เข้าสู่ระบบ“ไอ้สิงห์ มึงได้ฟังที่กูพูดไหมเนี่ย!?” เสียงคู่สนทนาทำให้คนที่กำลังคิดถึงใครบางคนสะดุด
“ว่า?” น้ำเสียงเรียบเรื่อยเอ่ยถามกลับ จนคนฟังต้องกลอกตามองเพดานสไตล์โมเดิร์นของร้านกาแฟเมื่อเห็นได้ชัดว่าคู่สนทนาไม่ได้ฟังสิ่งที่เอ่ยออกไปก่อนหน้าแม้แต่น้อย
“ไม่ได้ฟัง? ใจลอยไปไหนแล้วมึง” ภาสกรที่ถูกลากมาทำงานนอกสถานที่แยกเขี้ยวใส่ด้วยความหงุดหงิด เพราะเวลานี้เขาควรจะนั่งรอกินมื้อเที่ยงกับภรรยาคนงามที่แสนจะน่ารัก ไม่ใช่มานั่งอยู่กับเพื่อนจอมบ้างานที่เอาแต่นั่งไม่พูดไม่จาเหมือนวิญญาณออกจากร่างแบบนี้!
“พูดว่า?” คำถามเดิมยังคงถูกส่งให้คู่สนทนา คล้ายจะบอกอีกฝ่ายกลายๆ ว่าคำถามเมื่อครู่จะไม่ได้รับคำตอบแน่นอน
“..บอกว่าต้องรอให้ฝ่ายกฎหมายร่างสัญญาก่อน แล้วค่อยนัดคุยรายละเอียดกับคุณเอกภพอีกที” ภาสกรบอกอย่างรวบรัด
อันที่จริงแล้วงานด้านการต่อเติมภายในของห้างสรรพสินค้านั้น เป็นงานที่บริษัทไม่นิยมรับเพราะยุ่งยากและไม่คุ้มทุน แต่เอกภพนักธุรกิจหนุ่มใหญ่เป็นผู้ติดต่อมาด้วยตนเอง ทำให้ภาสกรและสิงหาจำเป็นต้องรับงานและมาพบผู้ว่าจ้างด้วยตนเองเพื่อเป็นการให้เกียรติอีกฝ่าย
“ส่งเรื่องให้ฝ่ายกฎหมายแล้ว ส่วนแปลนก็ส่งให้ฝ่ายออกแบบแล้ว” สิงหาเอ่ยเรียบ ๆ
“เออ! เดี๋ยวค่อยมาประชุมเรื่องนี้อีกทีแล้วกัน”
สิงหาพยักหน้าแทนคำตอบ สายตาเหม่อมองแก้วกาแฟหอมกรุ่นที่มีควันลอยฟุ้งบ่งบอกถึงความร้อนที่ยังไม่จางหายไปจากแก้ว
“ไอ้พีบอกว่า...มึงเจอ ‘เธอคนนั้น’ ในงานเปิดคอนโดของไอ้ภพ?” ภาสกรถามลอย ๆ พลางจิบกาแฟราวกับคำถามนั้นไม่มีสาระสำคัญใดๆ
“อือ...เปลี่ยนไปมากจนเกือบจำไม่ได้” คำตอบเรียบเรื่อยแต่แฝงความอ่อนโยนไว้ในน้ำเสียง ทำให้คนฟังลอบยิ้มอย่างพึงพอใจ
“แต่ก็จำได้?” น้ำเสียงที่เหมือนจะถามไปอย่างนั้น ทำให้สิงหาละสายตาจากแก้วกาแฟขึ้นสบตาของเพื่อนสนิทในทันที
“ก็คงงั้น คงเพราะ...ความบังเอิญ” คำตอบที่เหมือนยังคิดวิเคราะห์ไม่สมบูรณ์ทำให้ภาสกรยกยิ้ม
“ดูลังเลนะมึง” น้ำเสียงกลั้วหัวเราะทำให้ คนลังเลขมวดคิ้ว
“...”
“กูไปละ ขี้เกียจคุยกับมึง...เงียบเกิ๊น! จะพูดแต่ละที ทำเหมือนกลัวดอกพิกุลจะร่วง!”
ภาสกรว่าเพียงเท่านั้นก่อนลุกขึ้นเต็มความสูง
“อะไรของมึง แล้วไม่กลับเข้าออฟฟิศพร้อมกัน?”
“จะไปกินข้าวกับเมีย ไม่เจอกันห้าชั่วโมงแล้ว...กูคิดถึง!” คนติดเมียบอกแกมอวด หากแต่ใจลอยไปหาแม่หน้าหวานที่คาดว่าจะประชุมเสร็จในอีกไม่ถึงชั่วโมง คงไปรับยอดดวงใจได้ทันเวลามื้อเที่ยงพอดิบพอดี
“เยอะนะมึงเนี่ย...” สิงหาบอกอย่างนึกหมั่นไส้ แต่ดูเหมือนคนถูกค่อนขอดจะไม่สนใจเท่าไร
“ออ! กูลืมบอกไป…ความบังเอิญไม่เคยมีจริง” ว่าเพียงเท่านั้น ภาสกรก็เดินออกจากร้านกาแฟไปทันที โดยไม่สนว่าคนฟังจะเข้าใจสิ่งที่สื่อสารหรือไม่
หากมองผ่านไป ทุกอย่างล้วนเป็นเพียงความบังเอิญทั้งสิ้น
แต่หากเราหยุดเพื่อพิจารณา...
บางทีสิ่งนั้นอาจเป็นโชคชะตาก็ได้ ใครจะรู้?
คนเคยพบกับโชคชะตาที่ตอนนี้ตนเองนิยามสิ่งนั้นว่า ‘พรหมลิขิต’ ยกยิ้มมุมปากเมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่ได้พบกับคู่ชีวิต แม้ไม่น่าเป็นไปได้แต่สุดท้ายโชคชะตาก็พัดพาให้เขาและเธอมาเจอกัน ภาสกรเชื่อว่าเพื่อนสนิทของเขา คงกำลังได้พบกับ ‘โชคชะตา’ ของตัวเอง
เด็กชายณเรศไม่ได้ตอบคำถามแต่ก็มองสบตาของคนตรงหน้าโดยไม่หลบ แม้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอิดโรยจะเรียบเฉยจนยากจะอ่าน แต่ดวงตาคู่หม่นที่มองตอบมากลับอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเข้าใจ อีกทั้งยังคงหลงเหลือร่องรอยของความแตกร้าวและเต็มไปด้วยความทุกข์โศก...ความสูญเสียและการพลัดพราก“ทำไมถึงทำเหมือนว่าตัวเองเข้าใจความรู้สึกของฉัน? เธอเข้าใจมันจริงๆ หรือเปล่า?”“...ผมแค่คิดว่ามันคงคล้ายกัน” ในที่สุดเด็กน้อยที่นั่งเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียงก็เริ่มตอบคำถาม“จะช่วยเล่าเรื่องของเธอให้ฉันฟังได้ไหม”เด็กน้อยพยักหน้ารับ“ตอนที่แม่ของผมตาย ผมเสียใจมากๆ เสียใจที่แม่ไม่ยอมพาผมไปอยู่ด้วยกัน”มือเล็กที่ถือผ้าขยับหยุกหยิกคล้ายทำตัวไม่ค่อยถูก“แต่ก็คิดได้ว่าผมยังมีน้องสาวอยู่ แม่คงอยากให้ผมอยู่เป็นเพื่อนน้องครับ”เด็กชายณเรศพูดมาถึงตรงนี้ก็เริ่มน้ำตาคลอหน่วย มือเล็กปาดน้ำตาลวกๆ จนใบหน้าเล็กเกิดรอยแดงเป็นริ้วขึ้นให้เห็น ก่อนจะสูดน้ำมูกแล้วตั้งตัวตรงขึ้นอีกครั้งเพื่อเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่พยายามสดใสขึ้นอีกนิด“ผมเลยสัญญากับแม่ที่อยู่บนสวรรค์ แล้วก็สัญญากับน้องว่าจะดูแลน้องให้ดี..” รอยยิ้มจืดเจื่อนลงเล็กน้อย แต่ก็ยังเต็มไปด
ยามดึกสงัดช่างเต็มไปด้วยความรู้สึกหนาวเหน็บจนเย็นจัดไปถึงขั้วหัวใจ ปราลีขดร่างที่สั่นไหวไปกับผ้าห่มคล้ายต้องการไออุ่น แต่ในเวลาเดียวกันภายในร่างกายกลับรู้สึกร้อนราวกับถูกไฟเผา ลำคอแหบแห้งและเจ็บระบมทุกครั้งที่ฝืนกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะไอโขลกๆ ออกมาเพราะเสมหะเหนียวหนืดในลำคอเธอกำลังจะตายแล้วสินะ?ตายไปเสียเลยก็ดีเหมือนกัน เธอไม่อยากอยู่บนโลกนี้ต่อไปอีกแล้ว...ให้มันจบเสียตรงนี้เถอะ“...คุณแม่ คุณแม่ลุกขึ้นมากินยาก่อนนะครับ” น้ำเสียงแหบเล็ก และบางเบาราวกับกลัวจะรบกวนคนที่กำลังหลับใหล แต่ในเวลาเดียวกันก็พยายามจะปลุกให้อีกฝ่ายลืมตาตื่น “กินก่อน ค่อยนอนต่อนะครับ”“..อ.ออกไป..”ปราลีแค่นเสียงทั้งที่ยังกึ่งหลับกึ่งตื่น“กินยาเถอะนะครับ” เด็กชายณเรศยังคงยืนยันคำเดิม แต่น้ำเสียงกลับสั่นเครือจนเกือบจะกลายเป็นการอ้อนวอน “แค่กินยาเท่านั้น”“ฉันไม่กิน!” คนที่อยากจากโลกนี้ไปมากกว่าอยากจะอยู่ตวาดเสียงแหบแห้ง ก่อนจะไอโขลกๆ จนหน้าดำหน้าแดงเพราะใช้เสียงมากเกินไป แต่ก็ยังไม่ลดความเกรี้ยวกราดลง “ฉัน.อยาก.ตาย!”“...” เด็กน้อยนิ่งไป แต่ก็ยังคงมองมาที่คนป่วยไม่วางสายตาแม้จะเห็นไม่ชัดเพราะพิษไข้ทำให้สายตาพร่า
ย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อนตอนที่รู้ว่าสามีของเธอแอบรับเอาเด็กจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาอุปการะโดยไม่บอกกล่าว ก็เพียงแค่นึกขุ่นใจเล็กน้อยเท่านั้น เพราะณเรศเป็นเด็กที่ค่อนข้างเรียบร้อยและพึ่งพาได้ แตกต่างจากบุตรชายเพียงคนเดียวที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน...สิงหานั้นซุกซนราวกับลิงค่าง ซ้ำยังชอบเล่นแรงๆ ตามประสาเด็กผู้ชาย จนทำให้คนเป็นแม่อดหวั่นใจไม่ได้เพราะตนเองกำลังตั้งท้องอ่อนๆการมีณเรศเข้ามาช่วยเบี่ยงความสนใจและคอยเป็นเพื่อนเล่นของสิงหาจึงทำให้ปราลีเบาแรงและเบาใจลงมาก แม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกสนิทใจ แต่ก็วางใจในตัวเด็กชายไม่น้อย...จวบจนเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เธอเดินสะดุดของเล่นที่บุตรชายวางทิ้งไว้จนเกือบล้ม แต่เคราะห์ยังดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเพราะณเรศเอาตัวเองเข้ามารองรับไว้ได้ทันแต่เมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาลกลับพบว่าเด็กหยุดหายใจไปแล้ว! ภาวะครรภ์เป็นพิษพรากเอาลูกน้อยที่ยังไม่มีโอกาสได้พบหน้าไปจากเธอและครอบครัวการสูญเสียที่ได้รับมาในเวลาที่เราไม่ทันได้ตั้งรับนั้นรุนแรงเกินไปรุนแรงจนรู้สึกเหมือนทุกอย่างมันพังทลายลง ปราลีขอห่างจากสามีและบุตรชายสักพัก เธอไม่อาจกอบเก็บความปวดร้าวไว้กับตัวแล้
ใบหน้างดงามเปื้อนน้ำตากำลังเหม่อมองไกลอย่างไร้จุดหมาย หญิงสาวอยู่ในชุดคลุมท้องที่ดูจะใหญ่เกินขนาดตัวของหล่อนไปหลายไซซ์ทีเดียว ร่างบางนั่งอยู่บนพื้นเย็นเฉียบแทนที่จะเป็นโซฟากว้างหนานุ่มข้างกาย มือซีดขาวราวไร้สีเลือดยังคงลูบหน้าท้องแบนราบของตัวเองซ้ำไปซ้ำมาเหมือนที่ทำมาตลอดหลายสัปดาห์ สักพักน้ำตาเม็ดกลมก็เริ่มร่วงเผาะจากดวงตาคู่งามที่เคยเปี่ยมสุขอีกระลอกลูกไม่อยู่กับเธอแล้ว..แค่ลูกคนเดียวก็ดูแลไม่ได้ เธอเป็นแม่แบบไหนกัน?คำถามซ้ำๆ ดังก้องในความคิดและบาดลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ ทำให้หญิงสาวที่เพิ่ง ‘แท้ง’ ลูกไปรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองกำลังจะแตกสลาย น้ำตายังคงอาบแก้มนวลไร้สีเลือดจนเปียกปอน‘แอ๊ดดดด...’เสียงประตูไม้บานใหญ่ที่ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง แต่เพราะมันเป็นไม้สักทั้งบานทำให้น้ำหนักของมันมีมากจนทำให้เกิดเสียงทุกครั้งที่มีคนใช้งานปราลีผินหน้ามองดูผู้มาเยือนเพียงเล็กน้อย ก่อนดวงตาอับแสงจะเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวและชิงชัง มือบางคว้ากล่องไม้ที่ใช้บรรจุกระดาษทิชชูขว้างใส่ผู้มาเยือนในทันที จนเกิดเสียงดัง ‘โครม!’ ก่อนจะตามด้วยข้าวของมากมายที่เรียกได้ว่าเป็น ‘อะไรก็ได้’ ที่เ
ดวงตาหวานกะพริบขึ้นลงช้าๆ เพื่อขับไล่ความง่วงที่มี มือบางยังควานหาอ้อมกอดอบอุ่นที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายยามหลับ แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า? ปาหนันลุกขึ้นจากที่นอนหนานุ่มอย่างเกียจคร้าน เพราะถึงแม้ว่าเธอจะไม่เหนื่อยจนแทบหมดสภาพเช่นที่สิงหาเป็น แต่ก็อ่อนล้าไม่น้อย การนอนหลับไปอย่างยาวนานหลายชั่วโมงทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าได้พักผ่อนและฟื้นฟูพลังกายที่สูญเสียไปจากการโหมงานหนักติดต่อกันร่วมสามเดือนได้อย่างดีเยี่ยม“ขี้เซาจริงนะครับ คุณภรรยา”เสียงทุ้มเจือรอยเย้าแหย่กระซิบแนบริมหูสวยของคนที่นั่งบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงนุ่ม“ก็มันเหนื่อยสะสมนี่ค่ะ คุณสามี” ปาหนันตอบอย่างหยอกล้อ ก่อนจะคล้องแขนรอบคอของคนที่รวบเอวบางของเธอไว้ทันที เหมือนลูกแมวน้อยที่พร้อมจะคลอเคลียเจ้าของอยู่ตลอดเวลาเมื่อยามเข้ามาใกล้“...” เมื่อแน่ใจว่าคนที่กลายร่างเป็นลูกแมวน้อยชอบคลอเคลีย ไม่ได้ตื่นตระหนกยามตนเองเข้าใกล้ ซ้ำยังออดอ้อนจนยากจะอดใจไหว จนต้องเอ่ยถามออกไปทั้งที่ความคิดล่วงเลยไปไกลเกินกู่“ถ้าเกิดว่า...ต้องเหนื่อยกว่านี้จะไหวเหรอ?”คนฟังหัวเราะเสียงใสกับคำถามที่ชวนใจเตลิด ก่อนจะครุ่นคิดเพียงครู่แล้วตอบกลับตามใจคิด“ก็ต้อ
จังหวัดเชียงใหม่ อากาศยามเช้าของเมืองเหนือทำให้หญิงสาวที่เพิ่งมาถึงยิ้มสดใส ต่างจากคนข้างกายที่ใบหน้าบูดบึ้งราวกับโกรธใครมาร่วมร้อยปี วันนี้เป็นเช้าวันแรกหลังจากพิธีแต่งงานอันแสนเหน็ดเหนื่อยที่เพิ่งผ่านพ้นไป ด้วยเพราะหน้าที่การงานของคนทั้งคู่ ทำให้ในช่วงเตรียมงานแต่งตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมาวุ่นวายจนแทบจะเรียกได้ว่า ‘ยุ่งจนหัวหมุน’ เมื่อรวมกับพิธีการต่างๆ ที่แสนยาวนานตั้งแต่เช้าจรดเย็น พอเข้าห้องหอคนทั้งคู่ก็แทบจะสลบในทันที ซ้ำยังต้องตื่นมาขึ้นเครื่องตั้งแต่เช้ามืดตามตารางที่วางไว้แต่แรก ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมแสดงออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจนเจ้าบ่าวหมาดๆ ยังนึกขอบคุณกิตติภพและดารินทร์ที่รับคำขอร้องในการฝากเลี้ยงเด็กหญิงดาหลาร่วมสองสัปดาห์ของการมาฮันนีมูนครั้งนี้ แต่จริงๆ ต้องบอกว่ากิตติภพยินดีเสียยิ่งกว่ายินดีเพราะตั้งแต่เกิดเรื่องมากมายจนได้รับรู้ว่าหนูน้อยเป็นบุตรสาวของตนเอง เขาก็แทบจะมาเฝ้าแม่หนูน้อยเช้าเย็นจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว พอเอ่ยปากฝากหนูน้อยไว้ คนรับฝากก็ยิ้มกว้างราวกับเด็กที่ได้ของขวัญชิ้นใหญ่ที่รอคอยมานานอย่างไรอย่างนั้น “คุณสิงห์ทำไมทำหน้าอ







