LOGINพ่อบ้านเฉินมองเห็นคุณหนูของเขากำลังยืนอยู่ใต้ต้นหลิวใหญ่ ร่างเล็กบอบบางกำลัง
เฉินซูเหริน เดินลัดเลาะไปตามแผงลอยในตลาดอย่างเพลิดเพลิน แสงไฟจากโคมหลากสีส่องสว่างกระทบใบหน้างามที่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คน และกลิ่นหอมของอาหารคาวหวานที่ลอยคละคลุ้ง พลันสายตาของนางก็สะดุดเข้ากับร้านค้าของเล่นเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยของเล่นไม้แกะสลักนานาชนิดนางก้าวเข้าไปใกล้แผงลอยนั้นอย่างช้าๆ ดวงตาคู่สวยกวาดมองสำรวจของเล่นแต่ละชิ้นด้วยความสนใจ ก่อนจะเอื้อมมือหยิบ ลูกข่างไม้ ตัวหนึ่งขึ้นมาหมุนเล่นเบาๆ เพียงเท่านั้น ภาพของ จ้าวมู่เฉิน ก็พลันผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างแจ่มชัดรอยยิ้มบนใบหน้าของเฉินซูเหรินพลันเลือนหายไป แทนที่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความ คิดถึง และ โหยหา นางนึกถึงใบหน้าเปิ่นซื่อของจ้าวน้อย ยามที่เขายิ้มอย่างมีความสุขเมื่อได้ฝึกวิชา หรือยามที่เขามีท่าทางงงงวยเมื่อนางกล่าวอะไรที่ซับซ้อนเกินไป นางพลันคิดในใจ “ไม่รู้ว่าเวลานี้จ้าวน้อยจะเป็นอย่างไรบ้าง จะคิดถึงข้าบ้างหรือไม่นะ?”ภาพบรรยากาศของเฉินซูเหรินที่พลันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ ห
ยามซื่อ (09.00 - 11.00 น.) เพิ่งจะล่วงเข้าสู่ต้นชั่วยาม ทว่าที่จวนแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจินนั้น แสงแห่งชีวิตได้เริ่มเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ยามเหม่าแล้ว ม่านหมอกบางเบาคล้ายแพรไหมสีขาวนวลดุจน้ำนมแพะ ลอยอ้อยอิ่งคลุมเคลียยอดหญ้าและหมู่แมกไม้ภายในอุทยานกว้าง อากาศยังคงเย็นสบาย ผสมผสานกับไอชื้นจากน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนใบหญ้าและกลีบบุปผา สะท้อนแสงเรืองรองจากประทีปที่ยังคงส่องสว่างจากเรือนต่างๆ ภายในจวน ประหนึ่งดวงดาวบนพื้นดินที่ยังมิกล้าหลับใหล แม้ดวงอาทิตย์กำลังจะตื่นจากนิทราในอีกไม่ช้าภายในเรือนพักของเฉินซูเหริน คุณหนูแห่งจวนตื่นนอนแต่เช้าตรู่ นางมิได้มีท่าทีอ้อยอิ่งเกียจคร้านเช่นคุณหนูในห้องหอทั่วไป บ่าวรับใช้คนสนิททั้งสอง เสียวหม่านผู้มีกิริยากระตือรือร้น และชุนเฟิงผู้มีกิริยาสุขุมเยือกเย็น ต่างปรนนิบัติผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ให้คุณหนูของพวกนางด้วยความคล่องแคล่วบรรจง วันนี้นางสวมชุดกระโปรงยาวสีเขียวมรกตอ่อน ปักลายดอกหลันฮวา (ดอกกล้วยไม้) ด้วยเส้นไหมสีเงิน ขับให้ผิวขาวผุดผ่องของนางยิ่งดูเปล่งปลั่ง เรือนผมดำขลับยาวสลวยถูกชุนเฟิงรวบเกล้าขึ้น
ยามอัสดงเคลื่อนคล้อย แสงสีส้มแดงฉาบไล้ท้องฟ้า บัดนี้ย่างเข้าสู่ ปลายยามโหย่วแล้ว แม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจิน ได้รับรายงานว่าหลานสาวสุดที่รักของเขาต้องเข้ารับการทดสอบมหาโหดจาก หลี่หมัวมัว ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ความสดใสที่เคยมีก็พลันมลายหายไปสิ้น เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าอันเคร่งขรึมของแม่ทัพผู้เฒ่าก็แปรเปลี่ยนเป็นความกังวลใจอย่างเห็นได้ชัดในแววตา“เฮ้อ...ยามนี้นางคงเหนื่อยล้าเต็มที” แม่ทัพผู้เฒ่ารำพึงเบาๆ นึกถึงหลานสาวผู้ไม่เคยยอมคนแต่กลับต้องมาพ่ายแพ้ต่อระเบียบแบบแผนของแม่นม “ข้าซึ่งเป็นปู่ คงต้องทำอะไรเสียบ้างแล้ว”พลันความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในห้วงคำนึง เขาจึงสั่งให้ กุนซือ คู่ใจไปแจ้งแก่หลี่หมัวมัวว่า “ที่เมืองซื่อหยางนั้น ยามค่ำคืนก็สวยงามไม่แพ้ฉางอันเลยแม้แต่น้อย ข้าจักให้ยัยหนูซูเหรินเป็นผู้นำเที่ยว ขอเพียงท่านอย่ากดดันนางมากเกินไปเวลาเดินเที่ยว หลี่หมัวมัวและบ่าวไพร่ที่ตามไปจะได้สนุกสนานมากยิ่งขึ้น” ถ้อยคำของแม่ทัพผู้เฒ่าแม้จะนุ่มนวล แต่ก็แฝงไว้ด้วยอำนาจที่หลี่หมัวมัวไม่อาจปฏิเสธได้ไม่นานนัก บ่าวรับใช้ก็เข้าไปเชิญ คุณหนูเฉินซูเหริน ตามคำสั่งของแม่ทัพผู้เฒ่า เมื่อหลี่หมัวมั
หลังจากที่เฉินซูเหรินสั่งการบ่าวไพร่ให้จัดเตรียมของรับรองหลี่หมัวมัวเรียบร้อยแล้ว นางก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การประเมินคุณสมบัติความเป็นกุลสตรีตามแบบฉบับต้าถังกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการหลี่หมัวมัวถูกเชิญมายังเรือนหลักอันโอ่อ่าของจวนแม่ทัพ สถานที่ซึ่งปกติแล้วเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาของเฉินซูเหริน บัดนี้กลับเงียบสงบจนน่าอึดอัด นางนั่งอยู่บนเก้าอี้สูงสง่างาม แผ่นหลังตรง สายตาจับจ้องไปยังเฉินซูเหรินที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม ทว่าในดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับซ่อนไว้ซึ่งความเข้มงวดและคาดหวัง“คุณหนู” หลี่หมัวมัวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่ก้องกังวานไปทั่วห้อง “ในฐานะที่ท่านเป็นหลานสาวของแม่ทัพใหญ่ และมีเชื้อสายแห่งราชวงศ์ การประพฤติตนตามครรลองของสตรีจึงเป็นสิ่งที่มิอาจละเลยได้ องค์หญิงทรงห่วงใยในความเป็นอยู่ของท่านยิ่งนัก จึงได้ส่งข้ามาเพื่อดูแล และชี้แนะในสิ่งที่ท่านอาจจะยังขาดตกบกพร่อง”เฉินซูเหรินประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม พยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด “ขอบพระคุณเสด็จแม่ และท่านแม่นมที่เป็นห่วงซูเหริน ซูเหรินยินดีรับคำชี้แนะทุกประการเจ้
ว่าแล้วเฉินซูเหรินก็ประสานมือไว้ข้างเอว ยืดอกยกคอขึ้นอย่างสง่างาม ราวกับ นางพญาหงส์ ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สมรภูมิรบที่แท้จริง นางเดินเข้าจวนแม่ทัพเฉินด้วยท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ สมกับเป็นคุณหนูจวนผู้สูงศักดิ์ โดยหารู้ไม่ว่าเบื้องหน้า คือการเผชิญหน้ากับบททดสอบอันแสนเข้มงวดของแม่นมผู้มากระเบียบไอเย็นยะเยือกพลันพัดปะทะใบหน้าของเฉินซูเหริน ขณะที่นางกำลังก้าวขาเข้าสู่เรือนรับรองอันเงียบสงบ ภายในใจของนางแอบ หวั่นวิตก อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ทว่าก็ต้องแสร้งทำใจดีสู้เสือ พยายามเก็บงำความรู้สึกทั้งหมดไว้ภายใต้สีหน้าอันงดงาม นางก้าวนำบ่าวรับใช้ทั้งสองเข้าไปภายในห้องโถงกว้าง ซึ่งมีร่างของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งสงบอยู่เบื้องหน้าหลี่หมัวมัว นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์ ใบหน้าของนางเรียบเฉย ทว่าดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยกลับฉายแววคมกริบดุจเหยี่ยว กำลังพิจารณาเฉินซูเหรินตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ การแต่งกาย หรือแม้แต่อากัปกิริยาท่าทางที่แสนละเอียดอ่อน ล้วนแต่อยู่ในสายตาของหลี่หมัวมัวทั้งสิ้น
พ่อบ้านเฉินมองเห็นคุณหนูของเขากำลังยืนอยู่ใต้ต้นหลิวใหญ่ ร่างเล็กบอบบางกำลัง สอนจ้าวมู่เฉินฝึกวิชายุทธ อย่างกระตือรือร้น ท่าทางของจ้าวมู่เฉินยังคงเปิ่นซื่อและไร้เดียงสา ทว่าการเคลื่อนไหวกลับคล่องแคล่วขึ้นผิดหูผิดตา พ่อบ้านเฉินมิรอช้า เขารีบวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปหาคุณหนูของตนอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงก็รีบประสานมือโค้งคำนับพลางเอ่ยด้วยอาการเหนื่อยหอบจากการวิ่ง“เรียนคุณหนู...องค์หญิงมารดาของคุณหนู...ส่งแม่นมหลี่หมัวมัวมาทดสอบคุณหนูขอรับ!”สิ้นคำของพ่อบ้านเฉิน เฉินซูเหริน ถึงกับเบิกตาโพลง ดวงตาเรียวคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะ โพล่งอุทานออกมาอย่างลืมตัว“แม่นมหลี่มาเช่นนั้นหรือ…?!”ใบหน้าของนางถอดสีทันทีจากที่เคยสดใสก็ซีดเผือดลงอย่างรวดเร็ว แววตาเต็มไปด้วยความกังวลและตื่นตระหนก นางรีบเอ่ยลาจ้าวมู่เฉินด้วยความรีบร้อน“จ้าวน้อย ข้าต้องกลับจวนก่อน! วันหลังข้าจักมาหาเจ้าใหม่ แม่นมข







