LOGINนายท่านจ้าวซดน้ำแกงเข้าไปอึกใหญ่ รสขมปนเปรี้ยวของสมุนไพรช่วยให้เขาเริ่มรู้สึกตัวขึ้นเล็กน้อย ทว่าฤทธิ์สุรายังคงครอบงำ ทำให้เขาพลั้งปากเอ่ยถึงเรื่องราวที่ไม่ควรเอ่ยถึง
“ความทุกข์ที่อัดอั้นในใจของข้าตอนนี้มันใหญ่หลวงนัก เจ้า...เจ้าไม่รู้อะไร...เฉินเอ๋อร์...เขา...เขาได้ยิน...องค์ชายใหญ่...กับ...แม่ทัพ...กำลังวางแผน”
อนุหลิวชะงักมือ ใบหน้าของนางซีดเผือด นางรีบใช้มือปิดปากนายท่านจ้าวแน่น ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“ท่านพี่! ท่านพูดอะไรออกมา! เรื่องราชสำนักไม่ควรเอ่ยยามเมา ท่านอย่าได้พูดถึงมันอีก!” นางกระซิบเสียงสั่น
ทว่าเมื่อนางได้ยินว่าจ้าวมู่เฉินบังเอิญได้ยินเรื่องราวการก่อกบฏ นางก็เปลี่ยนท่าที ดวงตาของนางเปล่งประกายวาวโรจน์ นางรีบคาดคั้นถามรายละเอียดจากนายท่านจ้าว แม้เขาจะเมามายจนพูดจาไม่รู้เรื่อง แต่ข้อมูลที่ได้มาก็มากพอที่อนุหลิวจะเข้าใจสถานการณ์
“จ้าวมู่เฉิน...มันบังเอิญรู้เรื่องนี้...” อนุหลิวพึมพำกับตัวเอง ดวงตาของนางฉายแววอำมหิต “...ถ้าปล่อยมันไว้...มันอาจจะนำภัยมาสู่เราได้...”
นางลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดที่หน้าต่าง มองออกไปยังสวนด้านนอก แสงจันทร์สาดส่องลงมา ทำให้ใบหน้าของนางดูเย็นชาและน่ากลัว
“ข้าต้องหาทางกำจัดมัน...ข้าต้องทำให้มันหายไปจากโลกนี้...”นางเอ่ยเสียงเย็นเยียบ ก่อนจะหันกลับมามองนายท่านจ้าวที่นอนหลับไม่ได้สติบนเตียง มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
คำโบราณที่ว่า “ความลับไม่มีในโลก” ยังคงเป็นความจริงเสมอ ราวกับกฎแห่งสวรรค์ที่ไม่มีสิ่งใดหลีกเลี่ยงได้ จ้าวมู่เฉินหาได้ล่วงรู้ไม่ว่า ความลับที่เขาบังเอิญได้รับรู้ในวันนั้น ได้ถูกส่งต่อไปยังบุคคลที่สามแล้ว อนุหลิวผู้กุมความลับไว้ในมือ แม้จะไร้ซึ่งหลักฐานอันหนักแน่น แต่ด้วยประสบการณ์ชีวิตอันโชกโชน นางย่อมรู้ดีว่า วาจาพลั้งปากของคนเมานั้น มีส่วนแห่งความเป็นจริงแฝงเร้นอยู่เจ็ดถึงแปดส่วน
อนุหลิวนำความลับนั้นไปบอกเล่าแก่จ้าวซื่อเจี๋ยบุตรชายของตนในทันที แสงเทียนริบหรี่ส่องสว่างใบหน้าของจ้าวซื่อเจี๋ยที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ดวงตาของเขาหรี่ลง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยือกเย็นราวน้ำแข็ง เขารับรู้ถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ หากความลับแพร่งพรายออกไป สกุลจ้าวอาจล่มสลายในชั่วพริบตา
“แม่ท่านวางใจเถิด เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง” จ้าวซื่อเจี๋ยเอ่ยเสียงกระซิบ ดวงตาของเขาเปล่งประกายวาวโรจน์ราวกับอสรพิษร้าย “ข้าจะใช้ประโยชน์จากความลับนี้ให้ถึงที่สุด”
แผนการอันชั่วร้ายผุดขึ้นในสมองของจ้าวซื่อเจี๋ยราวกับเงาปีศาจ เขาต้องการกำจัดจ้าวมู่เฉินผู้เป็นหนามยอกอก และสร้างความชอบธรรมให้ตนเองในการก้าวขึ้นสู่อำนาจ
“อันดับแรก ข้าต้องแจ้งเรื่องนี้ให้องค์ชายใหญ่ทรงทราบ” จ้าวซื่อเจี๋ยกล่าว “แต่ต้องทำโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าข้าเป็นคนส่งข่าว”
จ้าวซื่อเจี๋ยวางแผนอย่างรอบคอบราวกับนักเล่นหมากที่กำลังวางกับดัก เขารู้ดีว่าหากต้องการกำจัดจ้าวมู่เฉินโดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้ เขาต้องทำอย่างแนบเนียน และรอบคอบที่สุด
“ต้องใช้ข่าวลือ” จ้าวซื่อเจี๋ยพึมพำกับตัวเอง
“ต้องกระจายข่าวความขยันศึกษาของจ้าวมู่เฉินให้ผู้อื่นรับรู้ ในวันที่นักศึกษาคนอื่นเดินทางไปร่วมต้อนรับคณะทูตจากแคว้นถู่ปัว จ้าวมู่เฉินกับเป็นผู้เดียวที่เดินทางไปสำนักศึกษา เหล่าสหายถูกทำโทษเขายังร่วมรับโทษกับสหายร่วมสำนัก หากข่าวนี้กระจายไปยังองค์ชายใหญ่ ดูสิว่าองค์ชายใหญ่จะทำอย่างไร”
เขาแย้มรอยยิ้มเย้ยหยันราวกับปีศาจร้าย “หากองค์ชายใหญ่สงสัยจ้าวมู่เฉิน เขาจะกำจัดจ้าวมู่เฉินทิ้งเอง โดยที่เราไม่ต้องลงมือ”
เขาเงยหน้าขึ้นมองแสงจันทร์ที่ส่องสว่างนอกหน้าต่าง แสงจันทร์นวลผ่องกลับดูเย็นเยียบราวกับแสงแห่งความตาย จ้าวซื่อเจี๋ยรู้ดีว่าแผนการของเขาเต็มไปด้วยอันตราย แต่เขาก็พร้อมที่จะเสี่ยงทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมายของตน
ณ นครเทพฉางอัน เมื่อแสงแรกแห่งยามเหม่า (05.00-07.00 น.) เริ่มจับขอบฟ้า สาดส่องผ่านม่านหมอกบางเบาที่ยังคงอ้อยอิ่งเหนือหลังคาตำหนัก และจวนต่างๆ
ในมุมหนึ่งของจวนสกุลจ้าวอันโอ่อ่า เงาร่างของ จ้าวซื่อเจี๋ย บุตรชายคนรองผู้เกิดจากอนุภรรยา ยืนสงบนิ่งอยู่ใต้เงาไม้ แววตาฉายประกายอันยากจะหยั่งถึง เขาโบกมือเล็กน้อย บ่าวคนสนิทผู้หนึ่งซึ่งรอคอยอยู่ในเงามืดพลันค้อมกายรับคำสั่ง
“ไปจัดการตามที่ข้าสั่ง จงทำให้แนบเนียนที่สุด อย่าให้ผู้ใดระแคะระคายได้ว่าข่าวนี้มาจากจวนของเรา” น้ำเสียงของจ้าวซื่อเจี๋ยราบเรียบ หากแต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชา และแผนการอันแยบยล บ่าวผู้นั้นรับคำ พยักหน้าอย่างรู้หน้าที่ ก่อนจะเร้นกายหายไปในความสลัวรางของรุ่งอรุณอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งภูตพรายที่ไร้ร่องรอย
จ้าวซื่อเจี๋ยทอดมองตามแผ่นหลังของบ่าวคนสนิทไป มุมปากเหยียดยิ้มบางเบา แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน ทั้งอิจฉา ชิงชัง และความทะเยอทะยานที่ซ่อนเร้น ‘จ้าวมู่เฉิน พี่ใหญ่ผู้สง่างาม เปี่ยมปัญญา... หึ ชื่อเสียงดีงามงั้นรึ? ข้าจะช่วยส่งเสริมท่านอีกแรง ให้ชื่อเสียงนั้นยิ่งขจรขจาย... จนกลายเป็นหอกทิ่มแทงตัวท่านเอง..!’
มิทันที่ตะวันจะลอยเด่นเหนือหลังคาเมืองหลวง ข่าวสารอันน่าชื่นชมระลอกใหม่ก็เริ่มไหลบ่าไปตามตรอกซอกซอย โรงเตี๊ยม ตลาดสด ราวกับสายน้ำที่หลากไหล ผู้คนทั้งพ่อค้าวาณิช บัณฑิต ชาวบ้าน ต่างจับกลุ่มกล่าวขานถึงคุณชายใหญ่แห่งจวนสกุลจ้าว
“ท่านได้ยินเรื่องคุณชายจ้าวมู่เฉินหรือไม่? กล่าวกันว่าเดินทางออกจากบ้านไปร่ำเรียนที่สำนักศึกษาหลวง มิเคยย่อท้อต่อความยากลำบาก ในขณะที่องค์ชาย และบุตรขุนนางคนอื่น ๆ ต่างพากันหนีออกไปดูคณะทูตจากถู่ปัวกันอย่างครึกครื้น ขยันหมั่นเพียรศึกษาตำราจนแตกฉาน ทั้งยังมีน้ำใจต่อสหายร่วมเรียนยิ่งนัก รับโทษวิ่งรอบสำนักศึกษาร่วมกับสหายที่หนีเรียนในวันนั้น ช่างเป็นคุณชายที่เพียบพร้อมโดยแท้..!” เสียงชื่นชมดังเซ็งแซ่
เขามิได้ผลีผลามเข้าไปในทันที แต่สั่งให้อาไค่และจ้าวมู่เฉินรออยู่ด้านนอกก่อน ส่วนตนเองนั้นเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียด เพื่อดูว่ามีร่องรอยของสัตว์ร้ายหรือสัตว์เลื้อยคลานมีพิษซุกซ่อนอยู่หรือไม่ เมื่อแน่ใจแล้วว่าบริเวณนั้นปลอดภัยดี เขาจึงกวักมือเรียกทั้งสองเข้ามา“ดูเหมือนจะไม่มีอันตรายใดๆ แล้ว พวกเรามาช่วยกันเถิด”ทั้งสามคนมิได้รอช้า ต่างช่วยกันมองหาจุดที่แข็งแรงพอจะใช้ปีนป่ายขึ้นไปบนแพรเถาวัลย์นั้นได้ อาไค่ผู้มีพละกำลังเป็นเลิศรับอาสาปีนขึ้นไปก่อน เขาใช้ทักษะที่ฝึกฝนมาจากค่ายทหารเกาะเกี่ยวเถาวัลย์เส้นใหญ่ได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อขึ้นไปถึงจุดที่หีบวางอยู่ เขาก็เริ่มผูกเชือกที่เตรียมมากับหีบทีละใบ แล้วค่อยๆ หย่อนมันลงมาให้เหล่าหยวนและจ้าวมู่เฉินที่รออยู่ด้านล่างรับไว้จ้าวมู่เฉินแม้จะยังคงมีท่าทางเงอะงะอยู่บ้าง แต่เขาก็พยายามช่วยประคองและลากหีบเหล่านั้นไปรวมกันไว้ในจุดที่ปลอดภัยอย่างเต็มกำลัง ดวงตาของเขาฉายแววตื่นเต้นระคนสงสัยเมื่อเห็นหีบสมบัติมากมายเหล่านั้น แม้จะไม
ทันใดนั้น! เสียงประหลาดก็ดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหน้า มันเป็นเสียงคำรามก็ไม่ใช่ เสียงร้องโหยหวนก็ไม่เชิง แต่เป็นเสียงทุ้มต่ำ ก้องกังวาน และแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผู้ได้ยินรู้สึกขนพองสยองเกล้า!“เสียงอะไรน่ะขอรับ?!” อาไค่กระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก มือคว้าด้ามมีดสั้นที่เอวเตรียมพร้อมเหล่าหยวนยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทั้งสองหยุดนิ่ง ดวงตาของเขาสอดส่ายไปรอบบริเวณอย่างระแวดระวัง “เงียบก่อน...ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ฟังดูไม่น่าจะเป็นมิตรเท่าใดนัก”จ้าวมู่เฉินเบิกตากว้าง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว เขาขยับเข้าไปยืนชิดหลังเหล่าหยวน มองไปยังทิศทางของเสียงนั้นอย่างไม่วางตา ความรู้สึกตื่นเต้นเมื่อครู่พลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดหวั่นว่าสิ่งใดกันแน่ที่กำลังรอพวกเขาอยู่แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้เข้ามาและดังกว่าเดิม มันเป็นเสียงขู่คำรามอย่างชัดเจน สลับกับเสียงหายใจฟืดฟาดหนักๆ คล้ายสัตว์ร้
เหล่าหยวนมองนายน้อยของตนด้วยแววตาที่อ่อนโยนลง ก่อนจะหันไปทางถิงถิง “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ พรุ่งนี้แต่เช้ามืด ข้า จ้าวมู่เฉิน และอาไค่ จะออกเดินทาง คาดว่าไปกลับคงใช้เวลาไม่เกินครึ่งวัน ส่วนเจ้าถิงถิง ให้รออยู่ที่เรือนพักแห่งนี้ ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเรา”ถิงถิงก้มหน้านิ่ง นานหลายอึดใจกว่าจะพยักหน้ารับคำช้าๆ น้ำเสียงของนางแผ่วเบาและสั่นเครือเล็กน้อย “เจ้าค่ะ...เหล่าหยวน” แม้จะตอบรับ แต่ภายในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและเป็นห่วงคุณชายของตนอย่างสุดซึ้ง นางรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ย่อมไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด แต่ก็มิอาจทัดทานการตัดสินใจของผู้ใหญ่ทั้งสองได้แสงตะเกียงในเรือนยังคงส่องสว่างอยู่เพียงริบหรี่ ท่ามกลางความมืดมิดและเงียบสงัดของค่ำคืนแห่งค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี แผนการเดินทางสู่หุบเหวแห่งอดีตได้ถูกกำหนดขึ้นแล้ว พร้อมกับความกังวลที่เกาะกุมหัวใจของทุกคนที่นั่งอยู่ในวงสนทนานั้น.…..ณ “ค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี” แสงอรุณแรกแห่งวันยังมิได้ทาบทาทั่วขุนเขาดีนัก ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มจับสีม่วงอมส้มเรื่อๆ ม่านหมอกยามเช้ายังคงลอยละล่องบางเบาคล้ายสำลีปุยขาวนุ่ม อากาศบริสุทธิ์และเย็นฉ่ำ ส
การท่องบ่นซ้ำๆ ทุกวันเช่นนี้ คือความพยายามในแบบของเขาที่จะไขว่คว้าเศษเสี้ยวของอดีตที่หล่นหาย และถึงแม้ความทรงจำที่ปรารถนาจะยังไม่กลับคืนมาอย่างปาฏิหาริย์ แต่อย่างน้อยการฝึกฝนนี้ก็ทำให้เขารู้หนังสือมากขึ้น สามารถอ่านและเขียนอักษรต่างๆ ได้คล่องแคล่วขึ้นกว่าเดิมวันแล้ววันเล่านอกจากตำราพันอักษรแล้ว เขายังพยายามทบทวนตำราอื่นๆ ที่พอจะระลึกเค้าโครงได้บ้างจากส่วนลึกของจิตใจ อาจเป็นบทกวีโบราณ หลักปรัชญาขงจื๊อ หรือแม้แต่ตำราพิชัยสงครามที่เขาไม่รู้ว่าเคยเรียนมาจากที่ใด แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดบางวัน ในช่วงบ่ายอันเงียบสงบเช่นนี้ ท่านกุนซือชราคู่ใจของแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจิน ก็จะปลีกเวลาจากการวางแผนกลยุทธ์ในกระโจมใหญ่ เดินทางมาเยี่ยมเยียนเขาถึงข้างคอกม้า ท่านกุนซือผู้มีแววตาเปี่ยมเมตตา และมองการณ์ไกล มักจะนำตำรับตำราต่างๆ มาอ่านให้เขาฟังบ้าง หรือบางครั้งก็ช่วยชี้แนะความหมายของตัวอักษรที่ซับซ้อน เป็นการกระตุ้นความทรงจำ และเติมเต็มความรู้ให้แก่จ้าวมู่เฉินทีละน้อยอย่างไม่เร่งร้อน คล้ายกับว่าท่านมองเห็นศักยภาพบางอย
ณ "ค่ายพยัคฆ์ขาวพิทักษ์ปฐพี" เมื่อพ่อบ้านเฉินจากไปแล้ว จ้าวมู่เฉินผู้ยังคงกอดห่อผ้าของขวัญจาก “พี่ใหญ่เฉิน” ไว้แนบอก ก็จำต้องวางมันลงอย่างเสียมิได้เพื่อกลับไปทำงานของตนต่อ เขายังคงสาละวนอยู่กับการดูแลม้า ทั้งตักน้ำ หาบหญ้า และทำความสะอาดคอกอย่างขยันขันแข็ง แม้ดวงใจจะพะวงถึงของเล่นและขนมที่รอคอยอยู่ แต่ความรับผิดชอบที่ถูกปลูกฝังมา ก็ทำให้เขามิอาจละทิ้งหน้าที่ได้จนกระทั่งแสงตะวันคล้อยเคลื่อนสู่กลางศีรษะ เป็นสัญญาณว่าเวลามื้อเที่ยงได้มาถึงแล้ว เสียงฝีเท้าคุ้นเคยสองคู่ก็ดังขึ้นจากทางเดินสู่คอกม้า ถิงถิง บ่าวรับใช้หญิงร่างเล็กบางอายุราวสิบสามสิบสี่ปี ใบหน้าจิ้มลิ้ม เดินนำหน้าอาไค่ บ่าวชายร่างกำยำผู้มีพละกำลังมหาศาล ทว่าดวงตาทั้งคู่กลับฉายแววซื่อซื่อตามประสาทุกเพลา ทั้งสองหอบหิ้วตะกร้าหวายสานใบเขื่อง เดินตรงมายังบริเวณที่จ้าวมู่เฉินมักจะพักทานอาหารเป็นประจำ“คุณชายจ้าวเจ้าคะ ได้เวลามื้อกลางวันแล้วเจ้าค่ะ” ถิงถิงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส นางและอาไค่ช่วยกันนำสำรับอาหารออกจากตะกร้าวาง
ทว่าความพยายามของเขาก็มิได้สูญเปล่า...ในเช้าวันนี้ ขณะที่เขากำลังตักน้ำใส่รางให้ม้าตัวหนึ่ง แม้หัวใจจะยังคงเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น แต่เขาก็สามารถยืนอยู่ข้างๆ มันได้โดยไม่เป็นลมล้มพับไปเช่นคราแรก ปลายนิ้วที่เคยสั่นเทา บัดนี้สามารถยื่นออกไปสัมผัสแผงคอของม้าตัวนั้นได้อย่างแผ่วเบา แม้มันจะเป็นเพียงสัมผัสสั้นๆ เพียงชั่วอึดใจ แต่สำหรับจ้าวมู่เฉินแล้ว นี่คือก้าวเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่...ก้าวที่จุดประกายความหวังริบหรี่ในใจของเขาให้สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้งจ้าวมู่เฉินในชุดทหารฝึกหัดที่เก่าคร่ำคร่ากว่าของผู้ใด กำลังก้มหน้าก้มตาใช้เคียวในมือเกี่ยวหญ้าสดบริเวณเชิงเขาด้านข้างค่ายอย่างขะมักเขม้น เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายบนหน้าผากขาวเนียนที่บัดนี้มีรอยเปื้อนดินอยู่บ้างเล็กน้อย หญ้าแต่ละกำที่เกี่ยวได้ถูกวางลงในตะกร้าหวายใบใหญ่อย่างเป็นระเบียบ ดวงตาซื่อใสของเขามุ่งมั่นอยู่กับภารกิจตรงหน้า ด้วยรู้ดีว่าหญ้าเหล่านี้คืออาหารมื้อสำคัญของเหล่าอาชาในคอกขณะที่เขากำลังก้มๆ เงยๆ อยู่นั้น เสียงแหบชราอันคุ้นเคยของเห







