تسجيل الدخولเรือนนายโรงจัน
บ้านไม้เรือนไทยตามแบบเรือนเครื่องสับที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแมกไม้น้อยใหญ่อย่างโดดเด่นท่ามกลางเรือนเครื่องผูกของคนในคณะที่รายล้อมรอบเรือนหลัก คือเรือนของพ่อโรงที่อยู่ห่างจากคนในหมู่บ้านเพียงข้ามคลอง
แต่ในยามนี้บนเรือนกำลังตกอยู่ในความโกลาหลและตึงเครียดจนทำอะไรไม่ถูก เพราะเจ้าของเรือนอย่างพ่อโรงกำลังพาคนในคณะบางส่วนไปงานมหรสพ แม้จะให้นายกล้าไปตามแล้ว แต่จนบัดนี้พ่อโรงก็ยังไม่มีวี่แววกลับมา
ในขณะที่บ่าวไพร่บนเรือนวิ่งวุ่นกันไปหมด เพราะแม่ครูหรือแม่แก้วที่ทุกคนเคารพกำลังเจ็บปวดท้องเจียนตายเพราะใกล้จะออกลูกเต็มที
“โอ๊ย!...ฉันเจ็บท้อง จะทนไม่ไหวแล้ว พี่จันผัวข้าเล่ากลับมาหรือยัง!”
เสียงกรีดร้องสลับเสียงหอบหายใจของแม่ครูสั่นสะท้านด้วยความทรมานดังเล็ดลอดออกมาจากหอนอน
ร่างบางเอนกายนอนกระสับกระส่าย ใบหน้าซีดเซียวเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ มือทั้งสองข้างกำผ้าที่ผูกไว้กับขื่อเรือนแน่นเพื่อเหนี่ยวรั้งความปวดร้าวไปทั่วทั้งสะโพกมน
“แม่ครู อดทนไว้นะแม่ ท่องพุทโธไว้ในใจแลตั้งสติดีๆ”
ยายสาย หมอตำแยเฒ่าเอ่ยปลอบเสียงสั่น พลางรีบเตรียมผ้าสะอาด โดยมีบ่าวรับใช้คอยวิ่งวุ่นต้มน้ำร้อนให้
“ยายสาย... ลูกฉันจะออกหรือยัง มันปวดเหลือเกิน!”
แม่แก้วสะอื้นไห้ ร่างกายสั่นเทิ้มจนแทบสิ้นสติ พร้อมกับพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดช้าๆ ลึกๆ ตามที่หมอตำแยสั่ง
“ใจเย็นนะแม่แก้ว ลมเบ่งยังไม่มา”
“…”
“นังอิ่ม! นางอิ่มเว้ย มึงไปขัดดาลหน้าต่างให้กูที ฝนฟ้าลมแรงกระไรเยี่ยงนี้วะ แล้วนี่นายโรงก็ยังไม่กลับมาจากวัดอีกหรือพวกเอ็ง!”
ยายสายหันไปเอ็ดบ่าวในเรือนด้วยความกังวล เพราะค่ำคืนนี้บรรยากาศรอบเรือนช่างวังเวงและกดดันหัวใจยิ่งนัก แม้แต่กระแสน้ำในลำคลองก็เริ่มหนุนสูงไหลเชี่ยวกรากจนผิดปกติ
“นายโรงยังไม่มาเลยจ้ะยายสาย”
“งั้นก็ไม่ต้องรอ ประเดี๋ยวจักไม่ทันการ อีอิ่ม! มึงรีบยกอ่างน้ำร้อนเข้ามาเร็วเข้า แม่ครูจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว!”
เสียงยายสายตะโกนเร่ง ทว่านางอิ่มที่กำลังอุ้มประคองอ่างดินเผาอยู่ตรงชานพักบันไดกลับก้าวขาไม่ออก เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
“ยะ...ยายสาย...ช่วยด้วย...ช่วยอิ่มด้วยเจ้าค่ะ!”
นางอิ่มแผดร้องเสียงหลง สายตาจับจ้องไปยังขั้นบันไดไม่วางตา ท่ามกลางแสงตะเกียงส่องแสงสว่างรำไร กลับมีร่างของอสรพิษขนาดใหญ่ ลำตัวสีดำขลับขดกายขวางทางขึ้นเรือนจนไร้ซึ่งทางเดิน
“พุทโธ ธัมโม สังโฆ ท่านพญางูดำ อย่าขึ้นมาบนเรือนเลยนะเจ้าคะอีอิ่มกลัวใจจะขาดแล้ว”
ในขณะที่ชายฉกรรจ์ในคณะหลายคนพยายามจะเขวี้ยงไม้กวัดไกวเพื่อไล่มันออกไปให้พ้นชายเรือน ทว่ามันกลับชูคอขึ้นสูงท่วมหัวแผ่พังพานจนเห็นลวดลายอันน่าเกรงขามแทน
ดวงตาสีดำสนิทจ้องเขม็งขึ้นมาบนเรือน พร้อมส่งเสียงขู่ฟ่อ ราวกับประกาศอาณาเขตห้ามมิให้ผู้ใดกล้ำกรายขึ้นไปเด็ดขาด
ทุกคนในคณะโรงละครต่างพากันชะงักเท้าอยู่ใต้ถุนเรือน ไม่มีใครกล้าขยับ แลมันก็ไม่ยอมให้มีผู้ใดขึ้นไปบนเรือนสักคน
แต่น่าฉงนใจนัก... ที่มันกลับยอมละเว้นให้เพียงยายสาย หมอตำแยเฒ่า และบ่าวหญิงในเรือนอีกสองคนที่มีหน้าที่ช่วยทำคลอดเดินผ่านขึ้นลงได้อย่างสะดวก
“ในเมื่อเขาไม่ให้ทาง พวกเอ็งก็ไม่ต้องขึ้นมาบนเรือน แลอย่าไปไล่ท่านเชียวนะ เกิดอันใดขึ้นมาอย่าหาว่าข้าไม่เตือน รอพ่อโรงกลับมาค่อยว่ากันจะทำอย่างไร”
ขณะที่บนเรือนกลับเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องของแม่ครูลากยาวราวกับกำลังจะขาดใจ
บ่งบอกว่าช่วงเวลาสำคัญที่เฝ้ารอมานานเกือบสิบเดือนมาถึงแล้ว และเพียงหนึ่งอึดใจต่อมาก็ได้มีเสียงทารกแผดเสียงร้องดังลั่น พร้อมกับเสียงฝีเท้าของใครบางคนในเงามืดที่กำลังมุ่งตรงมาทางนี้ด้วยท่าทีร้อนรน
นายโรงจันวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในเขตลานดินใต้ถุนเรือนด้วยท่าทางหอบเหนื่อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลระคนตื่นเต้น
“แม่แก้วคลอดแล้วรึ! เมียข้าเป็นอย่างไรบ้าง แล้วลูกข้าเป็นหญิงหรือชาย!”
นายโรงตะโกนถามบ่าวไพร่และคนในคณะ ทว่าทุกคนกลับพากันชี้มือไปทางบันไดเรือนแทนคำตอบ งูดำขนาดใหญ่ตนนั้นยังคงขดกายแน่น ดวงตาสีดำขลับยังคงจับจ้องมองมา
ทว่าท่าทีของมันในยามนี้กลับดูสงบนิ่งลง นายโรงจันชะงักเท้า เขาจำงูตัวนี้ได้ทันที ตัวนี้สิถึงจะถูกต้อง หาใช่งูตัวที่ไปตามเขาที่วัดก่อนหน้า
นัยน์ตาทั้งสองข้างของคนเป็นพ่อสั่นระริกด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ทั้งความรักในตัวลูกน้อยที่เพิ่งเกิดอย่างท่วมท้นและความยำเกรงต่ออสรพิษดำตรงหน้า นายโรงจันจึงทรุดเข่าลงกราบราบลงบนพื้นดินใต้ถุนเรือนตรงหน้าชานบันได
“ข้าแต่พ่อแลบริวาร กระผมนายจันผู้เป็นนายเรือนกลับมาแล้ว”
นายโรงจันเอ่ยเสียงนอบน้อมประนมมือขึ้นกลางอก
“หากพ่อมิได้เจตนาทำร้ายผู้ใด ขอพ่อช่วยเปิดทางให้กระผมได้ขึ้นไปหาเมียแลลูกบนเรือนด้วยเถิด”
สิ้นคำกล่าว อสรพิษสีดำใหญ่ก็ขยับขนดกายเชื่องช้า มันลดหัวลงต่ำเล็กน้อย ไม่ได้ชูคอขู่ฟ่ออีกต่อไป ก่อนจะค่อยๆ เลื้อยปราดเบี่ยงตัวหลบหายไปในเงามืด
เมื่อเห็นดังนั้นนายโรงจันจึงรีบสาวเท้าขึ้นบันไดตรงไปยังหอนอนกลางเรือนทันที ภาพที่เห็นคือยายสายกำลังส่งทารกน้อยเข้าไปในอ้อมกอดของแม่แก้วที่นอนยิ้มบางด้วยความอิ่มเอิบใจ
“แม่แก้ว... เอ็งเป็นอย่างไรบ้าง”
นายจันถลาเข้าไปนั่งข้างกาย มือหนาลูบศีรษะไปตามกลุ่มผมเมียรักด้วยความโล่งอกที่ยังปลอดภัยดีแม้จะดูอ่อนเพลียไปบ้าง ก่อนจะก้มลงมองทารกน้อยในอ้อมแขน
“ลูกสาวจ้ะพี่จัน”
“ลูกสาวงั้นรึ”
ผู้เป็นพ่อก้มมองทารกตัวน้อยที่ลืมตาใสแป๋วด้วยความเอ็นดูและรักสุดหัวใจ เรียกว่าเป็นรักที่เกิดขึ้น แม้จะยังไม่ได้พบหน้า
“พี่จัน...จะตั้งชื่อลูกว่ากระไรจ๊ะ”
แม่แก้วเอ่ยถามเสียงแผ่ว นายโรงจันมองหน้าลูกสาว ที่เนื้อตัวแดงลายคาดว่าผิวพรรณคงขาวเนียนผุดผ่องไม่ต่างจากผู้เป็นแม่
แต่นัยน์ตากลับดำสนิทราวกับท้องฟ้าในคืนเดือนดับเช่นวันนี้ ชวนให้นึกถึงความฝันแปลกประหลาดก่อนหน้านี้ ที่มิเคยเอ่ยบอกผู้ใด
“ยามที่เจ้าท้อง พี่ฝันถึงเรื่องที่น่าประหลาดใจนัก อีกทั้งเด็กคนนี้ก็เกิดมาในยามค่ำคืน ท่ามกลางความมืดมิดที่มีงูดำมาปกปักรักษา พี่จะตั้งชื่อลูกว่า นิล ที่หมายความว่าอัญมณีสีดำหรืออีกชื่อคือ อุษณีย์”
สองผัวเมียส่งยิ้มให้กัน สลับกับมองหน้าทารกน้อยในอ้อมกอดด้วยความสุขใจ
ทว่าอีกมุมหนึ่งของใต้ถุนเรือน เงาดำของอสรพิษตัวนั้นไม่ได้เลื้อยหายไปไหนไกล มันเพียงหลบจากสายตาผู้คนเข้ามาในมุมมืด
ยามที่มันทอดสายตามองขึ้นไปยังช่องหน้าต่างบานเล็ก เกล็ดสีดำขลับบนตัวก็เริ่มเลือนราง เปลี่ยนสลับเป็นชายหนุ่มรูปงาม รูปร่างสูงใหญ่ นัยน์ตาสีดำสนิท ตัวตนของเขาดูสงบนิ่ง เยือกเย็น และดูลึกลับน่าเกรงขาม
แววตาที่จ้องมองขึ้นไปบนเรือนเต็มไปด้วยความผูกพันและรอคอยมาแสนนาน เป็นสายตาที่ไม่ได้มองเห็นเพียงเด็กทารกแรกคลอด แต่กำลังมองเข้าไปในดวงจิตที่ทับซ้อนกัน
หญิงสาวเจ้าของผ้านุ่งสีขาวปักทอลวดลายละเอียดลออ คนที่เขาหลงรักเพียงแค่ได้เห็นชายสไบ นางอันเป็นที่รัก ที่ละสังขารเพื่อไปเกิดใหม่ในภพภูมิมนุษย์ตามที่มานะบำเพ็ญเพียร
“กว่าข้าจะหาเจ้าเจอ อุษณีย์”
เสียงปี่พาทย์โหมท่วงทำนองชั้นครู บีบคั้นอารมณ์ผู้คนจนแทบหยุดหายใจ บนยอดปราสาทชานพักขั้นที่ห้า นิลยังคงยังหยัดกายร่ายรำท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย แต่ไม่อาจลดทอนรอยยิ้มและความงดงามของนางได้เลยแม้แต่น้อยทว่าท่ามกลางสายตาชื่นชมของชาวบ้านรอบปราสาทกลับมีเพียงชบาที่ยืนอยู่เบื้องหลังเท่านั้นที่กำลังทอดสายตามองภาพตรงหน้าด้วยน้ำตาสภาพของนางรำเอกที่หลายคนชื่นชมจากที่ไกลๆ ในเวลานี้กลับทำให้รู้สึกสะเทือนใจจนน่าใจหาย ร่างระหงในชุดยกทอปักดิ้นทองระยิบระยับเริ่มสั่นเทาอย่างรุนแรง ลมหายใจของนิลขาดห้วงและถี่รัวจนน่าหวาดหวั่นศิลาแลงใต้ฝ่าเท้าเจิ่งนองไปด้วยหยาดฝนและหยาดน้ำตา แต่ละจังหวะที่นิลก้าวขยับกลับดูดเรี่ยวแรงของนางให้สูบหายไปทีละนิดเรียวแขนคู่งามที่เคยร่ายรำอย่างมั่นคง บัดนี้เริ่มอ่อนล้าจนสั่นระริก ทุกท่วงท่าดูราวกับฝืนทนต่อสู้กับแรงกดดันมหาศาลที่ไม่มีใครมองเห็นหากแต่รอยยิ้มนั้นกลับส่งสว่างไปถึงดวงตาจนดูงดงามและไม่อาจจะละสายตาไปจากนางได้เลยสักวินาทีแม้จะงดงามเพียงใด แต่ชบากลับยิ่งรู้สึกปวดใจยิ่งกว่า เพราะมาบัดนี้นางถึงได้เข้าใจ เมื่อได้ย้อนคิดตั้งแต่วันที่บุตรสาวพ่อโรงล้มป่วยอย่
บรรยากาศในช่วงสี่โมงเช้าที่เต็มไปด้วยเมฆหมอกหนาทึบ แต่พระอาทิตย์ที่ทอแสงขึ้นบนท้องฟ้ากลับสาดทอรัศมีเปล่งประกาย ไล่เรียงสีอ่อนไปจนถึงสีเหลืองและสีฟ้าที่ขอบด้านนอก คล้ายกับแถบสีของรุ้งกินน้ำหัวขบวนที่เดินบนทางหินศิลาแลงที่ปูทอดยาวขึ้นไปบนปราสาท นำโดยพราหมณ์พิธี ตลอดสองข้างทางถูกตกแต่งด้วยธงผ้าหลายสีงดงาม ที่เต็มไปด้วยชาวบ้านในพื้นที่ที่มารอชมขบวนนางรำในครานี้ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบด้วยความตื่นเต้นของชาวบ้าน และเสียงดนตรีปี่พาทย์สลับกับเสียงกลองชัย ที่ดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณและในที่สุด ขบวนนางรำในเครื่องแต่งกายประณีตงดงามก็ค่อยๆ เยื้องกรายปรากฏกายเข้ามาเป็นริ้วขบวน ราวกับกลุ่มนางอัปสรที่ถูกสลักลวดลายลงบนหินทรายรอบปราสาทนิลทอดสายตามองตรงไปยังยอดปราสาท ดวงตาคู่สวยสั่นระริกเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความนิ่งสงบ นางก้าวเท้าขึ้นสู่ชานพักบันไดศิลาแลงขั้นแรกท่ามกลางสายตาชาวบ้านนับร้อยทันทีที่เท้าของนิลหยุดลงที่ชานพักขั้นแรก นางรำแถวหลังสุดห้าคนก็ลดมือลงและแยกตัวออกไปยืนเรียงแถวนิ่งบนชานพักบันไดตามตำแหน่งที่นัดแนะอย่างพร้อมเพรียงนิลอาศัยจังหวะปี่พาทย์โหมท่วงทำนองต่ำ ขยับริม
แสงทองของวันใหม่เพิ่งจับขอบฟ้า ทว่าบรรยากาศยามเช้าที่ควรจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มชื่นมื่น แต่กลับเต็มไปด้วยความเศร้าที่ปกคลุมบรรยากาศไปทั่วตั้งแต่ในเรือนจนถึงริมท่าน้ำ“แม่ช่อ...แม่ชบา...ตื่นกันหรือยัง พ่อครูสั่งให้เร่งพาแม่นิลเตรียมตัวลงเรือแล้วนะ”สิ้นเสียงเรียกขาน บานประตูไม้ก็ถูกเปิดออกช้าๆ โดยแม่ช่อ ใบหน้าของนางดูอิดโรยราวกำลังแฝงความอมทุกข์มาทั้งคืน“พร้อมกันหรือยัง”แม่นมอิ่มชะโงกหน้าเข้าไปมองภายในห้อง ก็พบเพียงช่อและแม่นิลอยู่กันสองคนเท่านั้น เพราะชบาได้เดินทางไปเตรียมตัวที่ลานพิธีตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง“แล้วเอ็งแต่งตัวกระไรเช่นนี้แม่ช่อ”“โธ่นมอิ่ม ข้านอนที่นี่ทั้งคืนจะให้ผลัดชุดใด หากไม่ยืมของแม่นิลมาใส่เล่า”“อย่าเศร้าเลยนะทูนหัวของนมอิ่ม”หญิงร่างท้วมส่ายหน้าระอาใจให้แม่ช่อเบาๆ พลางหันไปกุมมือบางของคนที่ยังอยู่บนฟูกหนา“นมไปรอหน้าเรือนเถอะ ขอข้าหยิบของสักชิ้นจะตามไป”หญิงสาวปรายตามองปิ่นไม้ที่พันก้านดอกพุดซ้อนแห้ง ดวงตาคู่สวยที่เคยบวมช้ำจากการร่ำไห้บัดนี้กลับเรียบนิ่งสนิทจนดูน่ากลัวหลังจากนั้นไม่นานนิลก็ก้าวออกมาจากหอนอน ทว่าบนศีรษะกลับมีผ้าผืนหนาคลุมทับยาวลงมาปิดบังใบหน้าจนม
พ่อโรงจันเมื่อได้ยินว่าบุตรสาวฟื้นแล้ว ก็มิได้รั้งรอสิ่งใดอีก เขาตะลีตะลานกราบลาหลวงพ่อมั่นแล้วสาวเท้าวิ่งกลับเรือนไม้หลังใหญ่อย่างไม่คิดชีวิต ฝ่าสายลมยามเย็นที่เริ่มกรรโชกแรงขึ้นเรื่อยๆทว่าเมื่อเขาก้าวขึ้นเรือนมาถึงหน้าหอนอน แผ่นอกที่เคยสะท้อนขึ้นลงด้วยความเหนื่อยหอบกลับต้องชะงักไปภาพตรงหน้าคือบุตรสาวที่เคยนอนซม จนแทบจะลืมตาไม่ไหวแต่บัดนี้กลับลุกขึ้นมานั่งอยู่บนฟูกหนาด้วยรอยยิ้มสดใสผิวพรรณที่เคยซีดเซียวราวกระดาษเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน บัดนี้กลับดูเปล่งปลั่งอมชมพูมีน้ำมีนวลชวนอัศจรรย์ ท่าทีอ่อนแรงมลายหายไปสิ้นเขารู้ว่าบุตรสาวฟื้นแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าจะหายจากอาการทั้งหมดราวกับไม่เคยเจ็บป่วยเช่นนี้“พี่จัน... ดูสิพี่ แม่นิลลูกเราหายดีแล้ว”แม่ครูแก้วเงยใบหน้าที่นองน้ำตาขึ้นบอกสามีที่เพิ่งเดินขึ้นเรือนมาด้วยความดีใจ พ่อโรงจันก้าวเข้าไปทรุดกายนั่งลงบนตั่งนอนด้วยความรู้สึกไม่อยากเชื่อสายตาสายตาคมกวาดตามองบุตรสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความระแวงระคนแคลงใจ ก่อนจะเอื้อมมือที่สั่นเทามาจับเรียวแขนบางอย่างเบามือเพื่อให้รู้สึกมั่นใจว่าบุตรสาวไม่เป็นไรแล้วจริงๆ“เจ้า... เจ้าไม่เป็นไรแล้วจริงๆ หรือ
แสงแดดยามบ่ายทอแสงสลัวลงทว่าบรรยากาศในเรือนไม้หลังใหญ่รอบเรือนกลับอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกหลังจากเสร็จสิ้นงานไหว้ครูครานั้น คนในคณะต่างก็วุ่นวายอยู่กับการซ้อมรำ โดยเฉพาะนิลที่ต้องแยกตัวออกมาต่อเพลงลำพัง ทว่านิลกลับมีอาการเหนื่อยอ่อนจนน่าแปลกใจ จากที่หลายๆ คนต่างก็คิดว่าเป็นเพียงเพราะหญิงสาวเหนื่อยจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก ทว่าอาการเหนื่อยล้าของนิลกลับแย่ลงเรื่อยๆ จนน่าหวั่นใจแม่ครูแก้วนั่งกุมมือตัวเองไว้แน่น นิ้วมือสั่นระริกด้วยความวิตกกังวล แววตาของนางหม่นแสงลงราวกับคนไม่ได้นอนมาหลายคืนสายตาคอยชำเลืองมองไปทางหอนอนของบุตรสาวเพียงคนเดียวด้วยความรู้สึกบีบคั้นในอก ทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากทำลายความเงียบเสียงสั่น“วันพรุ่งก็จะถึงวันงานแล้ว ลูกจะไหวหรือพี่และยิ่งไปกว่านั้นข้ากลัวนักว่าลูกจะ...”คำพูดของนางขาดห้วงไป ริมฝีปากบางสั่นเทาจนต้องเม้มเข้าหากันเพื่อสะกดก้อนความสะอื้น แม่ครูแก้วและพ่อโรงพยายามตามหมอมารักษานิลนับไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งหมอเหล่านั้นต่างก็ส่ายหน้าและจากไปด้วยความงุนงงแม่ครูแก้วมองสบตาพ่อโรงผู้เป็นสามีด้วยความรู้สึกกังวลเป็นห่วงระคนหวั่นใจ เพราะตั้งแต่เสร็จสิ้นงานไหว้ครู อาการขอ
“แต่เจ้าก็เก็บซ่อนเสียงหวานไว้ได้เป็นอย่างดีมิใช่หรือ”อนธกาฬยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น นัยน์ตาสีนิลทอประกายวาวโรจน์ด้วยความกระหายยามจ้องมองร่างเล็กที่กำลังหอบหายใจ“อืมมม”เรียวนิ้วแกร่งสอดเข้าไปในโพรงรักอ่อนนุ่มที่เต็มไปด้วยน้ำรักสีขาวขุ่นผสมกับน้ำหวานสีใสที่ผสมรวมกัน จนเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำหวานรสเลิศที่เขากวาดชิมมานับครั้งไม่ถ้วนอย่างมิรู้เบื่อเขาจงใจลากไล้กวาดต้อนน้ำรักที่หลั่งรินออกมาชโลมจนทั่วร่องรอยแยกอันฉ่ำหวาน ก่อนจะเลื่อนต่ำลงไปยังช่องทางเย้ายวนด้านหลังอย่างช่ำชองสัมผัสอุ่นชื้นที่บดเบียดและสอดแทรกเข้ามาในรูรักอย่างแผ่วเบาทำให้นิลสะดุ้งตัวโยน ขนกายลุกชันด้วยความเสียวซ่านระคนตื่นตระหนก“คนงามของพี่ หากมิอยากให้ผู้ใดได้ยินเสียง ก็ขึ้นมาทำให้มันสงบลงด้วยตนเองดีหรือไม่”“แต่ข้า...”“หากเจ้าขึ้นมาขยับบนตัวพี่ เจ้าจักได้ควบคุมพี่ให้อยู่ในมือเจ้า”“…”“ถึงตอนนั้นเจ้าอยากร้องหรืออยากหยุดก็ขึ้นอยู่แต่ใจของเจ้า” เสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากระซิบหยอกเย้า พลางถอนปลายนิ้วออกแล้วปล่อยให้ความแข็งขืนขนาดใหญ่ที่แผ่ไอความร้อนระอุผงาดเด่นชัดขึ้นในความมืดนิลมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นระรัวจนแทบทะล







