว”
“คนที่ผิดคือข้า โอ๊ย! ทำไมท่านต้องยอมให้เสด็จพี่รังแกอยู่เรื่อย เขาเห็นท่านเป็นอะไรจึงชอบทารุณไม่หยุดหย่อน”
องค์เฟยฮุ่ยโวยวายอย่างเหลืออด นางจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว ตั้งแต่เสด็จพี่พระองค์โตของนางครองบัลลังก์ ก็กลายเป็นคนบ้าอำนาจ มองโลกในแง่ร้าย ชอบลงโทษผู้คน นางอยากให้มีใครสักคนมาลงโทษเขาเสียบ้าง เอาให้ช้ำใจตายไปเลย
“เฟยฮุ่ย! ปล่อยเขาเอาไว้อย่างนั้น เมื่อวานเจ้ากลับมายามอิ๋น ข้าก็จะให้เขานั่งจนถึงยามอิ๋นเช่นกัน”
ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตะโกนออกมาจากศาลาสังเกตการณ์ของสนามม้า ซึ่งอยู่ในร่มบังแดดบังลมได้เป็นอย่างดี
“เสด็จพี่บ้าไปแล้วหรือ อากาศหนาวเย็นถึงเพียงนี้ พระองค์ไม่ลองมานั่งคุกเข่าเองเล่า จะได้รู้ถึงมาเจ็บปวด”
แม้ร่างกายจะทุกข์ทรมาน แต่การเห็นนางเป็นเดือดเป็นร้อนเพื่อเขาถึงเพียงนี้ กลับทำให้กั๋วโม่โฉวสุขใจเป็นอย่างยิ่ง หากต้องให้นั่งคุกเข่าไปถึงยามอิ๋นเขาก็ยินดี
“เจ้าจะบ้าหรือ ถึงคิดจะให้กษัตริย์ไปนั่งคุกเข่า”
ก็บ้าจริงๆ นั่นแหละ ตอนนี้นางโมโหเสียจนแทบอยากจะท้าประลองดาบกับเสด็จพี่ฮ่องเต้เสียด้วยซ้ำ
“น้องจะเป็นบ้าก็เพราะพระองค์นั่นแหละ ถอนคำสั่งลงโทษเขาเดี๋ยวนี้นะ”
“ไม่ถอน!”
หญิงสาวทำปากขมุบขมิบราวกับบ่นอะไรอยู่คนเดียว แล้วมองพี่ชายของตัวเองตาขวาง
“องค์หญิงพะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่เป็นไร การลงโทษเท่านี้ถือว่าสถานเบาแล้ว”
“เบากับผีน่ะสิ! หิมะแทบจะถมร่างของท่านอยู่แล้ว”
ทั้ง ๆ ที่นางถลึงตาใส่ แต่กลับทำให้กั๋วโม่โฉวสุขใจเป็นอย่างยิ่ง ในสายตาของเขานางช่างน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน ยิ่งในตอนที่เป็นห่วงเป็นใยเขาเช่นนี้ ยังต้องให้คนต่ำต้อยเช่นองครักษ์หนุ่มผู้หนึ่งต้องการอะไรไปมากกว่านี้อีกเล่า กระนั้นสีหน้าของกั๋วโม่โฉวยังคง
เฉยชา ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกไป“น้องหญิง! เจ้าดูสภาพตัวเองเสียบ้าง ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าไม่เรียบร้อย รองเท้าก็ไม่ได้สวมใส่ กลับมายืนท่ามกลางลมแรง
ไม่ขายหน้าผู้อื่นหรือไร”“ไม่! ข้าจะยืนอยู่ข้างๆ เขาจนถึงยามอิ๋น”
หากนางพูดเช่นนี้ออกไป มีหรือเสด็จพี่ของนางจะทนไหว เขาไม่มีทางยอมให้นางยืนท่ามกลางลมหนาวเป็นแน่
“ตามใจเจ้า อยากยืนก็ยืนไป”
“...”
ฮ่องเต้กลับไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย ว่าน้องสาวของตัวเองจะต้องทนหนาวขนาดไหน ทำให้นางถึงกับอ้าปากค้าง ก่อนจะกลายเป็นความเดือดดาลเกินระงับ นับวันพี่ชายของนางเริ่มจะมีจิตใจอำมหิตเข้าไปทุกที
องค์หญิงเฟยฮุ่ยมองตามแผ่นหลังของชายผู้สวมอาภรณ์มังกร จากนั้นนางก็เริ่มเปลื้องเสื้อผ้าของตัวเองออกอย่างไร้ความลังเล
“องค์หญิง! อย่าทำเช่นนี้”
คนที่ร้อนใจหนักกว่าใครคือกั๋วโม่โฉว จะให้ผู้อื่นมาเห็นเรือนร่างของนางได้อย่างไร ต่อให้ในที่ตรงนี้มีเพียงเขากับฮ่องเต้ที่ไม่ได้ตอนเป็นขันที ก็ให้คนเหล่านั้นมองไม่ได้
“ฝ่าบาท! องค์หญิงเปลื้องผ้า”
พอฮ่องเต้ได้ยินเช่นนั้นก็รีบหันกลับมา แล้วมองน้องสาวตัวเองด้วยแววตาดุร้าย คิ้วขมวดเข้าหากันจนแทบจะเป็นปม ในขณะที่นางกลับเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย
“เจ้าคิดว่าทำเช่นนี้แล้วข้าจะยอมเจ้าหรือ”
“ก็ไม่ได้จะทำให้พระองค์ยอม”
“รีบใส่เสื้อผ้าเดี๋ยวนี้!”
ตะโกนคุยแบบนี้ไม่เจ็บคอหรืออย่างไร นางไม่พูดกับเขา
แล้ว เชิดหน้าแล้วค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าจนเหลือแต่ชุดคลุมสีขาวด้านในแล้วทำท่าจะแกะปมเชือกที่มัดเสื้อเอาไว้ ทำให้กั๋วโม่โฉวเริ่มอยู่ไม่เป็นสุข“องค์หญิง! ท่านสวมเสื้อผ้าเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านจะลุกหรือไม่ลุก”
“องค์หญิง!”
“ถ้าท่านไม่ลุก ข้าจะแก้ผ้านั่งคุกเข่าเป็นเพื่อนท่านจนถึงยามอิ๋น”
ฝ่ายหนึ่งก็เจ้าเหนือหัว อีกฝ่ายก็เจ้าหัวใจ จะให้องครักษ์
ต่ำต้อยเช่นเขาทำอย่างไรได้กันเล่า ชายหนุ่มรีบเก็บเสื้อผ้าของนางที่กำลังพัดไปตามแรงลมกลับมา แล้วห่อหุ้มร่างที่เกือบจะเปลือยเปล่าเอาไว้ แต่นางกลับแย่ง ก่อนจะโยนมันทิ้งให้ปลิวไปไกลจนติดอยู่บนยอดต้นไม้“ท่านลุกได้เสียที”
“องค์หญิง!”
กั๋วโม่โฉ่วกัดฟันกรอดด้วยความโมโห ทำไมนางต้องดื้อรั้นขนาดนี้ด้วย จำเป็นมากนักหรือที่ต้องห่วงเขาขนาดที่ยอมเปลื้องผ้าต่อหน้าข้าราชบริพารในวัง
“น้องหญิง! เจ้าช่างดื้อรั้นนัก”
ฮ่องเต้จนด้วยหนทางที่จะหาวิธีลงโทษนางได้จริงๆ ซึ่งเขาก็
น่าจะรู้อยู่แล้ว ว่าถ้าทำได้เสด็จพ่อคงทำสำเร็จไปตั้งแต่ตอนที่ยังไม่สิ้นพระชนม์ ส่วนเขาเป็นพี่ชาย นางจะเกรงใจได้อย่างไรกัน
“ถอนคำสั่งลงโทษเขาเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะถอดจนไม่เหลืออาภรณ์ติดกายแม้แต่ชิ้นเดียว”
“เจ้า!”
หากไม่ได้อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ องครักษ์หนุ่มคงรีบโอบกอดนางเอาไว้ ไม่ยอมให้ผิวเนียนสวยต้องลมหนาวเด็ดขาด ตอนนี้ต่อให้ต้องตาย เขาก็ขอขัดรับสั่งของฮ่องเต้ เพราะไม่อาจทนเห็นองค์หญิงเฟยฮุ่ยทำในสิ่งที่ไม่ควรทำได้จริงๆ
“บัดซบ! เจ้าจะทำให้ข้าโมโหตายให้ได้เลยใช่หรือไม่”
คนเป็นพี่ชายตะโกนก้อง ในขณะที่น้องสาวกลับไม่พูดไม่จาอะไร แล้วทำท่าเหมือนจะปลดอีกชิ้น จนหน้าอกอวบอิ่มปรากฏต่อสายตา กั๋วโม่โฉวรีบตะคลุบชายเสื้อของนางไว้ทันที ส่วนฮ่องเต้ก็กำหมัดแน่น เส้นเลือดที่ขมับแทบจะระเบิดออกมา
“เสด็จพี่ไร้เหตุผล แล้วข้าจำเป็นต้องทำตัวมีเหตุผลหรือ”
“ข้าไม่ได้ไร้เหตุผล”
“ไร้เหตุผลสิ ท่านแต่งตั้งเขาให้เป็นองครักษ์ของหม่อมฉัน ดูแลไม่ให้หม่อมฉันได้รับอันตรายใดๆ แต่เมื่อคืนหม่อมฉันกลับวังช้า ทว่าก็ไร้รอยขีดข่วน ไม่ได้เลือดตกยางออกเช่นนี้ถือว่าเขาทำผิดหน้าที่
หรือเพคะ”
“...”
“หากเสด็จพี่ต้องการให้เขาคอยจับตามองพฤติกรรมของหม่อมฉันไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางก็ตรัสมา ต่อไปยามหม่อมฉันออกจากวัง จะได้ไม่ต้องบอกกล่าวใคร เพราะหม่อมฉันไม่ต้องการคนคุมความประพฤติ”
ไม่ใช่เพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่ตัวชาวาบไปกับคำขู่ของนาง
แต่กั๋วโม่โฉวเองก็ไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น อย่างน้อยถ้าหากนางจะออกจากวัง ก็ควรมีเขาตามไปด้วยทุกที่ นางควรบอกกล่าว ไม่ใช่ออกไปเฉยๆ โดยไม่มีใครรู้“เจ้ามันดื้อรั้น มีน้องสาวเช่นเจ้าทำให้ข้าปวดหัวเหลือเกิน ตามใจเจ้า! ข้าไม่ลงโทษแล้ว โม่โฉว! พานางกลับไปตำหนักเดี๋ยวนี้ แล้วอย่าให้นางแก้ผ้าต่อหน้าใครอีก”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
กั๋วโม่โฉวถือวิสาสะอุ้มองค์หญิง แล้วใช้วิชาตัวเบารีบตรงดิ่งกลับไปยังตำหนักของนางทันที ตอนนี้เขาโกรธเสียจนแทบควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ไหวแล้ว
ด้านองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเอง หลังจากสะบัดชายชุดคลุมมังกรเสด็จจากมาได้พักใหญ่แล้ว ก็พลันต้องทอดถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยทรงรู้สึกปวดประสาทกับน้องสาวผู้นี้นัก
ทั่วทั้งวังหลวงเอง คงจะมีเพียงองค์หญิงแปดหวังลู่เสวียนราชทินนามเฟยเฉินตัวน้อย ที่งดงามเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้ งดงามกระจ่างใสประดุจไข่มุกทะเลน้ำดีนั่นกระมัง ที่พอจะทำให้พระองค์รู้สึกเบาสบายใจขึ้นมาได้ ว่าน้องสาวผู้นี้อนาคตข้างหน้าคงจะได้ตบแต่งกับบุรุษที่ดีงามเพียบพร้อมตามทำนองคลองธรรมที่สายพระเนตรของพระองค์ทรงพิจารณาดูแล้วว่ามีความเหมาะสมกันเป็นอย่างยิ่งแน่นอน...
“เจ้าถึงกับกล้าไปพังสถานที่จัดงานแต่งงาน อีกทั้งยังมิยอมไปวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานด้วยมิใช่หรือ เจ้าคิดว่าพี่ชายของเจ้าคนนี้โง่งมมากนักหรืออย่างไร จึงจะมิรู้ทันในทุกวีรกรรมที่เจ้าก่อ”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดไปลึกๆ อย่างคนที่พยายามระงับโทสะของตนเอาไว้อย่างเต็มที่“ที่แท้หม่อมฉันก็นึกว่าเสด็จพี่ทรงเรียกตัวหม่อมฉันให้มาเข้าเฝ้าด้วยเรื่องใดกัน สุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องราวเหล่านี้เอง เช่นนั้นก็ปล่อยนางกำนัลในตำหนักของหม่อมฉันไปเถิดเพคะ พวกเขามิได้มามีส่วนรู้เห็นอันใดกับหม่อมฉันด้วย จึงมิใช่เรื่องสมควรที่พวกเขาจะต้องมาถูกเสด็จพี่สั่งลงโทษโบยเอาเช่นนี้”องค์หญิงเฟยฮุ่ยเอ่ยขึ้นมาน้ำเสียงนุ่ม“ข้าขอออกคำสั่งให้เจ้าไปวัดตัวตัดเย็บชุดแต่งงานกับหลินปังหยวนเดี๋ยวนี้ และต่อไปนี้ข้าขอออกคำสั่งให้กักบริเวณเจ้าอยู่แต่ในตำหนักของเจ้าเอง จนกว่างานพิธีมงคลสมรสพระราชทานจะเสร็จเรียบร้อยไปแล้วด้วยดี เจ้าจึงจะสามารถก้าวขาออกนอกตำหนักได้”องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสออกมาทีละถ้อยคำอย่างช้าๆ และชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง“เสด็จพี่อย่าได้บ้าอำนาจเกินไปนักเลยเพคะ” “เ
เมื่อได้ยินพระสนมอันกุ้ยเหรินมาแจ้งต่อตนดังนั้น มู่กงกงก็พลันรู้สึกตกใจจนหน้าถอดสี เรื่องที่เหล่าสนมในวังหลังมิได้รับอนุญาตให้ตั้งครรภ์นั้น เหล่าขุนนางก็ได้รับรู้กันไปจนทั่วจากการที่องค์ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งแจ้ง ณ ที่ประชุมขุนนางตั้งแต่เมื่อครั้นที่พระองค์ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ แล้ว เนื่องด้วยองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงมีความปรารถนาที่จะให้การทุ่มเทพระวรกายในการทำนุบำรุงฟื้นฟูบัลลังก์มังกรให้มั่นคงรอบด้านเสียก่อนจึงจะคิดวางแผนเรื่องการมีบุตรเป็นลำดับถัดไป เช่นนั้นแล้วสำหรับพระสนมแซ่คังผู้นี้ จึงมิใช่เพียงแค่การให้นางได้ดื่มน้ำแกงห้ามการตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียวแต่อย่างใด นางจำต้องถูกทำทุกวิถีทางในการรีดเร้นสายธารสวรรค์ครั้งนี้ออกมาด้วยเมื่อมู่กงกงเสร็จสิ้นจากภารกิจในครั้งนี้แล้ว จึงได้เดินทางกลับตำหนักตงชางไปด้วยความหวาดวิตก หากจะนับถึงสิ่งที่ผิดพลาดจากการทำงานของเขานี่คงนับได้ว่าเป็นครั้งแรกเลยกระมังการบริหารจัดการราชกิจต่างๆ ในวังหลวง ล้วนผ่านพ้นไปได้อย่างสงบราบเรียบ เรียบร้อย เป็นระยะเวลาถึงหนึ่งสัปดาห์เต็มหากเพียงแต่ว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะมิทรงเรียกขุนนางกรมพ
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง ทรงเป็นผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลังอย่างแท้จริง เมื่อคราแรกเริ่มของการร่วมรัก พระองค์จะทรงนอนนิ่งให้เหล่าสนมได้ปรนนิบัติโดยการควบขี่ขย่มลงบนเรือนกายของพระองค์จนพวกนางแทบจะสิ้นเรี่ยวแรงกันไปแทบจะทั้งสามคนไปก็แล้วแต่ แต่กับคังหยุนหลีที่นางพึ่งจะเข้ามาถวายการรับใช้ปรนนิบัติพระองค์ในคราแรกนั้น กลับปรนนิบัติพระองค์ได้มิถูกพระทัยนัก มิรู้ว่าพระองค์ทรงมีขนาดอาวุธคู่ใจใหญ่โตมากเกินไปหรือไม่ นางจึงได้มีเลือดไหลมิหยุดเอาเช่นนี้ จนองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงได้สั่งให้คนไปตามหมอหลวงและให้คนมานำตัวของพระสนมคังหยุนหลีออกไปรักษานออกตำหนักจวี๋ฮวาหวง พร้อมทรงมีรับสั่งมิให้นางได้เข้ามาปรนนิบัติพระองค์อีกผ่านไปเนิ่นนานราวสองชั่วยามกว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงจะทรงรู้สึกผ่อนคลายลงไปบ้าง กลีบบุปผางามของเหล่าบรรดาพระสนมเองต่างก็อ้าออกกว้างแทบจะหุบไม่ลงกันเลยทีเดียว หลังเสร็จสิ้นจากภารกิจ องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนจึงดำริจะเสด็จกลับตำหนักตงชางไป พระองค์ทรงอนุญาตให้เหล่าสนมพักผ่อนกันต่อไป มิต้องลุกขึ้นมาส่งเสด็จพระองค์ก็ย่อมได้โดยก่อนที่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเ
"ฝ่าบาท"เป็นเสียงของมู่กงกงที่เอ่ยเรียกขึ้นน้ำเสียงอ่อนโยน"วันๆ ก็ดีแต่ส่งเสียงเรียกอยู่ได้ทั้งวัน น่ารำคาญสิ้นดี"องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงมิสบพระทัย"ฝ่าบาททรงแช่พระวรกายมาเนิ่นนานนักแล้ว กระหม่อมเกรงว่าฝ่าบาทอาจจะทรงเป็นหวัดได้นะพ่ะย่ะค่ะ"มู่กงกงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"คนไม่มีใครรักเช่นข้า จะเจ็บป่วยหรือล้มตายไป ก็มิมีผู้ใดมาสนใจหรอก"องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางลุกขึ้นจากบ่อน้ำพุร้อนอวดเรือนร่างเปลือย แข็งแกร่งกำยำ มีมัดกล้ามอันแข็งแรงอยู่ทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทำเอามู่กงกงที่ได้เห็นอาหารตาชั้นเลิศเช่นนั้นแล้วต้องยืนตาค้างอ้าปากกว้างอยู่นานนัก จนกระทั่งลืมตัวไปเสียสิ้นว่ายามนี้ตนเองต้องส่งชุดคลุมมาให้กับองค์ฮ่องเต้แล้วด้วยซ้ำไป"มู่จินชิง เจ้าจะยืนจ้องมองข้าอีกนานหรือไม่ ข้าจะได้สั่งตัดหัวเจ้าแล้ว"สุรเสียงเย็นเยียบที่เปล่งออกมานั้นทำเอามู่กงกงต้องรีบแจ้นเดินแกมวิ่งนำชุดคลุมมังกรมาสวมคลุมให้กับองค์ฮ่องเต้โดยเร็วพลัน หลังจากนั้นมินานองค์ฮ่องเต้ก็เสด็จไปยังตำหนักจวี๋ฮวาหวงต่อเมื่อเสด็จไปถึงก็ทรงพบว่าพระสนมหม่ากุ้ยเฟย พร้อมด้วยสนมอันกุ้ยเหริน เสิ่น
แต่ดูจากท่าทีแล้วองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง คงจะมิได้มีเรื่องใดให้ชวนผ่อนคลายสบายใจได้เลยแม้แต่เพียงนิด หลังจากทรงสั่งลงโทษองครักษ์กั๋วโม่โฉวเสร็จ และเสด็จกลับมาถึงตำหนักตงชางของพระองค์แล้ว ก็ทรงพบว่ามู่กงกงกำลังยืนรอคอยการกลับมาของตนอยู่ด้วยสีหน้าที่กระอักกระอ่วนใจพิกลนัก“เจ้ามีอะไรจะพูด ก็พูดมา”น้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเอือมระอานั้น ทำเอามู่กงกงต้องพลอยหน้าม่อยลงไปหลายส่วน จึงได้ตอบองค์ฮ่องเต้ออกไปน้ำเสียงอ้อมแอ้มว่า“ขณะนี้พระสนมหม่ากุ้ยเฟย มารอคอยฝ่าบาทอยู่ยังห้องรับรองแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“วังหลังชักจะสงบราบเรียบไร้งานการ ไร้แก่นสารมากนักแล้วกระมัง เหตุใดตำหนักตงชางที่ประทับส่วนพระองค์ของข้าจึงได้มีแต่เหล่าสนมเทียววนเวียนเข้าออกมาหาราวกับว่าตำหนักของข้าเป็นร้านตลาดนอกวังเอาเช่นนี้”น้ำเสียงกระแทกแดกดัน พร้อมสายพระเนตรที่จ้องมองมายังมู่กงกงตาขวางนั้น ทำเอาขันทีที่ค่อนไปทางวัยกลางคนปลายๆ เช่นเขา แทบจะหลบสายพระเนตรของโอรสสวรรค์มิทันเลยทีเดียวเพียงก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าไปในห้องรับรอง องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็พบว่าหม่ากุ้ยเฟย หรือก็คือหม่าซูเหลียนบุตรีเสนาบดีกรมกลาโหมกำลัง
องค์หญิงเฟยฮุ่ยมองค้อนพี่ชายของตัวเอง แล้วรีบลุกจากเตียงโดยไม่คิดจะล้างหน้า เปลี่ยนชุด หรือแม้แต่จัดแต่งทรงผมให้ดูดี นางใช้วิชาตัวเบาทะยานไปยังลานขี่ม้าทันที ก็เห็นกั๋วโม่โฉวที่สวมเพียงกางเกงสีดำนั่งคุกเข่าด้วยท่วงท่าสง่างาม ไม่อนาทรต่อลมหรือเกร็ดหิมะแม้แต่น้อย เขาต้องหนาวมากเป็นแน่ “ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด ขณะที่ยืนมองเขานิ่งแววตาแสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถ้าเขาโดนลงโทษก็สมควรให้คนมาปลุกนางเพื่อช่วยเขาไม่ใช่หรืออย่างไร “ฝ่าบาทยังไม่มีรับสั่งให้กระหม่อมลุกขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” “แต่ท่านเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ของข้า ท่านต้องฟังคำสั่งของข้าสิ” “กระหม่อมมีความผิดที่ดูแลองค์หญิงไม่ดีพอ สมควรถูกลงโทษแล้ว” “คนที่ผิดคือข้า โอ๊ย! ทำไมท่านต้องยอมให้เสด็จพี่รังแกอยู่เรื่อย เขาเห็นท่านเป็นอะไรจึงชอบทารุณไม่หยุดหย่อน” องค์เฟยฮุ่ยโวยวายอย่างเหลืออด นางจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว ตั้งแต่เสด็จพี่พระองค์โตของนางครองบัลลังก์ ก็กลายเป็นคนบ้าอำนาจ มองโลกในแง่ร้าย ชอบลงโทษผู้คน นางอยากให้มีใครสักคนมาลงโทษเขาเสียบ้าง







