Se connecterณ สวนหลังบ้านคฤหาสน์เพมเบอร์ตัน
ดอกทิวลิปหลากสีบานสะพรั่งท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ ของยามเช้า สวนทิวลิปทอดยาวไปจนสุดสายตาในพื้นที่จำนวน 1 ไร่ของบริเวณหลังบ้าน ดอกสีแดงสดของดอกทิวลิปตัดกับสีเหลืองสดใสขาวบริสุทธิ์ และชมพูอ่อน ทั้งหมดเรียงรายกันเป็นแถว กลิ่นหอมของดอกไม้ถูกลมพัดเบา ๆ นำพาความสดชื่นไปทั่วบริเวณ สวนดอกไม้แห่งนี้เป็นสวนดอกไม้ในฝันของโจลีนน้องสาวของเขา ทว่าน่าเสียดายที่น้องสาวของเขาไม่มีโอกาสได้เห็นสวนแห่งนี้อีก ต่อไปแล้ว “คุณโจชัวครับ คุณโจชัว!!” เสียงกึ่งวิ่งกึ่งตะโกนของชัชชัย ดังแว่วมาแต่ไกล ทำให้โจชัวที่ใช้กรรไกรตัดแต่งต้นไม้อยู่หยุดชะงักเพื่อรอฟังข่าว เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาเปลี่ยนจากก้มหน้า มายืนในท่าปกติ มือหนึ่งถอดถุงมือผ้าออกจากอีกข้าง ก่อนจะเปลี่ยนมาถอดอีกข้างหนึ่ง จากนั้นใช้หลังมือปาดเหงื่อเม็ดเล็กที่ซึมผุดออกมาจากใบหน้า แล้วรอฟังอย่างใจเย็น แฮ่ก แฮ่ก เสียงหอบพร้อมกับเสียงสูดลมหายใจเข้าของชัชชัย ทำให้โจชัวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มันเรื่องอะไรที่ทำให้ลูกน้องของเขาวิ่งหน้าตั้งมาขนาดนี้ หรือเป็นเพราะว่าผู้หญิงคนนั้นตายแล้ว “ว่ามา” “ผู้หญิงคนนั้นฟื้นแล้วครับ” “บอกแล้วใช่ไหม ถ้าไม่ตายไม่ต้องมาแจ้ง” น้ำเสียงเข้มเต็มไปด้วยความเย็นชา พูดอย่างไม่แยแส เขาละทิ้งความสนใจจากนั้นก้มหน้าลงไปตัดแต่งต้นทิวลิปต่อ “ฟื้นแล้วก็จริงครับ แต่ป้าสาแกบอกว่าผู้หญิงคนนั้นความจำเสื่อมครับ” ฉึบ! กรรไกรในมือเผลอตัดดอกทิวลิปสีแดงร่วงลงพื้น เพราะประโยคเมื่อครู่ทำให้คุณชายตระกูลดังให้ความสนใจมากกว่าดอกทิวลิปในสวนเสียอีก “พูดมาอีกที” “ครับ ป้าสาบอกว่าเธอฟื้นมาจำเรื่องราวอะไรไม่ได้เลยครับ แม้แต่ชื่อก็จำไม่ได้ เค้นถามกี่รอบเธอก็ตอบคำถามเดิม ๆ ครับ ป้าสาแกเคยเป็นพยาบาลเก่าใกล้ชิดคนป่วยมาเยอะ ป้าแกเลยเดาว่าผู้หญิงคนนั้นอยู่ในภาวะความจำเสื่อมเนื่องจากสมองได้รับความกระทบกระเทือน หรืออาจเป็นเพราะว่าอาจจะผ่านเรื่องราวที่เจ็บปวดมา สมองเลยสั่งให้ลืมชั่วคราวครับ” “อย่างนั้นเหรอ...” เขาถามย้ำแต่ไม่ได้ต้องการให้ลูกน้องตอบคำถามอีกรอบ ใบหน้าหล่อเหลาที่เรียบนิ่งอยู่ กลับเผยรอยยิ้มที่ชั่วร้ายขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “ครับ แล้วจะทำอย่างไรกับเธอครับ” “อืม ถ้าอย่างนั้นบอกเธอว่าชื่อลินดา เป็นหลานป้าสา ทำหน้าที่ดูแลคฤหาสน์เพมเบอร์ตัน พรุ่งนี้ให้เธอมาพบฉันก่อนจะทำงาน” “ครับคุณโจชัว เดี๋ยวผมจะบอกป้าสาเดี๋ยวนี้ครับ” ชัชชัยพูดพร้อมกับโค้งศีรษะลงเล็กน้อย ทันทีที่ชัชชัยเดินออกไปใบหน้าของชายหนุ่มกลับเรียบนิ่งอีกครั้ง ก่อนจะพูดว่า “ในสวนดอกไม้ ต้องมีแค่ดอกไม้ หากมีวัชพืชต้องถูกกำจัดออก” โจชัวพูดในขณะที่มือหนึ่งดึงต้นวัชพืชออก วัชพืชที่เขาหมายถึงนั่นก็คือ ดาริน หญิงสาวเคราะห์ร้ายที่ต้องมารับโทษแทนพี่สาว วันรุ่งขึ้น เวลาประมาณ 6 โมงเช้า “ลินดาเร็ว ๆ สิ วันนี้ต้องไปคฤหาสน์แต่เช้านะ ขืนชักช้าคุณโจชัวจะต่อว่าเอา” เสียงนวลกำชับเป็นรอบที่สาม เมื่อเห็นว่าลินดากำลังบรรจงเอาข้าวกลางวันใส่ปิ่นโตอยู่ เจ้าของใบหน้าสวยยิ้มรับพลางพยักหน้าให้นวลเบา ๆ เมื่อคืนป้าสาบอกกับเธอว่า เธอมีชื่อว่าลินดา มีป้าสาเป็นญาติห่าง ๆ เพียงคนเดียว เจ้าของใบหน้าสวยทำงานอยู่ที่คฤหาสน์เพมเบอร์ตันได้ไม่ถึงสัปดาห์ เธอก็ประสบอุบัติเหตุทำให้ความจำเสื่อมไปชั่วขณะ เรื่องราวที่ป้าสาเล่าให้ฟังเธอไม่สงสัยแต่อย่างใด เพราะทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันและพูดตรงกัน ดังนั้นคนตัวเล็กจึงทำได้เพียงก้มหน้าก้มตาทำงานที่คฤหาสน์ต่อไป “เสร็จแล้วจ้ะ ข้าวกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วนี่ของพี่นวลจ้ะ” เสียงเจื้อยแจ้วอันสดใสของลินดา ทำให้นวลยิ้มออกมา และนวลก็คิดว่า ผู้หญิงที่น่ารักขนาดนี้ เจ้านายของตยไปมีความแค้นอะไรกับเธอกัน “โอเค ๆ รีบ ๆ ขึ้นรถเลย พี่ชัยมารับแล้ว บ้านพักอยู่ไกลเกือบ 1 กิโล ช้ากว่านี้ได้เดินไปนะ” “โอเคจ้า” หลังจากที่นวลและคนอื่น ๆ ขึ้นมาบนรถคันใหญ่นั่งได้ประมาณ 10 กว่าคน รวมเบาะหน้า ลินดาที่รู้สึกไม่คุ้นเคยกับที่นี่จึงเอ่ยปากถามขึ้นมาว่า “ทำไมฉันไม่คุ้นกับที่นี่เลยจ้ะพี่นวล แล้วคุณโจชัวเขาเป็นคนแบบไหน ทำไมฉันนึกภาพไม่ออกเลย อย่างน้อยหากเป็นเจ้านาย ฉันควรจะจำอะไรได้บ้างใช่ไหม” “ก็เอ็งน่ะ ความจำเสื่อมจะไปจำอะไรได้ ไม่แปลกที่จะไม่คุ้นเคย เออ แล้วก็ฉันขอเตือนอะไรเอ็งเอาไว้ว่า เจ้านายของบ้านนี้น่ะ อารมณ์ไม่คงที่ถ้าเขาห้ามอะไร ก็ห้ามฝ่าฝืนโดยเด็ดขาด” “รวมไปถึงใช้โทรศัพท์มือถือด้วยเหรอจ้ะ” เรียวปากสีหวานย้อนถาม เพราะเมื่อคืนเธอถามถึงโทรศัพท์มือถือ แต่ทุกคนบอกว่าที่นี่ห้ามใช้และห้ามเล่นอินเทอร์เน็ต เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคฤหาสน์ใหญ่โตและทันสมัยถึงเพียงนี้ ถึงมีกฎโบราณ คร่ำครึอยู่ “นั่นแหละ ใช่ ๆ” สิ้นเสียงของนวล ดารินได้แต่พยักหน้าเบา ๆ ตลอดทางทุกคนต่างเงียบกริบ ไม่มีเสียงพูดคุยกันไปจนถึงคฤหาสน์เพมเบอร์ตัน เวลา 8.30 น. ลินดาหรือว่าดาริน ลูกคนสุดท้องของตระกูลไพศาลสกุลรัตน์ ได้สวมรอยเป็นพี่สาวฝาแฝดของตัวเอง ทว่ากลับเคราะห์ร้ายถูกรถชนจนความจำเสื่อม ซึ่งตอนนี้ชีวิตของเธอได้กลายเป็นแม่บ้านคนหนึ่งของคฤหาสน์เพมเบอร์ตัน “ลินดาเธอทำห้องนี้ไปนะ ส่วนฉันจะไปทำความสะอาดห้องของคุณโจชัว ทำดี ๆ อย่าทำของหล่น ของแตกล่ะ และห้ามโยกย้ายของไปไว้ที่อื่นด้วย เดี๋ยวฉันมา” เสียงของพรพิมลเป็นแม่บ้านสาวอายุไล่เลี่ยกับดาริน เธอเข้ามาเป็นแม่บ้านตั้งแต่เรียนจบชั้นมัธยมปลาย ความฝันของเธอคืออยากได้สามีที่ร่ำรวย จึงมาสมัครเป็นแม่บ้านของตระกูล เพมเบอร์ตัน ตั้งแต่ที่พรพิมลก้าวขาเข้ามาในคฤหาสน์ เขาก็ตกหลุมรักโจชัวจนถอนตัวไม่ขึ้น ทว่าโจชัวมาแค่ปีละครั้ง ทำให้พรพิมลมีความหวังเกือบเป็นศูนย์ ในตอนนี้ดูเหมือนว่าเจ้านายหนุ่มจะมาอยู่ที่นี่ถาวร ความหวังของเธอก็กลับมาอีกครั้ง และวิธีเดียวที่จะทำให้โจชัวชายตามองคือการให้เขาเห็นหน้าเธอบ่อย ๆ “โอเค” ลินดาตอบ พลางถือผ้าขนนุ่มเช็ดกรอบรูปที่ตั้งอยู่บนโต๊ะกระจก ในรูปเป็นผู้หญิงลูกครึ่งหน้าตาสะสวย มีชายคนหนึ่งโอบไหล่ของเธออยู่ ดารินเป็นคนที่ฉลาดก็เดาออกว่าชายคนนั้นน่าจะเป็นโจชัว เจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้อย่างแน่นอน “เอ๊ะ กำไลที่ข้อมือของเธอซื้อมาเท่าไหร่” “ฉันจำไม่ได้จ้ะ ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาอันนี้มันก็อยู่ที่ตัวของฉันตลอด” “แน่ใจใช่ไหมว่าไม่ได้ขโมยหรือหยิบอะไรไปจากห้องนี้” พรพิมลถามย้ำ เพราะกำไลสีเงินที่เธอใส่เป็นกำไลราคาหลายแสนแถมยังเป็นทองคำขาวบริสุทธิ์ ผู้หญิงตรงหน้าเป็นแค่แม่บ้านจะมีปัญญาซื้อได้อย่างไร เคยเห็นแต่คุณโจลีนใส่แค่ครั้งสองครั้งแค่นั้น “ไม่นะคะ ยังไม่ได้หยิบอะไรจากห้องนี้ไปเลย เธอก็เห็นว่าฉันพึ่งเข้าห้องนี้มาพร้อมกับเธอ” “ลำพังแม่บ้านอย่างเธอจะซื้อกำไลแพงขนาดนี้ได้ยังไง ไม่มีทาง เธอต้องขโมยมาแน่ เอามานี่สิ ถ้าไม่ได้ขโมยก็เอามาให้ฉัน ฉันจะได้ไปถามคุณโจชัวว่าใช่ของคุณโจลีนไหม” “ฉันไม่ให้ ฉันบอกไม่ได้ขโมย แล้วจะมาแย่งอะไรจากฉันอีกล่ะ” “ก็ฉันไม่เชื่อไง เอามา!!!” พรพิมลเสียงเข้ม พร้อมกับเข้าไปแย่งกำไลจากข้อมือของลินดา “กำไลนี้เป็นของฉัน อย่าเอาไปนะ ฉันบอกว่าไม่ได้ขโมย” ลินดาชักมือกลับ แต่พรพิมลยังไม่ลดละ ใช้แรงทั้งหมดที่มีกระชากดึงกำไลออกจากข้อมือบาง แรงฉุดยื้อกันไปกันมาระหว่างหญิงสาวทั้งสองคนทำให้กรอบรูปของโจลีนที่ตั้งอยู่บนโต๊ะตกลงมาแตก เพล้ง!! พรพิมลหยุดชะงัก ใบหน้าที่เป็นสีชมพูดค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีขาวซีดราวกับกระดาษ เพียงชั่วพริบตาเสียงกระจกที่แตกในห้องของโจลีน ก็เรียกให้เหล่าแม่บ้านและคนใช้เข้ามามุงในห้องนี้โดยอัตโนมัติ เพราะตั้งแต่ที่ทำงานมา ไม่เคยมีใครทำข้าวของเสียหายเลยสักคน“เด็กผู้หญิงคนนั้น... คือคุณครับ”ดารินนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น จากนั้นเธอก็เงียบไป รู้สึกเหมือนความทรงจำเก่า ๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในมุมหนึ่งของใจได้กลับมาโผล่ขึ้นมาอย่างช้า ๆ"ไม่... ไม่ใช่..." เสียงหวานพึมพำออกมาเบา ๆ แม้ว่าจะยังไม่แน่ใจ แต่บางสิ่งในตัวเธอก็เริ่มรู้สึกถึงความเชื่อมโยงนั้นโจชัวมองเธออย่างเข้าใจ เขารู้ดีว่ามันคงยากที่จะเชื่อในสิ่งที่เขากำลังพูด เพราะมันคือความทรงจำที่ผ่านมานานหลายปี แต่เขาก็ยังคงยืนยันในสิ่งที่เขารู้“คุณช่วยผมไว้... ตอนที่ผมเกือบจะถูกยิงในคืนนั้น" ชายหนุ่มพูดช้า ๆ พร้อมทั้งทบทวนเหตุการณ์ในอดีตที่คงเคยทิ้งรอยแผลไว้ในหัวใจของเขา "คุณไม่แค่ช่วยชีวิตผมจากการโดนยิง แต่คุณยังพาผมไปที่ปลอดภัยด้วย... ตอนนั้น... ผมไม่รู้หรอกว่าใคร คุณแค่เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่โผล่มาช่วยผม และ... ช่วยให้ผมรอดชีวิต"ดารินรู้สึกเหมือนใจหวิว ๆ เพราะเธอเองก็นึกภาพเหตุการณ์นั้นออก เธอเคยช่วยเด็กผู้ชายคนหนึ่งเอาไว้ตอนที่เขาถูกลอบทำร้าย แต่เธอกลับไม่ได้รู้จักเขาเลย..."คุณยังจำได้ไหม..."โจชัวถามอย่างระมัดระวัง ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ดาริน ไม
โจชัวมองดารินอย่างใจจดใจจ่อ เมื่อเธอพยักหน้าตอบรับ และเดินไปนั่งที่โต๊ะกลางบ้าน คนตัวสูงรู้สึกเหมือนน้ำหนักในอกที่เขารู้สึกมาตลอดหลายเดือนมันเริ่มเบาบางลง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้ดีว่าเส้นทางที่จะทำให้ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิมนั้นมันไม่ง่ายเลยดารินนั่งลงเงียบ ๆ โดยที่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปาก เธอมองหน้าเขา รู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะได้พูดคุยกันอย่างจริงจัง ทั้งสองคนยังคงค้างคาในเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่ได้พูดออกมา ความรู้สึกที่ยิ่งบีบคั้นหัวใจ และคำถามมากมายที่ยังไม่มีคำตอบโจชัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปที่โต๊ะกลางบ้านและยืนตรงหน้าเธอ ความคิดมากมายหมุนวนในหัว เขาต้องการพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง"ดาริน..." เสียงเขานุ่มต่ำ ลึกลงไปถึงใจของเธอ "ผมมีเรื่องอยากจะคุยกับเธอ"ดารินเงยหน้าขึ้นมองเขา ในแววตาของเธอมีความลังเลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ปฏิเสธที่จะรับฟัง เขาไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกแปลกแยกหรือไม่ต้องการเธอ แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันยากที่จะลืมเลือนเธอคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพูดเบา ๆ "คุณโจชัว... ถ้าพูดถึงเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมา ฉันรู้ว่าคุณก็มีเหตุผลที่ทำแบบนั้น แต่ไม่ว่าจ
สามวันผ่านไป โจชัวยังคงจมอยู่กับงานในห้องทำงาน พยายามใช้หน้าที่เป็นข้ออ้างให้ตัวเองไม่คิดฟุ้งซ่าน แต่ความคิดถึงดารินยังคงวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา ระหว่างนั้น หมิง เลขาคนสนิท เดินเข้ามาพร้อมรายงานที่ทำให้โจชัวชะงัก“เจอตัวคุณดารินแล้วครับ” หมิงรายงานพร้อมกับยื่นข้อมูลในมือต่อให้ “วันนี้เธอไปโผล่ที่อำเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่งครับ เห็นเข้าโรงพยาบาล จากนั้นแวะร้านสะดวกซื้อ…มีผู้ชายคนหนึ่งเดินไปด้วยกัน เหมือนจะสนิทกันมากเลยครับ”โจชัวเงยหน้าขึ้น แววตาหงุดหงิดวูบหนึ่ง แต่เขากลับนิ่งกว่าเดิม นิสัยใจร้อนของเขาเหมือนจะถูกแทนที่ด้วยความสงบและความคิดไตร่ตรองมากขึ้น โจชัวสูดลมหายใจลึก พยายามสงบใจ ไม่ตัดสินว่าชายคนนั้นอาจเป็น “ผู้ชายคนใหม่” ของดารินเช่นที่เขาเคยเข้าใจและหึงหวงอย่างไร้เหตุผล“ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร?” โจชัวถามน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ในแววตายังมีประกายบางอย่างที่แสดงความสงสัย“น่าจะเป็นคนรู้จักของคุณดารินที่หมู่บ้านเดียวกันครับ” หมิงตอบพลางมองใบหน้าเจ้านาย เห็นความมุ่งมั่นในดวงตาของโจชัวที่กลับมาชัดเจนอีกครั้งคนตัวสูงพยักหน้า ใจของเขาเต้นรัวแต่ก็ค่อย ๆ ยับยั้งความรู้สึกให้สงบ เขาตั
เช้าวันต่อมา แสงแดดอ่อน ๆ สาดส่องเข้ามาในบ้าน ยายสาเตรียมอาหารเช้าให้ดารินด้วยความตั้งใจ ทั้งข้าวต้มหมูร้อน ๆ และผักสดจากสวนที่เธอเก็บมาเอง จัดใส่จานเรียงสวยงามบนโต๊ะ ไม่นานนัก ขุนก็ยกถาดอาหารเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกว้าง"ดาริน ตื่นแล้วเหรอครับ ยายเตรียมของโปรดไว้ให้ทั้งนั้นเลยนะ" ขุนพูดอย่างภูมิใจดารินยิ้มขอบคุณ พลางสูดกลิ่นหอมของอาหารที่ลอยมา แต่แล้วใบหน้าเธอก็ซีดลง อาการคลื่นไส้เดิมกลับมาอีกครั้ง หัวใจเธอเต้นรัว รู้สึกเหมือนทุกกลิ่นและรสทำให้เธออยากเบือนหน้าหนี“ยาย…ดารินขอโทษนะจ๊ะ แต่ดูเหมือนจะทานไม่ลงจริง ๆ" เรียวปากสีหวานเอ่ยอย่างอาย ๆ พร้อมทั้งพยายามกลั้นความรู้สึกไม่สบายในท้องยายสามองอาการของดารินอย่างสังเกต สายตาเธอเต็มไปด้วยความเป็นห่วง "อาการมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ หรือว่าลูกจะไม่สบาย ไปหาหมอเถอะนะลูก ยายว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แล้ว"ดารินลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างจำใจ "ก็ได้จ้ะยาย…ดารินเองก็รู้สึกแปลก ๆ อยู่เหมือนกัน"ยายสามองขุนแล้วยิ้มบาง ๆ "งั้นขุน เอ็งพาดารินไปโรงพยาบาลในตัวอำเภอหน่อยนะ ไปเถอะลูก อย่าปล่อยให้อาการเป็นแบบนี้"ขุนร
วันรุ่งขึ้น บรรยากาศในบ้านเต็มไปด้วยความเงียบงัน แม่ของดารินมองดูลูกสาวเก็บกระเป๋าด้วยสีหน้าเป็นกังวล ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักมองลูกสาวด้วยความไม่สบายใจ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่ว“คิดดีแล้วหรือที่จะไปอยู่ต่างจังหวัด?” คุณหญิงลดาถาม ดวงตาคู่นั้นจับจ้องใบหน้าของดาริน เธอรู้ดีว่าลูกสาวกำลังหนีจากบางสิ่งมือเรียวหยุดการเก็บของ มองดูผู้เป็นแม่และยิ้มบาง ๆ “คิดดีแล้วค่ะ...ดารินไม่เหมาะกับที่นี่” เธอเอ่ยอย่างหนักแน่น แม้ว่าในใจลึก ๆ จะยังมีบางอย่างที่ค้างคา แต่การอยู่ที่นี่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกกดทับไว้ด้วยความทรงจำที่ทำให้หัวใจเจ็บปวดคุณหญิงลดาถอนหายใจยาว เดินเข้าไปใกล้ลูกสาว ยกมือขึ้นลูบไหล่ดารินเบา ๆ ด้วยสายตาอ่อนโยน “งั้นอย่าลืมกลับมาหาแม่บ่อย ๆ นะ”เจ้าของใบหน้าสวยพยักหน้ารับคำสัญญา แววตาอ่อนโยนของผู้เป็นแม่ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น เธอรู้ว่าแม่เป็นห่วง แต่เธอก็จำเป็นต้องออกไปเผชิญชีวิตด้วยตัวเองเพื่อค้นหาความสงบและเริ่มต้นใหม่คุณหญิงลดายิ้มทั้งน้ำตา ก่อนจะยื่นมือไปโอบกอดลูกสาวแน่น ในอ้อมกอดนั้นเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย “ดูแลตัวเองดี ๆ นะลูก แม่คงจะคิดถึงดารินมากแน่เลย
โจชัวกลับมายังคฤหาสน์เพมเบอร์ตันในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด อากาศเย็นชื้นซึมเข้ากระดูก แม้จะเป็นที่ที่เขาคุ้นเคย แต่บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความอึดอัดใจชายหนุ่มใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะมาถึง ร่างกายของเขาอ่อนล้าจนเมื่อถึงห้องนอนของโจลีน ก็ก้าวไม่ถึงเตียงดี เขาทิ้งตัวลงกับที่นอนนุ่ม เหลือเพียงแสงอ่อนจากโคมไฟริมเตียงที่ส่องให้เห็นใบหน้าที่ขมวดเข้าหากันอย่างสับสน มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาก่ายหน้าผาก ราวกับหวังจะให้ความกดดันที่รุมเร้าจากภายในหายไปนี่เขาแก้แค้นผิดคนอย่างนั้นหรือ? ภาพเหตุการณ์ซ้อนทับเข้ามาเป็นลำดับ ความโกรธแค้นที่เขาแบกไว้บนไหล่เพื่อเธอคนนั้นมันเป็นความผิดพลาดหรือเปล่า? ความรู้สึกผิดที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเกาะกุมเข้ามาในจิตใจ โจชัวหลับตาลง แต่เสียงหัวใจกลับเต้นรัว เขารู้สึกถึงความผิดที่ตัวเองก่อขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เสียงสะท้อนในใจดังขึ้นว่าตนได้ทำผิดมหันต์"นี่ฉันทำผิดต่อเธอมากใช่ไหม...ดาริน" เขาพึมพำออกมาอย่างอ่อนล้า ความรู้สึกผิดทับถมจนไม่สามารถตัดใจได้ดวงตาของเขาพลันเห็นภาพของดารินในงานล่าสัตว์ครั้งก่อน ความเย็นชาและความไม่ใส่ใจที่เขาเคยแสดงออกมาในตอนนั้นดูเป็นการทำร้ายเธอไปโดยไม
3 ชั่วโมงผ่านไปบรืนน...เอี๊ยด...!เสียงรถคันหรูได้เคลื่อนเข้ามาจอดภายในคฤหาสน์ของตระกูลเพมเบอร์ตัน ซึ่งโจชัวได้ตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ต่างจังหวัด ที่ดินตรงนี้เป็นมรดกตกทอดมาหลายรุ่น มีพื้นที่มากกว่า 100 ไร่ โดยส่วนใหญ่ ครอบครัวของเขาจะมารวมตัวกันทีนี้ปีละครั้ง เพื่อใช้พื้นที่ล่าสัตว์ป่า ทว่าในคร
1 เดือนผ่านไปตึก ตึก !เสียงเท้าเล็กที่ใส่รองเท้าส้นสูงสีแดงสูงขนาด 3 นิ้ว ก้าวเดินมาเป็นจังหวะเนิบตามเดินตามข้างถนน วันนี้เป็นวันที่เธอเหนื่อยมาก เนื่องจากการประชุมที่บริษัท เธอทำออกมาด้ไม่ดีพอ แถมยังต้องโดนผู้เป็นมารดาต่อว่ากลับมาอีก ดารินใช้ชีวิตเป็นไอด้ามาได้ 1 เดือนเต็ม ไม่เคยมีวันไหนที่เ
ในห้องรับแขกของตระกูลไพศาลสกุลรัตน์ หลังจากที่คุณหญิงและไอรินออกไปแล้ว ดารินนั่งเงียบก้มหน้า ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นและถอนหายใจอย่างโล่งอก แม้เธอจะไม่เข้าใจว่าทำไมตั้งแต่วันแรกผู้เป็นแม่จึงดูเย็นชาและห่างเหินกับเธอเช่นนี้ ท่าทีของมารดาเหมือนละครหลังข่าวที่แม่เลี้ยงมักตั้งแง่ใส่ลูกเลี้ยง“คุณดาริน
กริ้ง!เสียงกริ่งดังขึ้นอีกครั้งที่ประตูบ้านหรูหราสไตล์คลาสสิก หน้าบ้านมีเหล่าสาวประเภทสองที่รูปร่างกำยำแต่ใจเป็นหญิงสองคน และลูกน้องสาวอีกหกคนยืนเรียงกันเป็นแถว สีหน้าบ่งบอกถึงความตื่นเต้นและสงสัยในงานที่ได้รับ“เจ้ เรามาแต่งให้ใครกันเนี่ย ขนกันมาเยอะขนาดนี้ จ้างแต่งหน้ากี่คนกันนะ” เจน ลูกน้อง







