Se connecterหลินเว่ยสุดจะทนกับสภาพหมูตัวเมียพอกโคลนของร่างนี้ เมื่อเหลียวซ้ายแลขวาจนมั่นใจว่าไม่มีสายตาคู่ไหนซุ่มดู นางจึงสะบัดชุดทูนิคหนังสัตว์ทิ้งลงพงหญ้า แล้วโผลงสู่ลำธารเพื่อชำระล้างความอัปยศให้หมดสิ้น
ดินโคลนที่พอกหนาประหนึ่งเกราะเหล็กเริ่มหลุดลอก ยามเมื่อเนื้อหนังมังสาปรากฏแก่สายตา หลินเว่ยถึงกับอึ้งตะลึงงัน
แท้จริงแล้วร่างเดิมมีผิวขาวละเอียดลออราวกับไข่มุกใต้ท้องทะเล อาจเป็นเพราะอานิสงส์ของโคลนโลกอสูรที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่พอกไว้ไม่เคยล้างนั่นเอง ทว่าที่ทำให้นางแทบจะบ้าตาย คือเส้นผมสีขาวพิสุทธิ์ของนางจิ้งจอกขาวที่เกาะกันเป็นก้อนแข็งเหมือนรังนกโสโครก หลินเว่ยใช้เวลาขัดสีฉวีวรรณนานเกือบสองชั่วโมง ทว่านางกลับยังไม่รู้สึกพอใจ
ดวงตะวันคล้อยลงหลังยอดไม้ ป่าดิบชื้นแห่งนี้เริ่มคำรามด้วยเสียงสัตว์ป่าที่น่าหวาดหวั่น หลินเว่ยสำเหนียกได้ว่าอันตรายกำลังคืบคลานอยู่รอบด้าน นางจึงรีบขยับกายจะก้าวขี้นจากน้ำ
ทว่า ทันใดนั้น! ข้อเท้าของนางกลับถูกมือเย็นเฉียบฉุดกระชากลงสู่ก้นบึ้งของลำธารด้วยแรงมหาศาล
หลินเว่ยดิ้นรนสุดชีวิต ทว่าในน้ำไม่ใช่ถิ่นของนางจิ้งจอก ยิ่งสู้ก็ยิ่งสิ้นแรง ลมหายใจสุดท้ายของนางกำลังจะหลุดลอย...
กระทั่งเงาร่างหนึ่งกระโจนลงน้ำเสียงดัง ตูม! สนั่นป่า
นางถูกกระชากขี้นมาเหนือผิวน้ำ สูดอากาศเข้าปอดจนตัวโยน ยามเมื่อลืมตาขี้น นางก็ได้สบตากับ หลี่เฟย มนุษย์เสือดาวหนุ่มผู้มีนัยน์ตาสีทองวาวโรจน์ดุจคริสตัลสีทองต้องไฟ มัดกล้ามแข็งแกร่งของเขาประคองร่างนางไว้ด้วยพละกำลังมหาศาล
“ไป่หลง! เจ้าคิดจะฆ่านางรึ!” หลี่เฟยตวาดก้องราวกับสายฟ้าฟาด
หลินเว่ยสะดุ้งสุดตัว... ไป่หลง งั้นรึ? มนุษย์เงือกที่เป็นคู่หมายของนางอีกคนคิดจะเอาชีวิตนางเชียวรึ!
อึดใจต่อมา ศีรษะของชายหนุ่มอีกคนก็โผล่พ้นผิวน้ำ เขาคืออสูรกายใต้น้ำที่งดงามที่สุดเท่าที่หลินเว่ยเคยเห็น นัยน์ตาสีไพลินคู่นั้นวาววับราวอัญมณีล้ำค่า ทว่าคำพูดที่ออกจากปากของเขากลับอำมหิตผิดมนุษย์
“ฆ่านางรึ? ศพโสโครกของนางมีแต่จะทำให้น้ำลำธารของข้าเหม็นเน่าเสียเปล่า ๆ ข้าเพียงแต่อยากจะช่วย ล้างเครื่องในและสมองเน่า ๆ ของนางให้มันสะอาดขึ้นบ้างก็เท่านั้น!” ไป่หลงหัวเราะร่าอย่างไม่สำนึกผิด นัยน์ตาไพลินคู่นั้นฉายแววเหยียดหยามอย่างถึงที่สุด
“เจ้าไม่ชอบนาง ก็ไม่จำเป็นต้องรังแกนาง” หลี่เฟยเอ่ยน้ำเสียงห้วน
“อีกไม่นานเมื่อนางอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ หากไม่มีการผูกพันธะทางกาย พันธะสัญญาหมั้นหมายก็จะเป็นโมฆะไปเอง ไม่มีเหตุจำเป็นที่เจ้าต้องลงมือเยี่ยงนี้”
“เจ้าดูจะเอ็นดูนางนักนี่... เหตุใดไม่ผูกพันธะสวาทกับนางเสียเองเล่า” ไป่หลงยอกย้อนพลางแค่นยิ้มเย้ยหยัน
หลี่เฟยนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ นัยน์ตาสีทองหม่นแสงลง
“เรื่องส่วนตัวของข้า... ไม่ใช่ธุระกงการของเจ้า!”
“การกระทำของข้า... ก็ไม่ใช่ธุระของเจ้าเช่นกัน!”
สองอสูรชายข่มขู่กันด้วยเสียงคำรามในลำคอราวกับจะเข้าห้ำหั่นกันได้ทุกเมื่อ ทว่าที่น่าเจ็บใจที่สุด คือพวกเขาไม่มีใครสักคนสนใจจะมองร่างเปลือยเปล่าขาวโบ๊ะของหลินเว่ยแม้เพียงหางตา พวกเขามองข้ามร่างนี้ราวกับนางไม่ใช่ผู้หญิง
จนกระทั่งลมป่าพัดวูบมาปะทะผิวกาย ความเย็นเยียบนั้นเองที่ทำให้หลินเว่ยสำเหนียกได้ว่า นางกำลังยืนโป๊ล่อนจ้อนอยู่กลางสมรภูมิโทสะของชายที่เกลียดนางเข้ากระดูกดำ
ในที่สุด ไป่หลง และ หลี่เฟย ก็สะบัดหน้าเดินหนีไปคนละทาง ทิ้งให้ความเงียบและลมป่าทำหน้าที่ตบหน้า หลินเว่ยจนชารอบสอง นางไม่รอให้ความอัปยศเกาะกินใจนานนัก รีบถลันขึ้นจากน้ำไปคว้าชุดหนังสัตว์มาปกคลุมร่างขาวโพลน แล้วมุ่งหน้ากลับสู่ถ้ำที่อาศัย
ทว่า... ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ปากถ้ำ หลินเว่ยก็ต้องหยุดกึกเหมือนถูกสาป
“ที่นี่มันรังจิ้งจอก รึป่าช้ากันแน่”
กลิ่นเหม็นเน่าโชยปะทะจมูกจนนางแทบจะสำลัก สภาพภายในถ้ำนั้นน่าขยะแขยงเกินกว่าที่นักวิทยาศาสตร์ผู้รักความสะอาดจะทนได้ บนพื้นดินเกลื่อนกลาดไปด้วยเศษกระดูกสัตว์ที่แทะทิ้งไว้จนขึ้นรา มีทั้งคราบเมือกเหนียวเหนอะหนะและมูลสัตว์ที่แห้งกรังพอกอยู่ตามมุมถ้ำ แม้แต่เตียงหินศิลาที่ควรจะเป็นที่พักผ่อน ก็เต็มไปด้วยรอยคราบไคลสีดำมะเมื่อมที่ร่างเดิมหมักหมมไว้ไม่เคยเช็ดล้าง
หลินเว่ยไม่ยอมจำนนต่อความโสโครก นางเริ่มลงมือทำความสะอาดครั้งใหญ่ด้วยพละกำลังที่เหลืออยู่ นางใช้กิ่งไม้กวาดเศษซากความเส็งเคร็งออกไปทิ้งนอกถ้ำ ใช้หญ้าแห้งและน้ำขัดพื้นหินจนเหงื่อโซมกาย
จากนั้นนางเดินออกไปเก็บฟืนบริเวณปากถ้ำ โชคดีที่ได้ไม้กฤษณา ติดมือมาไม่น้อย ไม้ชนิดนี้ไม่ใช่เพียงแค่ฟืนทว่ามันคือทองคำแห่งป่าเขา กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของมันเริ่มอบอวลไปทั่วถ้ำยามเมื่อถูกไฟเผาผลาญ ไม่ใช่เพียงไล่แมลงและสัตว์เลื้อยคลาน ทว่ามันยังช่วยชะล้างกลิ่นสาบสางของร่างเดิมให้จางหายไป
ส่วนขาหมูป่าที่ซือหมิงโยนทิ้งไว้นั้น หลินเว่ยจัดการนำใบตองมาห่อหุ้มไว้อย่างประณีต แล้วนำไปซุกไว้ในโพรงหินลึกด้านในถ้ำที่อากาศเย็นจัดเหมือนช่องแช่เย็น เพื่อยืดอายุเนื้อไม่ให้เน่าเสียก่อนเวลาอันควร
เวลาผ่านพ้นไปราวกระแสน้ำไหล พายุหิมะแห่งเหมันต์ราคะพัดผ่านไปนานแล้ว ทว่าภายในถ้ำใหญ่ที่ถูกต่อเติมจนหรูหราของหลินเว่ย กลับไม่เคยเงียบเหงาลงเลยแม้แต่วันเดียว กลิ่นอายฟีโรโมนดิบเถื่อนที่เคยอบอวลไปด้วยตัณหาในอดีต ถูกทดแทนด้วยกลิ่นอายความอบอุ่นของครอบครัว และเสียงเจี๊ยวจ๊าวของสี่ทายาทอสูรตัวน้อย ที่ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกันจากค่ำคืนประวัติศาสตร์ครั้งนั้นทายาททั้งสี่ได้รับสายเลือดโบราณอันเข้มข้นมาอย่างเต็มเปี่ยม และนั่นคือนิยามของคำว่า “ความวุ่นวายระดับวินาศสันตะโร” ที่หลินเว่ยต้องเผชิญในทุก ๆ วัน“ไอ้ลูกเสือดาว! ลงมาจากเพดานเดี๋ยวนี้เลยนะ!”หลินเว่ยที่อยู่ในชุดลำลองเนียนนุ่มยืนค้ำเอวตวาดแหว แววตานางพญาจิ้งจอกส่องประกายดุ ยามจ้องมอง เสี่ยวนิ่ง ลูกชายคนโตที่มีหูและหางเสือดาวลายจุด กำลังใช้กรงเล็บเล็ก ๆ ปีนป่ายยึดหินงอกหินย้อยบนเพดานถ้ำอย่างสนุกสนาน โดยมีหลี่เฟยผู้เป็นบิดานั่งหัวเราะร่าอยู่ข้าง ๆ“โธ่... เว่ยเว่ย ลูกแค่กำลังฝึกทักษะการล่า เจ้าจะดุไปทำไมกัน” หลี่เฟยขยับยิ้มทะเล้น ทว่าพอหลินเว่ยตวัดสายตาพิฆาตมาให้ เสือดาวหนุ่มผู้เกรงใจเมียก็รีบเปลี่ยนสีหน้าฉับพลัน “เอ่อ... เสี่ยวนิ่ง! แม่เจ้าสั่งใ
เขาจับเรียวขาขาวผ่องทั้งสองข้างของนางขึ้นมาพาดเกยไว้บนต้นขาแกร่ง เพื่อหนุนสะโพกผายให้ลอยเด่นขึ้นเหนือพื้นหินในท่าทางที่เปิดเปลือยไร้การป้องกัน มือขวาเอื้อมลงต่ำจับท่อนเอ็นลำเขื่องสองลำที่งอกยาวขึ้นมาจากหว่างขาอันเป็นเอกลักษณ์สายเลือดโบราณแห่งเผ่าเงือก ก่อนจะจ่อหัวหยักบานร่าสีเข้มเข้าหาช่องทางสวาททั้งสองทาง ดันตัวทะลวงพรวดเข้าไปในรูกามทั้งบนและล่างของนางพร้อม ๆ กัน“กรี๊ดดดดด...!!”หลินเว่ยหวีดร้องจนเสียงแหบพร่า ร่างระหงเบิกตาโพลงเกร็งกระตุกจนแผ่นหลังบางเหยียดตึง ความคับแน่นทวีคูณทำให้นางรู้สึกเหมือนเนื้อตัวจะปริแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ร่องรักทั้งสองรูบีบรัดรัดท่อนเอ็นยักษ์ทั้งสองท่อนแน่นหนึบจนเนื้อแดงปลิ้นบานไป่หลงแหงนหน้าคำรามห้าวในลำคออย่างพึงใจถึงขีดสุด สองมือแกร่งจับกระชับเอวคอดบางไว้มั่น แล้วกระหน่ำบั้นเอวสอบซอยเด้าเข้าออกในรูกามรัดรึงอย่างบ้าคลั่ง ไร้ความปรานีตับ ตับ ตับ! แจะ แจะ!เสียงหนอกเนื้อหนาหวดกระทบก้นเนียนและเสียงบดเบียดของเหลวหนืดข้นดังระงม ทำลายความเงียบสงัด สะโพกสอบของเงือกหนุ่มกระแทกกระทั้นรัวเร็วปานพายุบุแคม บดขยี้เนื้อในอ่อนนุ่มจนหลินเว่ยนัยน์ตากลอกกลับ เสร็จสมซ้ำแล้ว
“ข้ารู้ว่าเจ้าอยากให้ข้าหยาบคายกับเจ้า”เงือกหนุ่มพึมพำด้วยน้ำเสียงถือดี เขาจีบนิ้วขยี้ยอดอกที่พุ่งชันด้วยความกระสัน ทรมานนางด้วยอารมณ์ดิบเถื่อน หลินเว่ยเผยอริมฝีปากครางแผ่ว ใบหน้าหวานบิดเบี้ยวด้วยความรัญจวน แบะง่ามขาออกกว้างขึ้นในสายน้ำเพื่อบอกว่านางต้องการให้เขาแทรกตัวตนเข้ามาทำลายความทรมานตรงจุดไหนไป่หลงสอดนิ้วกลางยาวรีเข้าลึกไปในกายนางทันที รอยคลื่นเนื้อนุ่มและกระแสความร้อนระอุภายในโพรงสวาทตอดขมิบระรัวยิบ บีบรัดนิ้วมือของเขาจนเงือกหนุ่มแทบคลั่งด้วยความกระสัน“ข้างในเจ้าลื่นมาก”เขาคำรามเสียงแหบพร่าพลางดันนิ้วที่สองเบียดแทรกเข้าไปในช่องทางคับแคบและชื้นแฉะของนาง หลินเว่ยครวญครางหลับตาพริ้มด้วยความซาบซ่าน ขยับสะโพกผายเด้งควบนิ้วใหญ่ที่ชักเข้าชักออกเร็วแรงขึ้นทุกที ความสุขที่เขาปลุกเร้าทำให้นางตัวสั่นเทิ้มหายใจติดขัดภายใต้ผิวกายน้ำที่สั่นกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่นและไอร้อนเข้มข้นที่ลอยคละคลุ้งตัดขาดพวกเขาจากโลกภายนอก หลี่เฟย ซือหมิง และม่อเหยียน ที่นั่งคุมเชิงอยู่ฟากตรงข้าม ต่างรับรู้ด้วยสัญชาตญาณดิบว่าเงือกหนุ่มกำลังเคี่ยวกรำตัวเมียตัวน้อยของพวกเขาอย่างไร ยิ่งเห็นร่างบางบิดเร่าทุรนทุร
ม่อเหยียนสูดปากครางด้วยความเสียวสุดขีด ฝ่ามือหนาตะปบหมับบีบเคล้นสองเต้าขาวอวบของนางจนหยุ่นยวบเป็นรอยนิ้วมือแดงเถือก บั้นเอวสอบเร่งจังหวะตอกอัดถี่กระชั้นราวกับจะกระชากวิญญาณของคนใต้ร่างให้แหลกสลายคาอกตับ! ตับ! ตับ!...เสียงเนื้อหวดเนื้อเปียกชื้นรุนแรงขึ้นทุกที ใบหน้าที่บูดเบี้ยวด้วยความกระสันทรมานของนางจิ้งจอกสาว ยิ่งโหมกระพือเพลิงปรารถนาของอินทรีหนุ่มให้ลุกโชนบ้าคลั่ง บั้นเอวสอบของเขาทวีพละกำลังมหาศาล กระหน่ำตะบันเข้าใส่จนร่างบางสั่นไหวโยนตัวอย่างรุนแรงการสมสู่ที่ดุร้ายป่าเถื่อนเบื้องหน้า ยิ่งกระตุ้นให้สามีอสูรอีกสามตนที่เฝ้ามองด้วยใจจดจ่อบังเกิดความกระสันอยากจนแทบคลั่ง ทั้งสามนั่งหายใจหอบกระเส่าอยู่ในบ่อน้ำแร่ ยามเห็นร่องรักฉ่ำเยิ้มของตัวเมียตัวน้อยถูกอสูรอินทรีบดขยี้อย่างหยาบโลน องคชาตของพวกเขาคัดแข็งจนปวดร้าวไปหมด มือหนาของอสูรทั้งสามขยับรูดรั้งแก่นกายมหึมาของตนเองอย่างบ้าคลั่ง สะสมอารมณ์รักเข้มข้นเพื่อรอเวลาขึ้นไปรุมขย้ำร่างนุ่มนิ่มให้แหลกยับคาอก“อ่า... เว่ยเว่ย...”ม่อเหยียนกระแทกกระทั้นอย่างรุนแรงและเรียกชื่อนาง ลมหายใจหอบฟืดฟาดที่พ่นออกมาทางจมูกเริ่มมีเสียงดังรุนแรงขึ้น“อ๊ะ
กลิ่นอายคาวราคะและไอร้อนระอุภายในถ้ำแก้ว ยิ่งทวีความเข้มข้นจนแทบจะควบแน่นเป็นหยาดหยด ทันทีที่ซือหมิงฉีดพ่นน้ำเชื้ออุ่นจัดเข้าสู่โพรงสวาทอย่างสุขสม ม่อเหยียนที่เฝ้ามองภาพทารุณอันแสนหวานนั้นมาเนิ่นนานจนเส้นสติแทบจะขาด ไม่อาจอดทนต่อความกำหนัดได้อีกต่อไป เขาพุ่งตรงเข้ามากระชากไหล่หนาของหมาป่าหนุ่มให้ออกไปจากร่างขาวเนียนของหลินเว่ยอย่างใจร้อน“หมดเวลาของเจ้าแล้ว ซือหมิง... ถอยไป!”น้ำเสียงทุ้มต่ำคำรามก้อง ซือหมิงขบกรามอย่างขัดใจทว่าต้องยอมล่าถอยในที่สุด ม่อเหยียนขยับเข้าครอบครองเหยื่อสาวอย่างไม่รอช้า ฝ่ามือหยาบกร้านตะปบหมับเข้าที่สะโพกผาย จับร่างเปลือยเปล่าของหลินเว่ยให้นอนตะแคงราบลงบนม้านั่งหิน จัดท่าทางให้นางหันหน้าไปทางสามีอสูรอีกสามตนที่กำลังนั่งหายใจหอบฟืดฟาดอยู่ในน้ำ เพื่อป่าวประกาศชัยชนะม่อเหยียนแทรกกายแกร่งเข้าประชิดด้านหลัง สอดท่อนแขนล่ำสันลอดเข้าใต้พับเข่าข้างขวาของนาง ดึงรั้งยกขึ้นสูงจนเรียวขาขาวแบะอ้าออกกว้าง เผยให้เห็นรอยแยกสีแดงช้ำที่บวมเป่งและชุ่มโชกไปด้วยเมือกกามเหนียวข้น แล้วเสือกกายแกร่งแข็งโปนยัดเยียดเข้าไปในร่องสวาทพรวดเดียวสวบ...!“กรี๊ดดด...! ม่อ... ม่อเหยียน... อร๊
“ฮ้า...!”นางจิ้งจอกสาวแหงนเงยใบหน้า ถอนริมฝีปากออกจากความแข็งแกร่งอย่างกะทันหัน หยดน้ำลายใสเหนียว ยืดเป็นสายเชื่อมโยงระหว่างปากอิ่มและส่วนหัวหยักของหมาป่าหนุ่มซือหมิงไม่ปล่อยให้ความรัญจวนขาดตอน เขาฉุดร่างบางให้ลุกขึ้นมา บดจูบริมฝีปากบวมเจ่อแดงช้ำของนางอย่างดูดดื่มดุดัน ขณะที่มือขวายื่นลงต่ำจับท่อนเอ็นยักษ์จ่อเข้าหารอยแยกเยิ้มฉ่ำ หลินเว่ยยกสะโพกผายขึ้นรับ ยามเมื่อส่วนหัวบานใหญ่ดุนดันแทรกผ่านเมือกกามลื่นไหล มุดหายเข้าไปในร่องรูเปียกแฉะในพรวดเดียวจนมิดโคนภายใต้ม่านหมอกไอน้ำร้อนฉ่า อสูรทั้งสามต่างจับจ้องร่างเปลือยเปล่าของหลินเว่ยที่กำลังโยกคลึงสะโพกกระแทกกระทั้นขึ้นลงอยู่บนตักแกร่งของหมาป่าหนุ่มด้วยความหิวกระหาย ยามเมื่อบั้นท้ายกลมมนหวดสับลงบนหน้าท้องแปดลูกจนเกิดเสียงเนื้อบดเบียดของเหลวดัง แจะ แจะทั้งสามยิ่งสาวรูดแก่นกายของตนเองแรงขึ้น ราวกับกำลังร่วมสมสู่กระหน่ำแทงอยู่ในร่างของนางพร้อม ๆ กัน“อ๊ะ... อ๊า... อร๊างงง...!!”หลินเว่ยกรีดร้องเสียงแหลม ร่างบางเกร็งกระตุกหยัดตึงเมื่อความเสียวซ่านแล่นปราดเข้าสู่สมอง นางกระแทกสะโพกควบขย่มลำรักอย่างรุนแรง ส่งผลให้น้ำหวานฉ่ำเยิ้มพุ่งกระเซ็นออกมาจ







