共有

บทที่ 2

作者: TanyaT
last update 公開日: 2026-08-30 22:13:01

ริสา วรเมธา ผู้ไม่เคยคิดว่าการตามข่าวเพียงชิ้นเดียวจะพาเธอเข้ามายืนอยู่กลางป่าลึกในเวลาหลังเที่ยงคืน ท่ามกลางความมืดสนิทจนแม้แต่แสงจากโทรศัพท์มือถือก็ส่องไปได้ไม่ไกลนัก

หญิงสาวยกแสงไฟจากมือถือขึ้นเหนือระดับสายตา พยายามใช้แสงจากหน้าจอส่องทางเบื้องหน้าขณะก้าวข้ามรากไม้ที่ชอนไชขึ้นมาจากพื้นดินเปียกชื้นอย่างระมัดระวัง เสียงใบไม้แห้งแตกกรอบใต้ฝ่าเท้าดังชัดเจนเสียจนเธออดรู้สึกไม่ได้ว่าทุกย่างก้าวกำลังประกาศตำแหน่งของตนให้บางสิ่งในป่ารับรู้

ลมกลางคืนพัดผ่านแนวไม้สูง เสียงกิ่งไม้เสียดสีกันดังครืดคราดเหนือศีรษะ กลิ่นดินชื้นผสมกับกลิ่นไม้ผุและกลิ่นบางอย่างที่คล้ายธูปเก่าลอยมากับสายลม ทั้งที่ตลอดทางที่ผ่านมาเธอไม่เห็นบ้านเรือนหรือศาลใดอยู่ใกล้เลยแม้แต่น้อย

ริสาหยุดเดินชั่วครู่แล้วหันกลับไปมองทางด้านหลังแต่ต้องพบว่า เส้นทางที่เธอเพิ่งเดินผ่านกลับถูกความมืดกลืนกินไปจนหมดเหลือเพียงเงาของต้นไม้เรียงรายอย่างแน่นหนาราวกับปิดทางกลับอย่างตั้งใจ

หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง พยายามข่มความรู้สึกหวาดระแวงซึ่งค่อย ๆ ก่อตัวอยู่กลางอกก่อนยกโทรศัพท์ขึ้นดูข้อความจากผู้ให้ข้อมูลอีกครั้ง

‘ศาลร้างท้ายป่า มีของที่เกี่ยวข้องกับคนตายทั้งสามราย ถ้าอยากรู้ความจริง ให้มาคนเดียว’

ข้อความนั้นถูกส่งเข้ามาเมื่อช่วงเย็นจากหมายเลขที่ไม่ปรากฏชื่อ เธอลองโทรกลับหลายครั้งแต่ไม่มีผู้รับสายและต่อหมายเลขนั้นก็ถูกปิดไปในเวลาต่อมา ทุกอย่างดูน่าสงสัยเกินกว่าจะเชื่อแต่ภาพถ่ายที่แนบมากับข้อความกลับทำให้ริสาไม่อาจปล่อยผ่านได้ เพราะในภาพนั้นมีวัตถุชิ้นหนึ่งวางอยู่บนพื้นไม้เก่า มันเป็นจี้เงินลายเดียวกับที่พบใกล้ศพของผู้เสียชีวิตรายล่าสุดไม่มีผิด

คดีคนตายสามรายในหมู่บ้านแห่งนี้ถูกสรุปอย่างง่ายดายว่าเป็นอุบัติเหตุ รายแรกพลัดตกน้ำทั้งที่ว่ายน้ำเป็น รายที่สองแขวนคอตายทั้งที่ครอบครัวยืนยันว่าไม่มีปัญหาใด ส่วนรายที่สามถูกพบเป็นศพอยู่กลางป่าโดยไม่พบบาดแผลอยู่บนศพ แต่ทุกศพกลับมีสีหน้ากลับบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวราวกับเห็นบางสิ่งก่อนตาย ตำรวจไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสามคนแต่ริสากลับพบว่าทุกศพล้วนมีรอยช้ำสีดำอยู่บริเวณกลางอก และใกล้สถานที่พบศพมักมีเศษโลหะสีเงินตกอยู่เสมอ

สิ่งที่ทำให้เธอตัดสินใจเดินทางมาถึงที่นี่ ไม่ใช่เพียงสัญชาตญาณของนักข่าว หากยังเป็นความรู้สึกบางอย่างที่เธออธิบายไม่ได้ ตั้งแต่เห็นภาพกำไลในโทรศัพท์ครั้งแรก บริเวณหัวไหล่ด้านหลังของเธอก็ปวดแสบปวดร้อนขึ้นมาอย่างรุนแรง ทั้งที่ตรงจุดนั้นไม่เคยมีบาดแผลมาก่อน ความเจ็บปวดเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่แล้วหายไป ทิ้งไว้เพียงความร้อนแปลกประหลาดใต้ผิวหนังราวกับมีถ่านแดงฝังอยู่ภายใน

ริสาเลื่อนมือแตะหัวไหล่ของตัวเองโดยไม่รู้ตัว ความปวดแสบกลับมาอีกครั้งทันที คราวนี้แรงกว่าเดิมจนเธอต้องหยุดเดินและกัดริมฝีปากไว้แน่น หญิงสาวหันแสงโทรศัพท์ไปยังต้นไม้ข้างทาง ก่อนวางกระเป๋าลงและพยายามสอดมือเข้าไปใต้ปกเสื้อเพื่อคลำหาตำแหน่งที่เจ็บ แต่ปลายนิ้วกลับสัมผัสได้เพียงผิวหนังอุ่นจัด ไม่มีแผล ไม่มีรอยนูน และไม่มีสิ่งผิดปกติใดที่ควรทำให้รู้สึกเจ็บเช่นนี้

“คิดไปเองน่า” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ แม้น้ำเสียงจะไม่หนักแน่นเท่าที่ควร

เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ริสาก็เห็นบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างแนวต้นไม้ทางด้านขวา มันเป็นเพียงเงาดำวูบหนึ่งที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะมองทัน หญิงสาวหันแสงโทรศัพท์ตามไปทันที แต่กลับพบเพียงต้นไม้ใหญ่หลายต้นยืนเรียงกันอย่างเงียบงัน

“ใครอยู่ตรงนั้น”

ไม่มีเสียงตอบใดๆ มีเพียงเสียงใบไม้ไหวเบา ๆ ทั้งที่ลมเมื่อครู่หยุดลงแล้ว

ริสากำโทรศัพท์แน่น ความกล้าที่เคยมีเริ่มถูกความเงียบรอบตัวกัดกินทีละน้อย เธอควรหันกลับตั้งแต่เห็นทางแยกแรก ควรโทรหาเจ้าหน้าที่หรืออย่างน้อยก็ควรบอกใครสักคนว่ากำลังจะไปที่ใด แต่นิสัยดื้อรั้นและความต้องการหาความจริงกลับพาเธอเดินลึกเข้ามาจนตอนนี้แม้แต่สัญญาณโทรศัพท์ก็หายไปแล้ว

หญิงสาวก้มดูแผนที่ซึ่งบันทึกไว้ในเครื่อง จุดหมายอยู่ห่างออกไปอีกไม่ถึงสองร้อยเมตรแต่เธอกลับลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนในที่สุด ร่างบางตัดสินใจหยิบสเปรย์พริกไทยจากกระเป๋าขึ้นมาถือไว้แล้วเดินต่อไปโดยพยายามไม่สนใจความรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับจ้องจากทุกทิศทาง

ยิ่งเข้าใกล้ศาลร้างมากเท่าไหร่ กลิ่นธูปก็ยิ่งชัดเจนขึ้นมากเท่านั้น ทั้งๆที่ไม่ควรมีใครเข้ามาจุดมันในสถานที่ซึ่งถูกทิ้งร้างมานานหลายสิบปี เสียงกระดิ่งเล็ก ๆ ดังแว่วมาจากด้านหน้า เป็นเสียงกรุ๊งกริ๊งแผ่วเบาราวกับถูกลมพัดแต่จังหวะของมันกลับสม่ำเสมอเกินไป

ริสาเดินผ่านพุ่มไม้สูงและพบลานดินกว้างอยู่เบื้องหน้า ตรงกลางลานมีต้นตะเคียนขนาดใหญ่ยืนแผ่กิ่งก้านบดบังแสงจันทร์ ส่วนด้านหลังคือศาลไม้เก่าแก่หลังหนึ่งซึ่งทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม

หลังคาบางส่วนพังลงมา ประตูไม้เอียงห้อยอยู่กับบานพับเพียงข้างเดียว ผ้าสามสีเก่าซีดหลายผืนถูกผูกไว้รอบลำต้น บางผืนขาดรุ่ยและปลิวไหวไปตามแรงลม ใต้ต้นไม้มีเครื่องเซ่นวางเรียงราย ทั้งตุ๊กตาไม้ กระจกแตกร้าว หวีเก่า และพวงมาลัยแห้งกรอบซึ่งส่งกลิ่นเหม็นอับปะปนกับกลิ่นดอกไม้เน่า

ริสายืนมองภาพเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง ความเงียบรอบตัวกดทับลงมาจนรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง เธอยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายภาพลานศาลหลายมุม ถัดไปด้านหลังคือศาลาร้างขาดกลางที่ดูทรุดโทรมและบอกอายุว่า น่าจะถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานาน ฝีเท้าบางค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ประตูไม้ที่เปิดอ้า ภายในมืดสนิทจนมองไม่เห็นสิ่งใด หญิงสาวส่องแสงไฟจากโทรศัพท์มือถือเข้าไปและพบว่าพื้นเต็มไปด้วยเศษไม้ ใบไม้แห้งรวมถึงรอยเท้าหลายรอยที่ยังใหม่อยู่

มีใครบางคนเพิ่งเข้ามาที่นี่ก่อนหน้าเธอ

ริสาคุกเข่าลงพิจารณารอยเท้าอย่างระมัดระวัง หนึ่งในนั้นเป็นรอยรองเท้าผู้ชายขนาดใหญ่ ส่วนอีกรอยคล้ายรอยเท้าเปล่าเล็ก ๆ ซึ่งเดินลากไปตามพื้นจนเกิดเป็นทางยาว เธอขยับแสงโทรศัพท์ตามรอยนั้นเข้าไปด้านใน มันทอดผ่านกลางศาลาไปจนถึงแท่นบูชาเก่าซึ่งตั้งชิดอยู่กับผนังด้านหลัง บนแท่นไม้นั้น มีผ้าสีแดงซีดปูอยู และตรงกลางวางกล่องไม้ใบเล็กที่ดูใหม่กว่าสิ่งอื่นรอบตัวอย่างชัดเจน

หญิงสาวรู้สึกได้ทันทีว่านั่นคือสิ่งที่ผู้ส่งข้อความต้องการให้เธอพบ

ริสาก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปช้า ๆ เสียงพื้นไม้เก่าลั่นเอี๊ยดใต้ฝ่าเท้า อากาศภายในศาลาเย็นกว่าด้านนอกจนลมหายใจของเธอกลายเป็นไอจาง ๆ เมื่อเดินลึกเข้าไป กลิ่นคาวคล้ายเลือดก็เริ่มชัดเจนขึ้น เธอกวาดแสงไปรอบห้องและเห็นคราบสีดำแห้งกรังติดอยู่ตามฝาผนังเป็นทางยาว บางส่วนดูเหมือนรอยมือที่พยายามตะกุยหนีออกไปจากบริเวณแท่นบูชา

หัวใจของริสาเต้นแรงขึ้นทุกขณะแต่เธอยังคงบังคับตัวเองให้เดินต่อจนมาหยุดอยู่ตรงหน้ากล่องไม้ ปลายนิ้วแตะลงบนฝาอย่างลังเล ความร้อนที่หัวไหล่พลันแล่นวาบขึ้นมาอีกครั้ง มันรุนแรงเสียจนร่างของเธอสะดุ้งและเกือบทำโทรศัพท์หล่น

ในเวลาเดียวกัน เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นตรงข้างหู

“เปิดสิ”

ริสาหันขวับไปด้านหลังแต่ไม่มีผู้ใดยืนอยู่ตรงนั้น ประตูศาลยังคงเปิดอ้า ลานดินภายนอกยังว่างเปล่า มีเพียงผ้าสามสีที่ปลิวไหวช้า ๆ ใต้ต้นตะเคียนใหญ่

หญิงสาวพยายามปลอบตัวเองว่าเป็นเพียงเสียงลมแต่ทว่าความเย็นจัดซึ่งแผ่ลงมาตามต้นคอกลับทำให้เหตุผลนั้นฟังไม่ค่อยขึ้นเท่าใดนักขึ้น เธอค่อย ๆ หันกลับมามองกล่องอีกครั้ง ฝาไม้ซึ่งเมื่อครู่ยังปิดสนิทกลับแง้มออกเล็กน้อยทั้งที่ไม่มีใครแตะต้องมัน

“เปิดสิริสา” คราวนี้เสียงนั้นเรียกชื่อเธออย่างชัดเจน

มือของหญิงสาวเย็นเฉียบ ร่างกายทุกส่วนร้องเตือนให้ถอยหนีแต่สายตากลับไม่อาจละไปจากกล่องไม้ตรงหน้าได้ ราวกับมีแรงบางอย่างดึงรั้งให้เธอยื่นมือออกไป ปลายนิ้วแตะฝาไม้และค่อย ๆ เปิดมันขึ้นอย่างเชื่องช้า

ภายในกล่องมีเส้นผมยาวสีดำขดอยู่กับผ้าสีขาวเปื้อนเลือด ตรงกลางวางจี้เงินรูปวงกลมซึ่งสลักอักขระแบบเดียวกับในภาพถ่าย เมื่อแสงโทรศัพท์ตกกระทบ รอยสลักเหล่านั้นก็สะท้อนแสงสีแดงวาบขึ้นมา

ทันใดนั้น อาการปวดแสบที่หัวไหล่ของริสาก็ระเบิดรุนแรงจนเธอร้องออกมา ร่างทั้งร่างทรุดลงกับพื้น โทรศัพท์หลุดจากมือและกลิ้งไปหยุดอยู่ข้างแท่นบูชา แสงจากหน้าจอส่องเฉียงขึ้นไปบนผนังเผยให้เห็นเงาของผู้หญิงอีกคนซึ่งยืนอยู่ด้านหลังเธอ

เงานั้นสูง ผอม ผมยาวเกือบถึงพื้น ศีรษะก้มต่ำจนมองไม่เห็นใบหน้า

ริสาชะงักไปในทันที ลมหายใจขาดห้วง ขณะที่ความเย็นเยียบค่อย ๆ แผ่เข้ามาใกล้จากทางด้านหลัง เสียงฝีเท้าเปล่าเหยียบลงบนพื้นไม้ทีละก้าวช้า ๆ เสียงดังเอี๊ยดทุกครั้งที่ขยับเข้าใกล้จนกระทั่งปลายผมสีดำของมันแตะลงบนหัวไหล่ของเธอ

“คืนของกูมา”

…เสียงแหบพร่าดังอยู่ข้างหู

ริสากัดฟันรวบรวมแรงคว้าสเปรย์พริกไทยขึ้นมาก่อนหันกลับไปฉีดอย่างสุดแรงแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า ละอองสเปรย์กระจายอยู่กลางอากาศ ไม่มีหญิงผมยาว ไม่มีร่างใดอยู่ด้านหลังเธอแม้แต่คนเดียว

หญิงสาวพยายามลุกขึ้น ทว่าเท้ากลับถูกบางสิ่งจับไว้จากใต้พื้นไม้ มือซีดขาวคู่หนึ่งโผล่ขึ้นมาจากร่องกระดาน นิ้วยาวผิดรูปกำข้อเท้าของเธอแน่นแล้วกระชากอย่างแรงจนริสาล้มลงในทันทีทำให้ศอกกระแทกกับพื้นจนเกิดรอยแดง หญิงสาวพยายามดิ้นรนและใช้เท้าอีกข้างถีบมือเหล่านั้น แต่ยิ่งขัดขืน แรงดึงกลับยิ่งรุนแรงขึ้น ใขนณะนั้นเอง พื้นไม้ใต้ตัวเริ่มสั่นทำให้เศษฝุ่นปลิวฟุ้งขึ้นรอบกายก่อนเสียงหัวเราะของผู้หญิงจำนวนมากจะดังประสานกันทั่วทั้งศาล

“ปล่อยนะ!”

ริสาคว้าขอบแท่นบูชาไว้แน่น เล็บจิกลงบนเนื้อไม้จนรู้สึกเจ็บ หัวไหล่ของเธอร้อนจัดราวกับกำลังถูกไฟเผา ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วแผ่นหลังจนภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอก

“อย่าขยับ!” น้ำเสียงทุ้มต่ำและหนักแน่นทำให้ทุกอย่างภายในศาลเงียบลงในทันที

แรงดึงที่ข้อเท้าของริสาชะงักไปชั่วขณะ ก่อนเสียงฝีเท้าหนัก ๆ จะดังเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว เงาร่างสูงใหญ่ก้าวผ่านประตูศาลเข้ามาพร้อมแสงจากไฟฉาย ชายหนุ่มในเสื้อสีดำถือสายสิญจน์ไว้ในมือ ดวงตาคมกวาดมองไปรอบห้องเพียงครั้งเดียวก็เห็นสิ่งที่กำลังพันอยู่รอบข้อเท้าของเธอ

เมฆินทร์บริกรรมคาถาสั้น ๆ “นะผูก โมมัด พุทตัด ธาถอน ยะทำลาย อาคมชั่วทั้งหลาย จงแตกดับ!” ก่อนที่เขาสะบัดสายสิญจน์ลงบนพื้น เสียงดังเพียะก้องไปทั่วศาล มือซีดขาวที่จับข้อเท้าริสาอยู่กระตุกอย่างรุนแรงแล้วหดกลับลงไปในช่องพื้น ทิ้งไว้เพียงรอยช้ำสีดำรอบข้อเท้าของหญิงสาว

“ลุกขึ้น” เขาสั่งเสียงเย็นเฉียบและเด็ดขาด

ริสายังไม่ทันได้ตอบ พื้นไม้ใต้ร่างก็เริ่มแตกออก เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้และแหลมคมกว่าเดิม เมฆินทร์ก้าวเข้ามาคว้าข้อมือเธอแล้วดึงขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว แรงดึงทำให้ร่างของหญิงสาวเซเข้าหาเขาจนหน้าผากเกือบชนแผงอกกว้าง กลิ่นควันเทียนและสมุนไพรจาง ๆ จากตัวชายหนุ่มลอยแตะจมูก แต่ยังไม่ทันที่เธอจะตั้งหลัก เมฆินทร์รีบปล่อยมือและถอยออกห่างราวกับไม่ต้องการแตะต้องเธอนานเกินจำเป็น

“ออกไปจากที่นี่”

“ฉันยังไม่ได้ของที่ต้องการ”

ดวงตาคมของเขาเหลือบมองกล่องไม้บนแท่นก่อนหันกลับมาจ้องเธอด้วยสายตาเย็นจัด

“ถ้าอยากตายก็อยู่ต่อ” น้ำเสียงห้วนสั้นทำให้ริสาขมวดคิ้ว แม้จะยังตกใจแต่ความไม่พอใจก็เริ่มเข้ามาแทนที่ความกลัวบางส่วน

“คุณเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน”

เมฆินทร์ไม่ตอบ เขาก้าวไปหยิบโทรศัพท์ของเธอขึ้นจากพื้นแล้วโยนกลับมาให้โดยไม่แม้แต่จะมองหน้า ริสารีบรับไว้ก่อนมันจะตกอีกครั้ง

“ผมบอกให้ออกไป”

“แล้วคุณเข้ามาที่นี่ทำไม ถ้ามันอันตรายขนาดนั้น”

ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาของเขาเลื่อนไปยังหัวไหล่ด้านหลังของเธอ ริสาเห็นสีหน้าสงบนิ่งนั้นเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที แม้จะน้อยมากแต่ก็มากพอให้เธอสังเกตเห็นได้

“คุณมองอะไร”

เมฆินทร์ก้าวเข้ามาใกล้โดยไม่ตอบคำถามก่อนยกมือหมายจะแตะบริเวณหัวไหล่ของเธอแต่ริสารีบถอยหลังทันทีและยกแขนขึ้นกัน

“จะทำอะไร”

“หันหลัง”

“ไม่”

“หันหลังเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังขึ้นแต่กลับเต็มไปด้วยอำนาจบางอย่างจนริสาเผลอหยุดขยับไปชั่วขณะ เมฆินทร์สบตาเธอนิ่งก่อนเอ่ยช้าและหนักแน่นกว่าเดิม

“ถ้าไม่อยากให้สิ่งที่อยู่ในศาลตามกลับไปด้วย ก็ทำตามที่บอก”
この本を無料で読み続ける
コードをスキャンしてアプリをダウンロード

最新チャプター

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 222

    “ทำไมคุณไม่เคยบอกฉัน” “รอยนั้นหายไปภายในไม่กี่ชั่วโมง ผมเลยคิดว่าอาจเป็นเพียงรอยกดจากผ้าห่อตัว” “คุณไม่ได้คิดแบบนั้นจริง ๆ” เมฆินทร์นิ่ง ริสารู้จักเขาดีพอจะมองออกว่า ชายหนุ่มปิดบังความกังวลนี้มานานเพียงใด “แล้วมีอะไรอีกไหมคะ” “ตอนอายุสองขวบ รดาเคยเดินเข้าไปในห้องเก็บของ” “ห้องที่คุณเก็บสมุดข่อ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 221

    รินรดาในวัยเจ็ดขวบป่วยบ่อยกว่าภูริณมาก บางครั้งเป็นเพียงไข้ต่ำในช่วงหัวค่ำ แต่พอตกดึก อุณหภูมิกลับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เด็กหญิงตัวเล็กจะนอนกระสับกระส่าย เหงื่อซึมเต็มหน้าผาก มือทั้งสองกำผ้าห่มแน่น ริมฝีปากพึมพำถ้อยคำซึ่งไม่มีใครฟังเข้าใจ หมอตรวจไม่พบความผิดปกติร้ายแรง ผลเลือดปกติ ไม่มีการติดเชื้อและ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 220

    “โอ๊ย!” “บอกแล้วว่าอย่าวิ่งเร็ว” ภูริณหันไปจับไหล่รินรดาไว้ไม่ให้ล้มก่อนมองไปยังพาขวัญที่กำลังวิ่งมาหา เด็กหญิงวัยห้าขวบสะดุดก้อนหินจนร่างเล็กเซไปข้างหน้าแต่โชคดีที่ภูริณรีบก้าวเข้าไปรับตัวไว้ได้ทันทำให้พาขวัญตกใจจนสองแขนกอดคอพี่ชายแน่น “เกือบล้มแล้วค่ะ” “เพราะวิ่งไม่ดูทาง” เขาอุ้มเด็กหญิงขึ้นม

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 219

    “พี่ภูริณอย่าแกล้งน้องนะคะ” รินรดากางแขนปกป้องคนตัวเล็กทันที ภูริณเลิกคิ้ว “ยังไม่ได้ทำอะไรเลย” “พี่ทำหน้าน่ากลัว” “หน้าพี่เป็นแบบนี้อยู่แล้ว” “งั้นพี่ก็หน้าดุอยู่แล้วค่ะ” คำตอบตรงไปตรงมาของรินรดาทำให้ริสาหลุดหัวเราะ ส่วนเมฆินทร์ยกมือขึ้นปิดมุมปาก กลั้นรอยยิ้มเอาไว้ ภูริณมองเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 218

    ภรันยังไม่หลับ เขาจ้องมองลูกสาวอยู่เงียบ ๆ จนพลอยเอื้อมมือมาวางทับหลังมือของเขา “พี่กลัวไหม” หญิงสาวถามเบา ๆ “กลัว” คำตอบตรงไปตรงมาทำให้พลอยชะงัก “พี่ก็กลัวเป็นด้วยเหรอ” “กลัวสิ” เขาหันมองเธอ “พี่กลัวเสียเธอกับขวัญไป” ดวงตาของเธอค่อย ๆ แดงขึ้น “พี่จะไม่เสียใครไปหรอก” “อืม” ภรันก้มลงมองพาขวัญ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 217

    เสียงฝนตกกระทบหลังคาเรือนไม้ดังสม่ำเสมอตั้งแต่หัวค่ำ ลมเย็นพัดลอดช่องหน้าต่างเข้ามาเป็นระยะ ทำให้ม่านสีขาวบางขยับไหวราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยแตะต้อง พลอยนั่งพิงหัวเตียง มือหนึ่งลูบเส้นผมดำขลับของเด็กหญิงตัวน้อยที่นอนขดอยู่ข้างกาย พาขวัญเพิ่งอายุครบห้าขวบได้ไม่กี่เดือน ใบหน้ากลมละม้ายคล้ายแม่ แต่ด

続きを読む
無料で面白い小説を探して読んでみましょう
GoodNovel アプリで人気小説に無料で!お好きな本をダウンロードして、いつでもどこでも読みましょう!
アプリで無料で本を読む
コードをスキャンしてアプリで読む
DMCA.com Protection Status