เข้าสู่ระบบ
พุทธศักราช 2387 ปีมะโรง วันที่ 8 เดือน 8
หมู่บ้านเนินไม้งาม
บรรยากาศยามค่ำคืนที่ปกคลุมไปด้วยท้องฟ้าสีดำสนิท ถูกประดับด้วยกลุ่มดาวดวงเล็กๆ ที่เปล่งประกายแสงระยิบระยับอันน้อยนิดแข่งกันเกลื่อนฟากฟ้า
แม้จะดูงดงามแปลกตาชวนให้ใจของคนมองรู้สึกสงบ แต่ก็แฝงไปด้วยความรู้สึกลึกลับชวนขนลุกไม่ต่างกัน
ในค่ำคืนที่ไร้ซึ่งแสงจันทร์ส่องสว่าง กลับมีเสียงผู้คนคลอเคล้าไปกับเสียงดนตรี ที่กำลังโหมบรรเลงในงานมหรสพประจำปีซึ่งตรงกับคืนเดือนดับ
ณ ลานสำนักวัดที่กำลังจัดงานมหรสพประจำปีกันอย่างรื่นเริง และเต็มไปด้วยชาวบ้านที่เฝ้ารอชมการแสดงจากโรงละครนอกกันอย่างเนืองแน่น
เสียงไม้ระนาดเอกบรรเลงเปิดฉากโหมโรงด้วยเพลงสาธุการ ดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณรับกับเสียงปี่ที่เป่าเอื้อนรับตามท่วงทำนอง
เหล่านางรำในชุดยืนเครื่องตัวนางกรีดกรายเยื้องย่างออกมาจากหลังฉาก ทุกท่วงท่าการยกมือประนมและตั้งวงร่ายรำแช่มช้า ทว่าเปี่ยมด้วยความอ่อนช้อย ละมุนตา
ชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้ไกลพากันย่ำเท้าฝ่าความมืดเข้ามาจับจองพื้นที่หน้าเวทีจนแน่นขนัด ทุกสายตาจับจ้องไปที่การแสดงมหรสพตรงหน้าด้วยสีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและความสุข
“ขอบน้ำใจนายโรงนัก งานปีนี้แลดูคึกคักกว่าทุกปีก็เพราะการแสดงของนายโรงเลยทีเดียว”
หลวงพ่อมั่นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าดวงตากลับทอดมองฝูงชนด้วยท่าทีนิ่งสงบ
พระภิกษุสงฆ์ผู้งามพร้อมด้วยปฏิปทาและศีลาจารวัตร ท่านเคยเป็นพระป่าสายธุดงค์ที่เคยเดินเท้าปฏิบัติธรรมตามสถานที่ต่างๆ อยู่นานหลายพรรษา ก่อนกลับมาลงหลักที่หมู่บ้านเนินไม้งามแห่งนี้
ด้วยมีจิตตั้งมั่นว่าจะกลับมาสร้างวัดที่นี่ให้สำเร็จเพื่อเป็นกุศลต่อพระพุทธศาสนา ตามที่ได้ให้สัจจะวาจาต่อองค์พญาอนธกาฬนาคราช พญานาคราชที่ปกปักษ์รักษาดินแดนแถบนี้ เอาไว้เมื่อครั้งในอดีต
จากตอนนั้นมาถึงตอนนี้ก็ใช้เวลามานานถึงสิบเก้าพรรษา จนตอนนี้ก็อายุเข้าสี่สิบกว่าปีเข้าไปแล้ว และคิดว่าตอนนี้มันคงได้เวลาอันสมควรแล้วที่ตนต้องทำตามที่ลั่นวาจาไว้
“มิเป็นไรขอรับหลวงพ่อ กระผมแลคนในคณะตั้งใจมาช่วยงานบำรุงพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว”
นายโรงจันยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความยินดี มองดูพุ่มเงินที่ปลิวไสวไปตามแรงลมด้วยความรู้สึกเต็มสุข
“แล้วโยมแก้วเล่าเป็นอย่างไรบ้าง เห็นว่าท้องแก่จวนเจียนจะคลอดแล้วงั้นรึ”
รอยยิ้มอบอุ่นผุดขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของโรงละครทันที พลางคิดถึงใบหน้าสวยของแม่แก้วเมียรักที่กำลังอุ้มท้องแก่รออยู่ที่เรือน
แม่แก้ว เคยเป็นข้าหลวงนางในในคุ้มหลวงของหม่อมห้าม ก่อนจะขอลาออกมาสร้างครอบครัว แลหม่อมท่านก็ทรงโปรดพระราชทานที่ดินเล็กๆ ให้เป็นทรัพย์สินติดตัว และยังคงให้สังกัดของพระองค์ดั่งเดิมเพื่อคุ้มหัว แต่จะต้องทำหน้าที่พ่อโรง แม่ครูเพื่อถ่ายทอดความรู้การละครให้กับชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงสืบต่อไป
“คงอีกไม่นานแล้วขอรับ”
หลวงพ่อมั่นพยักหน้ารับช้าๆ ทว่าในขณะนั้นเองสายตาของทั้งสองกลับเหลือบไปเห็นเงาดำทะมึนเคลื่อนไหวอยู่บริเวณใต้ต้นโพธิ์ขนาดใหญ่
อสรพิษขนาดใหญ่สีดำ ดวงตาสีเหลืองตัดเส้นขีดสีเดียวกับสีเกล็ดบนตัวที่แทบจะเนียนกลืนไปกับบรรยากาศรอบตัวยามค่ำคืนจนแทบจะแยกไม่ออก
แต่สำหรับคนที่ได้พบเจองูดำจนชินตาอย่างพ่อโรงกลับขมวดเรียวคิ้วเข้าหากันด้วยความแปลกใจ เพราะแม้ภายนอกจะดูคล้ายคลึงกัน ทว่าอสรพิษสีดำตัวนี้กลับมีขนาดและกลิ่นอายที่ต่างออกไปจากที่เขาเคยพบเจอ
ดวงตาสีนิลคู่นั้นจ้องมองมายังนายโรงราวกับกำลังต้องการสื่อสารบางอย่าง การปรากฏตัวของอสรพิษสีดำขนาดใหญ่น่าเกรงขามนี้ หากมีผู้ใดมาพบเข้าคงลนลานหวาดกลัวไม่น้อย
แต่สัตว์เดรัจฉานตัวนี้กลับซ่อนเร้นกาย กับความมืดยามค่ำคืนได้อย่างกลมกลืน อีกทั้งมันก็ไม่ได้มีท่าทีคุกคามสร้างความหวาดกลัวให้กับหลวงพ่อและนายจันเลยแม้แต่น้อย
หรืออาจจะเพราะต้องพบเจอจนคุ้นชิน จึงมิได้หวาดกลัวมากนัก
นับตั้งแต่แม่แก้วมีครรภ์ อสรพิษปริศนาตัวนี้ก็มักปรากฏกายให้เห็นอยู่เสมอ มันเคยแม้กระทั่งมาขดกายใต้แคร่ที่แม่แก้วเอนหลังใต้ถุนเรือนเสียด้วยซ้ำ ราวกับเป็นผู้คุ้มกันภัยและไม่กลัวว่าจะมีผู้ใดมาทำร้าย
แม้สิ่งที่มันทำจะเคยสร้างความแตกตื่นให้คนในคณะอยู่หลายครา แต่เพราะมันไม่เคยทำร้ายผู้ใด ทุกคนจึงเลือกจะเฝ้าระวังและมองดูการกระทำนั้นเพื่อความปลอดภัยให้แม่ครูเท่านั้น
แต่ครานี้มันมาที่นี่ได้อย่างไร หรือมีเหตุอันใดเกิดขึ้นที่เรือน
หลวงพ่อมั่นมองงูดำตัวนั้นเนิ่นนาน ดวงตาของพระธุดงค์ฉายแววหยั่งรู้ ท่านพึมพำบทสวดแผ่วเบาก่อนหันมาทางนายโรงจัน
“ทุกสิ่งบนโลกล้วนมีสายใยผูกพันกันมาแต่ปางก่อน โยมจันก็ไปเถิด เมื่อเขามาตามแล้ว ก็ตามเขากลับไป ทางนี้อาตมาจะดูแลต่อเอง”
“หรือเป็นเพราะเจ้ากำลังเขินอายพี่กันแน่ แม่นิล” “พี่กาฬพูดกระไรเยี่ยงนั้น” หญิงสาวตอบกลับด้วยความรู้สึกเขินอาย ก่อนจะหลบเลี่ยงความขัดเขินด้วยการเดินหนีออกไปเสียดื้อๆเมื่อก้าวพ้นพุ่มไม้และซากปรักหักพังมาได้ สายตาของนิลก็ต้องเบิกกว้างอีกครั้ง ความสวยงามของภาพตรงหน้าและก้อนหินแบบราบขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ริมตลิ่ง เยื้องลงไปในสระน้ำที่เต็มไปด้วยดอกบัวสีขาวตัดกับน้ำสีฟ้าใสราวสระมรกต“เหตุใดที่นี่จึงงามนัก”เสียงหวานเอ่ยพึมพำออกมาแผ่วเบา สายตากลมทอดมองผิวน้ำนิ่งสงบเสียจนสะท้อนเห็นเงาของปราสาทพิชัยนาคาและเงาของตัวเอง ที่บัดนี้กำลังยืนข้างชายหนุ่มได้อย่างชัดเจนดั่งกระจกบานใหญ่ทว่า ยามที่สายตาจับจ้องไปยังภาพสะท้อนของตนเองในน้ำคำพูดของแม่ชบาดังสะท้อนเข้ามาในหัวทันทีหากคิดจะรำเทียบข้า ก็อย่าลืมหาคันฉ่องมาส่องดูเงาตัวเองตอนรำด้วยเล่า จะได้รู้ว่าห่างชั้นกันเพียงใด!นิลชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าที่ดูสดใสเมื่อครู่หมองหม่นลงไปถนัดตา เพราะถึงเธอจะตอบกลับชบาไปอย่างไร แต่ลึกๆ เธอก็รู้ดีว่าฝีมือการรำของชบาเป็นรองเพียงแม่ครูแก้ว แม่ของเธอเท่านั้น“ใจลอยไปถึงที่ใดกัน”เสียงทุ้มต่ำของกาฬ
เมื่อสองเท้าเปลือยเปล่าก้าวพ้นธรณีประตูเรือนใหญ่มาได้ นิลก็แทบจะถลาลงจากบันไดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากไม่อยากเจอหน้าขุนอินอีกร่างบางจึงเร่งสาวเท้าไปที่ท้ายเรือนหลังบ้านทันที เกรงว่าหากยังอยู่แถวนี้ขุนอินผู้นั้นอาจจะตามมาได้ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายคงยังไม่ยอมเลิกราแลกลับไปง่ายๆ เป็นแน่ สุดท้ายนิลจึงตัดสินใจเดินลัดเลาะไปตามพุ่มไม้ใหญ่หลังบ้าน เพื่อหาที่หลบซ่อน เพราะไม่อยากถูกใครตามตัวได้อีกปลายเท้าเล็กเดินไปชมไม้ดอกไม้หอมไปเรื่อยเปื่อย กว่าจะรู้ตัวอีกที ร่างบางก็มาหยุดยืนหน้าปราสาทพิชัยนาคาเสียแล้วแม้จะไม่ใช่สถานที่ต้องห้าม แต่ก็เป็นพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีใครกล้าขึ้นมามากนักหากไม่จำเป็น เพราะเกรงว่าอาจจะเดินหลงเข้าไปในป่าต้องห้ามที่อยู่ลึกเข้าไปอีก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นตาตื่นใจ ยามเงยหน้าขึ้นมองเทวสถานเก่าแก่ขนาดใหญ่ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแมกไม้ปราสาทหินทรายที่สลักลวดลายพญานาคราชเลื้อยพันรอบเสาปราสาทช่างดูน่าเกรงขามนัก ไม่อยากเชื่อว่าเธอจะเดินมาถึงที่นี่ ใบหน้าหวานเหลียวมองรอบกายด้วยความหวาดระแวงว่าจะมีภัยอันตราย“ไม่นึกว่าจะได้เจอแม่ที่นี่อีก” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น ท
“แม่นิล...มาแล้วรึ”เสียงของพ่อโรงดังขึ้น เมื่อเห็นร่างเล็กของบุตรสาวเดินเข้ามาในโถงกลางเรือน นิลมองตามเสียงของผู้เป็นพ่อด้วยท่าทีเรียบนิ่ง พยายามไม่แสดงออกหรือสื่อถึงอารมณ์ที่กำลังกระอักกระอ่วนใจใดๆ ออกมาทว่าภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้หัวใจของนิลดิ่งวูบ มือเล็กกำเข้าหากันแน่น ก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อสงบสติอารมณ์ขณะที่ขุนอินนั่งเอนกายอยู่บนตั่งที่นั่งด้วยท่าทีสำราญใจ แลถือตัวว่าเป็นขุนนางจึงไม่ได้คิดที่จะเกรงใจหรือสำรวมท่าทีใดๆมือหนาข้างหนึ่งยกน้ำลอยดอกมะลิในขันเงินใบเล็กขึ้นจิบ ขณะที่สายตาคมฉายแววโลมเลียตวัดมามองร่างบางทันทีที่นิลปรากฏตัว มุมปากของขุนอินยกยิ้มกว้างอย่างพึงใจต่างกับร่างบางที่อึดอัดใจกับสถานการณ์ตรงหน้าเป็นที่สุด ยิ่งยามที่สายตาของขุนอินผู้นั้นจับจ้องมายังลาดไหล่บาง นิลก็รู้สึกราวกับมีตัวหนอนไต่ผิวจนรู้สึกระคาย“มาแล้วรึแม่นิล... ปล่อยให้พี่อินตั้งตารอเสียตั้งนาน”น้ำเสียงทุ้มพร่าเอ่ยขึ้น พลางขยับกายลุกขึ้นนั่งตรง สายตายังคงจับจ้องใบหน้าหวานไม่วางตานิลพยายามสะกดกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธในใจ เธอค่อยๆ ย่อกายนั่งลงข้างผู้เป็นบิดาแล้วยกมือขึ้นไหว้ขุนอินตามมารยาทอย่างน
นิลที่ตื่นขึ้นมาจากฝันกลางดึกด้วยความรู้สึกวูบไหวกลางอก ครั้นจะข่มตาให้หลับต่อ ความรู้สึกเห่อร้อนพวยพุ่งขึ้นมาทุกครั้งที่หลับตาหญิงสาวขยับนอนพลิกกายไปมา พลางเม้มริมฝีปากแน่น คิดทบทวนความฝันของตัวเองที่มันดูเสมือนจริง จนเธอไม่มั่นใจว่ามันใช่ฝันจริงๆ หรือไม่ และกว่าจะรู้ตัวอีกทีเธอก็ได้ยินเสียงไก่โห่ขันขึ้นมาบ่งบอกเวลาว่าตอนนี้เข้าสู่ช่วงยามรุ่งเสียแล้วร่างบางตัดใจลุกจากฟูกนอน พร้อมเปลี่ยนใส่กระโจมอกและปิดทับลาดไหล่เล็กด้วยผ้าคลุมไหล่สีพื้น ก่อนจะเปิดประตูเดินออกมาจากหอนอน“ทำไมวันนี้แม่นิลของนมถึงออกจากหอนอนไวนัก”“นิลนอนไม่ใคร่จะหลับน่ะแม่อิ่ม เลยว่าจะลุกไปล้างตัวและเข้าครัวไฟเสียเลย”แม่อิ่มหรือแม่นมอิ่ม ทำหน้าที่เลี้ยงและดูแลบุตรสาวคนเดียวของพ่อโรงและแม่ครูตั้งแต่วันที่คลอด เพราะตั้งแต่คลอด นิลก็ไม่ยอมให้ใครอุ้มเลยนอกจากแม่นมอิ่ม อีกทั้งบ่าวคนอื่นในเรือนต่างก็ขวัญเสีย กลัวอสรพิษสีดำขนาดใหญ่ที่มักจะปรากฏให้เห็นบ่อยครั้ง จนกระทั่งนิลเริ่มโตขึ้นจึงได้พบเจองูดำตัวนั้นน้อยลง“งั้นก็ไปล้างหน้าล้างตัวให้สดชื่นเสียหน่อยเถิดแม่นิล ครั้นเสร็จแล้วก็มาช่วยนมคั้นน้ำกะทิในครัวไฟ”“จ้ะ”“วันนี้น
หลังจากแยกย้ายกันเข้าสู่เรือนนอน เรือนไม้สักทั้งหลังตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหวด้านนอกที่แว่วเข้ามาเป็นระยะนิลนอนพลิกกายไปมาบนฟูก หัวใจดวงน้อยยังคงเต้นระรัวด้วยความสับสน คำบอกเล่าจากพ่อที่ว่า ชาวบุญวังนั้น ก็คือเหล่านาคบริวารชั้นสูงขององค์พ่อปู่พญาอนธกาฬนาคราช ยังคงดังก้องอยู่ในหัวและเมื่อยิ่งคิดถึงสัมผัสแผ่วเบาที่ใบหูและกลิ่นหอมฟุ้งของดอกพุดซ้อนบานสีขาวข้างเตียงนอน กลับยิ่งทำให้ร่างบางนอนไม่หลับจนกระทั่งย่ำเข้าสองยาม บรรยากาศรอบกายก็พลันเปลี่ยนไป เสียงจิ้งหรีดเรไรที่เคยร้องระงมกลับเงียบเสียงลงอย่างฉับพลันสายลมนอกหอนอนที่เคยพัดเอื่อยกลับหยุดนิ่งสนิท ทั่วทั้งบริเวณอบอวลไปด้วยกลิ่นจันทน์หอมที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ ชัดเสียจนหัวใจของนิลเริ่มเต้นผิดจังหวะดวงตากลมมองไปยังหน้าต่างหอนอนที่ยังลงดาลปิดสนิท แล้วกลิ่นนี้มาจากที่ใด มันไม่ใช่กลิ่นจางๆ ตามลมเหมือนตอนเย็นหากแต่เป็นกลิ่นหอมที่ลอยวนอยู่รอบกายเธอ นิลรู้สึกเหมือนร่างกายหนักอึ้งจนขยับไม่ได้ พร้อมกับพยายามเพ่งมองหาที่มาของกลิ่นภายใต้มุ้งขาวบาง ก่อนที่สายตาของเธอจะไปสะดุดเห็นเงาร่างสูงใหญ่ ก้าวเดินเข้ามาใกล้เตียงนอนอย่างเง
บรรยากาศในค่ำคืนปกคลุมไปด้วยความมืดมิดทั่วทุกพื้นที่ พร้อมกับความหนาวเย็นของอากาศที่ทำเอาร่างเล็กขนลุกชันไปทั่วร่างร่างบางที่เพิ่งเดินพ้นชายป่าเข้าเขตเรือนจึงเร่งฝีเท้าเพื่อกลับเรือน ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดเรไรที่พากันส่งเสียงร้องระงมเซ็งแซ่อยู่ตามพุ่มไม้หลังบ้าน แต่ไม่ได้ฟังดูน่ากลัวเลยสักนิดหากแต่เป็นเสมือนบทเพลงขับกล่อมไพเราะของธรรมชาติ ที่ยิ่งช่วยให้ค่ำคืนนี้ดูสงบและผ่อนคลายยิ่งขึ้นดวงตากลมโตมองขึ้นไปบนเรือนในยามนี้ แสงตะเกียงน้ำมันนวลตาถูกจุดขึ้นจนสว่างไสวไปทั่ว ส่งให้บรรยากาศรอบกายดูอบอุ่นและปลอดภัยขึ้นมาทันตาความร้อนใจจากความห่วงใยจากคนบนเรือนใหญ่เริ่มผ่อนคลายลง พลันเห็นร่างของแม่นิลก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา“ไปไหนมารึแม่นิล มืดค่ำป่านนี้แล้วยังอยู่ข้างล่าง รู้ไหมว่าพ่อกับแม่เป็นห่วง”เสียงทุ้มใจดีของคนเป็นพ่อที่นั่งขัดสมาธิอ่านตำราอยู่กลางโถงเรือนดังขึ้นในยามที่สวมบทบาทเป็นพ่อโรง ผู้เป็นพ่อมักจะเคร่งครัดไปด้วยระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามอย่างไม่อาจขัดและค่อนข้างจะดุ จนดูน่าเกรงขามแต่เมื่อยามทำหน้าที่พ่อ ผู้ชายตรงหน้าเธอตอนนี้กลับเป็นผู้ให้กำเนิดที่มีแต่ความรัก ความเอาใจใส่และควา







