Partager

บทที่ 2

กลิ่นอายความหนาวเหน็บและรังสีอำนาจของชินอ๋องตงฟางอวี่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความร้อนรุ่มที่ยังคงสลักลึกอยู่ในห้วงจิตวิญญาณ มู่หลงเฟิงหอบหายใจรัวเร็ว ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะของเส้นชีพจร

นางค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง มือเล็กที่ยังคงสั่นเทาลูบไล้ไปตามกรอบดวงหน้าและลำคอ สัมผัสถึงความอุ่นซ่านที่แล่นพล่านไปทั่วเส้นลมปราน... ‘พละกำลังมหาศาลที่ท่านอ๋องประทานให้นั้นเป็นเรื่องจริง’ นางคิดก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อปรับอารมณ์ให้คงที่

ทว่าความเงียบสงบในห้องกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าแผ่วเบาแสนเร่งรีบใกล้เข้ามา มู่หลงเฟิงยังไม่ทันขยับกายลงจากเตียง ประตูไม้ฉลุลายก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ตามมาด้วยร่างของสาวใช้ทั้งสามถลาเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

“คุณหนูสาม! ท่านฟื้นแล้ว!”

คำเรียกนี้กระทบโสตประสาทราวสายฟ้าแลบ นางชะงักงัน... หัวใจที่เพิ่งสงบกลับสั่นไหวอย่างควบคุมไม่อยู่ ‘เถาฮวา… ไป๋เหอ… ชิงจู…’ นามที่ควรจมอยู่ใต้เถ้าถ่านแห่งชาติก่อน บัดนี้ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างมีลมหายใจ

เถาฮวาก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา แต่เพียงสบตากับนายหญิง มือที่ถืออ่างน้ำทองเหลืองก็อ่อนแรง หล่นกระแทกพื้นเสียงดัง ‘เคร้ง!’ น้ำอุ่นสาดกระจาย

ทว่าผู้ที่สะดุ้งกลับเป็นมู่หลงเฟิง พร้อมกับภาพของอดีตแล่นวาบ... รอยยิ้มฝืนของเถาฮวาในวันถูกส่งออกจากจวนของท่านอัครเสนาบดีใหญ่แห่งแค้วน เสียงสะอื้นของไป๋เหอใต้ชายคาวัดที่แดงฉานไปด้วยโลหิต และมือของชิงจูที่ลอยคว้าอากาศก่อนสายธาราจะกลืนหาย... ลมหายใจของนางติดขัดราวกับเพิ่งถูกดึงขึ้นจากความตายอีกครั้ง

“คะ… คุณหนู! ผมของท่าน!” เถาฮวาอุทานเสียงหลง

แต่ก่อนที่คำอื่นจะตามมา มู่หลงเฟิงกลับยื่นมือออกไปอย่างลังเลเมื่อบ่าวรับใช้คนสนิทถลันมาคุกเข่าอยู่ข้างเตียง... แต่ยามเมื่อปลายนิ้วของนางแตะข้อมือของเถาฮวาแม้จะแผ่วเบา นางก็สามารถวางใจกลับคืนสู่ท้องได้อย่างสนิท

‘อุ่น… ชีพจรเต้น… ยังมีชีวิต’

เปลือกตาบางสั่นระริก นางหลับตาลงครู่หนึ่งเพื่อกลั้นคลื่นอารมณ์ที่ถาโถม ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาสงบนิ่งกว่าเดิม… ลึกกว่าที่เด็กน้อยพึงมี

“ผมข้า?” นางเอ่ยเสียงพร่า “หยิบคันฉ่องมาให้ข้า”

เถาฮวารีบทำตามคำสั่งด้วยมือไม้อันสั่นเทา มู่หลงเฟิงรับคันฉ่องขึ้นส่อง เรือนผมสีเงินยวงโอบล้อมรอบใบหน้าแสนเยาว์วัยของตนเอง ทั้งดูงดงาม เย็นเยียบ และแปลกแยกจากวันวาน นางนิ่งอึ้งอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก่อนคลี่ยิ้มจางที่ไม่ถึงดวงตา

“ช่างเถอะ… แค่สีผมเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง พวกเจ้าจะตกใจทำไมกัน” ถ้อยคำเรียบเฉยแต่ในอกกลับปั่นป่วน เพราะสิ่งที่นางยึดไว้แน่นยิ่งกว่าสีผมคือโอกาสที่ได้พบพวกนางทั้งสามบ่าวผู้ซื่อสัตย์ที่ยังมีชีวิต

ทันใดนั้นความร้อนผ่าวแล่นพล่านทั่วแผ่นหลัง ราวเหล็กแดงนาบลงบนหัวไหล่ซ้าย พร้อมเสียงกัมปนาทกรีดก้องสะท้านห้อง คลื่นเสียงกระแทกบานหน้าต่าง ฝุ่นผงร่วงกราวดุจหิมะสีเทา ประหนึ่งเสียงคร่ำครวญของวิญญาณที่ลุกขึ้นจากเถ้าถ่านประกาศการกลับมาอย่างไม่ยอมจำนน

ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือน มู่หลงเฟิงกลับรู้สึกเพียงสองสิ่ง นั่นคือหนึ่งความแค้นที่ยังร้อนอยู่ใต้ผิวหนังกระทั่งจิตวิญญาณ… และสองความตั้งใจแน่วแน่ที่จะไม่ปล่อยให้คนตรงหน้าทั้งสามถูกพรากลมหายใจไปอย่างไร้ความเป็นธรรมอีก

นางสูดลมหายใจลึก ปลายนิ้วที่เคยสั่นค่อย ๆ สงบลง ครั้งนี้… ชีวิตที่ได้คืนมามิใช่เพื่อนางเพียงผู้เดียว คล้ายเจ้าของเสียงร้องจะเข้าใจเจตนาของนาง ดังนั้นพลังทำลายล้างของเสียงเพรียกนั้นจึงหาได้อยู่แต่เพียงในจวนแห่งนี้ไม่

เนื่องจากบัดนี้มันได้กระจายทะลุผ่านกำแพงจวนแม่ทัพบดขยี้ความเงียบสงบของยามเช้าจนแตกละเอียด ทำให้ไม่เพียงแค่บ่าวเท่านั้นที่พากันแตกตื่น ทั้งนี้เพราะชาวบ้านที่อยู่ภายนอกเองก็ต่างพากันยกมืออุดหู พร้อมทรุดกายลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัวที่แล่นพล่านไปถึงกระดูกทั่วทั้งไขสันหลัง

แม้แต่ฝูงนกบนต้นเหมยยังพากันบินหนีแตกฮือด้วยสัญชาตญาณหลังรับรู้ได้ถึงรัศมีแห่งเทพบรรพกาลที่หวนคืนมาจัดการสิ่งโสมมในโลกหล้า

มู่หลงเฟิงรู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่แผ่นหลังซึ่งบัดนี้ปรากฏเงาร่างสีทองของเฟิงหวงสยายปีกโชติช่วง แสงนวลใยสีเงินจากเรือนผมของนางสอดประสานกับแสงสีเพลิงที่แผ่ออกมาดุจร่างทรงของเทพสงคราม กระนั้นนางกลับมิได้รู้สึกหวาดกลัวต่อเสียงนี้

ทว่ากลับกันนางพลันรู้สึกถึงความสะใจที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณ... เสียงร้องนี้คือคำประกาศศึก และผู้ใดก็ตามที่เคยทำลายตระกูลมู่หลงในชาติก่อน บัดนี้พวกมันสมควรเตรียมตัวตายภายใต้ปีกเพลิงของนางได้แล้ว

ภายในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าสายหลัก “ฮูหยินเจ้าคะ!” เสียงอันสั่นเครือของแม่นมฉิน บ่าวรับใช้ที่ติดตามเจียงเหลียนมาตั้งแต่สมัยยังเยาว์ ไม่อาจเก็บงำความกังวลเอาไว้ได้ร้องเรียกผู้เป็นนาย

“ไปดูกันเถอะ” น้ำเสียงแหบพร่าทว่ายังคงความนุ่มนวลดังขึ้นพร้อมกับลุกขึ้นเดินนำสาวใช้ออกมาก่อนด้วยท่าทางองอาจสง่างามแม้ว่าวัยของนางจะล่วงเลยมาถึงห้าสิบกว่าปีแล้วก็ตาม

แต่แล้วจู่ ๆ เท้าที่เคยก้าวเดินอย่างมั่นคงของนางก็พลันหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง... ดวงตาที่ฝ้าฟางตามกาลเวลาทอดมองไปยังทิศทางของเรือนพักหลานสาว พลางหวนระลึกถึงเหตุการณ์เมื่อเจ็ดปีก่อน...

ในวันที่มู่หลงเฟิงเพิ่งคลอดออกมาได้เพียงเจ็ดวัน ท้องฟ้าเหนือจวนแม่ทัพในเวลานั้นพลันมืดครึ้มดุจประหนึ่งยามรัตติกาล ก่อนจะมีอสนีบาตสีทองฟาดผ่านลงมากลางลานจวนทั้งที่เป็นช่วงยามฟ้าสางและเป็นเหมันต์ฤดู

ในครานั้นมีนักพรตเร้นลับผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้นอย่างไร้ร่องรอยอีกทั้งท่านผู้นั้นหาได้กล่าวคำมงคลตามประเพณีแต่อย่างใด

แต่ท่านผู้นั้นกลับทิ้งจารึกอักขระสีชาดไว้บนแผ่นศิลาบรรพชน พร้อมกับคำทำนายที่ทำให้นางกับสามีรวมถึงบุตรชายและสะใภ้ต้องเก็บงำเป็นความลับสุดยอดนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

“เจ็ดวันกำเนิดเกิดอาเพศ... เทพอัปปาง

ปักษาล่วงลับดับสว่าง... กลางกองเพลิง

รอวันเถ้าถ่านฟื้นคืน... ร่ายรำเริง

เกศาเงินเชิดชู... กู้ตระกูลหลังวอดวาย”

เจียงเหลียนขยับปลายนิ้วที่สั่นเทาพรรณนาถึงความนัยของคำพยากรณ์นั้น ‘ปักษาฟื้นคืนจากเถ้าถ่าน’ ‘เกศาเงินกู้ตระกูล’ ในตอนนั้นนางหาได้เข้าใจความหมายไม่

จนกระทั่งเสียงกัมปนาทที่สั่นสะเทือนฟ้าดินเมื่อครู่ดังขึ้น พร้อมกับลำแสงสีเพลิงที่พุ่งทะยานสู่ฟากฟ้า... ช่างเหมือนกับนกเฟิงหวงที่กำลังสลัดคราบแห่งความตายเพื่อเกิดใหม่เสียจริง

“ฉินมามา... เจ้าจำคำที่นักพรตผู้นั้นกล่าวได้หรือไม่” เจียงเหลียนเอ่ยเสียงแผ่ว “ที่ว่าเมื่อใดปักษาสยายปีกสีเงิน เมื่อนั้นจวนมู่หลงจะรอดพ้นจากภัยพิบัติใหญ่หลวง”

“จำได้เจ้าค่ะ แต่ว่า...แล้วเกศาเงินเล่าเจ้าคะ หมายถึงสิ่งใดกัน” ยังไม่ทันขาดคำของนางดี เสียงฝีเท้าค่อนข้างหนักพลันดังขึ้นและกำลังตรงมาทางพวกนางเสียก่อน

“ฮูหยิน! ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ” ไป๋เหอที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาด้วยความรีบร้อนเอ่ยเสียงหอบ

“เกิดอันใดขึ้นหรือเฟิงเอ๋อร์อาการทรุดลง” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามอย่างร้อนใจ

แม้ว่านางจะค่อนข้างเคร่งขรึมและเจ้าระเบียบจนหลานสาวไม่อยากเข้าใกล้ แต่ว่านางก็รักหลานคนนี้หมดหัวใจเนื่องจากนางเกิดมาค่อนข้างอาภัพนัก ตัวเล็กและหายใจรวยรินกว่าจะเติบใหญ่ขึ้นมาได้ก็กินยาไปหลายเทียบทีเดียว

“หามิได้เจ้าค่ะ เพียงแต่” บ่าวแรกรุ่นหอบหายใจหนัก “เพียงแต่ผม... ผมของคุณหนู”

“ไป๋เหอ เจ้ารีบกล่าวมาให้รู้เรื่อง” แม่นมเว่ยบ่าวรับใช้อีกคนของจางเหลียนอดไม่ไหวจึงตำหนิออกมา

“ไปดูกันให้เห็นกับตาเถอะ หากอยู่ตรงนี้ข้าเป็นห่วงว่าเฟิงเอ๋อร์จะเกิดเรื่อง”

ทางด้านของมู่หลงเฟิงหลังจากอาการร้อนวูบที่หัวไหล่ซ้ายหายไปนางก็เกิดความสงสัยว่ามันเกิดสิ่งใดขึ้นกับตัวเอง

“เถาฮวา ช่วยมาจับคันฉ่องให้ข้าที”

“เจ้าค่ะ คุณหนู” บ่าวรับใช้ที่หายจากอาการตื่นตะลึง รีบลุกขึ้นจากพื้นหลังจากคุกเข่ามาเนิ่นนานที่เห็นปรากฏการณ์ประหลาดระคนกริ่งเกรงต่อหน้าต่อตา

“เจ้าลองส่องมาทางนี้นะ” นางบอกถึงตำแหน่งที่ต้องการ

“เจ้าค่ะ คุณหนู” ทันทีที่เถาฮวาเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า มือของนางก็พลันชื้นเหงื่อ ใบหน้าซีดขาวราวไก่ต้มสุก มือที่จับคันฉ่องแทบจะร่วงหลุดลงพื้น

“เจ้าเป็นอะไร” เสียงเล็กใสของนายทำให้นางมีสติคืนมา

“คุณหนูเจ้าคะ บ่าว... บ่าวบอกไม่ถูกเจ้าค่ะ” นางกล่าวเพียงแค่นั้นก่อนจะส่องคันฉ่อง

ภาพที่ปรากฏในคันฉ่องทองเหลืองยามที่แสงแดดรำไรสาดกระทบสะท้อนให้เห็นแผ่นหลังนวลเนียนขาวประดุจหิมะ ทว่าจุดที่เคยเป็นผิวเปล่าเปลือยบัดนี้กลับถูกแต่งแต้มคล้ายเป็นรอยปานสีชาดเข้มจัด

ลวดลายของมันนั้นวิจิตรพิสดารเป็นรูปวิหคเพลิงที่สยายปีกโอบล้อมหัวไหล่ซ้ายของนางไว้ แม้จะดูเหมือนรอยสักเพียงเล็กน้อยในยามนี้ แต่มู่หลงเฟิงกลับรู้สึกได้ถึงไออุ่นจาง ๆ ที่แผ่ซ่านออกมาราวกับมันมีชีวิตและมีลมหายใจเป็นของตนเอง

“นกเฟิงหวง...” มู่หลงเฟิงพึมพำกับตนเอง ดวงตาคมกริบจ้องมองปานแดงนั้นด้วยความรู้สึกยากจะอธิบาย ความเจ็บปวดจากการถูก ‘นาบ’ เมื่อครู่หายไปสิ้น

เหลือเพียงพละกำลังประหลาดที่ยังคงหลั่งไหลอยู่ใต้ผิวหนัง นางรับรู้ได้ทันทีว่านี่คือสัญลักษณ์แห่งพันธสัญญาที่ ชินอ๋องตงฟางอวี่ทิ้งไว้ให้ ย้ำเตือนว่านางคือผู้ที่ฟื้นจากกองเพลิงเพื่อภารกิจล้างแค้น

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 168

    หลังสิ้นคำตรัสนี้ เหล่าขุนนางนับร้อยก็รู้แล้วถึงจุดจบของราชครูเฒ่า ส่วนองค์รัชทายาทบัดนี้ก็ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นเช่นเดียวกัน ทางด้านของกุ้ยเฟยตระกูลซ่างกวนก็ถึงกับลมจับหมดสติไปในทันทีทว่าท่ามกลางความโกลาหลกลางท้องพระโรง ขุนนางส่วนหนึ่งที่เป็นขั้วอำนาจเก่ารีบก้าวเท้าออกมาคุกเข่าหมอบกราบ พวกเขา

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 167

    คำกล่าวนี้ทำให้ซ่างกวนเจ๋อหน้าถอดสีทันควัน ดวงตาชราสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ‘มันรู้ได้อย่างไร!’ แม้ว่าภายในอกจะหวาดหวั่นเพียงใดแต่ภายนอกมันผู้นี้ก็ยังคงไม่ยอมแพ้“มู่หลงหยาง! เจ้าสามหาวเกินไปแล้ว! กล้ากล่าววาจาเลื่อนลอยปรักปรำข้า!” ราชครูเฒ่าตวาดเสียงหลง พลางส่งสายตาให้สายลับเงาข้างกายเพื่อ

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 166

    ขณะที่ทางชายแดนกำลังเต็มไปด้วยไฟแห่งสงคราม ภายในเมืองหลวงชุนเทียน ชิงจูและหน่วยหนามกุหลาบที่ร่วมมืออยู่กับมู่หลงหยางก็พบหลักฐานสำคัญ ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด มีเงาร่างสายหนึ่งกำลังเหยียบย่ำผ่านหลังคาจวนอันโอ่อ่าของราชครูเฒ่าอย่างเงียบเชียบไร้ซุ่มเสียง“ท่านชิงจู” เสียงแผ่วเบาสายหนึ่งดังขึ้นข้างหูของห

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 165

    “ในที่สุดปลาก็ติดเบ็ด” เสิ่นเหวินขุยที่ได้ยินข่าวถึงกับตบหน้าขาด้วยความสะใจ ก่อนจะบ่ายหน้ามาทางเด็กสาวที่ยังคงนั่งนิ่ง“เจ้าคิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าหวังเจิ้งจะรีบส่งข่าวออกไป?”“เจ้าค่ะ” มู่หลงเฟิงตอบเสียงเรียบ“เพราะคนทรยศมักหวาดกลัวกว่าผู้ใด”“ยิ่งเขารู้ว่าตัวเองควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ก็ยิ่งต้องรีบเ

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 164

    “เจ้าช่วยข้าออกมา เพียงเพื่อจะให้ข้ากลับไปนั่งในคุกอีกครั้ง?”“ถูกต้องเจ้าค่ะ”มู่หลงเฟิงตอบอย่างสงบนิ่งเสียจนคนฟังพูดไม่ออก“หากตอนนี้เราเปิดโปงหวังเจิ้งต่อหน้าทหารทั้งป้อม เยี่ยซา ย่อมรู้ทันทีว่าแผนการแตกแล้ว พวกมันจะถอย ปรับแผน หรือเปลี่ยนเส้นทางบุกทันที” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย แต่ดวงตาเย็นวาบ“แต

  • ปักษาคืนรัง    บทที่ 163

    ในขณะที่หมากบนกระดานฝั่งแคว้นเยี่ยซากำลังเคลื่อนไหว แผนการบุกจู่โจมสายแรกของมู่หลงซานเพื่อชิงตัวประกันและล้างบางหนอนบ่อนไส้ก็ระเบิดขึ้นอย่างดุดันภายในคุกใต้ดินจวนแม่ทัพ!ลึกลงไปใต้บันไดหินอันหนาวเหน็บและอับชื้น แสงไฟจากคบเพลิงสั่นไหววูบวาบส่องกระทบร่างของเสิ่นเหวินขุยและรองแม่ทัพคนสนิททั้งสองถูกพัน

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status