LOGINเวินหร่านกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว“แล้วถ้าหนูไม่ตกลงล่ะคะ?”เธอเอ่ยถามพลางข่มอารมณ์เอาไว้สุดชีวิตเวินจี้หลี่ถลึงตาใส่เธออย่างเกรี้ยวกราด น้ำเสียงแฝงไปด้วยความข่มขู่ “ถึงครั้งนี้แกจะพาฟู่จิ่งเฉิงกลับมา แล้วฉันยอมปล่อยเพื่อนแกไปสักหน แต่ตราบใดที่แกยังไม่ยอมทำงานให้ประธานใหญ่ซาง ฉันก็มีวิธีอีกสารพัดที่จะทำให้แกจำใจต้องทำอยู่ดี!”ร่างของเวินหร่านสั่นสะท้านขึ้นมาทันใดความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของผู้เป็นพ่อ ก็คือคิดจะบีบบังคับให้เธอไปทำงานรับใช้ซางลี่รูต่อไปอย่างนั้นหรือ?ครั้งนี้เป็นหลีลี่ แล้วครั้งหน้าจะเป็นใครข้างกายเธออีกล่ะ?โชคดีที่เธอเตรียมการเอาไว้นานแล้วเวินหร่านเปิดกระเป๋าของตนเองออก ก่อนจะโยนรูปถ่ายปึกหนึ่งออกไปตรงหน้า “เลขาจ้าวในรูปพวกนี้ เชื่อว่าคุณพ่อคงจะไม่รู้สึกแปลกหน้าหรอกใช่มั้ยคะ?”เวินจี้หลี่หยิบรูปถ่ายเหล่านั้นขึ้นมาเปิดดู ใบหน้าแก่ชราพลันซีดเผือดลงอย่างฉับพลัน“รูปพวกนี้แกไปเอามาจากไหน?”เมื่อเห็นผู้เป็นพ่อมีท่าทีลนลานและตึงเครียดถึงเพียงนี้ เวินหร่านก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องที่เวินจ้าวเหลียงไปจัดการในครั้งนี้ทำสำเร็จลุล่วงแล้วไม่ได้เสแสร้งหลอกลวงเธอหากบอกผ
ผู้เป็นพ่อ แม่ใหญ่ และแม่เล็ก ต่างพากันรุมล้อมชวนฟู่จิ่งเฉิงและเวินฉีคุยกันไม่หยุดหย่อนขาดก็แต่เพียงยังไม่ได้เอ่ยปากถามออกไปตรง ๆ เท่านั้นว่า เมื่อไรคนทั้งสองถึงจะเปิดเผยเรื่องที่คบหาลงเอยกันเสียทียามนี้ด้วยฐานะและสถานะของฟู่จิ่งเฉิง ถือว่าคู่ควรเหมาะเจาะกับเวินฉีพวกเขาย่อมหวังจากใจจริง อยากให้เขามอบที่พึ่งพิงอันมั่นคงให้แก่ลูกสาวที่ผ่านการแต่งงานรอบสองคนนี้ทว่าฟู่จิ่งเฉิงกลับไม่ได้แสดงความกระตือรือร้นเหมือนในอดีตอีกต่อไปเขาเอ่ยตอบคำถามอย่างแบ่งรับแบ่งสู้วางท่าเฉยชาเสมือนกำลังตั้งใจใช้ท่าทีเล่นแง่หลบเลี่ยงตอบทีเล่นทีจริงกับคนเหล่านั้นตัวเขาเองก็ตระหนักดีว่าตนในยามนี้ไม่ใช่คนเดิมเหมือนวันวานอีกแล้วเขาก็ใช่ว่าจะเพิ่งมาเป็นลูกเขยของตระกูลเวินวันแรกเสียเมื่อไรในอดีต บรรดาผู้ใหญ่พวกนี้เคยชายตาแลมองเขาสักครั้งไหม?อย่าว่าแต่จะยกเวินฉีให้แต่งงานกับเขาเลย ต่อให้เขายินยอมแต่งเข้าบ้านเป็นลูกเขยแต่งเข้า คนพวกนี้ก็ยังไม่เคยแลเหลียวมองแม้แต่น้อยมาตอนนี้ กลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือหากไร้ซึ่งหัวโขนในฐานะผู้สืบทอดตระกูลฟู่แล้ว ตัวเขาก็คงยังคงเป็นเพียงสิ่งไร้ค่าในสายตาของคนพ
เวินหร่านขยับตัวถอยออกไปด้านข้างตามสัญชาตญาณพยายามที่จะเว้นระยะห่างกับเขาทว่าพอเธอขยับหนีไปได้เพียงก้าวเดียว ฟู่จิ่งเฉิงก็ขยับเบียดแนบชิดตามเข้ามาอีกเวินหร่านขมวดคิ้วมุ่นทันที“วันนี้คุณเป็นอะไรไป?”คงไม่ใช่ว่าพอได้ก้าวขึ้นเป็นผู้สืบทอดตระกูลฟู่แล้ว ดีใจจนเพี้ยนไปแล้วหรอกนะ?เมื่อก่อนเขาไม่ใช่คนที่คอยหลบเลี่ยงเธอราวกับสิ่งน่ารังเกียจหรอกเหรอ?ทำไมวันนี้ถึงได้ทำตัวผิดปกติขนาดนี้?“เปล่าสักหน่อย ไม่ใช่ว่าจะไปเป็นเพื่อนคุณแสดงละครเป็นสามีภรรยากันที่บ้านหรอกเหรอ? ก็ต้องแสดงให้สมจริงหน่อยสิ”ฟู่จิ่งเฉิงเอ่ยพลางยื่นมือออกไปโอบไหล่ของเธอไว้ตัวเขาเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมแต่จิตสำนึกมันเรียกร้องอยากจะใกล้ชิดกับเธอให้มากขึ้นอีกนิดจริง ๆ “ไม่จำเป็นหรอกค่ะ พี่สาวฉัน เวินฉีก็อยู่ที่นั่นด้วย เดี๋ยวเธอเข้าใจผิดขึ้นมาจะลำบาก”เวินหร่านเอี้ยวตัวหลบเลี่ยงไปตามสัญชาตญาณเขาไม่ได้รักเวินฉีมาโดยตลอดหรอกเหรอ?ไม่กลัวเวินฉีมาเห็นเข้าหรือไง ว่าตอนนี้เขากำลังกอดโอบเธอเอาไว้อยู่พวกผู้ชายเนี่ย พอเริ่มมีเงินมีอำนาจขึ้นมาก็คิดแต่จะควานหาผู้หญิงเพิ่มกันหมดทุกคนเลยหรือเปล่านะ?เมื่อก่อนฟ
ยังไม่ทันที่เจียงฮ่าวจะได้สติ เวินหร่านก็เป็นฝ่ายชิงวิ่งหนีออกจากลิฟต์ไปเสียก่อนเธอรีบก้าวเท้าเข้าไปในลิฟต์สำหรับพนักงานที่อยู่ข้าง ๆ อย่างรวดเร็ว แล้วกดชั้นหนึ่งทันทีส่วนเจียงฮ่าวกลับเพิ่งจะตระหนักขึ้นมาได้ว่า การที่ตนเองพรวดพราดสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปในลิฟต์เมื่อครู่นี้ คล้ายว่าจะไปขัดจังหวะเรื่องดี ๆ ของผู้เป็นบอสเสียแล้ว“บอสครับ คือผม...” เขาพยายามจะเอ่ยปากอธิบายทว่าภายใต้สายตาอันเฉียบคมและทรงอำนาจของซางเลี่ยรุ่ย ทำให้เขาจำต้องถอยหลังออกจากลิฟต์ไปอย่างรู้หน้าที่...พอเวินหร่านก้าวเท้าออกจากประตูหน้าบริษัท รถยนต์หรูยี่ห้อเบนท์ลีย์คันยาวปรับแต่งพิเศษก็เลื่อนเข้ามาจอดตรงหน้าเธอพอดีกระจกหน้าต่างรถแถวหลังถูกลดระดับลง เธอจึงได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาอันคุ้นเคยของฟู่จิ่งเฉิงเธอชะงักไปครู่หนึ่ง ทว่าในไม่ช้าก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไรมากมายนักตอนนี้ฟู่จิ้งซิวเสียชีวิตไปแล้ว ฟู่จิ่งเฉิงย่อมก้าวขึ้นมารับตำแหน่งแทนอย่างชอบธรรม กลายเป็นผู้สืบทอดแห่งตระกูลฟู่การที่มีรถยนต์คันหรูระดับท็อปเช่นนี้มาเป็นยานพาหนะประจำตัว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแม้แต่น้อยอย่างไรเสีย ฟู่จิ่งเฉิงในยามนี้
เธอกำลังตั้งท่าจะกดตัดสายโทรศัพท์ทิ้งซางเลี่ยรุ่ยพลันจ้องมองเธอแล้วเอ่ยถามขึ้นมา “สายจากใคร?”เวินหร่านดึงสติกลับคืนมาก่อนจะเอ่ยแก้ตัวไปตามสัญชาตญาณ “เอ่อ... พวกคอลเซ็นเตอร์น่ะค่ะ...”ซางเลี่ยรุ่ยเม้มริมฝีปากแน่น เขม้นมองเธออยู่เนิ่นนานดวงตาคู่คมสีดำขลับ ราวกับคลื่นใต้น้ำที่กำลังโหมกระหน่ำปั่นป่วนอยู่ใต้ท้องทะเลหัวใจของเวินหร่านพลันเต้นตึกตักหนักอึ้งขึ้นมาทันควันเธอสัมผัสได้ชัดเจนว่า อันที่จริงซางเลี่ยรุ่ยไม่ได้เชื่อคำพูดของเธอเลยสักนิดและเธอก็โกหกเขาจริง ๆ เธอรู้ดีว่าเขากำลังคิดมากเรื่องของฟู่จิ่งเฉิงก่อนหน้านี้ก็เอ่ยปากบอกให้เธอหย่า แล้วมาอยู่กับเขาตั้งกี่ครั้งกี่หนหากรู้เข้าว่า โทรศัพท์สายนี้เป็นสายที่ฟู่จิ่งเฉิงโทรเข้ามาล่ะก็ไม่รู้ว่าเขาจะหึงหวงขึ้นมาอย่างหนักอีกหรือไม่ขณะที่เวินหร่านกำลังคิดกังวล ทันใดนั้นเธอก็ถูกซางเลี่ยรุ่ยดันไปชนติดกับผนังลิฟต์ใบหน้าหล่อเหลาของเขาขยับคืบคลานเข้ามาใกล้เธอพื้นที่แคบอึดอัดจนไร้สายลมพัดผ่าน ยิ่งส่งผลให้ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองหดสั้นลงจนแทบไม่เหลือราวกับว่าลมหายใจของพวกเขาได้หลอมรวมเข้าด้วยกันอากาศภายในลิฟต์คล้ายถูกสู
“พ่อเดาไว้แล้วว่าเธอต้องปฏิเสธ พ่อบอกว่าถ้าเธอทำตามความต้องการของเขา เรื่องเพื่อนของเธอ เขาก็จะยอมละเว้นปล่อยไปสักครั้ง”เวินจ้าวเหลียงเอ่ยถ่ายทอดคำพูดของผู้เป็นพ่อดวงตาของเวินหร่านพลันเป็นประกายสว่างวาบขึ้นมาความหมายของเวินจี้หลี่ก็คือ ขอเพียงเธอพาฟู่จิ่งเฉิงกลับไป เขาก็มีความเป็นไปได้ที่จะยอมปล่อยหลีลี่ไปงั้นเหรอ?“ตกลง”เวินหร่านตอบรับคำอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อยแม้ว่าเธอจะเตรียมวิธีรับมือกับเวินจี้หลี่ไว้พร้อมสรรพแล้ว ทว่าหากไม่ถึงที่สุดจริง ๆ เธอก็ไม่ได้อยากจะเปิดศึกหักหน้ากับเวินจี้หลี่สักเท่าไรในเมื่อยามนี้เขายื่นข้อเสนอเช่นนี้ออกมา อย่างไรเสียก็ยังดีกว่าการลงเอยด้วยการแตกหักกับเขาตรง ๆ ...วันถัดมาเมื่อเวินหร่านมาถึงบริษัท ก็ส่งข้อความหาฟู่จิ่งเฉิงทันทีบอกเขาว่ามื้อค่ำวันนี้ ให้กลับไปกินข้าวที่บ้านตระกูลเวินด้วยกันเดิมทีคิดว่าฟู่จิ่งเฉิงคงไม่เต็มใจที่จะตอบข้อความของเธอสักเท่าไรแม้ว่ายามที่หย่ากัน พวกเขาจะลงนามในข้อตกลงด้วยการไม่เปิดเผยเรื่องการหย่าร้างต่อสาธารณชนชั่วคราว และยังต้องให้ความร่วมมือในการเล่นละครตบตาคนอื่นก็ตามทว่าในความเข้าใจของเวินหร่าน คำว่าใ
หวงอี้อันจ้องเธออย่างเข้มงวด “เธอไปทำผิดอะไรมา?”บอสใหญ่เจาะจงเรียกเธอไปพบ อย่าว่าแต่ตัวเวินหร่านเลย คนอื่น ๆ รวมถึงหวงอี้อันหัวหน้าของเธอ ต่างก็คิดไม่ถึงเวินหร่านกะพริบตาปริบ “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ!”ฝ่ามือเธอชื้นเหงื่อหัวใจกระดอนขึ้นมาจุกที่คอหอยด้วยความกระวนกระวายใจยิ่งอยากหนีก็ยิ่งหนีไ
เวินหร่านไม่ได้นอนทั้งคืนความว่างเปล่าทางกายและจิตใจที่บอบช้ำทำให้เธอไม่อาจข่มตาหลับได้เลยโชคดีที่เช้าวันรุ่งขึ้นเธอไม่ได้ไปทำงานสายแต่ตอนที่เวินหร่านเดินหาวเข้าไปในบริษัทกลับพบว่าบรรยากาศวันนี้แปลกชอบกล“อยู่ดี ๆ วันนี้ก็มีท่านประธานคนใหม่มารับตำแหน่งล่ะ...” หลีลี่เพื่อนสนิทบอกข่าวใหญ่นี้กับ
เวินหร่านสีหน้าแข็งทื่อฟู่จิ่งเฉิงมองเห็นความผิดหวังที่วาบผ่านดวงตาของเธอแต่ริมฝีปากบางยังคงขยับต่อไปอย่างเย็นชา “โทษที บอกคุณไปหลายครั้งแล้วนะว่าผมเป็นโรครักความสะอาด!”เวินหร่านกล่าวอย่างลนลาน “แต่ที่รักคะ...ฉัน...”ตอนนี้เธอป่วยเป็นโรคฮิสทีเรีย จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากสามีเธอทนไม่
เวินหร่านเดินออกจากห้องตรวจ รับยา แล้วรีบเดินออกจากโรงพยาบาลไปพอนึกถึงภาพในห้องตรวจเมื่อครู่ ที่ถูกหมอผู้ชายคนหนึ่งสั่งให้ถอดกางเกง เพื่อตรวจให้เธอเธอก็อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงก่ำไปถึงใบหูถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เธอคงไม่มีหน้าไปพบใครแน่ ๆวันหลังเธอต้องหาหมอผู้หญิงเท่านั้น จะไม่ยอมให้ผู้ชายแปล







