เข้าสู่ระบบทว่าซางเลี่ยรุ่ยยังคงเอนกายนอนอยู่บนโซฟาไม่ไหวติง ราวกับตกอยู่ในห้วงความฝันอันลึกล้ำไปนานแล้วเวินหร่านเพ่งมองเขา พูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่งสายตาของเธออดไม่ได้ที่จะเลื่อนไปหยุดอยู่ที่ริมฝีปากบางของเขาเมื่อนึกถึงภาพอันเร่าร้อนที่ทั้งสองแลกจูบกันอย่างดูดดื่มตั้งแต่หน้าประตูเรื่อยมาจนถึงบนโซฟาเมื่อครู่นี้ใบหน้าหวานก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้งหากไม่ใช่เพราะแม่ของเธอโผล่มากลางดึกเสียก่อนป่านนี้เธอกับซางเลี่ยรุ่ยคงจะทำเรื่องอย่างว่ากันไปแล้วหรือเปล่านะ?บ้าจริง ทำไมเธอถึงชอบยับยั้งชั่งใจตัวเองไม่อยู่เรื่อยเลยนะ?ยอมให้เขาทำสำเร็จตามใจชอบครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่อย่างนี้เวินหร่านคิดในใจด้วยความรู้สึกเจ็บใจเธอสะบัดหน้าไปมาเพื่อสลัดเอาภาพอันประเจิดประเจ้อเหล่านั้นออกไปจากหัวเวินหร่านพยายามประคองสติให้พ้นจากความสับสนช่างเถอะในเมื่อเขาหลับไปแล้ว งั้นเธอก็ไม่ต้องปลุกเขาต่อแล้วกันซางเลี่ยรุ่ยในฐานะบอส แต่ละวันมีงานการรัดตัวให้จัดการไม่หวาดไม่ไหวอย่างไรเสียพวกเขาก็ใช่ว่าจะไม่เคยมีอะไรกันเสียหน่อยจะปล่อยให้เขาค้างที่บ้านเธอสักคืนจะเป็นไรไป?เวินหร่านเดินไปหยิบผ้
เวินหร่านยังคงนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่เคลื่อนไหวไปไหน และไม่ได้หันไปมองเขาทำเพียงเอ่ยเสียงเรียบ “ดึกมากแล้ว คุณกลับไปเถอะ”แต่ก่อนซางเลี่ยรุ่ยรู้เพียงแค่ว่าเธอเป็นลูกนอกกฎหมายของตระกูลเวินทว่านึกไม่ถึงเลยว่าแม้แต่แม่แท้ ๆ ของเธอเอง ก็ยังไม่รักลูกสาวคนนี้ถึงเพียงนี้หลายปีมานี้สถานการณ์ของเธอในตระกูลเวิน คงต้องยากลำบากมากเป็นแน่ซางเลี่ยรุ่ยทอดตัวนั่งลงข้างกายเธอ พร้อมกับตบไหล่ตัวเองเบา ๆ “ผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณเอง ยืมไหล่ผมพิงได้นะ”เขารู้ดีว่าแม้เวินหร่านจะไล่แม่ของเธอไปได้ แต่ในใจของเธอจะต้องเจ็บปวดมากอย่างแน่นอนเวินหร่านไม่ได้เอนกายพิงไหล่เขา ทำเพียงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย “ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันคงจะเศร้าใจมาก แต่ตอนนี้ฉันกลับพบว่า นอกจากความว่างเปล่าหม่นหมองในใจแล้ว ฉันก็ไม่ได้รู้สึกอะไรอีกเลย”คงเป็นเพราะชินชาเสียแล้วกับการถูกทำร้ายจิตใจเช่นนี้แววตาของซางเลี่ยรุ่ยทอประกายลึกล้ำ “มีคำกล่าวที่ว่า หากไม่หวัง ก็ไม่ผิดหวัง! ดูท่าในใจคุณคงไม่ได้หลงเหลือความหวังใด ๆ อยู่อีกแล้วสินะ”เวินหร่านชะงักไปครู่หนึ่งนึกไม่ถึงเลยว่า ตัวเธอเองจะสิ้นหวังต่อเฉิงหว่านอี๋ถึงเพียงนี้แล้วหรือ
เวินหร่านหัวใจกระตุกด้วยความตื่นตกใจเธอไม่อาจปล่อยให้ผู้เป็นแม่ก้าวเข้าไปในห้องนอนได้โดยเด็ดขาดมิฉะนั้นหากแม่เปิดไปเจอซางเลี่ยรุ่ยเข้า มีหวังได้พังพินาศกันพอดี“แม่คะ อย่าค่ะ!”เธอรีบเอ่ยปากยับยั้งเฉิงหว่านอี๋มองเธอด้วยสีหน้าคลางแคลงใจ “อะไรคืออย่า?”อย่างไรเสียเวินหร่านก็เป็นคนที่เธอเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กเพียงแค่เห็นกิริยาท่าทางแบบนี้ของลูกสาว เธอก็รู้ได้ทันทีว่าต้องมีเรื่องปิดบังอยู่แน่ ๆ “ห้องหนูรกมากเลยค่ะ แม่อย่าเพิ่งเข้าไปเลยนะคะ! อีกอย่างแมวที่หนูเลี้ยงไว้นิสัยดุมาก เกิดมันข่วนแม่จนได้แผลขึ้นมาจะไม่ดีเอานะคะ...”เวินหร่านพยายามหาข้ออ้างสุดชีวิตทว่าเฉิงหว่านอี๋กลับไม่ได้แยแสเลยสักนิด “ฉันไม่ได้โง่ขนาดที่จะจับแมวแค่นี้ไม่ได้หรอกนะ ส่วนห้องแกมันรก ฉันก็ถือโอกาสช่วยแกจัดห้องไง...”เวินหร่านเห็นผู้เป็นแม่มีสีหน้าเด็ดเดี่ยวว่าจะต้องเข้าไปจับแมวให้ได้อดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงเรื่องราวในวัยเด็ก ตอนนั้นเธอเคยช่วยชีวิตแมวจรจัดไว้ตัวหนึ่ง และอยากเลี้ยงมันมากทว่าแม่กลับอ้างเหตุผลว่าอยากให้เธอขยันเรียน แล้วไม่ยอมให้เธอเลี้ยงแม่ใหญ่กับพ่อเองก็พูดเช่นกันว่าบ้านตระกูลเวินไม่อ
เธอทำได้เพียงยอมรับไปตามน้ำ “ค่ะ”เฉิงหว่านอี๋อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเตือน “แต่งงานแต่งการไปแล้ว มีเรื่องอะไรก็รู้จักฟังสามีบ้าง อย่าเอาแต่ใจเหมือนเด็ก ๆ ! ฉันได้ยินมาว่าคุณชายใหญ่ตระกูลฟู่ร่างกายไม่ค่อยดี ไม่ช้าก็เร็วทุกอย่างของตระกูลฟู่ก็ต้องตกเป็นของจิ่งเฉิง แกได้แต่งกับเขานับว่าโชคดีแค่ไหนแล้ว...”เรียวคิ้วสวยของเวินหร่านขมวดแน่นทุกถ้อยคำของเฉิงหว่านอี๋ล้วนแสดงออกราวกับว่า การที่เธอได้แต่งงานกับฟู่จิ่งเฉิงนั้นเป็นเรื่องที่เธอได้กำไรมหาศาลโดยไม่แยแสหรือสนใจแม้แต่น้อยว่า เหตุผลแท้จริงที่ลูกสาวอย่างเธอต้องแยกกันอยู่กับสามีคืออะไรอย่างไรเสีย ทุกอย่างก็เป็นความผิดของเธอทั้งสิ้นขอแค่เธอรู้จักยอม ๆ ลูกเขยสุดรักสุดห่วงของแม่ก็พอ“แม่คะ แม่รู้ได้ยังไงว่าหนูย้ายมาอยู่ที่นี่?” เวินหร่านเอ่ยปากขัดขึ้นมาเรื่องที่เธออยู่ที่ไหนหลังหย่า แม้แต่ฟู่จิ่งเฉิงก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำแล้วเฉิงหว่านอี๋ผู้เป็นแม่ไปรู้เรื่องนี้มาจากไหนกัน?“ก็ฉัน... ฟังมาจากพ่อของแกไม่ใช่หรือไง?” ดวงตาของเฉิงหว่านอี๋ฉายแวววูบวาบ ก่อนจะอ้ำอึ้งตอบกลับมาเวินหร่านยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากกว่าเดิม “พ่อของหนู?”ต้องรู้ไว้ด้
เวินหร่านยืนตกตะลึงอยู่กับที่แม่ของเธอรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้เธอพักอยู่ที่นี่?ตอนแรกเธอคิดว่าตัวเองหูฝาดไป ทว่าไม่นานนัก เสียงของเฉิงหว่านอี๋ก็ดังลอยมาอีกครั้ง“หร่านหร่าน อยู่หรือเปล่า?”เป็นแม่ของเธอจริง ๆ ด้วยเวินหร่านพลันได้สติกลับคืนมาเมื่อมองซางเลี่ยรุ่ยที่ยังคงทาบทับอยู่บนเรือนร่างของเธอ ความตื่นตระหนกตกใจก็ถาโถมเข้ามาทันทีแย่แล้ว แย่แล้ว!แม่ของเธอยังไม่รู้เลยว่าเธอกับฟู่จิ่งเฉิงหย่ากันแล้วหากต้องมาเห็นภาพผู้ชายมาอยู่ในบ้านเธอดึกดื่นป่านนี้แถมเธอยังถูกผู้ชายคนนี้ทาบทับเอาไว้ใต้ร่างอีกมีหวังต่อให้อธิบายปากเปียกปากแฉะก็ไม่จบแน่ถึงตอนนั้น เรื่องที่เธอกับฟู่จิ่งเฉิงหย่ากันคงถูกเปิดเผย และแม่ก็คงคิดว่าเป็นความผิดของเธอเวินหร่านไม่อยากรับบาปแทนฟู่จิ่งเฉิงกับเวินฉีแม้เพียงเศษเสี้ยวเธอจึงรีบบอกซางเลี่ยรุ่ยด้วยความร้อนรน “คุณเข้าไปแอบในห้องฉันก่อน แล้วห้ามออกมาเด็ดขาดนะคะ!”แอบงั้นเหรอ?ซางเลี่ยรุ่ยได้ยินคำคำนี้ก็ขมวดคิ้วเข้าหากันโดยสัญชาตญาณตัวเขาเปิดเผยไม่ได้ขนาดนั้นเลยเหรอ?เฉิงหว่านอี๋ที่อยู่หน้าประตูเห็นว่าลูกสาวไม่ตอบกลับเสียที จึงเคาะประตูอีกครั้ง “หร
“คุณจะทำอะไรน่ะ? อย่าเพิ่ง!”ซางเลี่ยรุ่ยจ้องมองเธอด้วยสายตาลึกล้ำแน่วแน่ “ก็คุณเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือ ว่าเข้ามาข้างในค่อยจูบ?”เวินหร่านถึงกับพูดไม่ออกนั่นมันเป็นแค่แผนแก้ขัดเฉพาะหน้าของเธอเมื่อครู่นี้ต่างหากเล่า?ถ้าเธอไม่พูดออกไปแบบนั้น เขาจะยอมตามเธอเข้ามาในห้องหรืออย่างไร?ทว่าในเมื่อเอ่ยปากพูดออกไปแล้ว จะคืนคำพูดตอนนี้ก็คงไม่ได้“แค่จูบ อย่างเดียวใช่ไหมคะ?”เวินหร่านสบตากับดวงตาลึกล้ำของชายหนุ่มพลางเอ่ยถามลองเชิงเกรงเหลือเกินว่าเขาคิดจะทำอะไรล้ำเส้นไปมากกว่านี้สายตาของซางเลี่ยรุ่ยทอดมองลงมาอย่างลึกซึ้ง ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินรดใบหน้าของเธอ “หรือว่าคุณอยากจะทำเรื่องอย่างอื่นด้วยล่ะ?”เวินหร่านย่อมไม่ได้อยากทำแน่นอนทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปากแย้งประมวลคำปฏิเสธ จูบของซางเลี่ยรุ่ยก็ประทับทาบลงมาเสียแล้ว“ฉันไม่ อื้อ...”เวินหร่านพยายามสะกดข่มความปรารถนาที่จะผลักใบหน้าหล่อเหลาของเขาออกห่าง ปล่อยให้เขาบดจูบเธออยู่ชั่วครู่กลิ่นอายความเป็นชายอันเข้มข้นที่คุ้นเคย แผ่ซ่านเข้ามาครอบงำทั้งการรับรสและการรับสัมผัสของเธออย่างรวดเร็วซางเลี่ยรุ่ยจูบอย่างบ้าคลั่งและดิ่งลึกในห
เวินหร่านสีหน้าแข็งทื่อฟู่จิ่งเฉิงมองเห็นความผิดหวังที่วาบผ่านดวงตาของเธอแต่ริมฝีปากบางยังคงขยับต่อไปอย่างเย็นชา “โทษที บอกคุณไปหลายครั้งแล้วนะว่าผมเป็นโรครักความสะอาด!”เวินหร่านกล่าวอย่างลนลาน “แต่ที่รักคะ...ฉัน...”ตอนนี้เธอป่วยเป็นโรคฮิสทีเรีย จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากสามีเธอทนไม่
เวินหร่านเดินออกจากห้องตรวจ รับยา แล้วรีบเดินออกจากโรงพยาบาลไปพอนึกถึงภาพในห้องตรวจเมื่อครู่ ที่ถูกหมอผู้ชายคนหนึ่งสั่งให้ถอดกางเกง เพื่อตรวจให้เธอเธอก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงก่ำไปถึงใบหูถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เธอคงไม่มีหน้าไปพบใครแน่ ๆวันหลังเธอต้องหาหมอผู้หญิงเท่านั้น จะไม่ยอมให้ผู้ชายแปล
“ถอดออกแล้วนอนลงไปครับ!”ตามมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของชายหนุ่มหัวใจของเวินหร่านกระตุกวูบเธอไม่รู้เลยว่าตัวเองไปติดโรคที่น่าอับอายจนพูดไม่ออกแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่พออาการกำเริบก็จะรู้สึกต้องการอย่างมากจนถึงขั้นไม่เลือกเวลาและสถานที่ ทำให้ชีวิตและหน้าที่การงานได้รับผลกระทบอย่างหนัก
เวินหร่านไม่ได้นอนทั้งคืนความว่างเปล่าทางกายและจิตใจที่บอบช้ำทำให้เธอไม่อาจข่มตาหลับได้เลยโชคดีที่เช้าวันรุ่งขึ้นเธอไม่ได้ไปทำงานสายแต่ตอนที่เวินหร่านเดินหาวเข้าไปในบริษัทกลับพบว่าบรรยากาศวันนี้แปลกชอบกล“อยู่ดี ๆ วันนี้ก็มีท่านประธานคนใหม่มารับตำแหน่งล่ะ...” หลีลี่เพื่อนสนิทบอกข่าวใหญ่นี้กับ







