LOGINจ้าวมู่เฉินยืนสงบนิ่งอยู่มุมหนึ่งของงานเลี้ยง เขาจับจ้องไปที่ลูกธนูในมือ ก่อนจะยกขึ้นเล็งไปยังแจกัน แววตาคมกริบของเขาจับจ้องไปยังเป้าหมายอย่างแน่วแน่ เขาโยนลูกธนูออกไป ลูกธนูพุ่งทะยานไปในอากาศ พุ่งเข้าสู่แจกันอย่างแม่นยำ เสียงโลหะจากหัวลูกธนูกระทบก้นแจกันดังเคร้ง สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วบริเวณ
“ยอดเยี่ยม..! สมแล้วที่เป็นบุตรชายแห่งจวนจ้าว” เสียงชมเชยดังมาจากเหล่าขุนนาง
จ้าวมู่เฉินเพียงยิ้มรับคำชม ไม่ได้แสดงท่าทีโอ้อวดใด ๆ เขารู้ดีว่าการแข่งขันครั้งนี้เป็นเพียงการละเล่น ไม่ได้มีสิ่งใดสำคัญ
เฉินซีห่าวยืนมองจ้าวมู่เฉินด้วยสายตาไม่เป็นมิตร เขาไม่พอใจที่จ้าวมู่เฉินได้รับคำชมจากผู้คน เขาคิดว่าตนเองเหนือกว่าจ้าวมู่เฉินในทุกด้าน และไม่สมควรที่จะถูกเปรียบเทียบกับบุตรชายของขุนนางต่ำศักดิ์
“ข้าขอท้าประลองกับเจ้า” เฉินซีห่าวเอ่ยเสียงดัง ท่ามกลางเสียงดนตรีบรรเลง
จ้าวมู่เฉินหันไปมองเฉินซีห่าว แววตาของเขาเฉยเมย
“ ข้าต้องขออภัย ที่ทำให้พี่เฉินต้องผิดหวัง ลูกธนูที่เข้าแกจันเมื่อสักครู่เป็นความบังเอิญก็เท่านั้น ” จ้าวมู่เฉินตอบด้วยน้ำเสียงสงบ
จ้าวมู่เฉินกล่าวตอบด้วยความจริง ทว่าในงานเลี้ยงกับไม่มีผู้ใดเชื่อ เพราะคิดว่า จ้าวมู่เฉินเพียงแค่ถ่อมตัว และไม่อยากมีปัญหากับพี่เขยในอนาคต จึงยอมลงให้แก่เฉินซีห่าว ทว่าเฉินซีห่าวกับยังต้องการจะแข่งกับเขาให้ได้
จ้าวมู่เฉินอับจนหนทาง เขาหันไปมององค์หญิงชิงเหอ พระนางผงกศีรษะอนุญาตให้เขาแข่งกับ เฉินซีห่าวบุตรชายคนรองของพระนางได้
การแข่งขันโยนลูกธนูเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ผู้คนต่างจับจ้องไปที่จ้าวมู่เฉิน และเฉินซีห่าว พวกเขาแข่งขันกันอย่างดุเดือด ลูกธนูแต่ละดอกพุ่งเข้าสู่แจกันอย่างแม่นยำ สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้คนในงานเลี้ยง
ท่ามกลางความตึงเครียด เฉินซีห่าวกลับพลาดเป้าหมาย ลูกธนูของเขาเฉี่ยวแจกันไปอย่างน่าเสียดาย สร้างเสียงหัวเราะไปทั่วงาน ในขณะที่จ้าวมู่เฉินโยนยิงลูกธนูไม่เข้าเป้าหมายเช่นกัน ทำให้ไม่มีผู้ใดได้รับชัยชนะ องค์หญิงชิงเหอผงกศีรษะชื่นชมว่าที่บุตรเขยของตนในภายภาคหน้า
ส่วนผู้บัญชาการทหารม้าเฉินซูเหลียง กับไม่พอใจที่จ้าวมู่เฉินยอมอ่อนข้อให้เฉินซีห่าว ดูจากรูปการณ์ผู้มีปัญญาจะดูออกว่าจ้าวมู่เฉิน ไม่ต้องการหักหน้าว่าที่พี่เขย มีแต่เจ้าลูกชายไม่รักดีของเขาที่รู้ไม่เท่าทัน
แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องเคลือบสีทองของพระราชวังหลวง งานเลี้ยงฉลองต้อนรับคณะทูตถู่ปัวปิดฉากลงด้วยความชื่นมื่น เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบู๊ และบุ๋นต่างร่ำสุราจนแก้มแดงก่ำ เสียงหัวเราะ และถ้อยคำอ้อแอ้ดังระงมไปทั่วบริเวณ
บ่าวไพร่จากจวนต่างๆ ทยอยเข้ามาประคองเจ้านายของตนขึ้นรถม้ากลับจวน จวนสกุลจ้าวก็เช่นเดียวกัน นายท่านจ้าวในชุดอาภรณ์ผ้าต่วนเนื้อดี ใบหน้าแดงก่ำ ดวงตาปรือปรอย ถูกบ่าวไพร่ประคองขึ้นรถม้า
รถม้าของนายท่านจ้าวแล่นเข้าสู่ประตูจวนช้าๆ อนุภรรยาของนายท่านจ้าวในชุดผ้าไหมสีชมพู เดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มหวาน ใบหน้าของนางแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างงดงาม ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ
“ท่านพี่เหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว เชิญท่านไปพักผ่อนที่เรือนของข้าเถิด” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
นายท่านจ้าวพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินตามอนุภรรยาไปยังเรือนของนาง บ่าวไพร่ช่วยกันประคองนายท่านจ้าวเข้าไปในห้องนอน ก่อนจะทยอยกันออกไป
จ้าวมู่เฉินยืนมองรถม้าของบิดาจากมุมมืด เขามองเห็นภาพของอนุภรรยาที่ยิ้มแย้มต้อนรับบิดาของเขา แววตาของเขาแฝงไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความสงสาร ความเห็นใจ และความขุ่นเคือง
เขาสงสารมารดาของเขา ที่ต้องอยู่คนเดียวในเรือนใหญ่ ในขณะที่บิดาของเขาไปนอนกับอนุภรรยา เขารู้สึกเห็นใจมารดา ที่ต้องอดทนกับความเจ็บปวดที่บิดาของเขามอบให้ และเขารู้สึกขุ่นเคือง ที่บิดาของเขาไม่ให้เกียรติมารดาของเขา
“ท่านแม่ต้องเสียใจมากแน่ๆ” จ้าวมู่เฉินพึมพำกับตัวเอง
เขารู้สึกอยากจะไปปลอบโยนมารดาของเขา แต่เขาก็รู้ว่ามันจะยิ่งทำให้มารดาของเขาเสียใจมากขึ้น เขาจึงตัดสินใจกลับเรือนของตนเอง
ระหว่างทางกลับเรือน จ้าวมู่เฉินได้กลิ่นหอมของดอกไม้ในสวนยามค่ำคืน เสียงจิ้งหรีดร้องระงมไปทั่วบริเวณ แสงจันทร์สาดส่องลงมา ทำให้เงาของต้นไม้ทาดยาวบนพื้นดิน
จ้าวมู่เฉินเดินผ่านสระบัว เขามองเห็นเงาสะท้อนของดวงจันทร์บนผิวน้ำ เสียงกบเขียดร้องดังระงมไปทั่วบริเวณ กลิ่นโคลนตมลอยมาแตะจมูก
เมื่อถึงเรือนไผ่ขาว จ้าวมู่เฉินอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เขานั่งลงบนเตียง มองออกไปนอกหน้าต่าง แสงจันทร์สาดส่องลงมา ทำให้เขามองเห็นทิวทัศน์ภายนอกได้อย่างชัดเจน
เขาคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยง คิดถึงเฉินซีห่าว คิดถึงแผนการก่อกบฏ และคิดถึงอนาคตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เขารู้ดีว่าเขาจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายมากมาย แต่เขาก็รู้ว่าเขาจะต้องแข็งแกร่ง และยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง
เรือนเหมยฮวาในยามราตรี เงียบสงัดและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเหมย นายท่านจ้าวในชุดอาภรณ์หลุดลุ่ย นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงไม้แกะสลักอย่างประณีต อนุหลิวในชุดผ้าแพรสีชมู ค่อยๆ ปลดรองเท้า และถุงเท้าของเขาออกอย่างเบามือ นิ้วเรียวเล็กของนางลูบไล้ไปตามแผ่นหลังกว้างของเขาอย่างทะนุถนอม ก่อนจะช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาอยู่ในชุดนอนผ้าไหมเนื้อดี
“ท่านพี่ดื่มหนักไปแล้วนะเจ้าคะ” นางเอ่ยเสียงหวานปานน้ำผึ้ง พลางสั่งให้บ่าวรับใช้นำน้ำแกงถอนพิษสุรามาป้อนนายท่านจ้าว
เฉินซูเหริน เดินลัดเลาะไปตามแผงลอยในตลาดอย่างเพลิดเพลิน แสงไฟจากโคมหลากสีส่องสว่างกระทบใบหน้างามที่ประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คน และกลิ่นหอมของอาหารคาวหวานที่ลอยคละคลุ้ง พลันสายตาของนางก็สะดุดเข้ากับร้านค้าของเล่นเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยของเล่นไม้แกะสลักนานาชนิดนางก้าวเข้าไปใกล้แผงลอยนั้นอย่างช้าๆ ดวงตาคู่สวยกวาดมองสำรวจของเล่นแต่ละชิ้นด้วยความสนใจ ก่อนจะเอื้อมมือหยิบ ลูกข่างไม้ ตัวหนึ่งขึ้นมาหมุนเล่นเบาๆ เพียงเท่านั้น ภาพของ จ้าวมู่เฉิน ก็พลันผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอย่างแจ่มชัดรอยยิ้มบนใบหน้าของเฉินซูเหรินพลันเลือนหายไป แทนที่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความ คิดถึง และ โหยหา นางนึกถึงใบหน้าเปิ่นซื่อของจ้าวน้อย ยามที่เขายิ้มอย่างมีความสุขเมื่อได้ฝึกวิชา หรือยามที่เขามีท่าทางงงงวยเมื่อนางกล่าวอะไรที่ซับซ้อนเกินไป นางพลันคิดในใจ “ไม่รู้ว่าเวลานี้จ้าวน้อยจะเป็นอย่างไรบ้าง จะคิดถึงข้าบ้างหรือไม่นะ?”ภาพบรรยากาศของเฉินซูเหรินที่พลันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ ห
ยามซื่อ (09.00 - 11.00 น.) เพิ่งจะล่วงเข้าสู่ต้นชั่วยาม ทว่าที่จวนแม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจินนั้น แสงแห่งชีวิตได้เริ่มเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ยามเหม่าแล้ว ม่านหมอกบางเบาคล้ายแพรไหมสีขาวนวลดุจน้ำนมแพะ ลอยอ้อยอิ่งคลุมเคลียยอดหญ้าและหมู่แมกไม้ภายในอุทยานกว้าง อากาศยังคงเย็นสบาย ผสมผสานกับไอชื้นจากน้ำค้างที่เกาะพราวอยู่บนใบหญ้าและกลีบบุปผา สะท้อนแสงเรืองรองจากประทีปที่ยังคงส่องสว่างจากเรือนต่างๆ ภายในจวน ประหนึ่งดวงดาวบนพื้นดินที่ยังมิกล้าหลับใหล แม้ดวงอาทิตย์กำลังจะตื่นจากนิทราในอีกไม่ช้าภายในเรือนพักของเฉินซูเหริน คุณหนูแห่งจวนตื่นนอนแต่เช้าตรู่ นางมิได้มีท่าทีอ้อยอิ่งเกียจคร้านเช่นคุณหนูในห้องหอทั่วไป บ่าวรับใช้คนสนิททั้งสอง เสียวหม่านผู้มีกิริยากระตือรือร้น และชุนเฟิงผู้มีกิริยาสุขุมเยือกเย็น ต่างปรนนิบัติผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ให้คุณหนูของพวกนางด้วยความคล่องแคล่วบรรจง วันนี้นางสวมชุดกระโปรงยาวสีเขียวมรกตอ่อน ปักลายดอกหลันฮวา (ดอกกล้วยไม้) ด้วยเส้นไหมสีเงิน ขับให้ผิวขาวผุดผ่องของนางยิ่งดูเปล่งปลั่ง เรือนผมดำขลับยาวสลวยถูกชุนเฟิงรวบเกล้าขึ้น
ยามอัสดงเคลื่อนคล้อย แสงสีส้มแดงฉาบไล้ท้องฟ้า บัดนี้ย่างเข้าสู่ ปลายยามโหย่วแล้ว แม่ทัพผู้เฒ่าเฉินเหยาจิน ได้รับรายงานว่าหลานสาวสุดที่รักของเขาต้องเข้ารับการทดสอบมหาโหดจาก หลี่หมัวมัว ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ความสดใสที่เคยมีก็พลันมลายหายไปสิ้น เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าอันเคร่งขรึมของแม่ทัพผู้เฒ่าก็แปรเปลี่ยนเป็นความกังวลใจอย่างเห็นได้ชัดในแววตา“เฮ้อ...ยามนี้นางคงเหนื่อยล้าเต็มที” แม่ทัพผู้เฒ่ารำพึงเบาๆ นึกถึงหลานสาวผู้ไม่เคยยอมคนแต่กลับต้องมาพ่ายแพ้ต่อระเบียบแบบแผนของแม่นม “ข้าซึ่งเป็นปู่ คงต้องทำอะไรเสียบ้างแล้ว”พลันความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในห้วงคำนึง เขาจึงสั่งให้ กุนซือ คู่ใจไปแจ้งแก่หลี่หมัวมัวว่า “ที่เมืองซื่อหยางนั้น ยามค่ำคืนก็สวยงามไม่แพ้ฉางอันเลยแม้แต่น้อย ข้าจักให้ยัยหนูซูเหรินเป็นผู้นำเที่ยว ขอเพียงท่านอย่ากดดันนางมากเกินไปเวลาเดินเที่ยว หลี่หมัวมัวและบ่าวไพร่ที่ตามไปจะได้สนุกสนานมากยิ่งขึ้น” ถ้อยคำของแม่ทัพผู้เฒ่าแม้จะนุ่มนวล แต่ก็แฝงไว้ด้วยอำนาจที่หลี่หมัวมัวไม่อาจปฏิเสธได้ไม่นานนัก บ่าวรับใช้ก็เข้าไปเชิญ คุณหนูเฉินซูเหริน ตามคำสั่งของแม่ทัพผู้เฒ่า เมื่อหลี่หมัวมั
หลังจากที่เฉินซูเหรินสั่งการบ่าวไพร่ให้จัดเตรียมของรับรองหลี่หมัวมัวเรียบร้อยแล้ว นางก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การประเมินคุณสมบัติความเป็นกุลสตรีตามแบบฉบับต้าถังกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการหลี่หมัวมัวถูกเชิญมายังเรือนหลักอันโอ่อ่าของจวนแม่ทัพ สถานที่ซึ่งปกติแล้วเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาของเฉินซูเหริน บัดนี้กลับเงียบสงบจนน่าอึดอัด นางนั่งอยู่บนเก้าอี้สูงสง่างาม แผ่นหลังตรง สายตาจับจ้องไปยังเฉินซูเหรินที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม ทว่าในดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับซ่อนไว้ซึ่งความเข้มงวดและคาดหวัง“คุณหนู” หลี่หมัวมัวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่ก้องกังวานไปทั่วห้อง “ในฐานะที่ท่านเป็นหลานสาวของแม่ทัพใหญ่ และมีเชื้อสายแห่งราชวงศ์ การประพฤติตนตามครรลองของสตรีจึงเป็นสิ่งที่มิอาจละเลยได้ องค์หญิงทรงห่วงใยในความเป็นอยู่ของท่านยิ่งนัก จึงได้ส่งข้ามาเพื่อดูแล และชี้แนะในสิ่งที่ท่านอาจจะยังขาดตกบกพร่อง”เฉินซูเหรินประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม พยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด “ขอบพระคุณเสด็จแม่ และท่านแม่นมที่เป็นห่วงซูเหริน ซูเหรินยินดีรับคำชี้แนะทุกประการเจ้
ว่าแล้วเฉินซูเหรินก็ประสานมือไว้ข้างเอว ยืดอกยกคอขึ้นอย่างสง่างาม ราวกับ นางพญาหงส์ ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สมรภูมิรบที่แท้จริง นางเดินเข้าจวนแม่ทัพเฉินด้วยท่าทางที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ สมกับเป็นคุณหนูจวนผู้สูงศักดิ์ โดยหารู้ไม่ว่าเบื้องหน้า คือการเผชิญหน้ากับบททดสอบอันแสนเข้มงวดของแม่นมผู้มากระเบียบไอเย็นยะเยือกพลันพัดปะทะใบหน้าของเฉินซูเหริน ขณะที่นางกำลังก้าวขาเข้าสู่เรือนรับรองอันเงียบสงบ ภายในใจของนางแอบ หวั่นวิตก อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ทว่าก็ต้องแสร้งทำใจดีสู้เสือ พยายามเก็บงำความรู้สึกทั้งหมดไว้ภายใต้สีหน้าอันงดงาม นางก้าวนำบ่าวรับใช้ทั้งสองเข้าไปภายในห้องโถงกว้าง ซึ่งมีร่างของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งสงบอยู่เบื้องหน้าหลี่หมัวมัว นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์ ใบหน้าของนางเรียบเฉย ทว่าดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยกลับฉายแววคมกริบดุจเหยี่ยว กำลังพิจารณาเฉินซูเหรินตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ การแต่งกาย หรือแม้แต่อากัปกิริยาท่าทางที่แสนละเอียดอ่อน ล้วนแต่อยู่ในสายตาของหลี่หมัวมัวทั้งสิ้น
พ่อบ้านเฉินมองเห็นคุณหนูของเขากำลังยืนอยู่ใต้ต้นหลิวใหญ่ ร่างเล็กบอบบางกำลัง สอนจ้าวมู่เฉินฝึกวิชายุทธ อย่างกระตือรือร้น ท่าทางของจ้าวมู่เฉินยังคงเปิ่นซื่อและไร้เดียงสา ทว่าการเคลื่อนไหวกลับคล่องแคล่วขึ้นผิดหูผิดตา พ่อบ้านเฉินมิรอช้า เขารีบวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปหาคุณหนูของตนอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงก็รีบประสานมือโค้งคำนับพลางเอ่ยด้วยอาการเหนื่อยหอบจากการวิ่ง“เรียนคุณหนู...องค์หญิงมารดาของคุณหนู...ส่งแม่นมหลี่หมัวมัวมาทดสอบคุณหนูขอรับ!”สิ้นคำของพ่อบ้านเฉิน เฉินซูเหริน ถึงกับเบิกตาโพลง ดวงตาเรียวคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะ โพล่งอุทานออกมาอย่างลืมตัว“แม่นมหลี่มาเช่นนั้นหรือ…?!”ใบหน้าของนางถอดสีทันทีจากที่เคยสดใสก็ซีดเผือดลงอย่างรวดเร็ว แววตาเต็มไปด้วยความกังวลและตื่นตระหนก นางรีบเอ่ยลาจ้าวมู่เฉินด้วยความรีบร้อน“จ้าวน้อย ข้าต้องกลับจวนก่อน! วันหลังข้าจักมาหาเจ้าใหม่ แม่นมข







