Masuk3 ชั่วโมงผ่านไป
บรืนน...เอี๊ยด...! เสียงรถคันหรูได้เคลื่อนเข้ามาจอดภายในคฤหาสน์ของตระกูล เพมเบอร์ตัน ซึ่งโจชัวได้ตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ต่างจังหวัด ที่ดินตรงนี้เป็นมรดกตกทอดมาหลายรุ่น มีพื้นที่มากกว่า 100 ไร่ โดยส่วนใหญ่ ครอบครัวของเขาจะมารวมตัวกันทีนี้ปีละครั้ง เพื่อใช้พื้นที่ล่าสัตว์ป่า ทว่าในครั้งนี้มันต่างกันออกไป เขาไม่ได้มาล่าสัตว์ แต่มาเพื่อแก้แค้น คฤหาสน์ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงปกคลุมไปด้วยหมอกบาง ๆ ด้านซ้ายล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำขนาดใหญ่ ทางหลังบ้านปลูกดอกไม้เอาไว้ประมาณ 1 ไร่ เพราะโจลีนน้องสาวของเขานั้นชอบ แม้ภายนอกจะดูหรูหรา ภายในคฤหาสน์นั้นยิ่งใหญ่ไม่แพ้ภายนอก โถงใหญ่มีเพดานสูงโอ่อ่าประดับด้วยโคมระย้า คริสตัลห้อยระยิบระยับ ผนังปูด้วยวอลเปเปอร์สีทองจาง ๆ พื้นที่ของคฤหาสน์นั้นดูกว้างขวางแต่กลับไม่มีใครอาศัยอยู่สักคน นอกจากคนสวนกับแม่บ้านประมาณ 10 กว่าคน แต่ทุกคนได้ไปอยู่เรือนคนใช้ซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบหนึ่งกิโลเมตร “เชิญครับคุณโจชัว ภายในบ้านผมให้แม่บ้านทำความสะอาดและจัดห้องนอนไว้ให้เรียบร้อยแล้วครับ” ชัชชัยพูดพลางวิ่งไปเปิดประตูอีกฝั่งให้เจ้านาย พร้อมกับเอ่ยถามอีกครั้งว่า “แล้วเธอจะให้ไปอยู่ที่ไหนครับ อยู่ในคฤหาสน์หรือเปล่า” “ดูว่าตายหรือยัง ถ้าตายก็ฝัง หากยังไม่ตายเอาไปไว้เรือนคนใช้ สถานะเท่ากับทุกคน ห้ามปฏิบัติกับเธอเหมือนเป็นเจ้านาย” “ครับผม รับทราบครับ คุณโจชัวเข้าไปพักได้เลยครับ ที่เหลือเดี๋ยวผมจัดการเอง” “อืม” เสียงนิ่งเรียบของผู้เป็นเจ้านาย ทำให้เขารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งร่าง ไม่รู้ว่าทำไมเจ้านายของตน ถึงได้จงเกลียดจงชังผู้หญิงคนนี้ได้ถึงขนาดนี้ ครั้นจะถามก็กลัวอารมณ์ที่ไม่ค่อยคงที่ของเจ้านาย ชัชชัยจึงทำได้เพียงทำตามคำสั่งอย่างเงียบ ๆ เพราะตนก็อยากทำงานต่อไป ไม่ได้อยากตกงาน เมื่อคิดได้ดังนั้น ชายวัย 35 ปี ก็รีบไปเช็คดูเจ้าของใบหน้าสวย ว่ายังอยู่ดีหรือไม่ หากเธอมาเสียชีวิตในที่แบบนี้ แล้วเขานำร่างไปฝัง แบบนี้มันเท่ากับฆาตกรรม อำพรางศพ ติดคุกไปยาว ๆ “หวังว่าจะปลอดภัยนะ แม่หนู” ชายวัยกลางคนพูดพร้อมกับเปิดท้ายรถ มองดูร่างเล็กยังไม่ได้สติ เลือดที่ไหลจากบริเวณศีรษะ ตอนนี้หยุดไหลพร้อมกับแห้งกรัง ไปแล้ว มือหนาค่อย ๆ ยื่นมือไปอังที่จมูกของคนตัวเล็ก พบลมหายใจอุ่น ๆ ปะทะเข้าที่นิ้วหนา ทำให้เขาโล่งใจอีกครั้งที่เธอยังไม่ตาย จากนั้นเขาปิดประตูลงอีกครั้ง เพื่อพาตัวของดารินไปยังเรือนคนใช้ ซึ่งอยู่ไกลจากคฤหาสน์เกือบ 1 กิโลเมตร ณ เรือนคนใช้ของตระกูลเพมเบอร์ตัน เวลาประมาณ 4 ทุ่ม “ป้า ๆ ออกมานี่หน่อย เร็ว ๆ” เสียงของชัชชัยเรียกป้าสา หัวหน้าแม่บ้านมีอายุประมาฯ 55 ปี ทำงานเป็นแม่บ้านให้ตระกูลเพมเบอร์ตันมาเกือบ 30 ปี “ป้า!!” เสียงของคนขับรถตะโกนอีกครั้ง กลับมีเสียงบ่นอุบอิบดังออกมาจากบ้านไม้ขนาดกลาง “อะไรของเอ็งวะ ไอ้ชัย ดึก ๆ ดื่น ๆ ป่านนี้มาตะโกนเรียกข้าทำไม” ป้าสาบ่น พร้อมกับแสงไฟสีขาวสว่างวาบไปทั้งบ้าน ไม่ถึงนาทีป้าและแม่บ้านคนอื่น ๆ ต่างก็ออกมาพร้อม ๆ กัน “ป้ามานี่หน่อย” “พูดมาสิวะ มีอะไร” ป้าสาขึ้นเสียงแข็ง เพราะชัชชัยมัวแต่อ้ำอึ้ง ไม่พูดเรื่องสำคัญเสียที “มาดูนี่เร็ว” “เออ ๆ อะไรของเอ็งจะพูดก็ไม่พูด” หัวหน้าแม่บ้านพูดไปพลาง บ่นไปพลาง พร้อมกับแม่บ้านคนอื่น ๆ ต่างเดินไปดูด้วย จนกระทั่งสายตาทุกคู่ได้เห็นหญิงสาวหน้าตาดีนอนอยู่ท้ายรถ สภาพดูไม่สู้ดีนัก แถมยังมีเลือดแห้งกรังติดตามตัวอีก ทำให้ทุกคนต่างตกใจ ถอยกันไปอยุ่ทางด้านหลังอย่างอัตโนมัติ “ตาย ๆ ตายหรือยังวะไอ้ชัย ผู้หญิงคนนี้ใครเอ็งเอามาทำไมวะ ทำไมเอ็งไม่พาไปโรงพยาบาล พามาที่นี่ทำไม” “นั่นสิ พี่ชัย ใครกัน แล้วทำไมสภาพเป็นแบบนี้” นวลหลานของป้าสาอายุประมาณ 26 ปี ถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ กลัวว่าผู้หญิงหน้าซีดคนนั้นจะตายแล้ว “เธอยังไม่ตายจ้ะ เป็นมายังไง ป้าลองไปถามคุณโจชัวดู สิจ้ะ จะได้รู้” “โห แล้วใครจะกล้าถามอ่ะ พี่ชัย” นวลตอบแทนป้าสา “เออป้า แล้วเธอเป็นอะไรไหมเนี่ย เป็นอะไรมากไหม อาการหนักหรือเปล่า” “เท่าที่ดู แข้งขาไม่หัก แต่หัวแตก ไม่รู้ว่าสมองจะบวมไหม ต้องดูอาการไปก่อน ตรงแขนมีรอยถลอกเล็กน้อย แผลไม่ลึก ไป ๆ เอ็งพาแม่หนูนี่เข้าบ้าน เดี๋ยวข้าจะทำแผลให้” ป้าสาพูด พร้อมกับประเมินอาการภายนอกของดาริน อดีตของป้าสาเคยเป้นผู้ช่วยพยาบาลเก่า พอจะดูออกบ้าง “รบกวนหน่อยนะป้า” “เออ ๆ รีบ ๆ เข้า ข้าจะได้นอน พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า” “ได้ครับ” ชัชชัยพยักหน้ารีบอุ้มคนตัวเล็กเข้าไปยังเรือนคนใช้ เขาช่วยได้เพียงเท่านี้ ที่เหลือก็แล้วแต่เวรแต่กรรม แล้วแต่เจ้านายของเขาก็แล้วกัน 3 วันผ่านไป ภายในห้องสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีขนาดสี่คูณสี่ตารางวา มีหญิงสาว คนหนึ่งนอนหลับตาพริ้มอยู่บนเตียง เมื่อ 3 วันที่แล้วเธอมีใบหน้าสีขาวซีดราวกับกระดาษ ทว่าตอนนี้สีหน้ากลับดูมีชีวิตชีวาอย่างเห็นได้ชัด ฟู่ว~ เสียงลมพัดเข้ามาจากทางหน้าต่าง ผ้าม่านสีขาวบาง ๆ พริ้วไหวไปตามแรงลม ลมพัดเข้ามาเอื่อย ๆ ปะทะกับใบหน้าเนียน ทำให้เธอเริ่มรู้สึกตัว เจ้าของใบหน้าสวยค่อย ๆ ลืมตา จากนั้นกะพริบตาถี่ ๆ อยู่หลายครั้งเพื่อปรับการมองเห็น ทว่าอาการเจ็บแปล๊บที่บริเวณศีรษะได้แล่นเข้ามา ทำเอาเธอร้องเสียงหลง “โอ้ย!!” มือเรียวบางรีบยกมากุมขมับโดยอัตโนมัติ “อะไรนังหนู!!” เสียงป้าสาที่กำลังทำอาหารอยู่ในครัว รีบวิ่งขึ้นมาบนบ้านชั้นที่ 2 เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กส่งเสียงร้องเสียงหลง “คุณเป็นใครคะ?” เรียวปากสีหวานเอ่ยถามโดยที่มือทั้งสองข้างยังกุมขมับอยู่ “อ๋อ ฉันเป็นแม่บ้านที่นี่จ้ะ เป็นคนดูแลที่นี่ แล้วก็ดูแล หนูด้วย” หัวหน้าแม่บ้านอธิบายอย่างใจเย็น “แล้วหนูเป็นอะไรงั้นเหรอคะ ทำไมป้าต้องมาดูแล” ดารินเอียงคอถาม ทำไมเธอจำอะไรไม่ได้เลย ทำไมเรื่องราวในสมองมันว่างเปล่า แม้กระทั่งชื่อตัวเองก็ยังจำไม่ได้ เธอก้มหน้าต่ำลง ถามตัวเองซ้ำ ๆ อย่างสับสน “หนูประสบอุบัติเหตุจ้ะ นอนไป 3 วันเต็ม ๆ แล้วชื่ออะไรจ้ะนังหนูป้าจะได้เรียกถูก” “หนูชื่อ ชื่ออะไร จำไม่ได้เลยค่ะ” “ว่ายังไงนะ นังหนูนี่เอ็งจำอะไรไม่ได้เลยหรือ” ป้าสาทวนถามอีกครั้ง ส่วนดารินได้แต่ส่ายหัวเบา ๆ ในขณะเดียวกันนวล หลานสาวป้าสาได้ขึ้นมาได้ยินเรื่องราวพอดี จึงกระซิบกระซาบถามป้าว่า “นี่เธอความจำเสื่อมเหรอป้า” “ดูท่าทางจะเป็นอย่างนั้น” “แล้วจะทำยังไงกันดีอ่ะป้า จะไปส่งที่บ้านเธอยังไง” “เอ็งคิดว่าคุณโจชัวพาผู้หญิงคนนี้มาที่นี่ เพื่อพากลับบ้านหรือนางนวล” ป้าสาย้อนถาม เพราะพอจะเดาเหตุการณ์ต่าง ๆ ออก “ก็จริง ถ้าจะพากลับบ้านคงพาไปโรงพยาบาลตั้งแต่แรก ใช่ไหมป้า” “ก็เออสิวะ เอ็งก็ฉลาดนี่ ถ้าอย่างนั้นเอ็งต้องรู้ว่าจะทำอะไรต่อไป” “บอกพี่ชัยให้ไปแจ้งกับคุณโจชัวใช่ไหมป้า” “เออสิวะ จะชักช้าอยู่ทำไม” “โอเค ๆ งั้นเดี๋ยวฉันมานะ” ดารินได้แต่มองป้าสาและหลานสาวยืนคุยกัน แต่ฟังไม่ได้ศัพท์ ท่าทางดูร้อนรนแปลก ๆ แต่เธอก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ เพราะอาการปวดหัวได้แทรกเข้ามาเป็นพัก ๆ มันทำให้เธอต้องเอนตัวลงบนเตียง จากนั้นหลับตาลงเพื่อพักผ่อนอีกครั้งหนึ่ง“เด็กผู้หญิงคนนั้น... คือคุณครับ”ดารินนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น จากนั้นเธอก็เงียบไป รู้สึกเหมือนความทรงจำเก่า ๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในมุมหนึ่งของใจได้กลับมาโผล่ขึ้นมาอย่างช้า ๆ"ไม่... ไม่ใช่..." เสียงหวานพึมพำออกมาเบา ๆ แม้ว่าจะยังไม่แน่ใจ แต่บางสิ่งในตัวเธอก็เริ่มรู้สึกถึงความเชื่อมโยงนั้นโจชัวมองเธออย่างเข้าใจ เขารู้ดีว่ามันคงยากที่จะเชื่อในสิ่งที่เขากำลังพูด เพราะมันคือความทรงจำที่ผ่านมานานหลายปี แต่เขาก็ยังคงยืนยันในสิ่งที่เขารู้“คุณช่วยผมไว้... ตอนที่ผมเกือบจะถูกยิงในคืนนั้น" ชายหนุ่มพูดช้า ๆ พร้อมทั้งทบทวนเหตุการณ์ในอดีตที่คงเคยทิ้งรอยแผลไว้ในหัวใจของเขา "คุณไม่แค่ช่วยชีวิตผมจากการโดนยิง แต่คุณยังพาผมไปที่ปลอดภัยด้วย... ตอนนั้น... ผมไม่รู้หรอกว่าใคร คุณแค่เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่โผล่มาช่วยผม และ... ช่วยให้ผมรอดชีวิต"ดารินรู้สึกเหมือนใจหวิว ๆ เพราะเธอเองก็นึกภาพเหตุการณ์นั้นออก เธอเคยช่วยเด็กผู้ชายคนหนึ่งเอาไว้ตอนที่เขาถูกลอบทำร้าย แต่เธอกลับไม่ได้รู้จักเขาเลย..."คุณยังจำได้ไหม..."โจชัวถามอย่างระมัดระวัง ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ดาริน ไม
โจชัวมองดารินอย่างใจจดใจจ่อ เมื่อเธอพยักหน้าตอบรับ และเดินไปนั่งที่โต๊ะกลางบ้าน คนตัวสูงรู้สึกเหมือนน้ำหนักในอกที่เขารู้สึกมาตลอดหลายเดือนมันเริ่มเบาบางลง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้ดีว่าเส้นทางที่จะทำให้ทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิมนั้นมันไม่ง่ายเลยดารินนั่งลงเงียบ ๆ โดยที่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปาก เธอมองหน้าเขา รู้สึกว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะได้พูดคุยกันอย่างจริงจัง ทั้งสองคนยังคงค้างคาในเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่ได้พูดออกมา ความรู้สึกที่ยิ่งบีบคั้นหัวใจ และคำถามมากมายที่ยังไม่มีคำตอบโจชัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปที่โต๊ะกลางบ้านและยืนตรงหน้าเธอ ความคิดมากมายหมุนวนในหัว เขาต้องการพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง"ดาริน..." เสียงเขานุ่มต่ำ ลึกลงไปถึงใจของเธอ "ผมมีเรื่องอยากจะคุยกับเธอ"ดารินเงยหน้าขึ้นมองเขา ในแววตาของเธอมีความลังเลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ปฏิเสธที่จะรับฟัง เขาไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกแปลกแยกหรือไม่ต้องการเธอ แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันยากที่จะลืมเลือนเธอคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพูดเบา ๆ "คุณโจชัว... ถ้าพูดถึงเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมา ฉันรู้ว่าคุณก็มีเหตุผลที่ทำแบบนั้น แต่ไม่ว่าจ
สามวันผ่านไป โจชัวยังคงจมอยู่กับงานในห้องทำงาน พยายามใช้หน้าที่เป็นข้ออ้างให้ตัวเองไม่คิดฟุ้งซ่าน แต่ความคิดถึงดารินยังคงวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา ระหว่างนั้น หมิง เลขาคนสนิท เดินเข้ามาพร้อมรายงานที่ทำให้โจชัวชะงัก“เจอตัวคุณดารินแล้วครับ” หมิงรายงานพร้อมกับยื่นข้อมูลในมือต่อให้ “วันนี้เธอไปโผล่ที่อำเภอเล็ก ๆ แห่งหนึ่งครับ เห็นเข้าโรงพยาบาล จากนั้นแวะร้านสะดวกซื้อ…มีผู้ชายคนหนึ่งเดินไปด้วยกัน เหมือนจะสนิทกันมากเลยครับ”โจชัวเงยหน้าขึ้น แววตาหงุดหงิดวูบหนึ่ง แต่เขากลับนิ่งกว่าเดิม นิสัยใจร้อนของเขาเหมือนจะถูกแทนที่ด้วยความสงบและความคิดไตร่ตรองมากขึ้น โจชัวสูดลมหายใจลึก พยายามสงบใจ ไม่ตัดสินว่าชายคนนั้นอาจเป็น “ผู้ชายคนใหม่” ของดารินเช่นที่เขาเคยเข้าใจและหึงหวงอย่างไร้เหตุผล“ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร?” โจชัวถามน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ในแววตายังมีประกายบางอย่างที่แสดงความสงสัย“น่าจะเป็นคนรู้จักของคุณดารินที่หมู่บ้านเดียวกันครับ” หมิงตอบพลางมองใบหน้าเจ้านาย เห็นความมุ่งมั่นในดวงตาของโจชัวที่กลับมาชัดเจนอีกครั้งคนตัวสูงพยักหน้า ใจของเขาเต้นรัวแต่ก็ค่อย ๆ ยับยั้งความรู้สึกให้สงบ เขาตั
เช้าวันต่อมา แสงแดดอ่อน ๆ สาดส่องเข้ามาในบ้าน ยายสาเตรียมอาหารเช้าให้ดารินด้วยความตั้งใจ ทั้งข้าวต้มหมูร้อน ๆ และผักสดจากสวนที่เธอเก็บมาเอง จัดใส่จานเรียงสวยงามบนโต๊ะ ไม่นานนัก ขุนก็ยกถาดอาหารเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกว้าง"ดาริน ตื่นแล้วเหรอครับ ยายเตรียมของโปรดไว้ให้ทั้งนั้นเลยนะ" ขุนพูดอย่างภูมิใจดารินยิ้มขอบคุณ พลางสูดกลิ่นหอมของอาหารที่ลอยมา แต่แล้วใบหน้าเธอก็ซีดลง อาการคลื่นไส้เดิมกลับมาอีกครั้ง หัวใจเธอเต้นรัว รู้สึกเหมือนทุกกลิ่นและรสทำให้เธออยากเบือนหน้าหนี“ยาย…ดารินขอโทษนะจ๊ะ แต่ดูเหมือนจะทานไม่ลงจริง ๆ" เรียวปากสีหวานเอ่ยอย่างอาย ๆ พร้อมทั้งพยายามกลั้นความรู้สึกไม่สบายในท้องยายสามองอาการของดารินอย่างสังเกต สายตาเธอเต็มไปด้วยความเป็นห่วง "อาการมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ หรือว่าลูกจะไม่สบาย ไปหาหมอเถอะนะลูก ยายว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แล้ว"ดารินลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างจำใจ "ก็ได้จ้ะยาย…ดารินเองก็รู้สึกแปลก ๆ อยู่เหมือนกัน"ยายสามองขุนแล้วยิ้มบาง ๆ "งั้นขุน เอ็งพาดารินไปโรงพยาบาลในตัวอำเภอหน่อยนะ ไปเถอะลูก อย่าปล่อยให้อาการเป็นแบบนี้"ขุนร
วันรุ่งขึ้น บรรยากาศในบ้านเต็มไปด้วยความเงียบงัน แม่ของดารินมองดูลูกสาวเก็บกระเป๋าด้วยสีหน้าเป็นกังวล ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักมองลูกสาวด้วยความไม่สบายใจ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่ว“คิดดีแล้วหรือที่จะไปอยู่ต่างจังหวัด?” คุณหญิงลดาถาม ดวงตาคู่นั้นจับจ้องใบหน้าของดาริน เธอรู้ดีว่าลูกสาวกำลังหนีจากบางสิ่งมือเรียวหยุดการเก็บของ มองดูผู้เป็นแม่และยิ้มบาง ๆ “คิดดีแล้วค่ะ...ดารินไม่เหมาะกับที่นี่” เธอเอ่ยอย่างหนักแน่น แม้ว่าในใจลึก ๆ จะยังมีบางอย่างที่ค้างคา แต่การอยู่ที่นี่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกกดทับไว้ด้วยความทรงจำที่ทำให้หัวใจเจ็บปวดคุณหญิงลดาถอนหายใจยาว เดินเข้าไปใกล้ลูกสาว ยกมือขึ้นลูบไหล่ดารินเบา ๆ ด้วยสายตาอ่อนโยน “งั้นอย่าลืมกลับมาหาแม่บ่อย ๆ นะ”เจ้าของใบหน้าสวยพยักหน้ารับคำสัญญา แววตาอ่อนโยนของผู้เป็นแม่ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น เธอรู้ว่าแม่เป็นห่วง แต่เธอก็จำเป็นต้องออกไปเผชิญชีวิตด้วยตัวเองเพื่อค้นหาความสงบและเริ่มต้นใหม่คุณหญิงลดายิ้มทั้งน้ำตา ก่อนจะยื่นมือไปโอบกอดลูกสาวแน่น ในอ้อมกอดนั้นเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย “ดูแลตัวเองดี ๆ นะลูก แม่คงจะคิดถึงดารินมากแน่เลย
โจชัวกลับมายังคฤหาสน์เพมเบอร์ตันในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด อากาศเย็นชื้นซึมเข้ากระดูก แม้จะเป็นที่ที่เขาคุ้นเคย แต่บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความอึดอัดใจชายหนุ่มใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะมาถึง ร่างกายของเขาอ่อนล้าจนเมื่อถึงห้องนอนของโจลีน ก็ก้าวไม่ถึงเตียงดี เขาทิ้งตัวลงกับที่นอนนุ่ม เหลือเพียงแสงอ่อนจากโคมไฟริมเตียงที่ส่องให้เห็นใบหน้าที่ขมวดเข้าหากันอย่างสับสน มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาก่ายหน้าผาก ราวกับหวังจะให้ความกดดันที่รุมเร้าจากภายในหายไปนี่เขาแก้แค้นผิดคนอย่างนั้นหรือ? ภาพเหตุการณ์ซ้อนทับเข้ามาเป็นลำดับ ความโกรธแค้นที่เขาแบกไว้บนไหล่เพื่อเธอคนนั้นมันเป็นความผิดพลาดหรือเปล่า? ความรู้สึกผิดที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเกาะกุมเข้ามาในจิตใจ โจชัวหลับตาลง แต่เสียงหัวใจกลับเต้นรัว เขารู้สึกถึงความผิดที่ตัวเองก่อขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เสียงสะท้อนในใจดังขึ้นว่าตนได้ทำผิดมหันต์"นี่ฉันทำผิดต่อเธอมากใช่ไหม...ดาริน" เขาพึมพำออกมาอย่างอ่อนล้า ความรู้สึกผิดทับถมจนไม่สามารถตัดใจได้ดวงตาของเขาพลันเห็นภาพของดารินในงานล่าสัตว์ครั้งก่อน ความเย็นชาและความไม่ใส่ใจที่เขาเคยแสดงออกมาในตอนนั้นดูเป็นการทำร้ายเธอไปโดยไม
“สวัสดีค่ะ คุณหญิงลดา คุณหนูไอริน” เสียงของสาวใช้ดังขึ้นใกล้ๆ ทำให้ดารินหันไปมอง นัยน์ตาสีน้ำผึ้งจ้องไปยังมารดาผู้ให้กำเนิด ความรู้สึกวูบไหวแล่นเข้ามาในใจเธอโดยไม่อาจห้าม คุณหญิงลดาเพียงปรายตามองลูกสาวที่พลัดพรากไปนานถึง 24 ปี ใบหน้าของดารินเหมือนกับไอด้า ลูกสาวคนโตแทบจะถอดแบบกันออกมา แต่สิ่ง
“คุณหนูครับ ใกล้จะถึงบ้านแล้วนะครับ”เสียงเรียกของลูกน้องประจำตระกูลไพศาลดังขึ้น ทำให้ดารินที่เหม่อลอยมาตลอดการเดินทางสะดุ้งกลับสู่ความเป็นจริง นับตั้งแต่ขึ้นรถจากต่างจังหวัด ความคิดของเธอวนเวียนอยู่กับเหตุการณ์พลิกผันในชีวิตที่ไม่คาดฝัน จากคนที่แทบไม่มีจะกิน วันนี้กลับกลายมาเป็นคุณหนูของตระกูลใหญ
ในบรรยากาศเศร้าโศกท่ามกลางสายฝนและความมืดครึ้ม ด้านโจชัว คุณชายเพมเบอร์ตันยืนแน่วแน่อยู่หน้าหลุมศพของโจลีน น้องสาวคนเล็กที่เขารักหมดใจ ชายหนุ่มผู้มีสายตาคมลึกซึ่งซ่อนความเจ็บปวดไว้ในความเงียบ ได้แต่จ้องมองหลุมศพด้วยสายตาเลื่อนลอยและหัวใจที่หนักอึ้งโจฮัน ลูกชายคนกลางในตระกูลเพมเบอร์ตัน เอื้อมมือ
“ฮึก..ฮือ”เสียงสะอื้นสะท้อนดังก้องหน้าศาลาเผาศพ ร่างบอบบางของดารินสั่นระริก ขณะมองโลงศพที่บรรจุร่างผู้เป็นแม่ถูกเคลื่อนเข้าไปในเตาเผา น้ำตาไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย“ฮึก…คุณแม่คะ อย่าทิ้งดารินไปนะคะ หนูจะอยู่ได้ยังไง…”หญิงสาวพร่ำเพ้อขณะมองมือหยาบกร้านที่เคยใช้ทำงานหนักหาเงินรักษาแม่ที่ป่วยด้วยมะเร็งก







