ริสา วรเมธา ผู้ไม่เคยคิดว่าการตามข่าวเพียงชิ้นเดียวจะพาเธอเข้ามายืนอยู่กลางป่าลึกในเวลาหลังเที่ยงคืน ท่ามกลางความมืดสนิทจนแม้แต่แสงจากโทรศัพท์มือถือก็ส่องไปได้ไม่ไกลนัก
หญิงสาวยกแสงไฟจากมือถือขึ้นเหนือระดับสายตา พยายามใช้แสงจากหน้าจอส่องทางเบื้องหน้าขณะก้าวข้ามรากไม้ที่ชอนไชขึ้นมาจากพื้นดินเปียกชื้นอย่างระมัดระวัง เสียงใบไม้แห้งแตกกรอบใต้ฝ่าเท้าดังชัดเจนเสียจนเธออดรู้สึกไม่ได้ว่าทุกย่างก้าวกำลังประกาศตำแหน่งของตนให้บางสิ่งในป่ารับรู้
ลมกลางคืนพัดผ่านแนวไม้สูง เสียงกิ่งไม้เสียดสีกันดังครืดคราดเหนือศีรษะ กลิ่นดินชื้นผสมกับกลิ่นไม้ผุและกลิ่นบางอย่างที่คล้ายธูปเก่าลอยมากับสายลม ทั้งที่ตลอดทางที่ผ่านมาเธอไม่เห็นบ้านเรือนหรือศาลใดอยู่ใกล้เลยแม้แต่น้อย
ริสาหยุดเดินชั่วครู่แล้วหันกลับไปมองทางด้านหลังแต่ต้องพบว่า เส้นทางที่เธอเพิ่งเดินผ่านกลับถูกความมืดกลืนกินไปจนหมดเหลือเพียงเงาของต้นไม้เรียงรายอย่างแน่นหนาราวกับปิดทางกลับอย่างตั้งใจ
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง พยายามข่มความรู้สึกหวาดระแวงซึ่งค่อย ๆ ก่อตัวอยู่กลางอกก่อนยกโทรศัพท์ขึ้นดูข้อความจากผู้ให้ข้อมูลอีกครั้ง
‘ศาลร้างท้ายป่า มีของที่เกี่ยวข้องกับคนตายทั้งสามราย ถ้าอยากรู้ความจริง ให้มาคนเดียว’
ข้อความนั้นถูกส่งเข้ามาเมื่อช่วงเย็นจากหมายเลขที่ไม่ปรากฏชื่อ เธอลองโทรกลับหลายครั้งแต่ไม่มีผู้รับสายและต่อหมายเลขนั้นก็ถูกปิดไปในเวลาต่อมา ทุกอย่างดูน่าสงสัยเกินกว่าจะเชื่อแต่ภาพถ่ายที่แนบมากับข้อความกลับทำให้ริสาไม่อาจปล่อยผ่านได้ เพราะในภาพนั้นมีวัตถุชิ้นหนึ่งวางอยู่บนพื้นไม้เก่า มันเป็นจี้เงินลายเดียวกับที่พบใกล้ศพของผู้เสียชีวิตรายล่าสุดไม่มีผิด
คดีคนตายสามรายในหมู่บ้านแห่งนี้ถูกสรุปอย่างง่ายดายว่าเป็นอุบัติเหตุ รายแรกพลัดตกน้ำทั้งที่ว่ายน้ำเป็น รายที่สองแขวนคอตายทั้งที่ครอบครัวยืนยันว่าไม่มีปัญหาใด ส่วนรายที่สามถูกพบเป็นศพอยู่กลางป่าโดยไม่พบบาดแผลอยู่บนศพ แต่ทุกศพกลับมีสีหน้ากลับบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวราวกับเห็นบางสิ่งก่อนตาย ตำรวจไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสามคนแต่ริสากลับพบว่าทุกศพล้วนมีรอยช้ำสีดำอยู่บริเวณกลางอก และใกล้สถานที่พบศพมักมีเศษโลหะสีเงินตกอยู่เสมอ
สิ่งที่ทำให้เธอตัดสินใจเดินทางมาถึงที่นี่ ไม่ใช่เพียงสัญชาตญาณของนักข่าว หากยังเป็นความรู้สึกบางอย่างที่เธออธิบายไม่ได้ ตั้งแต่เห็นภาพกำไลในโทรศัพท์ครั้งแรก บริเวณหัวไหล่ด้านหลังของเธอก็ปวดแสบปวดร้อนขึ้นมาอย่างรุนแรง ทั้งที่ตรงจุดนั้นไม่เคยมีบาดแผลมาก่อน ความเจ็บปวดเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่แล้วหายไป ทิ้งไว้เพียงความร้อนแปลกประหลาดใต้ผิวหนังราวกับมีถ่านแดงฝังอยู่ภายใน
ริสาเลื่อนมือแตะหัวไหล่ของตัวเองโดยไม่รู้ตัว ความปวดแสบกลับมาอีกครั้งทันที คราวนี้แรงกว่าเดิมจนเธอต้องหยุดเดินและกัดริมฝีปากไว้แน่น หญิงสาวหันแสงโทรศัพท์ไปยังต้นไม้ข้างทาง ก่อนวางกระเป๋าลงและพยายามสอดมือเข้าไปใต้ปกเสื้อเพื่อคลำหาตำแหน่งที่เจ็บ แต่ปลายนิ้วกลับสัมผัสได้เพียงผิวหนังอุ่นจัด ไม่มีแผล ไม่มีรอยนูน และไม่มีสิ่งผิดปกติใดที่ควรทำให้รู้สึกเจ็บเช่นนี้
“คิดไปเองน่า” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ แม้น้ำเสียงจะไม่หนักแน่นเท่าที่ควร
เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ริสาก็เห็นบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างแนวต้นไม้ทางด้านขวา มันเป็นเพียงเงาดำวูบหนึ่งที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะมองทัน หญิงสาวหันแสงโทรศัพท์ตามไปทันที แต่กลับพบเพียงต้นไม้ใหญ่หลายต้นยืนเรียงกันอย่างเงียบงัน
“ใครอยู่ตรงนั้น”
ไม่มีเสียงตอบใดๆ มีเพียงเสียงใบไม้ไหวเบา ๆ ทั้งที่ลมเมื่อครู่หยุดลงแล้ว
ริสากำโทรศัพท์แน่น ความกล้าที่เคยมีเริ่มถูกความเงียบรอบตัวกัดกินทีละน้อย เธอควรหันกลับตั้งแต่เห็นทางแยกแรก ควรโทรหาเจ้าหน้าที่หรืออย่างน้อยก็ควรบอกใครสักคนว่ากำลังจะไปที่ใด แต่นิสัยดื้อรั้นและความต้องการหาความจริงกลับพาเธอเดินลึกเข้ามาจนตอนนี้แม้แต่สัญญาณโทรศัพท์ก็หายไปแล้ว
หญิงสาวก้มดูแผนที่ซึ่งบันทึกไว้ในเครื่อง จุดหมายอยู่ห่างออกไปอีกไม่ถึงสองร้อยเมตรแต่เธอกลับลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนในที่สุด ร่างบางตัดสินใจหยิบสเปรย์พริกไทยจากกระเป๋าขึ้นมาถือไว้แล้วเดินต่อไปโดยพยายามไม่สนใจความรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับจ้องจากทุกทิศทาง
ยิ่งเข้าใกล้ศาลร้างมากเท่าไหร่ กลิ่นธูปก็ยิ่งชัดเจนขึ้นมากเท่านั้น ทั้งๆที่ไม่ควรมีใครเข้ามาจุดมันในสถานที่ซึ่งถูกทิ้งร้างมานานหลายสิบปี เสียงกระดิ่งเล็ก ๆ ดังแว่วมาจากด้านหน้า เป็นเสียงกรุ๊งกริ๊งแผ่วเบาราวกับถูกลมพัดแต่จังหวะของมันกลับสม่ำเสมอเกินไป
ริสาเดินผ่านพุ่มไม้สูงและพบลานดินกว้างอยู่เบื้องหน้า ตรงกลางลานมีต้นตะเคียนขนาดใหญ่ยืนแผ่กิ่งก้านบดบังแสงจันทร์ ส่วนด้านหลังคือศาลไม้เก่าแก่หลังหนึ่งซึ่งทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
หลังคาบางส่วนพังลงมา ประตูไม้เอียงห้อยอยู่กับบานพับเพียงข้างเดียว ผ้าสามสีเก่าซีดหลายผืนถูกผูกไว้รอบลำต้น บางผืนขาดรุ่ยและปลิวไหวไปตามแรงลม ใต้ต้นไม้มีเครื่องเซ่นวางเรียงราย ทั้งตุ๊กตาไม้ กระจกแตกร้าว หวีเก่า และพวงมาลัยแห้งกรอบซึ่งส่งกลิ่นเหม็นอับปะปนกับกลิ่นดอกไม้เน่า
ริสายืนมองภาพเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง ความเงียบรอบตัวกดทับลงมาจนรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง เธอยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายภาพลานศาลหลายมุม ถัดไปด้านหลังคือศาลาร้างขาดกลางที่ดูทรุดโทรมและบอกอายุว่า น่าจะถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานาน ฝีเท้าบางค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ประตูไม้ที่เปิดอ้า ภายในมืดสนิทจนมองไม่เห็นสิ่งใด หญิงสาวส่องแสงไฟจากโทรศัพท์มือถือเข้าไปและพบว่าพื้นเต็มไปด้วยเศษไม้ ใบไม้แห้งรวมถึงรอยเท้าหลายรอยที่ยังใหม่อยู่
มีใครบางคนเพิ่งเข้ามาที่นี่ก่อนหน้าเธอ
ริสาคุกเข่าลงพิจารณารอยเท้าอย่างระมัดระวัง หนึ่งในนั้นเป็นรอยรองเท้าผู้ชายขนาดใหญ่ ส่วนอีกรอยคล้ายรอยเท้าเปล่าเล็ก ๆ ซึ่งเดินลากไปตามพื้นจนเกิดเป็นทางยาว เธอขยับแสงโทรศัพท์ตามรอยนั้นเข้าไปด้านใน มันทอดผ่านกลางศาลาไปจนถึงแท่นบูชาเก่าซึ่งตั้งชิดอยู่กับผนังด้านหลัง บนแท่นไม้นั้น มีผ้าสีแดงซีดปูอยู และตรงกลางวางกล่องไม้ใบเล็กที่ดูใหม่กว่าสิ่งอื่นรอบตัวอย่างชัดเจน
หญิงสาวรู้สึกได้ทันทีว่านั่นคือสิ่งที่ผู้ส่งข้อความต้องการให้เธอพบ
ริสาก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปช้า ๆ เสียงพื้นไม้เก่าลั่นเอี๊ยดใต้ฝ่าเท้า อากาศภายในศาลาเย็นกว่าด้านนอกจนลมหายใจของเธอกลายเป็นไอจาง ๆ เมื่อเดินลึกเข้าไป กลิ่นคาวคล้ายเลือดก็เริ่มชัดเจนขึ้น เธอกวาดแสงไปรอบห้องและเห็นคราบสีดำแห้งกรังติดอยู่ตามฝาผนังเป็นทางยาว บางส่วนดูเหมือนรอยมือที่พยายามตะกุยหนีออกไปจากบริเวณแท่นบูชา
หัวใจของริสาเต้นแรงขึ้นทุกขณะแต่เธอยังคงบังคับตัวเองให้เดินต่อจนมาหยุดอยู่ตรงหน้ากล่องไม้ ปลายนิ้วแตะลงบนฝาอย่างลังเล ความร้อนที่หัวไหล่พลันแล่นวาบขึ้นมาอีกครั้ง มันรุนแรงเสียจนร่างของเธอสะดุ้งและเกือบทำโทรศัพท์หล่น
ในเวลาเดียวกัน เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นตรงข้างหู
“เปิดสิ”
ริสาหันขวับไปด้านหลังแต่ไม่มีผู้ใดยืนอยู่ตรงนั้น ประตูศาลยังคงเปิดอ้า ลานดินภายนอกยังว่างเปล่า มีเพียงผ้าสามสีที่ปลิวไหวช้า ๆ ใต้ต้นตะเคียนใหญ่
หญิงสาวพยายามปลอบตัวเองว่าเป็นเพียงเสียงลมแต่ทว่าความเย็นจัดซึ่งแผ่ลงมาตามต้นคอกลับทำให้เหตุผลนั้นฟังไม่ค่อยขึ้นเท่าใดนักขึ้น เธอค่อย ๆ หันกลับมามองกล่องอีกครั้ง ฝาไม้ซึ่งเมื่อครู่ยังปิดสนิทกลับแง้มออกเล็กน้อยทั้งที่ไม่มีใครแตะต้องมัน
“เปิดสิริสา” คราวนี้เสียงนั้นเรียกชื่อเธออย่างชัดเจน
มือของหญิงสาวเย็นเฉียบ ร่างกายทุกส่วนร้องเตือนให้ถอยหนีแต่สายตากลับไม่อาจละไปจากกล่องไม้ตรงหน้าได้ ราวกับมีแรงบางอย่างดึงรั้งให้เธอยื่นมือออกไป ปลายนิ้วแตะฝาไม้และค่อย ๆ เปิดมันขึ้นอย่างเชื่องช้า
ภายในกล่องมีเส้นผมยาวสีดำขดอยู่กับผ้าสีขาวเปื้อนเลือด ตรงกลางวางจี้เงินรูปวงกลมซึ่งสลักอักขระแบบเดียวกับในภาพถ่าย เมื่อแสงโทรศัพท์ตกกระทบ รอยสลักเหล่านั้นก็สะท้อนแสงสีแดงวาบขึ้นมา
ทันใดนั้น อาการปวดแสบที่หัวไหล่ของริสาก็ระเบิดรุนแรงจนเธอร้องออกมา ร่างทั้งร่างทรุดลงกับพื้น โทรศัพท์หลุดจากมือและกลิ้งไปหยุดอยู่ข้างแท่นบูชา แสงจากหน้าจอส่องเฉียงขึ้นไปบนผนังเผยให้เห็นเงาของผู้หญิงอีกคนซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเธอ
เงานั้นสูง ผอม ผมยาวเกือบถึงพื้น ศีรษะก้มต่ำจนมองไม่เห็นใบหน้า
ริสาชะงักไปในทันที ลมหายใจขาดห้วง ขณะที่ความเย็นเยียบค่อย ๆ แผ่เข้ามาใกล้จากทางด้านหลัง เสียงฝีเท้าเปล่าเหยียบลงบนพื้นไม้ทีละก้าวช้า ๆ เสียงดังเอี๊ยดทุกครั้งที่ขยับเข้าใกล้จนกระทั่งปลายผมสีดำของมันแตะลงบนหัวไหล่ของเธอ
“คืนของกูมา”
…เสียงแหบพร่าดังอยู่ข้างหู
ริสากัดฟันรวบรวมแรงคว้าสเปรย์พริกไทยขึ้นมาก่อนหันกลับไปฉีดอย่างสุดแรงแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ละอองสเปรย์กระจายอยู่กลางอากาศ ไม่มีหญิงผมยาว ไม่มีร่างใดอยู่ด้านหลังเธอแม้แต่คนเดียว
หญิงสาวพยายามลุกขึ้น ทว่าเท้ากลับถูกบางสิ่งจับไว้จากใต้พื้นไม้ มือซีดขาวคู่หนึ่งโผล่ขึ้นมาจากร่องกระดาน นิ้วยาวผิดรูปกำข้อเท้าของเธอแน่นแล้วกระชากอย่างแรงจนริสาล้มลงในทันทีทำให้ศอกกระแทกกับพื้นจนเกิดรอยแดง หญิงสาวพยายามดิ้นรนและใช้เท้าอีกข้างถีบมือเหล่านั้น แต่ยิ่งขัดขืน แรงดึงกลับยิ่งรุนแรงขึ้น ใขนณะนั้นเอง พื้นไม้ใต้ตัวเริ่มสั่นทำให้เศษฝุ่นปลิวฟุ้งขึ้นรอบกายก่อนเสียงหัวเราะของผู้หญิงจำนวนมากจะดังประสานกันทั่วทั้งศาล
“ปล่อยนะ!”
ริสาคว้าขอบแท่นบูชาไว้แน่น เล็บจิกลงบนเนื้อไม้จนรู้สึกเจ็บ หัวไหล่ของเธอร้อนจัดราวกับกำลังถูกไฟเผา ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วแผ่นหลังจนภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“อย่าขยับ!” น้ำเสียงทุ้มต่ำและหนักแน่นทำให้ทุกอย่างภายในศาลเงียบลงในทันที
แรงดึงที่ข้อเท้าของริสาชะงักไปชั่วขณะ ก่อนเสียงฝีเท้าหนัก ๆ จะดังเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว เงาร่างสูงใหญ่ก้าวผ่านประตูศาลเข้ามาพร้อมแสงจากไฟฉาย ชายหนุ่มในเสื้อสีดำถือสายสิญจน์ไว้ในมือ ดวงตาคมกวาดมองไปรอบห้องเพียงครั้งเดียวก็เห็นสิ่งที่กำลังพันอยู่รอบข้อเท้าของเธอ
เมฆินทร์บริกรรมคาถาสั้น ๆ “นะผูก โมมัด พุทตัด ธาถอน ยะทำลาย อาคมชั่วทั้งหลาย จงแตกดับ!” ก่อนที่เขาสะบัดสายสิญจน์ลงบนพื้น เสียงดังเพียะก้องไปทั่วศาล มือซีดขาวที่จับข้อเท้าริสาอยู่กระตุกอย่างรุนแรงแล้วหดกลับลงไปในช่องพื้น ทิ้งไว้เพียงรอยช้ำสีดำรอบข้อเท้าของหญิงสาว
“ลุกขึ้น” เขาสั่งเสียงเย็นเฉียบและเด็ดขาด
ริสายังไม่ทันได้ตอบ พื้นไม้ใต้ร่างก็เริ่มแตกออก เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้และแหลมคมกว่าเดิม เมฆินทร์ก้าวเข้ามาคว้าข้อมือเธอแล้วดึงขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว แรงดึงทำให้ร่างของหญิงสาวเซเข้าหาเขาจนหน้าผากเกือบชนแผงอกกว้าง กลิ่นควันเทียนและสมุนไพรจาง ๆ จากตัวชายหนุ่มลอยแตะจมูก แต่ยังไม่ทันที่เธอจะตั้งหลัก เมฆินทร์รีบปล่อยมือและถอยออกห่างราวกับไม่ต้องการแตะต้องเธอนานเกินจำเป็น
“ออกไปจากที่นี่”
“ฉันยังไม่ได้ของที่ต้องการ”
ดวงตาคมของเขาเหลือบมองกล่องไม้บนแท่นก่อนหันกลับมาจ้องเธอด้วยสายตาเย็นจัด
“ถ้าอยากตายก็อยู่ต่อ” น้ำเสียงห้วนสั้นทำให้ริสาขมวดคิ้ว แม้จะยังตกใจแต่ความไม่พอใจก็เริ่มเข้ามาแทนที่ความกลัวบางส่วน
“คุณเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน”
เมฆินทร์ไม่ตอบ เขาก้าวไปหยิบโทรศัพท์ของเธอขึ้นจากพื้นแล้วโยนกลับมาให้โดยไม่แม้แต่จะมองหน้า ริสารีบรับไว้ก่อนมันจะตกอีกครั้ง
“ผมบอกให้ออกไป”
“แล้วคุณเข้ามาที่นี่ทำไม ถ้ามันอันตรายขนาดนั้น”
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาของเขาเลื่อนไปยังหัวไหล่ด้านหลังของเธอ ริสาเห็นสีหน้าสงบนิ่งนั้นเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที แม้จะน้อยมากแต่ก็มากพอให้เธอสังเกตเห็นได้
“คุณมองอะไร”
เมฆินทร์ก้าวเข้ามาใกล้โดยไม่ตอบคำถามก่อนยกมือหมายจะแตะบริเวณหัวไหล่ของเธอแต่ริสารีบถอยหลังทันทีและยกแขนขึ้นกัน
“จะทำอะไร”
“หันหลัง”
“ไม่”
“หันหลังเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังขึ้นแต่กลับเต็มไปด้วยอำนาจบางอย่างจนริสาเผลอหยุดขยับไปชั่วขณะ เมฆินทร์สบตาเธอนิ่งก่อนเอ่ยช้าและหนักแน่นกว่าเดิม
“ถ้าไม่อยากให้สิ่งที่อยู่ในศาลตามกลับไปด้วย ก็ทำตามที่บอก”