LOGINสิงหาหลบมายืนรับลมที่สวนลอยภายนอกงานด้วยความรู้สึกหลากหลาย คำพูดสั้นๆ ของพายัพทำให้ความสับสนเข้าปกคลุมห้วงความคิดไปหมด เขาตามหาเธอมาหลายปีแล้ว ยอมรับเลยว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างยาวนาน และเขาก็เชื่อเสมอว่าสักวันจะต้องได้พบเธออีกครั้ง แต่ก็ไม่เคยคิดไว้เช่นกัน...ว่าเมื่อพบเธอแล้วจะทำอย่างไรต่อไป?
ความรู้สึกของเขาในตอนนี้มันเหมือนการวิ่งมาราธอน วิ่งมาอย่างยาวนานจนเจอเส้นชัยแต่กลับไม่กล้าวิ่งข้ามเส้นไป…เพราะไม่รู้เลย ว่าสุดท้ายจะเจออะไรบ้างที่ปลายทาง?
“คิดอะไรอยู่คะ” น้ำเสียงสดใสของผู้มาใหม่ดังขึ้นจากทางด้านข้าง ทำเอาคนที่กำลังจมอยู่กับความคิดตัวเองชะงักไปเล็กน้อย
“ป่าน...คุณมาตั้งแต่เมื่อไรครับ ผมตกใจหมดเลยนะ” สรรพนามที่ถูกเอ่ยออกมาเพราะความลืมตัวชั่วขณะ ทำให้หญิงสาวยกยิ้ม
“ก็มาทันเห็นใครบางคนถอนหายใจเหม่อๆ นี่ละค่ะ” ปาหนันบอก น่าแปลกใจที่เธอรู้สึกเป็นกันเองกับชายหนุ่ม
“จำผมได้แล้วใช่ไหม” น้ำเสียงน่าฟังของสิงหา ทำให้ปาหนันพยักหน้าแทนคำตอบ
“...ไม่น่าเชื่อนะคะ ว่าฉันจะได้เจอคุณอีก” เธอว่าอย่างอารมณ์ดี
“แต่ผมเชื่อนะ ว่ายังไงเราสองคนจะต้องได้เจอกันอีก” สิงหาบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“มั่นใจขนาดนั้นเลย?”
“ก็ค่อนข้างนะ” น้ำเสียงที่อ่อนโยนในความรู้สึกของคนฟัง ทำให้หัวใจของเธอสั่นคลอนอย่างง่ายดาย
บทสนทนาสิ้นสุดลงแค่นั้นราวกับสายลมที่พัดผ่านได้นำพาความเงียบเข้ามาด้วย บรรยากาศรอบกายของคนทั้งคู่ให้ความรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด ทั้งที่เสียงดนตรีจากงานด้านในก็ยังแว่วมาเป็นระยะ แต่กลับไม่สามารถแทรกกลางระหว่างคนทั้งคู่ได้เลย จวบจนสายลมอีกระลอกพัดผ่านมา...ผมยาวสยายที่ถูกเกล้าไว้หลวมๆ เหมือนจะคลายออก เช่นเดียวกับช่อดอกไม้ขนาดเล็กที่ประดับไว้บนเรือนผม
ปาหนันตั้งใจจะเอื้อมคว้าเครื่องประดับที่กำลังร่วงหล่น แต่ดูท่าว่าความรู้สึกของเธออาจช้ากว่าคนข้างกายอยู่มากทีเดียว เพราะมือหนาของสิงหาคว้าเอาช่อดอกไม้นั้นไว้แล้ว..
พร้อมกับมือข้างหนึ่งของเธอที่ติดไปด้วย
“ขอบคุณค่ะ” เจ้าของเครื่องประดับตอบกลับ เหลือบมองมือหนาที่กุมมือเธอไว้ไม่ปล่อยวางแล้วหันไปอีกทางคล้ายต้องการแก้เก้อ ก่อนจะบ่นเสียงเบาฟังดูแล้วเหมือนพูดกับตัวเองเสียมากกว่า “ฉันอุตส่าห์บอกช่างไปแล้วนะคะ ว่าทรงผมแบบนี้มันหลุดง่าย...สุดท้ายก็หลุดจริงๆ ด้วย”
“แต่มันสวยดีนะ ผมชอบ” สิงหาให้ความเห็นแย้ง ก่อนจะยกยิ้มเมื่อสังเกตเห็นใบหน้าหวานขึ้นสีชมพูระเรื่อ เขาปล่อยมือเธออย่างอ้อยอิ่งแล้วจับไหล่มนให้หันไปอีกทางอย่างนุ่มนวล มือหนาสางเส้นผมยาวสยายที่กำลังปลิวตามแรงลมจนยุ่งเหยิงไปหมดด้วยความเบามือ ก่อนจะเอ่ยในสิ่งที่ตัวเองคิดจะทำ “ผมช่วยนะ ถึงรับประกันไม่ได้ว่าทำแล้วจะออกมาสวยเท่าเดิม...แต่ก็รับรองได้ ว่าไม่อันตรายแน่นอนครับ”
“เอาแค่ฉันไม่ดูเหมือน ‘ผีจูออน’ ตอนเดินกลับเข้างานก็ถือว่าใช้ได้แล้วค่ะ” ปาหนันว่าติดตลก ก่อนจะรับช่อดอกไม้ประดับผมมาถือไว้เอง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ชายหนุ่มสามารถแก้ไขทรงผมได้ถนัดมือ
“ถ้าเจ็บให้บอกนะ เพราะผมไม่รู้ว่าตัวเองจะมือหนักไปหรือเปล่า”
ช่างทำผมจำเป็นบอกเรียบ ๆ มือหนากำลังแบ่งผมยาวสยายออกเป็นช่อๆ แล้วเริ่มถักเปียให้อย่างระมัดระวัง
“..ฉันว่าคุณมือเบากว่าช่างทำผมเมื่อตอนบ่ายอีกนะ” น้ำเสียงสดใสตอบตามจริง ก่อนจะหาวออกมาฟอดใหญ่เพราะเริ่มเคลิ้มไปกับความเบามือของช่างทำผมเฉพาะกิจ “โปรสุดๆ แสดงว่าปกติทำผมให้สาวๆ บ่อยแน่เลยใช่ไหมคะ”
“เปล่าหรอก เพิ่งเคยทำครั้งแรกเลย” สิงหาตอบตามความจริง ก่อนจะขยายความเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของตัวเองอีกเล็กน้อย “แต่ไม่ต้องห่วงนะ เพราะผมเคยอ่านเกี่ยวกับเชือกแล้วก็การผูกเงื่อนแบบต่างๆ มาก่อน”
ความน่าเชื่อถือของสิงหาตกฮวบทันที แต่เพราะน้ำหนักมือกับความคล่องแคล้วในการถักเปียของชายหนุ่มอยู่ในระดับที่ค่อนข้างวางใจได้ ปาหนันจึงตัดสินใจปล่อยผ่าน
เอาน่า…อย่างเลวร้ายสุดก็แค่ปล่อยผมสยาย
ให้กลายเป็นจูออนตอนเดินกลับเข้างานเท่านั้นเอง!
เด็กชายณเรศไม่ได้ตอบคำถามแต่ก็มองสบตาของคนตรงหน้าโดยไม่หลบ แม้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอิดโรยจะเรียบเฉยจนยากจะอ่าน แต่ดวงตาคู่หม่นที่มองตอบมากลับอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเข้าใจ อีกทั้งยังคงหลงเหลือร่องรอยของความแตกร้าวและเต็มไปด้วยความทุกข์โศก...ความสูญเสียและการพลัดพราก“ทำไมถึงทำเหมือนว่าตัวเองเข้าใจความรู้สึกของฉัน? เธอเข้าใจมันจริงๆ หรือเปล่า?”“...ผมแค่คิดว่ามันคงคล้ายกัน” ในที่สุดเด็กน้อยที่นั่งเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียงก็เริ่มตอบคำถาม“จะช่วยเล่าเรื่องของเธอให้ฉันฟังได้ไหม”เด็กน้อยพยักหน้ารับ“ตอนที่แม่ของผมตาย ผมเสียใจมากๆ เสียใจที่แม่ไม่ยอมพาผมไปอยู่ด้วยกัน”มือเล็กที่ถือผ้าขยับหยุกหยิกคล้ายทำตัวไม่ค่อยถูก“แต่ก็คิดได้ว่าผมยังมีน้องสาวอยู่ แม่คงอยากให้ผมอยู่เป็นเพื่อนน้องครับ”เด็กชายณเรศพูดมาถึงตรงนี้ก็เริ่มน้ำตาคลอหน่วย มือเล็กปาดน้ำตาลวกๆ จนใบหน้าเล็กเกิดรอยแดงเป็นริ้วขึ้นให้เห็น ก่อนจะสูดน้ำมูกแล้วตั้งตัวตรงขึ้นอีกครั้งเพื่อเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่พยายามสดใสขึ้นอีกนิด“ผมเลยสัญญากับแม่ที่อยู่บนสวรรค์ แล้วก็สัญญากับน้องว่าจะดูแลน้องให้ดี..” รอยยิ้มจืดเจื่อนลงเล็กน้อย แต่ก็ยังเต็มไปด
ยามดึกสงัดช่างเต็มไปด้วยความรู้สึกหนาวเหน็บจนเย็นจัดไปถึงขั้วหัวใจ ปราลีขดร่างที่สั่นไหวไปกับผ้าห่มคล้ายต้องการไออุ่น แต่ในเวลาเดียวกันภายในร่างกายกลับรู้สึกร้อนราวกับถูกไฟเผา ลำคอแหบแห้งและเจ็บระบมทุกครั้งที่ฝืนกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะไอโขลกๆ ออกมาเพราะเสมหะเหนียวหนืดในลำคอเธอกำลังจะตายแล้วสินะ?ตายไปเสียเลยก็ดีเหมือนกัน เธอไม่อยากอยู่บนโลกนี้ต่อไปอีกแล้ว...ให้มันจบเสียตรงนี้เถอะ“...คุณแม่ คุณแม่ลุกขึ้นมากินยาก่อนนะครับ” น้ำเสียงแหบเล็ก และบางเบาราวกับกลัวจะรบกวนคนที่กำลังหลับใหล แต่ในเวลาเดียวกันก็พยายามจะปลุกให้อีกฝ่ายลืมตาตื่น “กินก่อน ค่อยนอนต่อนะครับ”“..อ.ออกไป..”ปราลีแค่นเสียงทั้งที่ยังกึ่งหลับกึ่งตื่น“กินยาเถอะนะครับ” เด็กชายณเรศยังคงยืนยันคำเดิม แต่น้ำเสียงกลับสั่นเครือจนเกือบจะกลายเป็นการอ้อนวอน “แค่กินยาเท่านั้น”“ฉันไม่กิน!” คนที่อยากจากโลกนี้ไปมากกว่าอยากจะอยู่ตวาดเสียงแหบแห้ง ก่อนจะไอโขลกๆ จนหน้าดำหน้าแดงเพราะใช้เสียงมากเกินไป แต่ก็ยังไม่ลดความเกรี้ยวกราดลง “ฉัน.อยาก.ตาย!”“...” เด็กน้อยนิ่งไป แต่ก็ยังคงมองมาที่คนป่วยไม่วางสายตาแม้จะเห็นไม่ชัดเพราะพิษไข้ทำให้สายตาพร่า
ย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อนตอนที่รู้ว่าสามีของเธอแอบรับเอาเด็กจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาอุปการะโดยไม่บอกกล่าว ก็เพียงแค่นึกขุ่นใจเล็กน้อยเท่านั้น เพราะณเรศเป็นเด็กที่ค่อนข้างเรียบร้อยและพึ่งพาได้ แตกต่างจากบุตรชายเพียงคนเดียวที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน...สิงหานั้นซุกซนราวกับลิงค่าง ซ้ำยังชอบเล่นแรงๆ ตามประสาเด็กผู้ชาย จนทำให้คนเป็นแม่อดหวั่นใจไม่ได้เพราะตนเองกำลังตั้งท้องอ่อนๆการมีณเรศเข้ามาช่วยเบี่ยงความสนใจและคอยเป็นเพื่อนเล่นของสิงหาจึงทำให้ปราลีเบาแรงและเบาใจลงมาก แม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกสนิทใจ แต่ก็วางใจในตัวเด็กชายไม่น้อย...จวบจนเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เธอเดินสะดุดของเล่นที่บุตรชายวางทิ้งไว้จนเกือบล้ม แต่เคราะห์ยังดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเพราะณเรศเอาตัวเองเข้ามารองรับไว้ได้ทันแต่เมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาลกลับพบว่าเด็กหยุดหายใจไปแล้ว! ภาวะครรภ์เป็นพิษพรากเอาลูกน้อยที่ยังไม่มีโอกาสได้พบหน้าไปจากเธอและครอบครัวการสูญเสียที่ได้รับมาในเวลาที่เราไม่ทันได้ตั้งรับนั้นรุนแรงเกินไปรุนแรงจนรู้สึกเหมือนทุกอย่างมันพังทลายลง ปราลีขอห่างจากสามีและบุตรชายสักพัก เธอไม่อาจกอบเก็บความปวดร้าวไว้กับตัวแล้
ใบหน้างดงามเปื้อนน้ำตากำลังเหม่อมองไกลอย่างไร้จุดหมาย หญิงสาวอยู่ในชุดคลุมท้องที่ดูจะใหญ่เกินขนาดตัวของหล่อนไปหลายไซซ์ทีเดียว ร่างบางนั่งอยู่บนพื้นเย็นเฉียบแทนที่จะเป็นโซฟากว้างหนานุ่มข้างกาย มือซีดขาวราวไร้สีเลือดยังคงลูบหน้าท้องแบนราบของตัวเองซ้ำไปซ้ำมาเหมือนที่ทำมาตลอดหลายสัปดาห์ สักพักน้ำตาเม็ดกลมก็เริ่มร่วงเผาะจากดวงตาคู่งามที่เคยเปี่ยมสุขอีกระลอกลูกไม่อยู่กับเธอแล้ว..แค่ลูกคนเดียวก็ดูแลไม่ได้ เธอเป็นแม่แบบไหนกัน?คำถามซ้ำๆ ดังก้องในความคิดและบาดลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ ทำให้หญิงสาวที่เพิ่ง ‘แท้ง’ ลูกไปรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองกำลังจะแตกสลาย น้ำตายังคงอาบแก้มนวลไร้สีเลือดจนเปียกปอน‘แอ๊ดดดด...’เสียงประตูไม้บานใหญ่ที่ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง แต่เพราะมันเป็นไม้สักทั้งบานทำให้น้ำหนักของมันมีมากจนทำให้เกิดเสียงทุกครั้งที่มีคนใช้งานปราลีผินหน้ามองดูผู้มาเยือนเพียงเล็กน้อย ก่อนดวงตาอับแสงจะเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวและชิงชัง มือบางคว้ากล่องไม้ที่ใช้บรรจุกระดาษทิชชูขว้างใส่ผู้มาเยือนในทันที จนเกิดเสียงดัง ‘โครม!’ ก่อนจะตามด้วยข้าวของมากมายที่เรียกได้ว่าเป็น ‘อะไรก็ได้’ ที่เ
ดวงตาหวานกะพริบขึ้นลงช้าๆ เพื่อขับไล่ความง่วงที่มี มือบางยังควานหาอ้อมกอดอบอุ่นที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายยามหลับ แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า? ปาหนันลุกขึ้นจากที่นอนหนานุ่มอย่างเกียจคร้าน เพราะถึงแม้ว่าเธอจะไม่เหนื่อยจนแทบหมดสภาพเช่นที่สิงหาเป็น แต่ก็อ่อนล้าไม่น้อย การนอนหลับไปอย่างยาวนานหลายชั่วโมงทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าได้พักผ่อนและฟื้นฟูพลังกายที่สูญเสียไปจากการโหมงานหนักติดต่อกันร่วมสามเดือนได้อย่างดีเยี่ยม“ขี้เซาจริงนะครับ คุณภรรยา”เสียงทุ้มเจือรอยเย้าแหย่กระซิบแนบริมหูสวยของคนที่นั่งบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงนุ่ม“ก็มันเหนื่อยสะสมนี่ค่ะ คุณสามี” ปาหนันตอบอย่างหยอกล้อ ก่อนจะคล้องแขนรอบคอของคนที่รวบเอวบางของเธอไว้ทันที เหมือนลูกแมวน้อยที่พร้อมจะคลอเคลียเจ้าของอยู่ตลอดเวลาเมื่อยามเข้ามาใกล้“...” เมื่อแน่ใจว่าคนที่กลายร่างเป็นลูกแมวน้อยชอบคลอเคลีย ไม่ได้ตื่นตระหนกยามตนเองเข้าใกล้ ซ้ำยังออดอ้อนจนยากจะอดใจไหว จนต้องเอ่ยถามออกไปทั้งที่ความคิดล่วงเลยไปไกลเกินกู่“ถ้าเกิดว่า...ต้องเหนื่อยกว่านี้จะไหวเหรอ?”คนฟังหัวเราะเสียงใสกับคำถามที่ชวนใจเตลิด ก่อนจะครุ่นคิดเพียงครู่แล้วตอบกลับตามใจคิด“ก็ต้อ
จังหวัดเชียงใหม่ อากาศยามเช้าของเมืองเหนือทำให้หญิงสาวที่เพิ่งมาถึงยิ้มสดใส ต่างจากคนข้างกายที่ใบหน้าบูดบึ้งราวกับโกรธใครมาร่วมร้อยปี วันนี้เป็นเช้าวันแรกหลังจากพิธีแต่งงานอันแสนเหน็ดเหนื่อยที่เพิ่งผ่านพ้นไป ด้วยเพราะหน้าที่การงานของคนทั้งคู่ ทำให้ในช่วงเตรียมงานแต่งตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมาวุ่นวายจนแทบจะเรียกได้ว่า ‘ยุ่งจนหัวหมุน’ เมื่อรวมกับพิธีการต่างๆ ที่แสนยาวนานตั้งแต่เช้าจรดเย็น พอเข้าห้องหอคนทั้งคู่ก็แทบจะสลบในทันที ซ้ำยังต้องตื่นมาขึ้นเครื่องตั้งแต่เช้ามืดตามตารางที่วางไว้แต่แรก ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมแสดงออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจนเจ้าบ่าวหมาดๆ ยังนึกขอบคุณกิตติภพและดารินทร์ที่รับคำขอร้องในการฝากเลี้ยงเด็กหญิงดาหลาร่วมสองสัปดาห์ของการมาฮันนีมูนครั้งนี้ แต่จริงๆ ต้องบอกว่ากิตติภพยินดีเสียยิ่งกว่ายินดีเพราะตั้งแต่เกิดเรื่องมากมายจนได้รับรู้ว่าหนูน้อยเป็นบุตรสาวของตนเอง เขาก็แทบจะมาเฝ้าแม่หนูน้อยเช้าเย็นจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว พอเอ่ยปากฝากหนูน้อยไว้ คนรับฝากก็ยิ้มกว้างราวกับเด็กที่ได้ของขวัญชิ้นใหญ่ที่รอคอยมานานอย่างไรอย่างนั้น “คุณสิงห์ทำไมทำหน้าอ







