เข้าสู่ระบบท่าทางหวาดหวั่นของหมาป่าหนุ่มทำเอาหลินเว่ยถึงกับซัดลมหายใจแรงด้วยความรำคาญ
“ประสาท! เจ้าคิดว่าข้าจะยังพิศวาสเจ้าอยู่อีกรึไง?” นางกรอกตาอย่างหงุดหงิดรอบหนึ่งเหมือนมองคนโง่
“เจ้านั่นแหละที่ประสาท!” ซือหมิงเถียงสู้เสียงแข็ง ฝืนใจขุดเอาเรื่องน่าอายในอดีตขึ้นมาเป็นเกราะกำบัง “ที่ผ่านมา... ไม่ใช่เจ้ารึที่พยายามยั่วยวนข้าสารพัด ทุ่มสารรูปอ้วนฉุของเจ้าเข้าใส่ข้า เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ”
“หยุด! ไม่ต้องมาขุดคุ้ยเรื่องเก่าให้ข้าอัปยศไปมากกว่านี้”
หลินเว่ยพูดตัดบทอย่างไม่ใยดี นางไม่อยากฟังเรื่องพรรค์นั้นให้แขยงหูอีก
“ต่อจากนี้ไป... หลินเว่ยคนนี้จะไม่ขอมีพันธะทางชู้สาวกับเพศผู้หน้าไหนทั้งนั้น สิ่งที่ข้าต้องการจากเจ้ามีเพียงสองอย่าง... คือ แรงงาน และเสบียงอาหารเท่านั้น หากเจ้าให้ข้าได้ เจ้าก็จะได้กินอาหารที่เลิศรสยิ่งกว่าเป็ดตัวนี้”
“หึ... ให้มันจริงเถอะ” ซือหมิงแค่นเสียงขี้นจมูกอย่างไม่อยากเชื่อน้ำคำนัก ทว่ามือเขากลับยังคงกำน่องเป็ดไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
หลินเว่ยเบือนหน้าหนี ไม่อยากเปลืองน้ำลายเถียงกับคนหมา ๆ อีกต่อไป นางไม่ใช่คนพูดมาก การกระทำคือนักเลงตัวจริงที่จะพิสูจน์ทุกสิ่งเอง
รอดูไปเถอะซือหมิง... แล้วเจ้าจะรู้ว่าหลินเว่ยคนนี้ ไม่มองผู้ชายเป็นใหญ่ยิ่งกว่าปากท้องของตนเองให้เสียเวลา
แดดยามบ่ายเริ่มอ่อนแสงลงเหนือยอดไม้ใหญ่ ซือหมิงเดินแบกตะกร้าปอนิ่มที่ หลินเว่ย สานขึ้นอย่างประณีตไว้บนบ่าแกร่ง ตะกร้านั้นอัดแน่นไปด้วยผักหญ้าและผลไม้ป่านานาชนิดที่นางเก็บกวาดมาประหนึ่งจะไม่ให้เหลือถึงวันพรุ่ง เขาเดินนำหน้าบ้าง หลังบ้าง ทว่าจังหวะก้าวเท้านั้นกลับรั้งรอแม่จิ้งจอกร่างอ้วนกลมที่เดินเตาะแตะตามมาอย่างไม่รู้ตัว
เวลานั้นเป็นช่วงที่เหล่านักล่าในเผ่ากำลังเดินทางกลับจากการหาเสบียงพอดิบพอดี ทันทีที่เงาร่างของซือหมิงปรากฏสู่สายตาฝูงชน พร้อมกับตะกร้าสานบนบ่าและมีหลินเว่ยเดินเคียงคู่ เสียงตะโกนโห่ร้องเหน็บแนมก็ดังระงมเหมือนฝูงนกแตกรัง
“เฮ้ย! ซือหมิง... นึกอะไรถึงไปรับใช้นังจิ้งจอกอ้วน รึว่าเนื้อสัตว์ไม่ถูกปาก เลยอยากจะเปลี่ยนมากินผักหญ้าตามก้นเมีย!” นักล่าคนหนึ่งตะโกนก้องพลางหัวเราะร่า
“โธ่เอ้ย... ยอดชายหมาป่าของเรา กลายเป็นขี้ข้าแบกของให้อีตัวภาระไปเสียนี่! ได้ค่าตอบแทนเป็นกลิ่นเน่า รึไงเพื่อนเอ๋ย!” อีกคนสำทับเสียงดัง บรรดาชายฉกรรจ์ต่างส่งสายตาเยาะหยันมาที่ซือหมิงอย่างสนุกปาก
ซือหมิงโกรธจนหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู มือหนาที่กำสายตะกร้าสั่นระริกด้วยความโกรธขึ้งตามสัญชาตญาณนักล่า หากเป็นแต่ก่อน เขาคงจะตะคอกกลับรึไม่ก็ขว้างตะกร้าทิ้งไปเสียให้พ้นทาง ทว่าคราวนี้... เขากลับนิ่งเงียบ ไม่มีคำหยาบคายใดหลุดจากปากเพื่อตอบโต้อย่างที่ควรจะเป็น
ที่แย่ยิ่งกว่านั้น เขากลับรู้สึกประหลาดใจกับความคิดบ้า ๆ วูบหนึ่งที่แล่นเข้าสู่หัวใจ... หลินเว่ยไม่ได้น่ารังเกียจอย่างที่เขาเคยตราหน้าไว้แม้แต่น้อย
ช่วงเวลาที่นั่งกินเป็ดย่างด้วยกันเมื่อครู่ เขาได้มีโอกาสมองนางชัด ๆ อย่างที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อน หลินเว่ยในยามนี้ไม่ได้สกปรกโสโครกเหมือนกองขยะเดินได้อีกแล้ว ผิวพรรณของนางสะอาดสะอ้าน เส้นผมสีขาวที่เคยเกาะเป็นก้อนก็พริ้วไหวตามแรงลม กลิ่นเหม็นสาบที่เคยทำเอาเขาแทบจะอาเจียนก็ไม่มี กลับกลายเป็นกลิ่นอายเย็น ๆ ของไม้กฤษณาที่นางใช้ชำระกาย
บ้าไปแล้ว... นี่ข้ากำลังมองว่านางสะอาดกว่าข้าเชียวรึ! ซือหมิงสบถในใจอย่างหัวเสีย
ยิ่งเดินใกล้ถึงถ้ำ ซือหมิงยิ่งสำเหนียกได้ถึงความผิดปกติของตนเอง เขาที่เคยเดินเหินเหมือนสายลมพัด กลับต้องคอยชะลอฝีเท้าลงเพื่อรอนางจิ้งจอกร่างพ่วงพีไม่ให้คลาดสายตา เขาเดินรอนางโดยไม่รู้ตัวราวกับสัญชาตญาณมันสั่งการไปเอง
ความหงุดหงิดที่ถูกล้อเลียนยังคงอยู่ ทว่าความแปลกใจในตัวหลินเว่ยกลับมีน้ำหนักมากกว่า
“นี่มันวิปริตไปใหญ่แล้วซือหมิง...” เขาพึมพำลอดไรฟันพลางแบกตะกร้าก้าวเดินต่อไป ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนทั้งเผ่าที่เขาไม่อยากจะเก็บมาใส่ใจให้หงุดหงิด
เวลาผ่านพ้นไปราวกระแสน้ำไหล พายุหิมะแห่งเหมันต์ราคะพัดผ่านไปนานแล้ว ทว่าภายในถ้ำใหญ่ที่ถูกต่อเติมจนหรูหราของหลินเว่ย กลับไม่เคยเงียบเหงาลงเลยแม้แต่วันเดียว กลิ่นอายฟีโรโมนดิบเถื่อนที่เคยอบอวลไปด้วยตัณหาในอดีต ถูกทดแทนด้วยกลิ่นอายความอบอุ่นของครอบครัว และเสียงเจี๊ยวจ๊าวของสี่ทายาทอสูรตัวน้อย ที่ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกันจากค่ำคืนประวัติศาสตร์ครั้งนั้นทายาททั้งสี่ได้รับสายเลือดโบราณอันเข้มข้นมาอย่างเต็มเปี่ยม และนั่นคือนิยามของคำว่า “ความวุ่นวายระดับวินาศสันตะโร” ที่หลินเว่ยต้องเผชิญในทุก ๆ วัน“ไอ้ลูกเสือดาว! ลงมาจากเพดานเดี๋ยวนี้เลยนะ!”หลินเว่ยที่อยู่ในชุดลำลองเนียนนุ่มยืนค้ำเอวตวาดแหว แววตานางพญาจิ้งจอกส่องประกายดุ ยามจ้องมอง เสี่ยวนิ่ง ลูกชายคนโตที่มีหูและหางเสือดาวลายจุด กำลังใช้กรงเล็บเล็ก ๆ ปีนป่ายยึดหินงอกหินย้อยบนเพดานถ้ำอย่างสนุกสนาน โดยมีหลี่เฟยผู้เป็นบิดานั่งหัวเราะร่าอยู่ข้าง ๆ“โธ่... เว่ยเว่ย ลูกแค่กำลังฝึกทักษะการล่า เจ้าจะดุไปทำไมกัน” หลี่เฟยขยับยิ้มทะเล้น ทว่าพอหลินเว่ยตวัดสายตาพิฆาตมาให้ เสือดาวหนุ่มผู้เกรงใจเมียก็รีบเปลี่ยนสีหน้าฉับพลัน “เอ่อ... เสี่ยวนิ่ง! แม่เจ้าสั่งใ
เขาจับเรียวขาขาวผ่องทั้งสองข้างของนางขึ้นมาพาดเกยไว้บนต้นขาแกร่ง เพื่อหนุนสะโพกผายให้ลอยเด่นขึ้นเหนือพื้นหินในท่าทางที่เปิดเปลือยไร้การป้องกัน มือขวาเอื้อมลงต่ำจับท่อนเอ็นลำเขื่องสองลำที่งอกยาวขึ้นมาจากหว่างขาอันเป็นเอกลักษณ์สายเลือดโบราณแห่งเผ่าเงือก ก่อนจะจ่อหัวหยักบานร่าสีเข้มเข้าหาช่องทางสวาททั้งสองทาง ดันตัวทะลวงพรวดเข้าไปในรูกามทั้งบนและล่างของนางพร้อม ๆ กัน“กรี๊ดดดดด...!!”หลินเว่ยหวีดร้องจนเสียงแหบพร่า ร่างระหงเบิกตาโพลงเกร็งกระตุกจนแผ่นหลังบางเหยียดตึง ความคับแน่นทวีคูณทำให้นางรู้สึกเหมือนเนื้อตัวจะปริแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ร่องรักทั้งสองรูบีบรัดรัดท่อนเอ็นยักษ์ทั้งสองท่อนแน่นหนึบจนเนื้อแดงปลิ้นบานไป่หลงแหงนหน้าคำรามห้าวในลำคออย่างพึงใจถึงขีดสุด สองมือแกร่งจับกระชับเอวคอดบางไว้มั่น แล้วกระหน่ำบั้นเอวสอบซอยเด้าเข้าออกในรูกามรัดรึงอย่างบ้าคลั่ง ไร้ความปรานีตับ ตับ ตับ! แจะ แจะ!เสียงหนอกเนื้อหนาหวดกระทบก้นเนียนและเสียงบดเบียดของเหลวหนืดข้นดังระงม ทำลายความเงียบสงัด สะโพกสอบของเงือกหนุ่มกระแทกกระทั้นรัวเร็วปานพายุบุแคม บดขยี้เนื้อในอ่อนนุ่มจนหลินเว่ยนัยน์ตากลอกกลับ เสร็จสมซ้ำแล้ว
“ข้ารู้ว่าเจ้าอยากให้ข้าหยาบคายกับเจ้า”เงือกหนุ่มพึมพำด้วยน้ำเสียงถือดี เขาจีบนิ้วขยี้ยอดอกที่พุ่งชันด้วยความกระสัน ทรมานนางด้วยอารมณ์ดิบเถื่อน หลินเว่ยเผยอริมฝีปากครางแผ่ว ใบหน้าหวานบิดเบี้ยวด้วยความรัญจวน แบะง่ามขาออกกว้างขึ้นในสายน้ำเพื่อบอกว่านางต้องการให้เขาแทรกตัวตนเข้ามาทำลายความทรมานตรงจุดไหนไป่หลงสอดนิ้วกลางยาวรีเข้าลึกไปในกายนางทันที รอยคลื่นเนื้อนุ่มและกระแสความร้อนระอุภายในโพรงสวาทตอดขมิบระรัวยิบ บีบรัดนิ้วมือของเขาจนเงือกหนุ่มแทบคลั่งด้วยความกระสัน“ข้างในเจ้าลื่นมาก”เขาคำรามเสียงแหบพร่าพลางดันนิ้วที่สองเบียดแทรกเข้าไปในช่องทางคับแคบและชื้นแฉะของนาง หลินเว่ยครวญครางหลับตาพริ้มด้วยความซาบซ่าน ขยับสะโพกผายเด้งควบนิ้วใหญ่ที่ชักเข้าชักออกเร็วแรงขึ้นทุกที ความสุขที่เขาปลุกเร้าทำให้นางตัวสั่นเทิ้มหายใจติดขัดภายใต้ผิวกายน้ำที่สั่นกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่นและไอร้อนเข้มข้นที่ลอยคละคลุ้งตัดขาดพวกเขาจากโลกภายนอก หลี่เฟย ซือหมิง และม่อเหยียน ที่นั่งคุมเชิงอยู่ฟากตรงข้าม ต่างรับรู้ด้วยสัญชาตญาณดิบว่าเงือกหนุ่มกำลังเคี่ยวกรำตัวเมียตัวน้อยของพวกเขาอย่างไร ยิ่งเห็นร่างบางบิดเร่าทุรนทุร
ม่อเหยียนสูดปากครางด้วยความเสียวสุดขีด ฝ่ามือหนาตะปบหมับบีบเคล้นสองเต้าขาวอวบของนางจนหยุ่นยวบเป็นรอยนิ้วมือแดงเถือก บั้นเอวสอบเร่งจังหวะตอกอัดถี่กระชั้นราวกับจะกระชากวิญญาณของคนใต้ร่างให้แหลกสลายคาอกตับ! ตับ! ตับ!...เสียงเนื้อหวดเนื้อเปียกชื้นรุนแรงขึ้นทุกที ใบหน้าที่บูดเบี้ยวด้วยความกระสันทรมานของนางจิ้งจอกสาว ยิ่งโหมกระพือเพลิงปรารถนาของอินทรีหนุ่มให้ลุกโชนบ้าคลั่ง บั้นเอวสอบของเขาทวีพละกำลังมหาศาล กระหน่ำตะบันเข้าใส่จนร่างบางสั่นไหวโยนตัวอย่างรุนแรงการสมสู่ที่ดุร้ายป่าเถื่อนเบื้องหน้า ยิ่งกระตุ้นให้สามีอสูรอีกสามตนที่เฝ้ามองด้วยใจจดจ่อบังเกิดความกระสันอยากจนแทบคลั่ง ทั้งสามนั่งหายใจหอบกระเส่าอยู่ในบ่อน้ำแร่ ยามเห็นร่องรักฉ่ำเยิ้มของตัวเมียตัวน้อยถูกอสูรอินทรีบดขยี้อย่างหยาบโลน องคชาตของพวกเขาคัดแข็งจนปวดร้าวไปหมด มือหนาของอสูรทั้งสามขยับรูดรั้งแก่นกายมหึมาของตนเองอย่างบ้าคลั่ง สะสมอารมณ์รักเข้มข้นเพื่อรอเวลาขึ้นไปรุมขย้ำร่างนุ่มนิ่มให้แหลกยับคาอก“อ่า... เว่ยเว่ย...”ม่อเหยียนกระแทกกระทั้นอย่างรุนแรงและเรียกชื่อนาง ลมหายใจหอบฟืดฟาดที่พ่นออกมาทางจมูกเริ่มมีเสียงดังรุนแรงขึ้น“อ๊ะ
กลิ่นอายคาวราคะและไอร้อนระอุภายในถ้ำแก้ว ยิ่งทวีความเข้มข้นจนแทบจะควบแน่นเป็นหยาดหยด ทันทีที่ซือหมิงฉีดพ่นน้ำเชื้ออุ่นจัดเข้าสู่โพรงสวาทอย่างสุขสม ม่อเหยียนที่เฝ้ามองภาพทารุณอันแสนหวานนั้นมาเนิ่นนานจนเส้นสติแทบจะขาด ไม่อาจอดทนต่อความกำหนัดได้อีกต่อไป เขาพุ่งตรงเข้ามากระชากไหล่หนาของหมาป่าหนุ่มให้ออกไปจากร่างขาวเนียนของหลินเว่ยอย่างใจร้อน“หมดเวลาของเจ้าแล้ว ซือหมิง... ถอยไป!”น้ำเสียงทุ้มต่ำคำรามก้อง ซือหมิงขบกรามอย่างขัดใจทว่าต้องยอมล่าถอยในที่สุด ม่อเหยียนขยับเข้าครอบครองเหยื่อสาวอย่างไม่รอช้า ฝ่ามือหยาบกร้านตะปบหมับเข้าที่สะโพกผาย จับร่างเปลือยเปล่าของหลินเว่ยให้นอนตะแคงราบลงบนม้านั่งหิน จัดท่าทางให้นางหันหน้าไปทางสามีอสูรอีกสามตนที่กำลังนั่งหายใจหอบฟืดฟาดอยู่ในน้ำ เพื่อป่าวประกาศชัยชนะม่อเหยียนแทรกกายแกร่งเข้าประชิดด้านหลัง สอดท่อนแขนล่ำสันลอดเข้าใต้พับเข่าข้างขวาของนาง ดึงรั้งยกขึ้นสูงจนเรียวขาขาวแบะอ้าออกกว้าง เผยให้เห็นรอยแยกสีแดงช้ำที่บวมเป่งและชุ่มโชกไปด้วยเมือกกามเหนียวข้น แล้วเสือกกายแกร่งแข็งโปนยัดเยียดเข้าไปในร่องสวาทพรวดเดียวสวบ...!“กรี๊ดดด...! ม่อ... ม่อเหยียน... อร๊
“ฮ้า...!”นางจิ้งจอกสาวแหงนเงยใบหน้า ถอนริมฝีปากออกจากความแข็งแกร่งอย่างกะทันหัน หยดน้ำลายใสเหนียว ยืดเป็นสายเชื่อมโยงระหว่างปากอิ่มและส่วนหัวหยักของหมาป่าหนุ่มซือหมิงไม่ปล่อยให้ความรัญจวนขาดตอน เขาฉุดร่างบางให้ลุกขึ้นมา บดจูบริมฝีปากบวมเจ่อแดงช้ำของนางอย่างดูดดื่มดุดัน ขณะที่มือขวายื่นลงต่ำจับท่อนเอ็นยักษ์จ่อเข้าหารอยแยกเยิ้มฉ่ำ หลินเว่ยยกสะโพกผายขึ้นรับ ยามเมื่อส่วนหัวบานใหญ่ดุนดันแทรกผ่านเมือกกามลื่นไหล มุดหายเข้าไปในร่องรูเปียกแฉะในพรวดเดียวจนมิดโคนภายใต้ม่านหมอกไอน้ำร้อนฉ่า อสูรทั้งสามต่างจับจ้องร่างเปลือยเปล่าของหลินเว่ยที่กำลังโยกคลึงสะโพกกระแทกกระทั้นขึ้นลงอยู่บนตักแกร่งของหมาป่าหนุ่มด้วยความหิวกระหาย ยามเมื่อบั้นท้ายกลมมนหวดสับลงบนหน้าท้องแปดลูกจนเกิดเสียงเนื้อบดเบียดของเหลวดัง แจะ แจะทั้งสามยิ่งสาวรูดแก่นกายของตนเองแรงขึ้น ราวกับกำลังร่วมสมสู่กระหน่ำแทงอยู่ในร่างของนางพร้อม ๆ กัน“อ๊ะ... อ๊า... อร๊างงง...!!”หลินเว่ยกรีดร้องเสียงแหลม ร่างบางเกร็งกระตุกหยัดตึงเมื่อความเสียวซ่านแล่นปราดเข้าสู่สมอง นางกระแทกสะโพกควบขย่มลำรักอย่างรุนแรง ส่งผลให้น้ำหวานฉ่ำเยิ้มพุ่งกระเซ็นออกมาจ
หลี่เฟยมีพละกำลังแข็งแกร่งระดับผู้นำสัตว์อสูร รูปร่างสูงใหญ่บึกบึนของเขาข่มนางจนมิด ต่อให้นางอวบอ้วนกลมดิกเหมือนหัวกะหล่ำปลีที่พร้อมถูกเก็บเกี่ยว ทว่าเขาก็ยังตัวโตกว่านางมาก เพียงเขาโน้มกายลงมาเบียดบัง นางก็ล้มลงนอนหงายบนเตียงอย่างง่ายดาย“ไม่นะ... อย่าทำแบบนี้” เสียงประท้วงของหลินเว่ยเบาหวิวราวกับ
ท่ามกลางแสงฟ้าแลบแปลบปลาบและเสียงพายุฝนที่คำรามกึกก้องอยู่ด้านนอก ความต้องการป่าเถื่อนที่เกือบจะปะทุเมื่อครู่ถูกสะกดไว้ด้วยสติที่หลงเหลือเพียงหมิ่นเหม่ หลินเว่ยหอบหายใจจนทรวงอกกระเพื่อมในความมืด“เมื่อครู่ เจ้ากำลังคลำหาอะไร?” หลี่เฟยกระซิบถาม“ข้า... ข้าอยากจะก่อกองไฟ” หลินเว่ยตอบเสียงสั่นหลี่เฟย
ในเวลาเดียวกัน หลินเว่ยที่เพิ่งทะลุมิติมาได้เพียงไม่กี่วัน ยังไม่คุ้ยเคยกับสภาวะสายตาที่มองเห็นทุกอย่างเป็นเพียงสีเขียวเทาในความมืด นางควานหาหินชนวนและเศษกิ่งไม้แห้งเพื่อจะจุดไฟ ทว่ามือบางกลับไปคว้าเข้ากับของอุ่น ๆ ที่อยู่ใกล้ตัว นางกำมันไว้มั่นเพื่อจะดึงเข้าหาตัว ทว่านางก็รู้สึกได้อย่างรวดเร็วว่าม
ท่ามกลางเสียงความโกลาหลวุ่นวายเล็ก ๆ เงาร่างที่เยือกเย็นของไป่หลงก็ก้าวเข้ามาพร้อมกับปลาตัวโตในมือ นัยน์ตาสีไพลินของเขากวาดมองหลี่เฟยและซือหมิงที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้นางจิ้งจอกตัวปัญหาอย่างเอาเป็นเอาตาย“หึ... พวกเจ้าหลงเสน่ห์นางจนมืดบอดไปแล้วจริง ๆ รึนี่?”ไป่หลงเอ่ยประชดประชันน้ำเสียงเย็น







