ANMELDEN“ไม่ต้องกังวลอะไรนะหนู... ทำตัวตามสบาย เสี่ยเป็นคนง่าย ๆ”
กระแสเสียงทุ้มต่ำพยายามปรับท่วงทำนองให้นุ่มนวลชวนผ่อนคลาย เสี่ยหนูขยับรอยยิ้มกว้างพลางตบหลังฝ่ามืออวบหนาลงบนเบาะกำมะหยี่เบา ๆ สายตาที่ผ่านโลกราคีย์มาอย่างเจนจัดลอบสำรวจอาการไหล่ห่อ นั่งเกร็งจนตัวลีบของเด็กสาวข้างกาย เขารู้ในทันทีว่าเหยื่อตัวน้อยคนนี้ไม่เคยต้องมือกามารมณ์และไม่ประสาต่อโลกซ่อนเร้นชนิดนี้มาก่อน ความตื่นตระหนกที่ฉายชัดในแววตาของเธอ ยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าในอกของชายสูงวัยให้กระเหี้ยนกระหือรือ แต่อาการลนลานแบบนี้ต้องใช้ความใจเย็นเข้าล่อ
น้ำค้างขยับมุมปากรั้งขึ้นเป็นรอยยิ้มแห้งผาก ฝืนความรู้สึกขยะแขยงที่แล่นริ้วขัดขืนอยู่ในใจ เธอหลับตาลงชั่ววูบ ยามนั้น เสียงเตือนสติของฟางที่เคยเกื้อหนุนแว่วดังขึ้นในมโนสำนึกดั่งเครื่องยึดเหนี่ยวชิ้นสุดท้าย
‘พยายามทำตัวให้กลมกลืนไปกับมัน ไม่ฝืนทำเป็นสนุกไปกับมันซะ’
เด็กสาวบ้านนาสูดลมหายใจเข้าลึก จิกปลายนิ้วลงกับหัวเข่าเพื่อบังคับตัวเองให้คลายความแข็งทื่อลงทีละน้อย
“ดื่มอะไรหน่อยไหมล่ะ... มันจะช่วยทำให้เราผ่อนคลายขึ้นนะ” ชายรุ่นพ่อยังคงรุกคืบด้วยคำชวนคุย น้ำเสียงทวีความกรุ้มกริ่มพลางทอดสายตาโลมเลียไปตามพวงแก้มเนียน
“หนูอยากจะดื่มอะไรดีล่ะจ๊ะ”
“เอ่อ... แล้วแต่เสี่ยเลยค่ะ”
น้ำค้างเปล่งเสียงตอบรับแผ่วเบาจนเกือบถูกกลืนหายไปกับเสียงดนตรีแจ๊ส ในหัวเวลานี้มันตื้อตัน ขาวโพลน ราวกับเครื่องจักรที่ถูกตัดกระแสไฟ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ราคาแพงในสถานที่หรูหราแบบนี้มีชื่อเรียกว่าอะไรบ้าง สิ่งเดียวที่รับรู้คือรสขมปร่าของน้ำลายที่กลืนลงคออย่างยากลำบาก
“งั้นดื่มไวน์เป็นเพื่อนเสี่ยหน่อยก็แล้วกันนะ”
เสี่ยหนูหัวเราะร่วนอย่างพึงใจ เขายกมืออวบหนาขึ้นชูนิ้วส่งสัญญาณเรียกบริกรหนุ่มประจำล็อบบี้
เพียงไม่นาน ชายในชุดสูทสากลเนี้ยบก็ก้าวสลับเท้าเข้ามาอย่างนอบน้อม นำแก้วคริสตัลทรงสูงใบเปล่าสะอาดวับแวมมาวางจัดแจงไว้ตรงหน้าน้ำค้าง บริกรหนุ่มลอบสบดวงตาคู่กลมโตที่ฉ่ำวาวแฝงรอยหม่นเศร้าของเด็กสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะเบือนสายตาหลบหลีกอย่างรู้หน้าที่ ปลายนิ้วเอื้อมไปจับขวดไวน์ชั้นดี ค่อย ๆ รินน้ำของเหลวสีแดงก่ำดั่งโลหิตสดไหลรินลงสู่ก้นแก้วใสจนเกิดเสียงครางแผ่ว ๆ จ๊อก... จ๊อก... กลิ่นองุ่นบ่มผสมแอลกอฮอล์รสเข้มโชยฟุ้งเตะจมูก ก่อนที่เขาจะค้อมศีรษะลงต่ำแล้วถอยกายจากไปเงียบ ๆ
“เอ้า! เรามาชนแก้วต้อนรับคืนของเรากันหน่อยนะจ๊ะ”
เสี่ยหนูหยิบแก้วไวน์ของตนขึ้นมาถือไว้ พลางเบนข้อศอกขยับเข้าหา น้ำค้างไม่มีทางเลือก เธอฝืนบังคับปลายนิ้วที่เย็นเฉียบราวกับคนตายให้เอื้อมไปคว้าจับก้านแก้วคริสตัลตรงหน้า ยกขึ้นมาด้วยมือที่สั่นระริกจนน้ำไวน์กระเพื่อมไหวไต่ขอบแก้ว
เกร้ง!
เสียงแก้วคริสตัลสองใบเข้าปะทะกันดังสะท้อนแหลมคม บาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของน้ำค้างดั่งเสียงระฆังเปิดฉากการก้าวเข้าสู่ขุมนรก ตัวเลขและภาพความโสมมสะท้อนวับแวมอยู่บนผิวแก้วใสในอุ้งมือของชายแปลกหน้า เป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่าค่ำคืนมรณะที่เธอต้องสังเวยทั้งเนื้อตัวและจิตวิญญาณ... ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว
กระแสการสนทนาของเสี่ยหนูยังคงหลั่งไหลออกมาเป็นระยะ ท่วงทำนองเนิบนาบชวนฟังคล้ายเสียงดนตรีแจ๊สที่แว่วคลอ ชายเจนโลกผู้นี้รู้ดีล้นอกว่าจะต้องต้อนกวางน้อยในอุ้งมืออย่างไรไม่ให้ตื่นตระหนกจนเสียรสชาติอันโอชะ
เขาคอยสังเกตทุกจังหวะการเคลื่อนไหว นึกอ่านวิธีการผ่อนคลายอารมณ์ของเด็กสาวผ่านการคะยั้นคะยอให้จิบน้ำของเหลวสีแดงก่ำในแก้วทีละน้อย รสฝาดหวานแปรเปลี่ยนเป็นความอุ่นซ่านลึกล้ำ ลื่นไหลลงสู่ลำคอและเริ่มแผ่ขยายมวลความร้อนเข้าควบคุมระบบประสาท
จากความแข็งทื่อชาหนึบ ทั่วสรรพางค์กายของน้ำค้างเริ่มเบาหวิว คลายความระแวดระวังลงทีละจังหวะ ความตึงเครียดที่เคยกดทับกระดูกขากรรไกรค่อย ๆ มลายหายไป นำพาไปสู่บทสนทนาที่ลื่นไหลแช่มช้อยเป็นธรรมชาติมากขึ้น รอยยิ้มแห้งผากบนเรียวปากสวยถูกแต้มเติมด้วยเสียงหัวเราะใสกระจ่างที่หลุดรอดออกมาเป็นระยะ
ยามเมื่อฤทธิ์น้ำเมาบ่มความกล้าให้ทะยานขึ้นสู่สมอง ความคิดด้านมืดพลันแล่นริ้วเข้ามาปะทะความกลัว...
ในเมื่อทุกอย่างมันพังทลายจนกู่ไม่กลับ และเธอต้องยอมเสียเนื้อตัวให้อยู่ดี แล้วทำไมไม่เปลี่ยนวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสกอบโกยเงินทองกลับไปให้ได้มากที่สุดล่ะ
วินาทีนั้น วงแขนอวบหนาของเสี่ยหนูขยับรัดกระชับแน่นขยับดึงร่างอ้อนแอ้นให้ประชิดติดอกเสื้อไหมเนื้อดี ทว่าน้ำค้างกลับไม่ได้รู้สึกยี่หระหรือนึกพรั่นพรึงเหมือนในคราแรกอีกต่อไป
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก นึกถึงถ้อยคำนำทางชิ้นสำคัญของฟางที่สั่งให้ยอมตัวกลมกลืนไปกับพายุร้าย เด็กสาวชาวนาตัดสินใจตวัดเรียวแขนขยับบิดสรีระเบียดกระแซะเข้าหาแผ่นอกกว้างของชายรุ่นพ่ออย่างจงใจ ความนุ่มละมุนของเรือนร่างเนื้อสาวทาบทับลงบนความอวบหนา
นัยน์ตาคู่กลมโตซ่อนแววระยิบระยับลวงตาคล้ายหยาดน้ำค้างต้องแสงไฟ พร้อมที่จะใช้เสน่ห์จริตความใสซื่อบริสุทธิ์นี้ ล่อลวงเรียกร้องเอาผลประโยชน์และหยิบเค้นเม็ดเงินออกจากกระเป๋าของเสี่ยหน้าหม้อคนนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะทำได้
วงแขนอวบใหญ่ของเสี่ยรุ่นพ่อขยับรัดตรึงเอวคอดกิ่วของเด็กสาวให้บดเบียดเข้าหาลำตัวแน่นเข้าเหนียวหนึบ ก่อนที่เขาจะก้มหน้าลงมาจนกลิ่นลมหายใจร้อนผ่าวผสมกลิ่นสุราโชยคละคลุ้ง แล้วกดจมูกโด่งลงบนผิวซอกคอขาวผ่องของน้ำค้างอย่างโจ่งแจ้ง
สัมผัสอุ่นชื้นที่ชวนสยดสยองทำให้น้ำค้างสะดุ้งตัวโยน ขยับขืนกายผละออกตามสัญชาตญาณรักดี ทว่าอาการเบี่ยงตัวหลบพัลวันและเสียงสูดลมหายใจด้วยความตกใจของเธอนั้น กลับกลายเป็นจริตแง่งอนทอดสะพานที่สร้างความพึงพอใจให้เสี่ยวัยดึกจนแทบคลั่ง
ชายหน้าหม้อขยับรุกคืบ ยื่นใบหน้ามันเยิ้มไปสูดดมฝังจมูกลงบนพวงแก้มเนียนนุ่มจนเนื้อบุ๋ม สูดกลิ่นอายสาวแป้งเด็กโชยอ่อนอย่างหิวกระหาย ก่อนจะออกแรงยกวงแขนรวบตัวร่างอ้อนแอ้นขึ้นลอยเหนือเบาะ แล้วประคองให้ลงมานั่งแหมะอยู่บนตักตนนิ่งสนิท ท่ามกลางแสงไฟสว่างตาของล็อบบี้โรงแรมหรูโดยไม่แคร์สายตาของแขกคนอื่น ๆ แม้แต่น้อย
“อุ๊ย! ไม่เอาค่ะเสี่ย... หนูอายคนอื่นเขา”
น้ำค้างครางพึมพำในลำคอ ใบหน้าชาวาบจนร้อนฉ่าด้วยระลอกความอับอายที่ตีตื้น
ก้อนเนื้อในอกกระหน่ำเต้นประหนึ่งระฆังเตือนภัย ยามที่สังเกตเห็นสายตาของพนักงานและแขกโต๊ะข้าง ๆ เริ่มหันมาจับจ้องและซุบซิบ
สมองของเด็กสาวบ้านนาเริ่มสั่งการให้ขุดเอาจริตมารยาหญิงที่พอจะนึกออกขึ้นมาใช้ประคองสถานการณ์ เธอจะยอมนั่งซื่อบื้อปล่อยให้ชายแก่คนนี้ลวนลามล้วงควักลามปามในที่สาธารณะจนหมดราคาไม่ได้ ศักดิ์ศรีที่หลงเหลืออยู่น้อยนิดเริ่มสั่งการว่าเธอขัดเขินเกินกว่าจะทำตัวหน้าด้านไร้ยางอายต่อหน้าธารกำนัลได้มากกว่านี้
“หนูว่า... เราไปที่อื่นกันดีกว่าค่ะเสี่ย”
ถ้อยคำออดอ้อนระคนเชื้อเชิญหลุดรอดจากเรียวปากซีดเผือดที่พยายามปั้นยิ้มหวาน น้ำค้างเริ่มปรับตัวเข้าหาบทเรียนราคาแพง ต่อมป้องกันตัวของเธอกำลังเร่งทำงานอย่างสุดกำลัง ความคิดแล่นริ้วว่าการเผชิญชะตากรรมในที่ลับตายังดีเสียกว่าการถูกตราหน้าและประจานความโสมมให้อับอายขายหน้าในล็อบบี้แห่งนี้
“งั้นเราขึ้นห้องกันเลยดีกว่านะจ๊ะ... แม่น้ำหวานของเสี่ย”
ชายสูงวัยประคองร่างอ้อนแอ้นให้ลุกขึ้นยืนตาม พลางโอบกระชับสะโพกมนไว้ไม่ยอมปล่อย
เขายกมือส่งสัญญาณเรียกบริกรหนุ่มคนเดิมให้ขยับเข้ามาประชิด ก่อนจะหันไปเจรจาพึมพำถ้อยคำรัวเร็วสองสามประโยคเกี่ยวกับหมายเลขและคีย์การ์ดห้องพักชั้นบนอันเป็นรหัสลับที่น้ำค้างฟังไม่เข้าใจ สมองของเธออื้ออึง มีเพียงเสียงฝีเท้าของตัวเองและเสี่ยหนูที่บดลงบนพื้นหินอ่อน ขยับก้าวเดินโอบเอวประคองร่างกันตรงดิ่งไปยังหน้าบานประตูลิฟต์สีทองวาววับของล็อบบี้ ทิ้งความอบอุ่นสุดท้ายของโลกภายนอกไว้เบื้องหลัง เพื่อก้าวเข้าสู่กรงขังมรณะที่กำลังจะเปิดอ้ารับร่างของเธอในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า
“หนูน่านักมากเลยนะ... รู้ตัวไหมจ๊ะ”
กระแสเสียงกระลิ้มกระเหลี่ยแฝงประกายความหื่นกระหายดังชิดใบหู น้ำเสียงแหบพร่านั้นทอดต่ำลงจนฟังดูน่าขนลุก เสี่ยหนูไม่ยอมปล่อยให้ระยะห่างระหว่างเขากับเหยื่อตัวน้อยเพิ่มขึ้นแม้แต่เซนติเมตรเดียว ฝ่ามืออวบหนาที่ร้อนระอุและชื้นเหงื่อขยับเลื่อนจากขอบกางเกงลงมาประคองบีบเคล้นสะโพกมนของน้ำค้างเอาไว้แน่น ทุกฝีเก้าที่ก้าวเดินไปบนพื้นพรมทางเดินอันเงียบสงบ แรงบีบเฟ้นนั้นย่ำลึกหน่วงหนักขึ้นคล้ายจะประกาศความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของในเรือนร่างนี้
“เสี่ยขา... อย่าเพิ่งสิคะ หนูอายคนอื่นเขานะ บีบก้นหนูอย่างนี้ได้ยังไงกัน...”
น้ำค้างทอดเสียงอ่อนเสียงหวาน ละล้าละลังกระซิบตัดพ้อแผ่วเบา สองขาก้าวขยับจังหวะสั้น ๆ พลางแกล้งเบี่ยงสะโพกมนหนีฝ่ามือใหญ่โตทึบหนาที่ยังคงดึงดันบีบคลึงเนื้อสาวผ่านผ้ากระโปรงผืนบางอย่างไม่ลดละ เด็กสาวชาวนาฝืนเค้นเอาท่วงท่าจริตจะกร้านแง่งอนเท่าที่มี ขยับสะบัดเอวคอดกิ่วหนีบสะโพกหลบหลีกพัลวันอย่างมีชั้นเชิง เป็นมารยาหลอกล่อที่ไม่ใช่การผลักไส ทว่ากลับเป็นการเชื้อเชิญให้กระหายอยากเนื้อตัวของเธอมากยิ่งขึ้น
สัมผัสเนื้อนุ่มที่เด้งสู้มือแผ่วเบาบวกกับท่าทีขัดขืนพองามตามจริตหญิง ทำเอาเสี่ยหนูหัวเราะหึ ๆ ในลำคออย่างพึงพอใจล้นอก
รอยยิ้มกว้างขวางจนเนื้อแก้มอวบดันดวงตาคู่เล็กให้หรี่หยีลงจนแทบเป็นเส้นตรง นัยน์ตาของเสี่ยวัยดึกวาวโรจน์ด้วยความย่ามใจ ยิ่งกวางน้อยแสดงกิริยารู้จักออดอ้อนผ่อนสั้นผ่อนยาวเป็นงานขึ้นมาแบบนี้ ความตื่นเต้นในกามารมณ์ที่จวนเจียนจะระเบิดออกก็ยิ่งแล่นพล่านขยายตัวหนาแน่นขึ้นในช่องท้องของเขา
รอคอยเวลาที่จะได้ลิ้มรสชิ้นเนื้อสดรสเลิศชิ้นนี้ในห้องหับอันมิดชิดอย่างไม่ยอมให้เหลือรอดไปได้แม้แต่หยดเดียว
“ไม่ต้องกังวลอะไรนะหนู... ทำตัวตามสบาย เสี่ยเป็นคนง่าย ๆ”กระแสเสียงทุ้มต่ำพยายามปรับท่วงทำนองให้นุ่มนวลชวนผ่อนคลาย เสี่ยหนูขยับรอยยิ้มกว้างพลางตบหลังฝ่ามืออวบหนาลงบนเบาะกำมะหยี่เบา ๆ สายตาที่ผ่านโลกราคีย์มาอย่างเจนจัดลอบสำรวจอาการไหล่ห่อ นั่งเกร็งจนตัวลีบของเด็กสาวข้างกาย เขารู้ในทันทีว่าเหยื่อตัวน้อยคนนี้ไม่เคยต้องมือกามารมณ์และไม่ประสาต่อโลกซ่อนเร้นชนิดนี้มาก่อน ความตื่นตระหนกที่ฉายชัดในแววตาของเธอ ยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าในอกของชายสูงวัยให้กระเหี้ยนกระหือรือ แต่อาการลนลานแบบนี้ต้องใช้ความใจเย็นเข้าล่อน้ำค้างขยับมุมปากรั้งขึ้นเป็นรอยยิ้มแห้งผาก ฝืนความรู้สึกขยะแขยงที่แล่นริ้วขัดขืนอยู่ในใจ เธอหลับตาลงชั่ววูบ ยามนั้น เสียงเตือนสติของฟางที่เคยเกื้อหนุนแว่วดังขึ้นในมโนสำนึกดั่งเครื่องยึดเหนี่ยวชิ้นสุดท้าย ‘พยายามทำตัวให้กลมกลืนไปกับมัน ไม่ฝืนทำเป็นสนุกไปกับมันซะ’ เด็กสาวบ้านนาสูดลมหายใจเข้าลึก จิกปลายนิ้วลงกับหัวเข่าเพื่อบังคับตัวเองให้คลายความแข็งทื่อลงทีละน้อย“ดื่มอะไรหน่อยไหมล่ะ... มันจะช่วยทำให้เราผ่อนคลายขึ้นนะ” ชายรุ่นพ่อยังคงรุกคืบด้วยคำชวนคุย น้ำเสียงทวีความกรุ้มกริ่มพลา
รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูคันหรูเคลื่อนตัวผ่านทางลาดชันแคบ ๆ ขึ้นสู่อาคารจอดรถของโรงแรมระดับสี่ดาวย่านใจกลางเมือง เสียงยางรถยนต์บดไปกับพื้นปูนขัดมันดัง เอี๊ยดอ๊าด สะท้อนก้องท่ามกลางความสลัว ไฟหน้ารถสาดกระทบเสาคอนกรีตต้นแล้วต้นเล่า ก่อนจะหักพวงมาลัยถอยเข้าซองจอดนิ่งสนิทในซองแคบที่มีเส้นสีขาวทึบกำกับ เครื่องยนต์ครางกระหึ่มต่ำเป็นครั้งสุดท้ายแล้วดับลง ทิ้งให้ความเงียบงันและไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศโรยตัวปกคลุมผู้โดยสารทั้งสองในเวลาเกือบหกโมงเย็น“เสี่ยหนูแกเป็นคนใจป้ำ... ถ้าถูกใจขึ้นมานะแกเปย์ไม่อั้น น้ำต้องพยายามตามใจเสี่ยเขาหน่อยละกัน”ติ๊กเอ่ยขึ้นทำลายความอึดอัดที่นิ่งสนิทมาตลอดทาง ปลายนิ้วเรียวเคาะพวงมาลัยเป็นจังหวะเนิบช้า สายตาชำเลืองมองกระจกมองหลังเพื่อเช็กความเรียบร้อยของใบหน้า น้ำค้างที่นั่งขดตัวอยู่เบาะข้าง ๆ จิกเล็บเข้ากับเนื้อผ้ากระโปรงจนยับย่น ความเย็นเฉียบแล่นริ้วจากปลายนิ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ ก่อนจะเค้นกระแสเสียงแผ่วเบาออกมาอย่างซื่อบริสุทธิ์“น้ำ... น้ำต้องทำตัวยังไงบ้างคะ”“ไม่ต้องทำอะไรหรอกจ๊ะ เดี๋ยวเสี่ยเขาจะพาทำเองแหละ” ติ๊กแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ ผินหน้ากลับมามองเด็กสาวรุ่นน
ครืด... ครืด... ครืด...แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะไม้หัวเตียงส่งเสียงครางครืดคราดน่ารำคาญ มันปลุกให้เปลือกตาที่เคลือบด้วยคราบมาสคาร่าเลอะเลือนของติ๊กค่อย ๆ เผยอขึ้นอย่างยากลำบาก แสงแดดสายของวันใหม่สาดส่องลอดบานเกล็ดเข้ามาแยงตาจนเธอต้องนิ่วหน้าด้วยความไม่สบอารมณ์ หญิงสาวส่งเสียงจิ๊ปากในลำคอพลางวาดลำแขนเรียวไปตามพื้นผิวโต๊ะอย่างงัวเงีย ปลายนิ้วปัดป่ายคว้าสะเปะสะปะไปโดนฝาขวดน้ำหอมและแผงยาก่อนจะตะครุบวัตถุสี่เหลี่ยมด้ามเย็นเฉียบขึ้นมาได้ เธอพลิกกายหงาย พยายามหยีตาเพ่งมองหน้าจอที่สว่างวาบเพื่อปรับโฟกัสสายตาอันพร่าเบลอ‘น้ำค้าง’ทันทีที่ตัวอักษรบนหน้าจอปรากฏสู่สายตา ร่องรอยความง่วงงุนและอาการหงุดหงิดเมื่อครู่พลันมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง คิ้วที่ขมวดมุ่นคลายออก นัยน์ตาคู่เฉี่ยวเบิกกว้างฉายแววยินดีปรีดาขึ้นมาครามครัน ผิวแก้มสลัดความอิดโรยแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตัวราวกับเพิ่งได้รับแจ้งข่าวดีที่สุดในชีวิต ติ๊กรีบสไลด์หน้าจอรับสาย ขยับกายลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงพลางกรอกน้ำเสียงหวานหยดย้อยลงไปในสายทันที“ว่าไงจ๊ะน้องน้ำ...”ริมฝีปากสีซีดแย้มยิ้มกว้าง ติ๊กจงใจปรับโทนเสียงให้ละมุนละม่อมคล้ายพี่
สียงดนตรีจังหวะเนิบช้าที่เปิดคลอเบา ๆ ผสานไปกับแสงไฟสลัวสีส้มภายในร้านอาหารกึ่งผับ บ่งบอกว่าช่วงเวลาไนต์ไลฟ์อันคึกคักได้ผ่านพ้นไปนานแล้ว บรรยากาศรอบข้างที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์และเสียงชนแก้วบัดนี้เงียบเหงาลงถนัดตา พนักงานเสิร์ฟสามสี่คนในชุดยูนิฟอร์มเริ่มจับกลุ่มยืนพิงเคาน์เตอร์ กระซิบกระซาบพูดคุยกันเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากการวิ่งวุ่นรับส่งออเดอร์ตลอดทั้งคืนที่โต๊ะไม้มุมมืดหลังร้าน ฟางกำลังก้มหน้าก้มตาใช้ช้อนสังกะสีตักข้าวผัดกะเพราเม็ดแข็ง ๆ เข้าปากอย่างหิวโซ อาหารมื้อดึกควบเช้ามืดก่อนเวลาเลิกงานคือสิ่งเดียวที่เยียวยาความโหยของคนกรำงานกลางคืนทุกคนในเวลานี้ กลิ่นพริกแก้งฉุน ๆ ลอยแตะจมูกพร้อมกับเสียงเคี้ยวข้าวเงียบ ๆ ท่ามกลางความล้า“น้ำไม่มาทำงานเหรอวันนี้”เสียงแหบเสน่ห์ที่คุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำลายความเงียบระหวางมื้ออาหาร และฉุดความสนใจของฟางให้ละจากจานข้าวตรงหน้า หล่อนกลืนข้าวคำโตลงคอพลางตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง“วันนี้น้ำไม่สบาย...”ทว่า ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดพ้นริมฝีปาก ปลายนิ้วที่จับด้ามช้อนพลันสั่นระริกชะงักกึกกลางอากาศ สมองกระตุกวาบเมื่อภาพรอ
ความเงียบงันภายในห้องเช่าแคบ ๆ ถูกทำลายลงด้วยเสียงลูกบิดประตูดัง กริ๊ก ดังแผ่วเบา ก่อนบานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าจะถูกผลักเปิดออกอย่างเชื่องช้า ละอองฝุ่นปลิวคว้างล้อแสงแดดเจิดจ้าภายนอก ร่างบางของน้ำค้างก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาด้วยท่าทางโซเซ สองขาที่เคยเรียวขยับก้าวอย่างอิดโรยราวกับหุ่นยนต์ที่พลังงานใกล้หมดสิ้น สภาพเรือนร่างของเธอสับสนยับยู่ยี่ เสื้อยืดสีขาวเปรอะเปื้อนรอยยับย่น คอเสื้อเบี้ยวโย้จนเผยให้เห็นรอยแดงปื้นจาง ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ตรงซอกคอ กลิ่นอายบุหรี่ราคาแพงและกลิ่นเหงื่อไคลฉุนจัดที่ชวนคลื่นไส้โชยฟุ้งออกมาจากตัวเธอแทนที่จะเป็นกลิ่นแป้งเด็กอย่างเคย นัยน์ตาคู่กลมโตบัดนี้แห้งผาก เลื่อนลอย และมืดมิดไร้แววประหนึ่งคนสูญเสียจิตวิญญาณ เด็กสาวเดินตรงดิ่งไปยังเตียงนอนหลังเล็กประจำตัว ก่อนจะทิ้งกายล้มพับลงบนฟูกแข็ง ๆ อย่างไร้เรี่ยวแรงจะทรงตัว ปล่อยให้ใบหน้าซุกจมลงกับหมอนนุ่มที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายเดิม ๆ ของบ้านนาฟางซึ่งนั่งก้มหน้าอยู่หน้าโต๊ะอ่านหนังสือส่วนตัวละสายตาจากกรอบหนังสือที่อยู่ตรงหน้า เงยหน้าขึ้นตั้งใจจะส่งเสียงทักทาย ทว่าทันทีที่นัยน์ตาปะทะเข้ากับสภาพของเพื่อนร่วมห้อง คำพูดทั้ง
เฮียตึ๋งหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มวลกล้ามเนื้อและร่างท้วมใหญ่เงาดำตระหง่านค้ำอยู่เหนือร่างของเด็กสาว แสงไฟสีนวลจากหัวเตียงทาบทับใบหน้าคร้ามโลกที่บัดนี้ปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมกระหยิ่มใจที่มุมปาก นัยน์ตาเรียวเล็กจอดจ้องสรีระอ้อนแอ้นของน้ำค้างที่นอนระทวย อ่อนเปลี้ยไร้กระดูกอยู่บนฟูกหนาตรงหน้าดั่งลูกกวางที่หมดแรงขัดขืน ฝ่ามือหยาบใหญ่เอื้อมลงมาเกาะกุมกิเลสตัณหาอันขยายพองโตของตนเองไว้เต็มกำมือขยับส่ายไหว ก่อนจะเคลื่อนกายเข้าประชิด กดจ่อส่วนปลายมนใหญ่เข้าหาปากทางเนื้อนุ่มแรกรุ่นของเหยื่อสาวที่อ้าเผยอน้อย ๆ รองรับอยู่อย่างย่ามใจ“อื้อหือ!... หีโคตรแน่น... ซี้ดดด...”หนุ่มใหญ่ครางกระเส่าในลำคอ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความกระสันขีดสุด ยามเมื่อออกแรงยัดเยียดแท่งเนื้อร้อนระอุเข้าสู่โพรงสวาทอันคับแคบ แม้ผิวเนื้อส่วนลึกจะเจิ่งนองชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำหวานที่หลั่งรินออกมาจนเฉอะแฉะ ทว่าความสดใหม่ที่ไม่เคยมีสิ่งแปลกปลอมใดบุกรุกผ่านเข้าไปมาก่อนในชีวิต กลับกลายเป็นปราการธรรมชาติที่รัดตรึงบีบรัดจนส่วนหัวบานใหญ่ไม่อาจผ่านศิลาแคบเข้าไปได้โดยง่าย“อูยยย... โอ๊ยยย... ซี้ดดด... เจ็บ... เจ็บอะ...”เสียงร้องประ







