LOGINรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูคันหรูเคลื่อนตัวผ่านทางลาดชันแคบ ๆ ขึ้นสู่อาคารจอดรถของโรงแรมระดับสี่ดาวย่านใจกลางเมือง
เสียงยางรถยนต์บดไปกับพื้นปูนขัดมันดัง เอี๊ยดอ๊าด สะท้อนก้องท่ามกลางความสลัว ไฟหน้ารถสาดกระทบเสาคอนกรีตต้นแล้วต้นเล่า ก่อนจะหักพวงมาลัยถอยเข้าซองจอดนิ่งสนิทในซองแคบที่มีเส้นสีขาวทึบกำกับ เครื่องยนต์ครางกระหึ่มต่ำเป็นครั้งสุดท้ายแล้วดับลง ทิ้งให้ความเงียบงันและไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศโรยตัวปกคลุมผู้โดยสารทั้งสองในเวลาเกือบหกโมงเย็น
“เสี่ยหนูแกเป็นคนใจป้ำ... ถ้าถูกใจขึ้นมานะแกเปย์ไม่อั้น น้ำต้องพยายามตามใจเสี่ยเขาหน่อยละกัน”
ติ๊กเอ่ยขึ้นทำลายความอึดอัดที่นิ่งสนิทมาตลอดทาง ปลายนิ้วเรียวเคาะพวงมาลัยเป็นจังหวะเนิบช้า สายตาชำเลืองมองกระจกมองหลังเพื่อเช็กความเรียบร้อยของใบหน้า
น้ำค้างที่นั่งขดตัวอยู่เบาะข้าง ๆ จิกเล็บเข้ากับเนื้อผ้ากระโปรงจนยับย่น ความเย็นเฉียบแล่นริ้วจากปลายนิ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ ก่อนจะเค้นกระแสเสียงแผ่วเบาออกมาอย่างซื่อบริสุทธิ์
“น้ำ... น้ำต้องทำตัวยังไงบ้างคะ”
“ไม่ต้องทำอะไรหรอกจ๊ะ เดี๋ยวเสี่ยเขาจะพาทำเองแหละ” ติ๊กแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ ผินหน้ากลับมามองเด็กสาวรุ่นน้องพลางขยับรอยยิ้มมาดมั่น
“จำไว้แค่อย่าพยายามขัดใจแขก ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจริงๆ ...พูดง่าย ๆ คือทำยังไงก็ได้ที่จะเอาเงินออกจากกระเป๋าเขาให้ได้มากที่สุด… ถ้าเป็นพี่นะ พี่จะอ้อนให้สุดใจขาดดิ้นเลย ยิ่งสด ๆ ใหม่ ๆ สดซิงอย่างน้ำนี่ พี่รับรองว่าเสี่ยแกต้องหลงจนโงหัวไม่ขึ้นแน่”
ถ้อยคำไร้ยางอายที่พ่นออกมาพร้อมกลิ่นน้ำหอมฉุนจัดของรุ่นพี่สาว ทำให้อุณหภูมิในร่างกายของน้ำค้างแปรปรวน
ฉับพลันนั้น ความร้อนสายหนึ่งวิ่งริ้วขึ้นไปประทับบนโหนกแก้มจนร้อนฉ่า มวลความรู้สึกขัดเขินปนเปกับความสะอิดสะเอียนตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก ยามเมื่อสมองเผลอจินตนาการไปถึงภาพอุบาทว์ตาที่จะเกิดขึ้นบนเตียงนอนของคนแปลกหน้าในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ลมหายใจของเด็กสาวเริ่มติดขัด ช่องท้องบิดม้วนด้วยความคลื่นไส้
น้ำค้างหลับตาลงแน่น สูดลมหายใจเข้าลึกจนอกเสื้อกระเพื่อมไหว กลิ่นหนังแท้ของเบาะรถและเคมีภัณฑ์ฟุ้งกระจายเต็มปอด ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจระบายออกมายาวเหยียด คล้ายการตัดใจยอมรับโชคชะตาบัดซบที่กำลังยืนดักรออยู่ตรงหน้าหลังกระจกบานใหญ่นั้น
“ถ้าเป็นพี่... พี่จะพยายามทำตัวให้กลมกลืนไปกับมัน ไม่ฝืน... แต่แกล้งทำเป็นสนุกไปกับมันซะ”
ติ๊กเอ่ยสำทับเสียงเบา น้ำเสียงราบเรียบคล้ายจะอ่านทะลุเข้าไปถึงความหวาดกลัวในส่วนลึกของจิตใจน้ำค้าง หล่อนพลิกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาเรือนทองที่ส่องประกายวับแวมในความมืด
“ไปกันเถอะ... ป่านนี้เสี่ยคงรอแย่แล้ว”
สิ้นประโยค เสียงประตูรถฝั่งคนขับถูกเปิดออกพร้อมเสียงสัญญาณเตือนของประตูเปิดสลับกับลมร้อนของลานจอดรถที่พุ่งสวนเข้ามาปะทะ
วินาทีนั้นเอง... หัวใจของน้ำค้างกระหน่ำเต้นรัวแรงราวกับกลองศึก ร่างกายท่อนล่างชาหนึบจนไร้ความรู้สึก ลำคอแห้งผากประหนึ่งผงฝุ่น เธอก้าวขาลงจากรถด้วยความรู้สึกแหลกสลายดั่งร่างที่ถูกพันธนาการไว้บนหลักประหารหิน สายตาเหม่อลอยมองแผ่นหลังของติ๊กที่เดินนำไป... ราวกับมองเห็นเพชฌฆาตในชุดคลุมทึบกำลังเงื้อดาบเล่มโตขึ้นฟ้าจนสุดหล้า และจดจ้องรอคอยจังหวะที่จะฟันฉับลงมาบนลำคอของเธอให้ขาดสะบั้นลงในคืนมรณะนี้…
เสียงเปียโนแจ๊สท่วงทำนองเนิบช้าสอดประสานไปกับกระแสเสียงแหบเสน่ห์ของนักร้องสาวบนเวทีเตี้ย คลอเคล้าอยู่ท่ามกลางบรรยากาศหรูหราโอ่อ่าของล็อบบี้โรงแรม แสงไฟสีส้มอบอุ่นสาดส่องจากโคมระย้าคริสตัลระยิบระยับ ทอดทับลงบนพื้นหินอ่อนขัดเงาและเฟอร์นิเจอร์บุผ้ากำมะหยี่เนื้อดี
กลิ่นอายจาง ๆ ของดอกลิลลี่สดและและกลิ่นอโรมาที่อบอวลอยู่ในอากาศ ชวนให้รู้สึกเคลิบเคลิ้มผ่อนคลาย
ที่มุมด้านในสุดอันเป็นส่วนตัวและสงบเงียบที่สุดของล็อบบี้ ชายวัยห้าสิบต้น ๆ ในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าไหมเนื้อนุ่มลายทางสีสุภาพสวมใส่สบาย นอนเอนหลังพิงพนักโซฟาหนังแท้ตัวใหญ่หนานุ่ม ปลายนิ้วเรียวอวบหนาขยับแกว่งก้านแก้วคริสตัลทรงสูงเบา ๆ น้ำไวน์แดงก่ำภายในแก้วไหลวนทิ้งคราบแดงจางไว้บนเนื้อแก้วใส
เขาจิบมันช้า ๆ ปล่อยให้รสฝาดหวานละมุนซึมซาบผ่านเรียวลิ้น สายตาหรี่มองเพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีสด พลางดื่มด่ำกับความสุขุมนุ่มลึกตามแบบฉบับของชายผู้มีเม็ดเงินล้นเหลือในกระเป๋า... เม็ดเงินที่พร้อมจะหยิบยื่นปรนเปรอความสำราญให้ตัวเองอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
ฉับพลันนั้น กลิ่นน้ำหอมเคมีฉุนกริบอันคุ้นเคยก็โชยมาทับทาบ ติ๊กพาร่างบางขยับก้าวสะบัดเรียวขาตรงเข้ามาหาโซฟาตัวใหญ่
หล่อนผ่อนฝีเท้าลงยามเข้าประชิด ก่อนจะค้อมกายย่อตัวลงอย่างแช่มช้อย ยกสองมือขึ้นประนมไหว้พร้อมกับถอนสายบัวอย่างนอบน้อมนุ่มนวลราวกับหลุดมาจากภาพวาดกุลสตรี ติ๊กตวัดสายตาคมปลาบหันกลับมาหาน้ำค้างที่ยืนตัวแข็งทื่อ ส่งสัญญาณทางอารมณ์ผ่านนัยน์ตาเชิงบังคับให้เด็กสาวรุ่นน้องรีบทำตามในทันที
“สวัสดีค่ะเสี่ยขา...”
น้ำค้างสูดลมหายใจติดขัด พยายามบังคับฝ่ามือที่เย็นเฉียบให้ยกขึ้นประกบเข้าหากันกลางอก ร่างกายสั่นเทาน้อย ๆ ยามค้อมศีรษะลงไหว้ชายแปลกหน้าตามคำสั่ง
“รอนานไหมคะเสี่ย...” ติ๊กขยับกายเข้าไปนั่งลงบนที่วางแขนโซฟาข้างตัวชายสูงวัย ทอดเสียงอ่อนเสียงหวานฉอเลาะ แย้มยิ้มกว้างอย่างเอาอกเอาใจ
“นี่ ‘น้องน้ำหวาน’ ค่ะเสี่ย คนที่ติ๊กเคยเล่าให้ฟังทางโทรศัพท์วันก่อนไงคะ”
ติ๊กเอ่ยแนะนำพลางผายมือมาทางน้ำค้างที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า ชายสูงวัยละสายตาจากเวทีดนตรี
พลันนั้น... นัยน์ตาที่เคยเรียบนิ่งของเขากลับเบิกกว้างขึ้น แววตาประกายวาบฉายร่องรอยความตัณหาและความหื่นกระหายออกมาอย่างปิดไม่มิด สายตากวาดมองตั้งแต่เส้นผม ไล่ลงมาที่ลำคอระหง ตลอดจนเรือนร่างอ้อนแอ้นของเด็กสาวบ้านนาซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับสัตว์ร้ายกำลังประเมินชิ้นเนื้อสดรสเลิศ รอยยิ้มพึงพอใจจุดขึ้นบนใบหน้ามันเยิ้มของเสี่ยหนูทันทีที่ได้เห็น
“ตรงสเปกที่เสี่ยต้องการทุกอย่างเลยค่ะ... ติ๊กรับรองความสดใหม่เลยนะคะคนนี้ เสี่ยเป็นคนเปิดคนแรกแน่นอนค่ะ”
ถ้อยคำอวดอ้างสรรพคุณและตีราคามูลค่าความบริสุทธิ์ถูกพ่นออกจากปากของรุ่นพี่สาวอย่างลื่นไหลและไร้ยางอาย
เสียงนั้นก้องสะท้อนในหูของน้ำค้างจนอื้ออึง ใบหน้าของเด็กสาวชาวนาชาหนึบ ไร้ความรู้สึกไปถึงขั้วหัวใจ หล่อนทำได้เพียงยืนกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อฝ่ามือ กัดริมฝีปากล่างแน่นเพื่อกักเก็บก้อนความขมขื่นลึกซึ้งเอาไว้ในลำคอที่แห้งผาก จ้องมองติ๊กเร่ขายศักดิ์ศรีของเธอให้ชายแปลกหน้าอย่างหน้าตาเฉย โดยที่คนรอบข้าง... ไม่ได้รับรู้ถึงพายุความทุกข์ตรมที่กำลังระเบิดกรีดลึกอยู่ภายในอกซ้ายของเธอเลยแม้แต่น้อย
“มานี่สิจ๊ะน้ำหวาน... มานั่งตรงนี้สิ”
เสียงของติ๊กทอดนุ่มละมุน ชวนฝัน ทว่ารุกคืบกดดันอยู่ในที หล่อนเบือนหน้ามาทางน้ำค้างที่ยังคงยืนทื่อ แขนขาแข็งเกร็งทำตัวไม่ถูกอยู่ท่ามกลางแสงวอร์มไวต์ ติ๊กขยับปลายนิ้วเรียวยาวเคาะลงบนเบาะผ้ากำมะหยี่หนานุ่มพรม ๆ ตรงพื้นที่ว่างข้างกายเสี่ยหนู ปึก... ปึก... น้ำหนักมือที่ตกกระทบเบา ๆ นั้นไม่ต่างจากป้ายคำสั่งระบุตำแหน่งที่เด็กสาวจำเป็นต้องหย่อนสะโพกลงไปแอบอิง
น้ำค้างเม้มริมฝีปากจนห่อเลือด จำใจขยับช่วงขาที่หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยโซ่ตรวน ก้าวเข้าไปหย่อนตัวลงนั่งอย่างเสียไม่ได้ หล่อนจงใจเบียดกระแซะสะโพกเข้าหาท่อนขาของติ๊กจนแทบจะเกยทับขึ้นไปบนตัก เพื่อใช้ร่างของรุ่นพี่สาวเป็นปราการด่านสุดท้าย ทว่า... ทันใดนั้น ฝ่ามืออุ่นหนาของแม่เล้าสาวกลับยื่นมาแปะเข้าที่แผ่นหลังบาง ก่อนจะออกแรงกดและดันไสร่างของน้ำค้างให้เลื่อนไถลเข้าไปหาชายสูงวัยตรงหน้า จนผิวกายสาวเบียดชิดติดกับท่อนขาเนื้อแน่นของแขกผู้มีเกียรติอย่างพอดิบพอดี
“เสี่ยขา... น้องเขายังใหม่อยู่นะคะ ยังไม่ค่อยรู้ประสีประสาเท่าไหร่... ยังไงคืนนี้เสี่ยก็บันยะบันยังกับน้องหน่อยนะคะ ค่อย ๆ บอก ค่อย ๆ สอนเอาค่ะ”
ติ๊กจีบปากจีบคอเอื้อยเอ่ย ถ้อยคำฉอเลาะลอยล่องปะปนไปกับเสียงดนตรีแจ๊สหวานเลี่ยน หล่อนพ่นคำอวดอ้างสรรพคุณความ ‘สดซิง’ ออกมาคำแล้วคำเล่า ราวกับน้ำค้างเป็นเพียงสินค้าเกรดพรีเมียมชิ้นหนึ่งในตู้โชว์ที่ไร้หัวใจ ไร้ความรู้สึก สิ้นเชิง
“ไม่เป็นไรหรอก... แบบนี้แหละที่เสี่ยชอบ”
กระแสเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าหลุดรอดจากลำคอของเสี่ยหนูเป็นประโยคแรก พร้อมกับรอยยิ้มกว้างขวางฉายความพึงพอใจจนเนื้อแก้มปริ
วินาทีนั้นเอง... ลำแขนอวบใหญ่ที่พาดอยู่บนพนักพิงพลันตกลงมาโอบหมับรอบเอวคอดกิ่วของน้ำค้างอย่างถือวิสาสะ สัมผัสอุ่นชื้นและแรงบีบเฟ้นเบา ๆ จากฝ่ามือหนาผ่านเนื้อผ้าบางเบา ทำให้น้ำค้างสะดุ้งเฮือก ร่างกายทุกส่วนคัดเกร็งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ กลิ่นเหล้าและกลิ่นโคโลญจน์ฉุนกึกจากแผ่นอกกว้างของชายรุ่นพ่อโชยเข้าจมูกจนเธอขยาด ขนอ่อนทั่วสรรพางค์กายลุกซู่ด้วยความขยะแขยงจนแทบสำรอก
“ถ้าเสี่ยโอเคแล้ว... งั้นหนูจะได้ขอตัวเลยนะคะ”
ติ๊กขยับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางตวัดสายตาฉ่ำวาวส่งซิกให้กับชายสูงวัย นัยน์ตาคู่นั้นแพรวพราวยิ้มกริ่ม แฝงความหมายเชิงทวงถามสัญญากลางอากาศอย่างมีชั้นเชิง
“อ้อ! เอาสิ ได้เลย”
เสี่ยหนูพยักหน้ารับอย่างรู้แกว เขาลดมืออีกข้างล้วงลงไปในกระเป๋าเอกสารหนังแท้ใบหรูที่วางอยู่ข้างตัว หยิบสมาร์ตโฟนเครื่องหรูขึ้นมา ปลายนิ้วอวบจิ้มลงบนหน้าจอสัมผัสย้ำ ๆ อยู่ชั่วอึดใจ...
ติ๊ง!
เสียงสัญญาณแจ้งเตือนสั้นห้วนดังขึ้นเบา ๆ จากกระเป๋าถือของติ๊ก เจ้าตัวรีบล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดสแกนใบหน้าตรวจสอบตัวเลขบนหน้าจอทันที ฉับพลันนั้น ดวงตาของติ๊กก็ลุกวาวส่องประกายระยิบระยับ ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีสดแย้มยิ้มหวานชื่นกว้างขวางกว่าครั้งไหน ๆ ยามเมื่อยอดเงินเด้งเข้าบัญชีอย่างงดงาม
“ขอให้เป็นค่ำคืนที่มีความสุขนะคะเสี่ยขา... ขอให้สนุกกับหมอนข้างดิ้นได้ทั้งคืนไปเลยนะคะ มีอะไรด่วนก็โทรหาติ๊กได้เลยค่ะ ติ๊กยินดีให้บริการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่แล้ว... ไปนะคะเสี่ยขา”
ติ๊กจีบนิ้วยกมือขึ้นประนมไหว้ลาด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยงดงาม ก่อนจะหมุนกายหันหลังขยับเรียวขาก้าวฉับ ๆ เดินจากไปอย่างอารมณ์ดี โดยไม่หันกลับมามองน้ำค้างที่นั่งตัวสั่นเทิ้ม หน้าซีดเผือดจมอยู่ในวงแขนแกร่งของชายแปลกหน้าแม้เพียงหางตา
บรรยากาศรอบกายของน้ำค้างพลันดิ่งฮวบลงสู่ความมืดมนลวงตา เสียงดนตรีแจ๊สที่เคยหวานแว่วบัดนี้กลับฟังดูคล้ายเสียงสวดส่งวิญญาณ ความเงียบอันเยือกเย็นขยายตัวบีบรัดรอบคอจนเธอหายใจไม่ออก เด็กสาวทำได้เพียงนั่งเบิกตาโพลง มองแผ่นหลังของรุ่นพี่สาวที่ค่อย ๆ กลืนหายไปกับแสงไฟด้านนอกร้าน... รับรู้ได้ในวินาทีนี้เองว่า เกราะกำบังชิ้นสุดท้ายได้หลุดลอยไปแล้ว และชะตากรรมอันโหดร้ายในคืนมรณะนี้... กำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง
“ไม่ต้องกังวลอะไรนะหนู... ทำตัวตามสบาย เสี่ยเป็นคนง่าย ๆ”กระแสเสียงทุ้มต่ำพยายามปรับท่วงทำนองให้นุ่มนวลชวนผ่อนคลาย เสี่ยหนูขยับรอยยิ้มกว้างพลางตบหลังฝ่ามืออวบหนาลงบนเบาะกำมะหยี่เบา ๆ สายตาที่ผ่านโลกราคีย์มาอย่างเจนจัดลอบสำรวจอาการไหล่ห่อ นั่งเกร็งจนตัวลีบของเด็กสาวข้างกาย เขารู้ในทันทีว่าเหยื่อตัวน้อยคนนี้ไม่เคยต้องมือกามารมณ์และไม่ประสาต่อโลกซ่อนเร้นชนิดนี้มาก่อน ความตื่นตระหนกที่ฉายชัดในแววตาของเธอ ยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าในอกของชายสูงวัยให้กระเหี้ยนกระหือรือ แต่อาการลนลานแบบนี้ต้องใช้ความใจเย็นเข้าล่อน้ำค้างขยับมุมปากรั้งขึ้นเป็นรอยยิ้มแห้งผาก ฝืนความรู้สึกขยะแขยงที่แล่นริ้วขัดขืนอยู่ในใจ เธอหลับตาลงชั่ววูบ ยามนั้น เสียงเตือนสติของฟางที่เคยเกื้อหนุนแว่วดังขึ้นในมโนสำนึกดั่งเครื่องยึดเหนี่ยวชิ้นสุดท้าย ‘พยายามทำตัวให้กลมกลืนไปกับมัน ไม่ฝืนทำเป็นสนุกไปกับมันซะ’ เด็กสาวบ้านนาสูดลมหายใจเข้าลึก จิกปลายนิ้วลงกับหัวเข่าเพื่อบังคับตัวเองให้คลายความแข็งทื่อลงทีละน้อย“ดื่มอะไรหน่อยไหมล่ะ... มันจะช่วยทำให้เราผ่อนคลายขึ้นนะ” ชายรุ่นพ่อยังคงรุกคืบด้วยคำชวนคุย น้ำเสียงทวีความกรุ้มกริ่มพลา
รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูคันหรูเคลื่อนตัวผ่านทางลาดชันแคบ ๆ ขึ้นสู่อาคารจอดรถของโรงแรมระดับสี่ดาวย่านใจกลางเมือง เสียงยางรถยนต์บดไปกับพื้นปูนขัดมันดัง เอี๊ยดอ๊าด สะท้อนก้องท่ามกลางความสลัว ไฟหน้ารถสาดกระทบเสาคอนกรีตต้นแล้วต้นเล่า ก่อนจะหักพวงมาลัยถอยเข้าซองจอดนิ่งสนิทในซองแคบที่มีเส้นสีขาวทึบกำกับ เครื่องยนต์ครางกระหึ่มต่ำเป็นครั้งสุดท้ายแล้วดับลง ทิ้งให้ความเงียบงันและไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศโรยตัวปกคลุมผู้โดยสารทั้งสองในเวลาเกือบหกโมงเย็น“เสี่ยหนูแกเป็นคนใจป้ำ... ถ้าถูกใจขึ้นมานะแกเปย์ไม่อั้น น้ำต้องพยายามตามใจเสี่ยเขาหน่อยละกัน”ติ๊กเอ่ยขึ้นทำลายความอึดอัดที่นิ่งสนิทมาตลอดทาง ปลายนิ้วเรียวเคาะพวงมาลัยเป็นจังหวะเนิบช้า สายตาชำเลืองมองกระจกมองหลังเพื่อเช็กความเรียบร้อยของใบหน้า น้ำค้างที่นั่งขดตัวอยู่เบาะข้าง ๆ จิกเล็บเข้ากับเนื้อผ้ากระโปรงจนยับย่น ความเย็นเฉียบแล่นริ้วจากปลายนิ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ ก่อนจะเค้นกระแสเสียงแผ่วเบาออกมาอย่างซื่อบริสุทธิ์“น้ำ... น้ำต้องทำตัวยังไงบ้างคะ”“ไม่ต้องทำอะไรหรอกจ๊ะ เดี๋ยวเสี่ยเขาจะพาทำเองแหละ” ติ๊กแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ ผินหน้ากลับมามองเด็กสาวรุ่นน
ครืด... ครืด... ครืด...แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะไม้หัวเตียงส่งเสียงครางครืดคราดน่ารำคาญ มันปลุกให้เปลือกตาที่เคลือบด้วยคราบมาสคาร่าเลอะเลือนของติ๊กค่อย ๆ เผยอขึ้นอย่างยากลำบาก แสงแดดสายของวันใหม่สาดส่องลอดบานเกล็ดเข้ามาแยงตาจนเธอต้องนิ่วหน้าด้วยความไม่สบอารมณ์ หญิงสาวส่งเสียงจิ๊ปากในลำคอพลางวาดลำแขนเรียวไปตามพื้นผิวโต๊ะอย่างงัวเงีย ปลายนิ้วปัดป่ายคว้าสะเปะสะปะไปโดนฝาขวดน้ำหอมและแผงยาก่อนจะตะครุบวัตถุสี่เหลี่ยมด้ามเย็นเฉียบขึ้นมาได้ เธอพลิกกายหงาย พยายามหยีตาเพ่งมองหน้าจอที่สว่างวาบเพื่อปรับโฟกัสสายตาอันพร่าเบลอ‘น้ำค้าง’ทันทีที่ตัวอักษรบนหน้าจอปรากฏสู่สายตา ร่องรอยความง่วงงุนและอาการหงุดหงิดเมื่อครู่พลันมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง คิ้วที่ขมวดมุ่นคลายออก นัยน์ตาคู่เฉี่ยวเบิกกว้างฉายแววยินดีปรีดาขึ้นมาครามครัน ผิวแก้มสลัดความอิดโรยแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตัวราวกับเพิ่งได้รับแจ้งข่าวดีที่สุดในชีวิต ติ๊กรีบสไลด์หน้าจอรับสาย ขยับกายลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงพลางกรอกน้ำเสียงหวานหยดย้อยลงไปในสายทันที“ว่าไงจ๊ะน้องน้ำ...”ริมฝีปากสีซีดแย้มยิ้มกว้าง ติ๊กจงใจปรับโทนเสียงให้ละมุนละม่อมคล้ายพี่
สียงดนตรีจังหวะเนิบช้าที่เปิดคลอเบา ๆ ผสานไปกับแสงไฟสลัวสีส้มภายในร้านอาหารกึ่งผับ บ่งบอกว่าช่วงเวลาไนต์ไลฟ์อันคึกคักได้ผ่านพ้นไปนานแล้ว บรรยากาศรอบข้างที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์และเสียงชนแก้วบัดนี้เงียบเหงาลงถนัดตา พนักงานเสิร์ฟสามสี่คนในชุดยูนิฟอร์มเริ่มจับกลุ่มยืนพิงเคาน์เตอร์ กระซิบกระซาบพูดคุยกันเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากการวิ่งวุ่นรับส่งออเดอร์ตลอดทั้งคืนที่โต๊ะไม้มุมมืดหลังร้าน ฟางกำลังก้มหน้าก้มตาใช้ช้อนสังกะสีตักข้าวผัดกะเพราเม็ดแข็ง ๆ เข้าปากอย่างหิวโซ อาหารมื้อดึกควบเช้ามืดก่อนเวลาเลิกงานคือสิ่งเดียวที่เยียวยาความโหยของคนกรำงานกลางคืนทุกคนในเวลานี้ กลิ่นพริกแก้งฉุน ๆ ลอยแตะจมูกพร้อมกับเสียงเคี้ยวข้าวเงียบ ๆ ท่ามกลางความล้า“น้ำไม่มาทำงานเหรอวันนี้”เสียงแหบเสน่ห์ที่คุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำลายความเงียบระหวางมื้ออาหาร และฉุดความสนใจของฟางให้ละจากจานข้าวตรงหน้า หล่อนกลืนข้าวคำโตลงคอพลางตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง“วันนี้น้ำไม่สบาย...”ทว่า ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดพ้นริมฝีปาก ปลายนิ้วที่จับด้ามช้อนพลันสั่นระริกชะงักกึกกลางอากาศ สมองกระตุกวาบเมื่อภาพรอ
ความเงียบงันภายในห้องเช่าแคบ ๆ ถูกทำลายลงด้วยเสียงลูกบิดประตูดัง กริ๊ก ดังแผ่วเบา ก่อนบานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าจะถูกผลักเปิดออกอย่างเชื่องช้า ละอองฝุ่นปลิวคว้างล้อแสงแดดเจิดจ้าภายนอก ร่างบางของน้ำค้างก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาด้วยท่าทางโซเซ สองขาที่เคยเรียวขยับก้าวอย่างอิดโรยราวกับหุ่นยนต์ที่พลังงานใกล้หมดสิ้น สภาพเรือนร่างของเธอสับสนยับยู่ยี่ เสื้อยืดสีขาวเปรอะเปื้อนรอยยับย่น คอเสื้อเบี้ยวโย้จนเผยให้เห็นรอยแดงปื้นจาง ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ตรงซอกคอ กลิ่นอายบุหรี่ราคาแพงและกลิ่นเหงื่อไคลฉุนจัดที่ชวนคลื่นไส้โชยฟุ้งออกมาจากตัวเธอแทนที่จะเป็นกลิ่นแป้งเด็กอย่างเคย นัยน์ตาคู่กลมโตบัดนี้แห้งผาก เลื่อนลอย และมืดมิดไร้แววประหนึ่งคนสูญเสียจิตวิญญาณ เด็กสาวเดินตรงดิ่งไปยังเตียงนอนหลังเล็กประจำตัว ก่อนจะทิ้งกายล้มพับลงบนฟูกแข็ง ๆ อย่างไร้เรี่ยวแรงจะทรงตัว ปล่อยให้ใบหน้าซุกจมลงกับหมอนนุ่มที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายเดิม ๆ ของบ้านนาฟางซึ่งนั่งก้มหน้าอยู่หน้าโต๊ะอ่านหนังสือส่วนตัวละสายตาจากกรอบหนังสือที่อยู่ตรงหน้า เงยหน้าขึ้นตั้งใจจะส่งเสียงทักทาย ทว่าทันทีที่นัยน์ตาปะทะเข้ากับสภาพของเพื่อนร่วมห้อง คำพูดทั้ง
เฮียตึ๋งหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มวลกล้ามเนื้อและร่างท้วมใหญ่เงาดำตระหง่านค้ำอยู่เหนือร่างของเด็กสาว แสงไฟสีนวลจากหัวเตียงทาบทับใบหน้าคร้ามโลกที่บัดนี้ปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมกระหยิ่มใจที่มุมปาก นัยน์ตาเรียวเล็กจอดจ้องสรีระอ้อนแอ้นของน้ำค้างที่นอนระทวย อ่อนเปลี้ยไร้กระดูกอยู่บนฟูกหนาตรงหน้าดั่งลูกกวางที่หมดแรงขัดขืน ฝ่ามือหยาบใหญ่เอื้อมลงมาเกาะกุมกิเลสตัณหาอันขยายพองโตของตนเองไว้เต็มกำมือขยับส่ายไหว ก่อนจะเคลื่อนกายเข้าประชิด กดจ่อส่วนปลายมนใหญ่เข้าหาปากทางเนื้อนุ่มแรกรุ่นของเหยื่อสาวที่อ้าเผยอน้อย ๆ รองรับอยู่อย่างย่ามใจ“อื้อหือ!... หีโคตรแน่น... ซี้ดดด...”หนุ่มใหญ่ครางกระเส่าในลำคอ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความกระสันขีดสุด ยามเมื่อออกแรงยัดเยียดแท่งเนื้อร้อนระอุเข้าสู่โพรงสวาทอันคับแคบ แม้ผิวเนื้อส่วนลึกจะเจิ่งนองชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำหวานที่หลั่งรินออกมาจนเฉอะแฉะ ทว่าความสดใหม่ที่ไม่เคยมีสิ่งแปลกปลอมใดบุกรุกผ่านเข้าไปมาก่อนในชีวิต กลับกลายเป็นปราการธรรมชาติที่รัดตรึงบีบรัดจนส่วนหัวบานใหญ่ไม่อาจผ่านศิลาแคบเข้าไปได้โดยง่าย“อูยยย... โอ๊ยยย... ซี้ดดด... เจ็บ... เจ็บอะ...”เสียงร้องประ







