Masukประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา รถยนต์สีดำก็เลี้ยวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่เข้าไปด้านในคฤหาสน์หรู ปั้นหยอมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างตกตะลึง พื้นที่กว้างมหาศาลถูกล้อมด้วยกำแพงสูง มีการ์ดติดอาวุธยืนอยู่แทบทุกจุด ที่นี่ดูไม่ต่างจากคุกและเธอกำลังจะถูกขังอยู่ในนั้น
รถจอดสนิทหน้าตัวคฤหาสน์คิรันลงจากรถก่อนจะหันกลับมามองปั้นหยา
“ลงมา”
ปั้นหยายังคงนั่งนิ่งด้วยท่าทางดื้อรั้น
“ฉันจะกลับบ้าน”
“ที่คอนโดเธอตอนนี้ มีคนรออยู่เต็มไปหมด”
หญิงสาวหน้าเสียทันทีเมื่อได้ยินคิรันมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ถ้าอยากรอด ก็อยู่กับฉัน”
คำพูดนั้นไม่ได้ฟังดูเหมือนการช่วยเหลือ แต่มันเหมือนคำสั่งมากกว่า ปั้นหยากำชายกระโปรงแน่น ดวงตาสั่นไหวขณะมองผู้ชายตรงหน้า เขายืนอยู่ท่ามกลางสายฝนที่ยังโปรยลงมาไม่หยุด เสื้อเชิ้ตสีดำเปียกชื้นเล็กน้อย แต่กลับยิ่งทำให้คิรันดูอันตรายขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
“ฉันไม่เชื่อคุณ”
เสียงเธอเบาจนแทบเป็นกระซิบ คิรันมองเธอนิ่ง ๆ ก่อนเอียงหน้ามองเล็กน้อย
“แล้วเธอมีทางเลือก?”
ปั้นหยานิ่งไปพลางครุ่นคิดคำตอบในหัวประผล ไม่มี เพราะตอนนี้เธอไม่เหลือใครเลยจริง ๆ
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนค่อย ๆ ก้าวลงจากรถอย่างลังเล ทันทีที่เท้าแตะพื้น ลูกน้องหลายคนก็โค้งศีรษะให้คิรันทันที
“นายครับ”
“อืม”
เขาตอบสั้น ๆ แล้วเดินนำเข้าคฤหาสน์โดยไม่หันกลับมามองว่าเธอจะตามหรือไม่ ปั้นหยาจำใจเดินตามไปเงียบ ๆ ด้านในคฤหาสน์หรูหราจนแทบเหมือนโรงแรมระดับหกดาว พื้นหินอ่อนสีดำสะท้อนแสงแชนเดอเลียร์ระยิบระยับ ทุกอย่างดูแพง ดูสมบูรณ์แบบ แต่กลับไม่มีความอบอุ่นเลยสักนิด
“พาเธอไปห้อง” คิรันสั่งลูกน้อง ก่อนปลดนาฬิกาออกจากข้อมืออย่างเหนื่อยล้า
“เดี๋ยวนะ!” ปั้นหยารีบเรียกเขาไว้ ชายหนุ่มชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ก่อนหันกลับมา
“พี่ชายฉันอยู่ไหน”
ดวงตาคมเข้มมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนให้คำตอบต่อผู้ถาม
“ถ้าฉันเจอมันก่อน เธอจะได้เจอ”
คำตอบนั้นทำให้หัวใจของหญิงสาวจมดิ่งกว่าเดิม คิรันหันกลับ เตรียมเดินขึ้นบันได แต่เสียงเล็ก ๆ ของเธอก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“คุณจะขังฉันไว้จริง ๆ เหรอ”
คราวนี้เขาหยุดเดินความเงียบปกคลุมทั่วโถงกว้าง ก่อนที่ชายหนุ่มจะหันกลับมาช้า ๆ
“จะอยากเรียกแบบนั้นก็แล้วแต่”
“ฉันไม่ใช่นักโทษ!”
“แต่เธอเป็นหลักประกัน”
ประโยคนั้นเหมือนมีอะไรหนัก ๆ ทุบลงกลางอก ปั้นหยารู้สึกจุกจนพูดไม่ออก คิรันมองใบหน้าซีดเซียวของเธออยู่พักหนึ่ง ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ
“อยู่ที่นี่ เธอจะปลอดภัย”
“แล้วถ้าฉันไม่อยากอยู่ล่ะ”
“งั้นก็ลองหนีดู”
สายตาของเขาเย็นเฉียบขึ้นทันที ก่อนเอ่ยประโยคถัดมา
“แต่ฉันเตือนไว้ก่อนข้างนอกนั่นอันตรายกว่าฉันเยอะ”
หลังพูดจบ คิรันก็เดินขึ้นชั้นบนไปทันที ทิ้งให้ปั้นหยายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นด้วยความรู้สึกสับสนเวียนวนอยู่ในหัวอย่างปลงไม่ตก
“เชิญครับคุณปั้นหยา”
เสียงลูกน้องดังขึ้นเบา ๆ หญิงสาวสูดหายใจลึก ก่อนเดินตามอีกฝ่ายไปอย่างหมดแรง
ห้องพักของเธออยู่ชั้นสองสุดทางเดิน ทันทีที่ประตูเปิดออก ปั้นหยาก็ชะงัก ห้องกว้างขวางโอ่อ่ากว้างเกินกว่าจะเป็นห้องขัง เตียงขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง กระจกสูงบานใหญ่เผยให้เห็นวิวเมืองยามค่ำคืน ทุกอย่างหรูหราจนน่าตกใจ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ดี
“โทรศัพท์ของฉัน”
“นายจะคืนให้เมื่อถึงเวลาครับ”
“แล้วฉันจะติดต่อใครได้ยังไง”
ลูกน้องชายเงียบไปเล็กน้อย ก่อนตอบเสียงเรียบนิ่ง
“ช่วงนี้คุณไม่ควรติดต่อใครครับ”
ปั้นหยาหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างคนใกล้หมดแรง
“แม้แต่สิทธิ์จะใช้ชีวิตตัวเอง ฉันก็ไม่มีแล้วสินะ”
อีกฝ่ายไม่ตอบเพราะทุกคนในบ้านหลังนี้รู้ดีคำพูดของคิรันคือคำสั่งเด็ดขาด เมื่อประตูห้องปิดลง ความเงียบก็เข้าปกคลุมทันที ปั้นหยาค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งข้างเตียงก่อนน้ำตาที่กลั้นไว้นานจะไหลออกมาช้า ๆ
เธอไม่รู้ว่าพี่ชายอยู่ไหน ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะเจอกับอะไร รู้แค่ว่าตั้งแต่วินาทีที่เจอผู้ชายชื่อคิรัน ชีวิตของเธอก็ไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว
และในเวลาเดียวกันนั้นเองภายในห้องทำงานชั้นบน คิรันกำลังยืนมองภาพจากกล้องวงจรปิดที่ถ่ายทอดภาพผู้หญิงในห้องพักแบบเรียลไทม์ ดวงตาคมเข้มจับจ้องใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาของปั้นหยาเงียบ ๆ
“นายครับ” ลูกน้องคนสนิทเดินเข้ามา หยุดตรงหน้าผู้เป็นนายแล้วรายงานต่อถึงความเคลื่อนไหว
“เจอร่องรอยพี่ชายเธอแล้ว”
คิรันละสายตาจากจอช้า ๆ แล้วเงยหน้ามองลูกน้องก่อนย้อนถาม
“อยู่ไหน”
“ท่าเรือฝั่งตะวันออกครับ”
ชายหนุ่มยิ้มมุมปากเย็นชาแต่คำพูดถัดมากลับทำให้ลูกน้องชะงักไปเล็กน้อย
“ยังไม่ต้องจับ”
“ครับ?”
คิรันหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดก่อนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ปล่อยมันหนีไปก่อน”
“แต่ถ้าปล่อยไว้นาน...”
“มันต้องกลับมา”
เขาพ่นควันออกช้า ๆ ก่อนสายตาจะเหลือบกลับไปมองหญิงสาวบนหน้าจออีกครั้ง
“เพราะน้องสาวมันอยู่ที่นี่”
เช้าวันต่อมาปั้นหยาสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเคาะประตูห้อง เธอลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย ก่อนจะนึกขึ้นได้ทันทีว่าตัวเองไม่ได้อยู่คอนโด เมื่อคืนเธอแทบไม่ได้นอน เพราะทุกครั้งที่หลับตา ภาพสายตาเย็นชาของคิรันจะลอยเข้ามาในหัวหลอกหลอนเธอซ้ำ ๆ
“คุณปั้นหยาคะ” เสียงผู้หญิงดังขึ้นจากหน้าห้อง
“ฉันเอาเสื้อผ้ามาให้ค่ะ”
ปั้นหยาลุกไปเปิดประตูอย่างระวัง ก่อนพบหญิงวัยกลางคนในชุดแม่บ้านยืนอยู่ด้านนอก
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อป้าแย้มดูแลเรื่องอาหารกับห้องพักในบ้านนี้”
น้ำเสียงอีกฝ่ายอ่อนโยนผิดกับบรรยากาศของคฤหาสน์หลังนี้จนปั้นหยารู้สึกแปลกใจ
“นายให้เอามาให้ค่ะ”
แม่บ้านส่งถุงเสื้อผ้าแบรนด์ดังหลายถุงให้ ปั้นหยามองอย่างอึ้งก่อนเอ่ยปฏิเสธ
“ฉันไม่เอา”
“คะ?”
“ฉันไม่ใช่ผู้หญิงของเขา ฉันไม่จำเป็นต้องใช้ของพวกนี้”
ป้าแย้มหน้าเจื่อนเล็กน้อย
“แต่ถ้าคุณไม่รับ นายอาจไม่พอใจนะคะ”
“เขาจะพอใจหรือไม่ มันก็เรื่องของเขา”
ปั้นหยาพูดเสียงแข็ง ก่อนหันหลังกลับเข้าห้อง แต่ยังไม่ทันปิดประตู มือหนาของใครบางคนก็ผลักประตูไว้เสียก่อน
ปึก! หญิงสาวชะงักทันทีเธอหันกลับไปมองพบคิรันยืนอยู่ตรงนั้น เขาอยู่ในชุดเชิ้ตสีดำกับกางเกงสแล็กเรียบหรู ผมที่เคยยุ่งเมื่อคืนถูกเซ็ตขึ้นเล็กน้อย ทำให้ใบหน้าคมคายนั้นดูเย็นชาและสมบูรณ์แบบจนเกินจริง ดวงตาคมเข้มมองเธอนิ่ง ๆ ก่อนเอ่ย
“ตื่นสาย”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเรียบ ๆ ป้าแย้มรีบก้มหน้าแล้วเดินออกไปทันที เหลือเพียงความเงียบอึดอัดระหว่างคนสองคน ปั้นหยาถอยหลังหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ เมื่อคิรันค่อย ๆ ก้าวขาเข้ามาใกล้อย่างเนิบนาบ
“คุณเข้าห้องคนอื่นโดยไม่เคาะประตูหรือไง”
“ฉันเคาะแล้ว”
“แต่ฉันไม่ได้อนุญาต”
“ที่นี่ไม่ใช่บ้านเธอ”
คำตอบนั้นทำให้หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น คิรันปรายตามองถุงเสื้อผ้าที่ถูกวางทิ้งไว้ ก่อนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ทำไมไม่เอา”
“ฉันไม่อยากได้”
“ดื้อ”
“ฉันไม่ได้ดื้อ ฉันแค่ไม่อยากรับอะไรจากคุณ”
ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเดินเข้ามาใกล้ขึ้น ยิ่งเขาเดินเข้ามา ปั้นหยาก็ยิ่งถอย จนสุดท้ายแผ่นหลังบางแนบเข้ากับผนัง เธอไร้หนทางหลีกหนี หัวใจเธอเริ่มเต้นแรงอย่างควบคุมไม่อยู่ คิรันหยุดอยู่ตรงหน้า ก่อนก้มลงเล็กน้อย
“รู้ไหมว่าอะไรคือข้อเสียของคนปากเก่ง”
ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาเฉียดผ่านใบหน้าเธอเบา ๆ ปั้นหยาพยายามเมินสายตาของเขา
“ฉันไม่อยากรู้”
“มักจะโดนจัดการก่อนคนอื่น”
“คุณขู่ฉันเหรอ”
“เปล่า”
มุมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อยก่อนเอ่ยคำเดียวสั้น ๆ
“เตือน”
หญิงสาวจ้องเขาอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ในใจจะเริ่มกลัวก็ตาม
“ต่อให้คุณขังฉันไว้ คุณก็ไม่มีวันบังคับให้ฉันยอมคุณได้”
สิ้นประโยคนั้น บรรยากาศรอบตัวก็เงียบลงทันทีคิรันมองเธอนิ่งมาก นิ่งจนปั้นหยาเริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองพูดแรงเกินไปหรือเปล่า แต่แล้วก็ไม่เป็นดั่งที่เธอจินตนาการ
“ก็ดี”
“…..”
“ฉันชอบอะไรยาก ๆ”
หัวใจเธอกระตุกวูบก่อนจะรีบผลักอกเขาออกเต็มแรง
“ถอยไป!”
คิรันยอมถอยแต่โดยดี ทว่าดวงตาของเขายังจับจ้องเธอไม่ละห่าง
“ลงไปกินข้าว”
“ฉันไม่หิว”
“แต่ฉันไม่ชอบให้คนของตัวเองอดอาหาร”
คำว่าคนของตัวเองทำให้ปั้นหยาหน้าแดงขึ้นมาทันที
“ฉันไม่ใช่คนของคุณ!”
คิรันเงียบไปชั่วครู่ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบจนคนฟังขนลุก
“ตอนนี้ใช่”
หลังพูดจบเขาก็เดินออกจากห้องไปทิ้งให้ปั้นหยายืนนิ่ง หัวใจเต้นแรงอย่างห้ามไม่ได้
เธอเกลียดที่ผู้ชายคนนี้ชอบพูดเหมือนทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของเขาและที่แย่ที่สุดคือเขาทำให้เธอเริ่มรู้สึกว่ามันเป็นแบบนั้นจริง ๆ
ขณะที่ปั้นหยาพยายามตั้งสติ เสียงโทรศัพท์ของคิรันที่ลืมไว้บนโต๊ะข้างประตูก็ดังขึ้น หญิงสาวชะงักเพราะหน้าจอขึ้นชื่อสายเรียกเข้าเพียงคำเดียวเมียเก่า
และในจังหวะกระชั้นชิดนั้นเอง คิรันก็เสมือนจะฉุกนึกถึงเรื่องราวบางอย่างขึ้นมาได้“ปั้นหยา”“คะ?”“ไปเที่ยวกันไหม”“เที่ยว?”“อืม”คิรันเอนกายพิงเข้ากับพนักหัวเตียงนอนกว้างช้า ๆ ท่วงท่าเนิบนาบ ก่อนจะขยับริมฝีปากอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มเรียบเรื่อย“ช่วงนี้เธอเหนื่อยมาหลายเรื่อง ทั้งเรื่องร้านดอกไม้ เรื่องพี่ชาย แล้วยังจะเรื่องในวันนี้อีก...” แววตาของเขาเลื่อนมาทอดมองใบหน้าหวานอย่างลึกซึ้ง “...ฉันไม่อยากเห็นเธอต้องเครียด”“จริงเหรอคะ? จะพาไปเที่ยวเหรอ”“อยากไปที่ไหนก็เลือกมาได้เลย ทะเล ภูเขา หรือต่างประเทศ... หรือถ้าเธอเกิดอยากจะไปเที่ยวรอบทั้งโลก ฉันก็พาไปได้”ปั้นหยาแอบหลุดส่งเสียงขำออกมาแผ่วเบาด้วยความเอ็นดู“พูดเหมือนมันง่ายเลยนะคะ”“ก็ง่ายจริง” คิรันตอบหน้าตาย“คนรวยนี่น่าหมั่นไส้จริง ๆ” หญิงสาวค้อนขำ ๆคิรันหลุดส่งเสียงหัวเราะต่ำในลำคออย่างชอบใจ ก่อนจะขยับปากเปรยข้อเสนอถัดมา“แล้วก็... พาเพื่อนเธอไปด้วยก็ได้”“มิ้นท์เหรอคะ?”“อืม... รวมถึงบรรดาพนักงานที่ร้านดอกไม้ของเธอด้วยทั้งหมดนั่นแหละ”“จริงเหรอคะ?!”“ถือว่าเป็นโบนัสพักร้อน...ฉันจ่ายเอง”เมื่อสิ้นประโยคชายหนุ่มก็หยิบโทรศัพท์มือ
คิรันยืนอยู่เบื้องหน้าห้องพักใหญ่อีกครู่หนึ่ง เพื่อดึงสีหน้าโหด ๆ ทิ้งไปตามคำแนะนำของคีร์และซิ่วอิง พ่นลมหายใจยาวเหยียดก่อนจะยกมือขึ้นเคาะบานประตูก๊อก... ก๊อก...“ปั้นหยา”ภายในห้องยังคงส่งกลับมาเพียงความเงียบงันไร้ซุ่มเสียง คิรันสูดลมหายใจลึกก่อนเปรยคำอ่อนลง“ฉันขอคุยด้วยหน่อย”พื้นที่ด้านในตกอยู่ในความเงียบงันครู่หนึ่ง ก่อนที่น้ำเสียงกระเง้ากระงอดแสนงอนของหญิงสาวจะยอมเอ่ยตะโกนตอบกลับออกมา“ไม่คุย!”คิรันถึงกับต้องหลับตาลงช้า ๆ พลางแอบพึมพำกับตัวเองแผ่วเบาอย่างเหนื่อยใจ“ยากกว่าปิดดีลร้อยล้านอีก...”คิรันยังคงยืนพิงแผ่นหลังเข้ากับบานประตูห้องนอนอยู่เงียบ ๆ ภาพลักษณ์ผู้นำมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลแสนเย็นชาที่ใครต่อใครเห็นพบเห็นเป็นต้องขวัญหนีดีฝ่อหวาดกลัวจนตัวสั่น ในเวลานี้กลับไม่หลงเหลือเค้าโครงความป่าเถื่อนนั้นอยู่อีกเลย... เพราะบัดนี้เขากำลังตกอยู่ในสภาวะจนแต้มหมดปัญญาอย่างสิ้นเชิง เพียงเพราะติดกับดักความงอนของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แค่คนเดียว“ปั้นหยา เปิดประตูก่อน” คิรันส่งเสียงเรียกเธออีกครั้งพื้นที่ภายในห้องจมดิ่งลงสู่ความเงียบสงัดระคนอึดอัดอยู่พักใหญ่ ก่อนที่น้ำเสียงหวานของคนตัวเล็กจะยอม
ภายในห้องทำงานยังคงจมดิ่งอยู่ภายใต้ความเงียบอันเคร่งเครียด บรรดาลูกน้องทุกคนต่างพากันยืนนิ่ง ไร้ซุ่มเสียงขยับกาย ไม่มีใครกล้าพอจะสอดแทรกทำลายจังหวะบทสนทนาระหว่างคิรันกับปั้นหยาเลยแม้แต่น้อยนิดปั้นหยาตรึงสายตาจ้องมองใบหน้าคมคายของเขานิ่งสนิท ก่อนจะขยับปากเอ่ยคำถามขึ้นมาอีกครั้ง“คุณจะจัดการน้ำหวานยังไง”คิรันเอนแผ่นหลังพิงเข้ากับพนักเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่อย่างเนิบนาบ ทว่าวงแขนแกร่งก็ยังคงขยับโอบรัดเธอเอาไว้ไม่ยอมปล่อย“ฉันบอกแล้ว... ฉันไม่ตีผู้หญิง แต่ก็ไม่ได้ใจดีพอจะปล่อยไป”“คิรัน”“หล่อนตบเธอสองครั้ง” ชายหนุ่มเอ่ยปากพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“...กระชากผมเธอ ทำให้เธอล้ม ทำให้เธอเลือดออก”ทุกถ้อยคำที่รอดไรฟันออกมา ยิ่งส่งอานุภาพกดทับให้ความตึงเครียดภายในห้องทำงานทวีความหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน่ากลัว“ฉันไม่ได้เจ็บหนักอะไร ฉันว่า...”“สำหรับฉัน... แค่เธอมีรอยแดง ฉันก็ไม่โอเคแล้ว”ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของปั้นหยารู้สึกกระตุกวูบเบา ๆ กับความใส่ใจนั้น ทว่าเธอก็ยังคงรวบรวมสติพยายามเอ่ยปากพูดจาทัดทานต่อ“แล้วถ้าคุณทำแรงเกินไปล่ะ”“ฉันรู้ขอบเขตดี”“แต่คุณเคยบอกเองว่าคุณไม่ใช่คนดี”ป
ตลอดระยะเวลาของการเดินทางกลับ บรรยากาศภายในห้องโดยสารของรถยนต์ตกอยู่ภายใต้ความเงียบ เสียจนผู้ร่วมทางแทบจะหายใจเข้าออกไม่ทั่วท้อง คิรันเอนกายนั่งอยู่เคียงข้างปั้นหยา ฝ่ามือแกร่งกุมมือเล็กของเธอเอาไว้แน่นตลอดการเดินทาง ปลายนิ้วโป้งอุ่นคอยเลื่อนลูบไล้แผ่วเบาไปตามบาดแผลรอยถลอกบนฝ่ามือบางของเธอเป็นระยะ ๆ อย่างทะนุถนอม ถึงแม้ใบหน้าคมคายจะเรียบนิ่งสนิทไร้ความรู้สึก ทว่าทุกคนบนรถต่างรับรู้ดีว่า บัดนี้บอสใหญ่แห่งตระกูลมาเฟียกำลังตกอยู่ในอารมณ์โกรธขีดสุด เสียจนไม่มีใครหน้าไหนกล้าหายใจแรงจนกระทั่งยานพาหนะคันงามเคลื่อนตัวผ่านซุ้มประตูใหญ่เข้ามาภายในเขตพื้นที่คฤหาสน์ มิ้นท์ที่ทอดสายตามองผ่านกระจกรถออกไปถึงกับอ้าปากค้างจนขากรรไกรแทบหลุด“เดี๋ยวนะ...นี่บ้านหรือโรงแรมห้าดาว?!”คำอุทานแสนซื่อส่งผลให้ปั้นหยาหลุดส่งเสียงขำเบา ๆ ออกมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดเรื่องราววุ่นวายขึ้น ส่วนทางด้านของป้าแย้มที่นั่งอยู่เบาะหน้าก็พลอยอมยิ้มบาง ๆ ด้วยความเอ็นดูตามไปด้วยทันทีที่สองฝ่าเท้าก้าวขาสไลด์ลงมาจากรถ แพทย์ประจำคฤหาสน์ก็รีบสาวเท้าเข้ามาสแตนด์บายอยู่ทันท่วงที ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพราะคิรันได้ต่อสายตรงสั่งการเ
รถยนต์คันหรูหักเลี้ยวเปลี่ยนเลนกะทันหัน เสียงล้อรถยนต์บดเบียดเสียดสีเข้ากับพื้นผิวถนนดังสนั่นหวั่นไหว คิรันกำลังตรึงสายตาจับจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ในมือนิ่ง แววตาคมกล้าอัดแน่นไปด้วยรังสีแห่งความเดือดดาลที่แทบจะควบคุมเอาไว้ไม่อยู่ เพราะเพียงแค่ห้วงความคิดแล่นเข้ามาในสมองว่า ปั้นหยาถูกทำร้าย เลือดทั่วกายก็แทบจะเดือดประทุออกมาเป็นลาวาร้อน“ใช้ชีวิตเบื่อแล้วรึไง ถึงกล้าแตะคนของฉัน”ภายในช็อปแบรนด์เนม สถานการณ์ในเวลานี้ตกอยู่ในความวุ่นวาย จนแทบจะไม่สามารถควบคุมทิศทางเอาไว้ได้ พนักงานร้านหลายต่อหลายคนต่างพากันขยับกายถอยหนีออกห่างด้วยความขลาดกลัว ในขณะที่บรรดาลูกค้าคนอื่น ๆ ที่มุงดูเหตุการณ์อยู่รอบนอกเริ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาตั้งท่ากดถ่ายคลิปวิดีโอเก็บไว้ น้ำเสียงกรีดร้องและถ้อยคำด่าทอหยาบคายแผดดังอื้ออึงกันไปหมดจนฟังไม่ได้ศัพท์“ทำตัวเด่น น่าหมั่นไส้!”“ปล่อยนะน้ำหวาน”ปั้นหยายังถูกน้ำหวานจับกดคุกเข่าทรุดกายอยู่บนพื้นกระเบื้องเย็น สองฝ่ามือเนียนถลอกปอกเปิกแดงก่ำ แก้มขึ้นรอยนิ้วมือเด่นชัดเจน เส้นผมสลวยหลุดลุ่ยยุ่งเหยิงไม่มีชิ้นดีเพราะแรงกระชาก“ปล่อยปั้นหยานะอีบ้า ครอบครัวมีปัญหาหรือไง ถึ
หลังจากที่คิรันก้าวเท้าเดินออกไปขึ้นรถยนต์ เพื่อเดินทางไปทำงาน คฤหาสน์หลังใหญ่ก็พลันตกอยู่ภายใต้ความเงียบ ปั้นหยาย้ายร่างมานั่งจมปุกอยู่บนโซฟาภายในห้องรับแขกเพียงลำพัง ฝ่ามือเล็กขยับพลิกเปิดหน้าจอโทรศัพท์มือถือเลื่อนดูโน่นนี่ไปเรื่อยเปื่อยด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย ตอนแรกเธอตั้งอกตั้งใจเอาไว้ว่าจะจัดแจกันดอกไม้เล่นเพื่อฆ่าเวลา ทว่าสุดท้ายกลับพบว่าตัวเองหมดสิ้นแรงบันดาลใจไปเสียดื้อ ๆ อาจเป็นเพราะในช่วงระยะหลังมานี้ คิรันเข้มงวดกวดขันเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยรอบตัวเธอมาก เสียจนทำให้เธอแทบจะไม่ได้ย่างกรายออกไปเปิดหูเปิดตาที่ไหนเลยหญิงสาวระบายลมหายใจยาวออกมาแผ่วเบา ก่อนที่สายตาคู่สวยจะเหลือบไปเห็นแผ่นบัตรเครดิตสีดำขลับเลอค่าใบนั้นที่วางนิ่งอยู่บนโต๊ะกระจกตรงหน้า แล้วจู่ ๆ ห้วงความคิดบางอย่างก็แล่นริ้วเข้ามาในหัวสมอง“จริงสิ...”ตั้งแต่ที่เธอตกลงปลงใจมาใช้ชีวิตร่วมเรียงเคียงหมอนอยู่กับเขา ผู้ชายคนนั้นเป็นฝ่ายจัดการทุกสิ่งทุกอย่างมาปรนเปรอให้เธอ โดยที่เธอไม่ต้องเอ่ยปากขอ ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับล้ำค่า ร้านดอกไม้แสนสวย หรือแม้กระทั่งเม็ดเงินมหาศาลเพื่อแลกกับความปลอดภัยรอบตัวเธอทว่าตัวเ
หัวใจของปั้นหยาสั่นสะท้านจนแทบควบคุมไม่ได้ ความใกล้ชิดในระดับที่ลมหายใจอุ่นของคิรันปะทะเข้ากับผิวแก้วนั้น รุนแรงและจู่โจมความรู้สึกเธออย่างหนักหน่วง ใกล้เสียจนเธอรู้ดีว่านาทีนี้ เธอหนีหัวใจตัวเองไม่พ้นอีกแล้ว“คุณพูดเหมือนคนคลั่งรักฉันงั้นแหละ”ปั้นหยาพยายามเค้นเสียงให้ดูเป็นปกติที่สุด ทว่ามันกลับแ
คิรันจ้องมองเธอเนิ่นนานโดยไม่เอ่ยคำใด ก่อนจะค่อย ๆ โน้มตัวลงดึงร่างอรชรเข้าหาตัวอย่างช้า ๆ อ้อมกอดครั้งนี้ปราศจากความดุดันหรือการบังคับขู่เข็ญ มีเพียงความเงียบงันและไออุ่นที่โอบล้อมกายเธอไว้ คล้ายเป็นที่พักพิงเดียวท่ามกลางพายุ“เสียใจไหม” เสียงทุ้มต่ำถามชิดใบหู ปั้นหยาหลับตาลงอย่างอ่อนแรง ใจหนึ่งเธ
ทั่วทั้งโกดังตกอยู่ในความเงียบงันอย่างสมบูรณ์ ปั้นหยาเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง“คิรัน”“ฉิบหายแล้ว” พี่ชายของเธอกลับสบถออกมาแผ่วเบาเขาย้ำคำนั้นออกมาอย่างหมดแรง ส่วนปั้นหยาในตอนนี้สมองขาวโพลนจนคิดอะไรไม่ออก เธอมองผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก“คุณพูดอะไรออกมารู้ตัวไหม”“รู้”
ปัง!ประตูโกดังถูกกระแทกจนระเบิดออก ชายชุดดำกรูเข้ามาพร้อมกับพายุขวากหนามของกระสุนปืนที่ดังระงมไปทั่วพื้นที่ ปั้นหยาใจหายวูบเมื่อร่างของลูกน้องที่คุมตัวเธออยู่ถูกยิงล้มพับลงข้างกาย เหตุการณ์ทุกอย่างชุลมุนวุ่นวายจนประสาทสัมผัสของเธอประผลตามไม่ทัน และท่ามกลางกลุ่มควันและเสียงปืนนั้นเอง... เธอเห็นเขา







