เข้าสู่ระบบ“นั่นสิ สรุปแล้วเจี่ยนจือไปทำให้ใครไม่พอใจกันแน่? ถึงได้ถูกใส่ร้ายแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า? หร่านเฉิน ทำไมเธอดูไม่โกรธเลยล่ะ?”หร่านเฉินจะไม่โกรธได้ยังไง?เพียงแต่เธอเองก็รู้จักผู้ชายคนนี้จริง ๆ เขาคือพี่ชายของเจี่ยนจือเธอเหลือบมองเวินถิงเยี่ยนแวบหนึ่ง ดูเหมือนเวินถิงเยี่ยนเองก็ไม่ได้โกรธเหมือนกันสาเหตุที่ไม่โกรธก็เพราะไม่รู้ว่าเวินถิงเยี่ยนไปได้ข่าวมาจากไหน ว่าคนที่จะมาบริจาคเงินในวันนี้ก็คือพี่ชายของเจี่ยนจือ ตอนนี้เธอกับเวินถิงเยี่ยนคงกำลังคิดเหมือนกันใช่ไหม?นั่งรอให้พี่ชายของเจี่ยนจือปรากฏตัว แล้วคอยดูว่าเรื่องตลกวุ่นวายครั้งนี้จะจบลงยังไงหร่านเฉินหันไปมองทางฝั่งห้องเรียนสายศิลป์แล้ว ก่อนจะเห็นว่าแม้แต่เจี่ยนจือเองก็ยังนั่งอยู่อย่างสงบนิ่ง ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลยในบริเวณแถวของห้องเรียนสายศิลป์ เจี่ยนจือเองก็รู้ว่าเพื่อนร่วมชั้นต่างกำลังมองมาที่เธอ มีบางคนกระซิบถามเมิ่งเฉิงซ่ง เพราะเมิ่งเฉิงซ่งสนิทกับเธอมากแต่เมิ่งเฉิงซ่งเพียงแค่นหัวเราะเท่านั้นกลับกลายเป็นว่าครูเหมียวซึ่งเป็นครูประจำชั้นต่างหากที่โกรธมากที่สุด เธอเดินมาหาเจี่ยนจือ ก่อนจะก้มตัวลงถามด้วยความเป็นห่วง
บนเวทีหลัก เสียงดนตรีเริ่มบรรเลงขึ้น บรรดาผู้บริหารทยอยเข้าประจำที่ ส่วนแขกผู้มีเกียรติก็กำลังเตรียมตัวเข้าประจำที่นั่ง พิธีการใกล้จะเริ่มขึ้นแล้วผู้อำนวยการเดินมาที่หลังเวทีด้วยตัวเองเพื่อตรวจสอบลำดับขั้นตอนและความพร้อมเป็นครั้งสุดท้าย แต่กลับพบว่าติงรั่วหลานกำลังถือช่อดอกไม้อยู่ในมือสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที ก่อนจะหันไปถามครูที่รับผิดชอบสภานักเรียนด้วยน้ำเสียงคาดคั้น “ตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะให้เจี่ยนจือเป็นคนมอบดอกไม้?”สีหน้าของครูที่ดูแลสภานักเรียนแข็งค้างไป ก่อนจะเหลือบมองครูฝ่ายปกครองแวบหนึ่งผู้อำนวยการเป็นคนหัวไว เพียงเห็นท่าทางนั้นก็หันขวับไปถามทันที “เป็นความคิดของคุณใช่ไหม?”เหงื่อเริ่มผุดซึมบนหน้าผากของครูฝ่ายปกครอง เขาฝืนยิ้มประจบแล้วเอ่ยว่า “ก็เพราะว่า...ช่วงนี้เจี่ยนจือมีข่าวฉาวออกมาตั้งเยอะนี่ครับ แถมเมื่อวานนี้ยังมีคนถ่ายรูปตอนที่เจี่ยนจือแสดงท่าทีสนิทสนมกับผู้ชายข้างนอกได้อีก เรื่องที่มีผู้ชายเลี้ยงดูเธอก็แพร่สะพัดไปทั่วโรงเรียนแล้ว ถ้าให้เธอขึ้นไปมอบดอกไม้ คนอื่นก็คงไม่ยอมรับหรอกครับ แถมยังจะขายหน้าแขกผู้มีเกียรติอีกต่างหาก”“คุณนี่มัน...” ผู้อำนวยการโกรธ
ครูที่ดูแลสภานักเรียนถึงกับชะงักไป “ครูฝ่ายปกครองครับ แต่ว่า...รายชื่อกับลำดับขั้นตอนก็กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว เจี่ยนจือเองก็เตรียมตัวพร้อมแล้วด้วย ถ้าจู่ ๆ จะเปลี่ยนคนเอาตอนนี้...”“ฉันบอกให้เปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน!” ครูฝ่ายปกครองขัดขึ้นอย่างหงุดหงิด เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิด ก่อนจะยื่นหน้าจอไปตรงหน้าครูผู้ดูแลอย่างกระแทกกระทั้น แล้วใช้นิ้วจิ้มหน้าจอแรง ๆ “ดูเอาเองสิ! นักเรียนแบบนี้มีสิทธิ์อะไรมาเป็นตัวแทนโรงเรียนมอบดอกไม้ในงานสำคัญขนาดนี้? นี่มันเป็นการทำให้โรงเรียนขายหน้าชัด ๆ!”บนหน้าจอโทรศัพท์ของเขาเป็นภาพถ่ายของเจี่ยนจือกับเจี่ยนหลานที่ถ่ายตรงหน้าโรงเรียนพอดี เป็นจังหวะที่เจี่ยนหลานยกมือขึ้นจัดผมที่ถูกลมพัดจนยุ่งให้เจี่ยนจือครูฝ่ายปกครองเลื่อนดูทีละภาพ มีทั้งภาพที่เจี่ยนจือกับเจี่ยนหลานไปกินหม้อไฟด้วยกัน ภาพที่เจี่ยนหลานคีบอาหารใส่จานให้เจี่ยนจือระหว่างกินหม้อไฟ รวมถึงภาพตอนที่ทั้งสองเดินเล่นด้วยกัน แล้วเจี่ยนจือกินอิ่มจนแน่นท้อง เลยต้องเอามือเกาะไหล่พี่ชายเอาไว้...บรรดาครูที่รับผิดชอบลำดับขั้นตอนของงานและคณะกรรมการสภานักเรียนหลายคนที่อยู่รอบ ๆ ต่างก็เหลือบเห็นภาพเหล่านั้น
ไม่มีกะจิตกะใจจะมาสนใจติงรั่วหลานแล้ว เธอรีบวิ่งออกไปรับโทรศัพท์ “พี่คะ พี่กลับมาแล้วเหรอ ?กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ?”“เพิ่งถึงวันนี้น่ะ” เสียงของเจี่ยนหลานดังลอดปลายสาย “ไม่รู้เราจะพอมีเวลาให้พี่พาไปเลี้ยงข้าวรึเปล่า?”เจี่ยนจือหัวเราะ “มีสิคะ!”“ออกมาสิ”“หา?” เจี่ยนจือกำโทรศัพท์ไว้แล้ววิ่งลงจากตึก นี่พี่เขามาถึงแล้วเหรอ?เธอวิ่งออกจากประตูโรงเรียน ก่อนจะเห็นรถของพี่ชายจอดอยู่ใต้ร่มไม้ฝั่งตรงข้ามประตูโรงเรียนกระจกรถเลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าคมคายด้านข้างของเจี่ยนหลาน พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนที่แต่งแต้มอยู่บนใบหน้าพอเห็นเธอเดินออกมา เจี่ยนหลานก็ลงจากรถมารับเธอด้วยตัวเองเจี่ยนจือวิ่งเหยาะ ๆ ไปหาพี่ชาย “พี่คะ ทำไมพี่ไม่กลับไปกินข้าวที่บ้านล่ะ?”เจี่ยนจือเงยหน้ามองพี่ชาย เธอมักจะแสดงความสนิทสนมกับเขาเป็นพิเศษ เพราะในอีกห้วงเวลาหนึ่ง เธอกับพี่ชายใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาหลายปี จนกลายเป็นครอบครัวที่ผูกพันกันอย่างแท้จริง“ทางผ่านน่ะ เลยแวะมาดูโรงเรียนเราด้วย” เจี่ยนหลานคลี่ยิ้มพลางยกมือจัดทรงผมหน้าม้าที่ยุ่งเหยิงให้เธอ “อยากกินอะไร?”“ก็กินแถว ๆ โรงเรียนก็ได้มั้งคะ?อีกเดี๋ยวก็ต้องเรียนภ
“ก็ไม่มีเหตุผลอะไร”“ ไม่ได้ นายพูดมาให้เคลียร์เลยนะ!” อาเฟิงยังคงคาดคั้นไม่เลิกเวินถิงเยี่ยนถอนหายใจ “ บรรพบุรุษฉันสั่งห้ามน่ะ……”“อะ……อะไรนะ บรรพบุรุษสั่งห้าม?” อาเฟิงสับสนยิ่งกว่าเก่า “ นี่นายเล่นบาสนะ ต้องจุดธูปอัญเชิญบรรพบุรุษด้วยเหรอ?”“บรรพบุรุษมาแล้ว” เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับถาดอาหารที่ถูกวางลงบนโต๊ะของเวินถิงเยี่ยนกับอาเฟิงเมิ่งเฉิงซ่งและการเคลื่อนไหวนี้ ทำให้เจี่ยนจือกับหร่านเฉินที่แอบฟังอยู่ถูกจับได้ทันทีเวินถิงเยี่ยนเงยหน้ามองเธอ ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนสายตาคู่คมจะเลื่อนจากถาดอาหารของเธอไปหยุดที่ข้อมือบางเธอยังสวมสร้อยข้อมือเส้นนั้นอยู่เวินถิงเยี่ยนคลี่ยิ้มบาง “อาเฟิงกินเสร็จแล้ว พวกเธอมานั่งสิ”อาเฟิงก้มมองบะหมี่ผัดของตัวเองที่ยังเหลือกว่าครึ่งจาน:???เมื่อหันไปเห็นแววตาแน่วแน่ของพี่ใหญ่ อาเฟิงก็จำใจยกถาดอาหารของตัวเองขึ้นมาอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะพูดขึ้นอย่างไม่เต็มใจ “อาซ่ง นายรู้จักบรรพบุรุษของพี่ใหญ่ด้วยเหรอ?”เวินถิงเยี่ยน:……เมิ่งเฉิงซ่ง:……เจี่ยนจือ:……หร่านเฉินมองตามอาเฟิงที่เดินไปกินไป ขณะที่กำลังจะนั่งลงบนที่ว่าง เธอก็อยากถามเหลือเกินว่
เสียงกริ่งเตรียมเข้าเรียนภาคค่ำดังฉีกผ่านม่านสนธยาย่ามค่ำคืนเจี่ยนจือตกใจเพราะเสียงกริ่ง รีบผละตัวออกจากอ้อมกอดของเวินถิงเยี่ยน ก่อนจะออกวิ่งไปทางห้องเรียนพลางยกมือเช็ดน้ำตาไปด้วย “ได้เวลาเรียนแล้ว”เวินถิงเยี่ยนทอดสายตามองแผ่นหลังบางของเธอ ฝ่ามือหนาวางทาบลงบนจุดที่เสื้อของเขาถูกน้ำตาเธอซึมจนเปียกชุ่ม ใบหน้าหล่อเผยรอยยิ้มจนใจที่แฝงความขมขื่นอยู่เล็ก ๆ สรุปแล้วฉันควรจะรั้งเธอไว้ หรือปล่อยเธอไปกันแน่?เจี่ยนจือรีบวิ่งกลับห้องเรียนตอนที่กำลังหยิบหนังสือออกจากใต้โต๊ะ สายตาของเธอก็เผลอเหลือบไปมองสร้อยข้อมือที่ส่องประกายอยู่บนข้อมือไม่รู้ทำไม ทั้งที่มันเป็นเพียงสร้อยเส้นบาง ๆ ที่เพิ่มขึ้นมาอีกเส้นหนึ่ง แต่ตลอดทางที่วิ่งกลับมา เธอกลับรู้สึกเหมือนข้อมือกำลังแบกรับอะไรบางอย่างไว้ บางอย่างที่หนักเป็นพิเศษเวินถิงเยี่ยนบอกว่าตัวล็อกสร้อยข้อมือสลักชื่อของเธอไว้เธอพลิกตัวล็อกขึ้นดู แล้วก็เห็นตัวอักษรเล็ก ๆ แถวหนึ่งที่สลักอยู่บนนั้น:จือจือเธอมองตัวอักษรไม่กี่ตัวนั้นอย่างเหม่อลอยทั้งสองห้วงเวลา ทั้งสองช่วงชีวิต เวินถิงเยี่ยนไม่เคยเรียกเธออย่างสนิทสนมแบบนี้เลย จือจือ เป็นชื่อเล่นที่สง







