LOGINเวินหร่านอดไม่ได้ที่จะรู้สึกมึนงงไปหมดเธอไปบริจาคเงินตั้งแต่เมื่อไรกัน?แถมนึกยังไงถึงบริจาคตั้งครั้งละสองร้อยห้าสิบล้านบาท?ลำพังตัวเธอเองไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้นเสียหน่อยทว่าเธอปรับตัวและฉุกคิดขึ้นมาได้ในเวลาอันรวดเร็วน่าจะเป็นซางเลี่ยรุ่ยกับฉินเยว่เชาที่ใช้นามของเธอในการบริจาคแทนแน่ ๆ ฉินเยว่เชายังพอว่า เพราะอย่างไรตอนนี้เขาก็เป็นบอสของเธอ แถมครั้งนี้เธอก็มางานในฐานะผู้ติดตามของเขา การที่เขาจะบริจาคในนามของเธอก็พอฟังขึ้นและมีเหตุผลอยู่บ้างแต่กับซางเลี่ยรุ่ยเล่า?เขาทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่?“คุณผู้หญิงครับ คุณยังต้องการจะบริจาคเพิ่มอีกไหมครับ?”เจ้าหน้าที่เห็นเธอนิ่งเงียบไป จึงเอ่ยถามขึ้นมาเวินหร่านถอดเครื่องประดับอัญมณีบนเรือนร่างของตนเองออกมา “บริจาคค่ะ”ส่วนที่พวกเขาบริจาคแทนเธอนั้นก็คือส่วนของพวกเขาแต่ตัวเธอเองยังคงอยากจะร่วมบริจาคแสดงน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ดีเครื่องประดับอัญมณีบนตัวเธอเหล่านี้ล้วนเป็นของที่เธอสะสมไว้ด้วยตนเองทั้งสิ้นการบริจาคของเหล่านี้ออกไป ก็ถือเสียว่าเป็นการช่วยสมทบทุนสร้างประโยชน์ให้แก่บ้านพักคนชราได้บ้างเมื่อเวินหร่านเดิ
“เวินหร่าน นังแพศยา! ทั้งที่ทำเรื่องไร้ยางอายไปแท้ ๆ ตอนนี้ยังไม่กล้ารับอีก คอยดูนะ ฉันจะฉีกแกเป็นชิ้น ๆ เลย!”เวินฉีสะสมความโกรธไว้เต็มอกโดยไม่มีที่ระบายคิดจะพุ่งเข้ามาลงมือสั่งสอนเวินหร่านอีกรอบตอนเด็ก ๆ ขอแค่เวินหร่านไม่ฟังคำสั่งเธอ หรือทำให้เธอหงุดหงิดใจเธอคิดจะสั่งสอนอย่างไรก็ทำได้ตามใจชอบเธอคิดว่าตอนนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้นทว่ากลับลืมไปว่า พวกเธอไม่ได้อยู่ในวัยเด็กอีกต่อไปแล้วเวินหร่านไม่ได้เป็นลูกนอกสมรสผู้เป็นน้องสาวที่ยอมให้เธอบดขยี้อย่างไรก็ได้อีกแล้วเวินฉียังไม่ทันได้เข้าใกล้เวินหร่าน ก็ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ฉินเยว่เชาเรียกมาสกัดตัวไว้เสียก่อน“พวกแกจะทำอะไร? ปล่อยฉันนะ! ฉันจะสั่งสอนนังมือที่สามที่ทำลายครอบครัวคนอื่น! เวินหร่าน แกกล้ายั่วเย้าพี่เขยตัวเอง ฉันไม่มีวันปล่อยแกไปแน่...”เวินฉีตะโกนสุดเสียง อารมณ์พุ่งพล่านถึงขีดสุดหากไม่ใช่เพราะโชคดีที่เวลานี้ในลานจอดรถใต้ดินแทบจะไม่มีผู้คนอยู่เลย เวินหร่านคงต้องป่นปี้เสื่อมเสียชื่อเสียงไปแล้วจริง ๆ กระทั่งเวินฉีถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเหล่านั้นพาตัวออกไป ทางฝั่งของเวินหร่านจึงค่อย ๆ คืนสู่ความส
เห็นอยู่กับตาว่าเธอกำลังจะชนเข้ากับรถคันนั้นและถูกเหยียบขยี้อยู่ใต้ล้อรถในนาทีชีวิตอันแขวนอยู่บนเส้นยาแดงผ่าแปดนี้เอง...จู่ ๆ ก็มีใครคนหนึ่งยื่นมือมาคว้าท่อนแขนของเธอไว้แน่น แล้วออกแรงดึงเธอกลับมา“เป็นอะไรหรือเปล่า?”เมื่อได้ยินเสียงแสดงความห่วงใยอันคุ้นเคยของชายหนุ่ม เวินหร่านถึงเพิ่งตั้งสติคืนกลับมาได้เป็นฉินเยว่เชาที่ช่วยชีวิตเธอไว้เมื่อครู่นี้เธอเกือบจะถูกเวินฉีผลักออกไปจนโดนรถชนตายเสียแล้วอย่างไรเสียก็ยังได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องต่างแม่คาดไม่ถึงเลยว่าเวินฉีจะเกลียดชังเธอถึงเพียงนี้ เกลียดเสียจนแทบอยากจะฆ่าเธอให้ตาย“ไม่เป็นไร ขอบคุณนะคะ” เวินหร่านส่ายหน้า พลางเอ่ยขอบคุณเขาเพราะตกใจกลัวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ ในเวลานี้เวินหร่านจึงยังคงอกสั่นขวัญแขวนอยู่ไม่หายเรือนร่างของเธอสั่นสะท้าน สองขาอ่อนแรงลงชั่วขณะนั้นจึงปล่อยให้ฉินเยว่เชาโอบกอดเธอไว้โดยไม่ได้ดิ้นรนขัดขืนเมื่อเวินฉีได้มาเห็นภาพเหตุการณ์นี้เข้า ราวกับถูกกระตุ้นความรู้สึกอย่างรุนแรงนัยน์ตาของเธอแดงฉาน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นเธอชี้นิ้วใส่เวินหร่าน แล้วตวาดแผดเสียงด้วยความโกรธแค้น “ปล่อยสามีฉันนะ”
เธอมักจะรู้สึกว่าสายตาที่ซางเลี่ยรุ่ยใช้มองเธอในตอนท้ายนั้นเต็มไปด้วยความหมายลึกล้ำ...ยามเย็นของวันถัดมาเวินหร่านทำงานล่วงเวลาอยู่พักใหญ่ กว่าจะลงมายังลานจอดรถใต้ดินเพื่อเอารถ เวลาก็ดึกมากแล้วขณะที่เธอกำลังจะเปิดประตูรถ สายลมกระโชกรุนแรงสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาหาเธอด้วยความเร็วปานสายฟ้า เวินหร่านจึงไม่ทันได้ตั้งตัวแม้แต่น้อย“เพียะ!”บนใบหน้าของเธอปรากฏรอยนิ้วมือสีแดงสดห้ารอยความเจ็บปวดแสบร้อนจู่โจมเข้ามาในทันที“นังแพศยา!”เวินฉีไม่รู้ว่าพุ่งมาจากทิศทางไหนมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ พร้อมกับสีหน้าท่าทางที่อยากจะกลืนกินเธอเข้าไปทั้งตัวเวินหร่านหรี่ดวงตารูปเมล็ดอัลมอนด์ลง พลางจ้องมองเวินฉีตรงหน้าที่ประพฤติตัวไม่ต่างจากหญิงอันธพาลโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดแม้แต่คำเดียว เธอเงื้อมือขึ้นแล้วตบสวนกลับไปฉาดหนึ่งทันทีเวินฉีกุมแก้มขวาที่โดนตบจนบวมปูดของตนเองไว้ พลางมองเธอด้วยความไม่อยากจะเชื่อ“แกเสนอหน้ายั่วเย้าพี่เขยหน้าด้าน ๆ แล้วตอนนี้ยังกล้าลงไม้ลงมือกับพี่สาวอีกเหรอ?”เรียวคิ้วงามของเวินหร่านขมวดแน่นเป็นปม“ฉันไปยั่วเย้าพี่เขยตอนไหนไม่ทราบ?”เวินฉีหยิบรูปถ่ายออกมาจากกระเป๋าด้วย
สองคนนั้นยังจะง่วนอยู่ตรงนั้นอีกนานแค่ไหนกัน?ก็แค่ท่าสวิงกอล์ฟท่าเดียวไม่ใช่หรือไงฉินเยว่เชาถึงขั้นต้องสอนนานขนาดนั้นเลยหรือไง?เมื่อก่อนไม่รู้ตั้งกี่คนที่เสนอตัวเข้ามาขอให้สอน แต่ฉินเยว่เชากลับไม่เคยสนใจจะแยแสสักคนทำไมพอเจอเวินหร่าน ถึงได้กระตือรือร้นขนาดนี้ขึ้นมาได้?หรือว่า...เขาก็ตกหลุมรักเวินหร่านด้วยเหมือนกัน...ซางเลี่ยรุ่ยหรี่ตาลงเล็กน้อยความคิดถึงความเป็นไปได้บางอย่างแล่นเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็วดวงตาดำคล้ำอดไม่ได้ที่จะจดจ้องไปที่ร่างกายของทั้งสองซึ่งแนบชิดกันเกินไปคิ้วขมวดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ความหงุดหงิดตึงเครียดสายหนึ่งที่ไร้สาเหตุพลันผุดขึ้นมาในใจเดิมทีเขาก็พยายามอดทนอดกลั้นอย่างที่สุดแล้วที่จะไม่มองเธอที่จะไม่สนใจเธอและยิ่งจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเธออีกทว่าในเวลานี้ ดูเหมือนเขาจะไม่สามารถสะกดข่มมันเอาไว้ได้อีกต่อไปแล้วสีหน้าของซางเลี่ยรุ่ยมืดมนลงริมฝีปากบางยืดตรงเป็นเส้นเดียวทั่วทั้งร่างแผ่รังสีอันน่าอึดอัดเยือกเย็นออกมา...“ประธานฉิน แฟนสาวที่คุณพามาด้วยวันนี้สวยมาก แถมยังดูมีสง่าราศี เอาชนะแฟนเก่า ๆ ของคุณได้ขาดลอยเลยครับ”ใครคนหนึ่งสังเ
เขาเห็นเวินหร่านได้ในทันทีที่สายตาทอดผ่านทว่าเขากลับไม่ได้เอ่ยทักทายเธอและไม่ได้ประสานสายตากับเธอเหมือนเช่นแต่ก่อนกระทั่งเบือนสายตามามองเธอเพิ่มอีกสักแวบหนึ่ง ก็ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำหากจะบอกว่าภายในใจของเวินหร่านไม่ได้รู้สึกเคว้งคว้างผิดหวังเลยแม้แต่น้อย ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ทว่าเธอเป็นคนเอ่ยปากปฏิเสธเขาเองกับปากเป็นคนยืนกรานว่าจะไม่ขอคบหากับเขาแล้วยามนี้ เธอจะมีสิทธิ์อะไรไปนึกแง่งอนเขาเล่า?เวินหร่านลอบถอนหายใจยาว ก่อนจะชักสายตากลับมาซางเลี่ยรุ่ยพร้อมด้วยกลุ่มคนที่อยู่ข้างกายเดินตรงเข้ามาทางพวกเธอแล้วคนเหล่านั้นต่างทยอยเอ่ยทักทายฉินเยว่เชาอย่างเป็นกันเองหลังจากนั่งลงพักผ่อน กลุ่มคนเหล่านี้ก็เริ่มเปิดฉากพูดคุยเจรจาธุรกิจกันลูกค้าที่ฉินเยว่เชานัดเวินหร่านมาพบในวันนี้ ก็ปะปนอยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้ด้วยเช่นกันเขาเริ่มเปิดบทสนทนาพูดคุยกับลูกค้ารายนั้นอย่างเป็นทางการส่วนเวินหร่านก็คอยยืนเคียงข้างพวกเขาตลอดเวลาทว่าเธอสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอย่างเห็นได้ชัดเพราะซางเลี่ยรุ่ยกำลังนั่งอยู่ห่างจากพวกเธอไปไม่ไกลนักแสงแดดฉายกระทบใบหน้าของเขา โครงหน้าที่ล้ำลึกงดงามนั้น ยิ่งเพิ
เวินหร่านไม่ได้นอนทั้งคืนความว่างเปล่าทางกายและจิตใจที่บอบช้ำทำให้เธอไม่อาจข่มตาหลับได้เลยโชคดีที่เช้าวันรุ่งขึ้นเธอไม่ได้ไปทำงานสายแต่ตอนที่เวินหร่านเดินหาวเข้าไปในบริษัทกลับพบว่าบรรยากาศวันนี้แปลกชอบกล“อยู่ดี ๆ วันนี้ก็มีท่านประธานคนใหม่มารับตำแหน่งล่ะ...” หลีลี่เพื่อนสนิทบอกข่าวใหญ่นี้กับ
เวินหร่านสีหน้าแข็งทื่อฟู่จิ่งเฉิงมองเห็นความผิดหวังที่วาบผ่านดวงตาของเธอแต่ริมฝีปากบางยังคงขยับต่อไปอย่างเย็นชา “โทษที บอกคุณไปหลายครั้งแล้วนะว่าผมเป็นโรครักความสะอาด!”เวินหร่านกล่าวอย่างลนลาน “แต่ที่รักคะ...ฉัน...”ตอนนี้เธอป่วยเป็นโรคฮิสทีเรีย จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากสามีเธอทนไม่
เวินหร่านเดินออกจากห้องตรวจ รับยา แล้วรีบเดินออกจากโรงพยาบาลไปพอนึกถึงภาพในห้องตรวจเมื่อครู่ ที่ถูกหมอผู้ชายคนหนึ่งสั่งให้ถอดกางเกง เพื่อตรวจให้เธอเธอก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงก่ำไปถึงใบหูถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เธอคงไม่มีหน้าไปพบใครแน่ ๆวันหลังเธอต้องหาหมอผู้หญิงเท่านั้น จะไม่ยอมให้ผู้ชายแปล
“ถอดออกแล้วนอนลงไปครับ!”ตามมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของชายหนุ่มหัวใจของเวินหร่านกระตุกวูบเธอไม่รู้เลยว่าตัวเองไปติดโรคที่น่าอับอายจนพูดไม่ออกแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่พออาการกำเริบก็จะรู้สึกต้องการอย่างมากจนถึงขั้นไม่เลือกเวลาและสถานที่ ทำให้ชีวิตและหน้าที่การงานได้รับผลกระทบอย่างหนัก







