LOGINหานเฟยเซียน อดกลอกตาไม่ได้เมื่อได้ยินเช่นนี้ เธอคิดว่า คนบ้านนอกสองคนนี้กำลังจะเดินทางไปที่ชนบทที่เดียวกันกับฉัน หลินมู่อิงกินเค้กข้าวโพดในมือจนหมดและหยิบซาลาเปาแป้งขาวออกมาจากถุงกระดาษรองน้ำมัน
เมื่อเห็นว่าเป็นซาลาเปาแป้งขาว สิ่งนี้ทำให้หานเฟยเซียนที่เฝ้าดูอยู่จากด้านข้างกลืนน้ำลายลงคอ ในยุคนี้ซาลาเปาแป้งขาวไม่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป แม้ว่าครอบครัวของเธอจะร่ำรวย แต่เธอก็สามารถกินแป้งขาวได้เพียงไม่กี่ครั้งต่อเดือน
“นี่ให้เธอ” หลินมู่อิงยื่นขนมปังให้เซี่ยฮุ่ยเหม่ย
เซี่ยฮุ่ยเหม่ยโบกมือปฏิเสธอย่างรวดเร็ว “ฉันอิ่มแล้ว ไม่จำเป็น ฉันจะไม่กินของมีราคาแพงแบบนี้ เธอเก็บมันไว้กินเองเถอะ”
หานเฟยเซียน ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ได้ยินดังนั้น ก็จ้องมองซาลาเปาในมือของหลินมู่อิงแล้วพูดออกมาว่า
“ฉันยังเป็นเยาวชนที่มีการศึกษา และฉันกำลังจะไปหมู่บ้านหลี่เจียด้วย พวกเราอาจจะได้อยู่ร่วมกันได้ดีในอนาคต ทำไมเราไม่มามาทำความรู้จักกันละ ฉันหานเฟยเซียน ฉันดีใจมากที่ได้พบคุณ ในเมื่อเธอไม่อยากกินซาลาเปาชิ้นนี้นี้ ทำไมไม่ให้ฉันกินมันแทนล่ะ”
หานเฟยเซียน ยกคิ้วขึ้น และด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้า เธอเตรียมที่จะรับซาลาเปาจากหลินมู่อิง ด้วยเหตุนี้ หลินมู่อิงจึงยัดมันเข้าไปในมือของเซี่ยฮุ่ยเหม่ยโดยตรง
“ขอโทษที ฉันเพิ่งกินอาหารของเธอไป เป็นแค่มารยาทเท่านั้น” หลินมู่อิงยิ้มและพูดกับหานเฟยเซียน หานเฟยเซียนหันหน้ามองไปที่เซี่ยฮุ่ยเหม่ยด้วยความไม่พอใจ เซี่ยฮุ่ยเหม่ยมองไปที่ซาลาเปาในมือของเธออีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าที่หานเฟยเซียนกำลังจะพูดขึ้นมาอีกครั้ง เซี่ยฮุ่ยเหม่ยก็กัดซาลาเปาในมือของเธอเข้าไปคำใหญ่แม้ว่าเธอจะซื่อสัตย์นิดหน่อย แต่เธอก็รู้ว่าอะไรดีและอะไรไม่ดี ผู้หญิงที่ชื่อหานเฟยเซียนเป็นคนที่เข้ากับยากอย่างเห็นได้ชัด เมื่อกี้เธอจ้องมองฉันอย่างเย็นชาเพื่อให้เธอสามารถเห็นได้ แม้ว่าฉันไม่อยากกินซาลาเปาแต่ฉันก็ไม่สามารถแบ่งซาลาเปาในมือให้เธอได้
ยังไงซะฉันก็ต้องทำงานในหมู่บ้าน แต่เมื่อมองดูแขนและขาอันผอมบางของหลินมู่อิง เซี่ยฮุ่ยเหม่ยสามารถช่วยให้เธอทำงานได้มากขึ้นในอนาคตและตอบแทนความมีน้ำใจของเธอที่ให้ซาลาเปาในวันนี้ แต่เมื่อเธอกัดเข้าไปอีกคำเซี่ยฮุ่ยเหม่ยถึงได้รู้ว่ามันคือซาลาเปาเนื้อ ซาลาเปาแป้งขาวชิ้นใหญ่! เธอไม่เคยกินอะไรที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน
ผิวของซาลาเปาจะนุ่มเหนียวด้วยเพราะทำด้วยแป้งขาว และยังมีน้ำซุปอยู่ข้างในอีกด้วย มัน...อร่อยจริงๆ กลิ่นหอมของไส้เนื้อกระจายเป็นบริเวณเล็ก ๆ สิ่งนี้ดึงดูดความสนใจจากผู้คนบริเวณใกล้เคียงมากขึ้นหลินมู่อิงมองดูปฏิกิริยาของเซี่ยฮุ่ยเหม่ยแล้วอดไม่ได้ที่จะยิ้ม
“ฉัน... ฉันไม่รู้ว่ามันคือซาลาเปาเนื้อ... ตอนนี้ฉันยิ่งติดหนี้คุณมากขึ้นไปอีก...”
“เกิดอะไรขึ้น ของพวกนี้มีไว้เพื่อกิน” หลินมู่อิงพูดออกมาด้วยรอยยิ้มใจดี
ในชีวิตก่อนของเธอ หลินมู่อิงถูกหลอกลวงและโกงโดยหลูชิงกวง และหลิวอิ๋ง เธอได้รับความไม่เป็นธรรมมากมายและถูกกลั่นแกล้ง ถูกใส่ร้าย ถูกกล่าวหาว่าเป็นขโมย เท่านั้นยังไม่พอเธอถูกกล่าวหาว่ามีความสัมพันธุ์กับผู้ชายหลายคนในหมู่บ้าน เมื่อเธอได้มีโอกาสกลับมาเกิดใหม่ เธอจะไม่มีวันเดินซ้ำรอยเดิมเป็นอันขาด
เมื่อได้ยินเสียงดังก้องของรถไฟ วันและคืนก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว รถไฟจอดตามสถานีต่างๆ ตลอดเส้นทาง และผู้คนก็ขึ้นลงรถไฟทีละคน เวลานี้เป็นเวลาบ่ายสองโมงของอีกวันแล้ว และรถไฟก็หยุดช้าๆ ที่ชานชาลาที่เมืองเหลียนซาน ผู้คนจำนวนมากลงจากรถไฟไปทีละคน
หลินมู่อิง ได้สนทนากับเซี่ยฮุ่ยเหม่ยมากมายตลอดทาง พอลงจากรถก็เตรียมถามว่าจะขึ้นรถบัสไปเมืองจี้ตรงไหน หานเฟยเซียนเดินตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งช่วยเธอไม่ให้เลือกทางที่ผิด ยังมีคนไม่กี่คนอยู่ไกลๆ ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองจี้เช่นกัน ในไม่ช้ารถบัสที่จะไปเมืองจี้ก็ออกเดินทาง การเดินทางด้วยรถบัสใช้เวลามากกว่าสองชั่วโมง
ยิ่งพวกเขาเข้าใกล้ เมืองจี้ มากเท่าไร หลินมู่อิง
ก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น เพราะหมู่บ้านบนภูเขาจะส่งรถแทรกเตอร์มาเพื่อรับพวกเขา โจวอี้หมิง เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าเขาพบเธออยู่ในฝูงชนที่สถานีรถบัส หลินมู่อิงรู้สึกทรมานอย่างยิ่งระหว่างการเดินทางกว่าสองชั่วโมง ทุกนาทีและทุกวินาทีดูเหมือนผ่านไปช้ามาก
โชคดีที่ถึงแม้จะต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหน หลินมู่อิงก็ยังรอจนถึงเวลาที่รถบัสจอดที่สถานีขนส่งเมืองจี้หลินมู่อิงเพียงแค่จัดทรงผมและเสื้อผ้าของเธอให้เรียบร้อย จากนั้นก็ออกจากรถโดยถือกระเป๋าหนังงูของเธอไปด้วย
เธอเดินอย่างรวดเร็วไปด้านนอกสถานีรถบัส มีฝูงชนพลุกพล่าน แต่หลินมู่อิงยังคงมองเห็น โจวอี้หมิง อยู่ในฝูงชนได้อย่างชัดเจน เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว และท้องฟ้าก็เริ่มแดงเล็กน้อยภายใต้แสงตะวันที่กำลังตก ชายคนหนึ่งสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสีเขียวทหารยืนพิงรถแทรกเตอร์
ชายเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาถูกยัดเข้าไปในกางเกง เผยให้เห็นรูปร่างที่ได้สัดส่วนของเขา ขาทั้งสองข้างของเขาดูยาวและตรงมาก ใบหน้ามีขอบคมและริมฝีปากบางเม้มเล็กน้อย ผิวของเขามีสีแทนจากการทำงานหนักมาหลายปี และแขนเสื้อของเขาก็พับขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นแขนที่มีกล้ามเป็นมัดของเขา
เมื่อหลินมู่อิงเห็นชายคนนั้นไม่ไกลนัก ดวงตาของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีแดงทันที เธอมีความรู้สึกอยากจะวิ่งไปกอดเขาเล็กน้อย แต่เธอก็ยังต้องทนมันให้ได้ เธอไม่อยากทำให้เขาตกใจตั้งแต่แรกเลย หลินมู่อิงยืนนิ่งอยู่ที่นั่น จ้องมองอย่างว่างเปล่าเป็นเวลานาน
“โจวอี้หมิง ฉันอยู่ที่นี่” เธอตะโกนในใจ เนื่องจากหลินมู่อิงยืนนิ่งเป็นเวลานาน เซี่ยฮุ่ยเหม่ยจึงรีบวิ่งขึ้นมาจากด้านหลังและเรียกเธอ
“ทำไมเธอถึงมายืนอยู่ตรงนี้ เมื่อกี้ฉันเห็นเธอวิ่งเร็วมากเลยนะ” เซี่ยฮุ่ยเหม่ยกล่าวขณะยืนอยู่ข้างๆ หลินมู่อิง พร้อมกับถือถุงผ้าสองใบในมือ
เมื่อเห็นว่าหลินมู่อิงเพิกเฉยต่อเธอ เซี่ยฮุ่ยเหม่ยก็มองไปในทิศทางที่หลินมู่อิงกำลังมองอยู่ เธอก็เห็นรถแทรกเตอร์ของหมู่บ้านหลี่เจียเพื่อรับเยาวชนที่มีการศึกษา มีผู้ชายสองคนกำลังพิงรถแทรกเตอร์อยู่
“พี่อี้หมิง ดูเด็กผู้หญิงคนนั้นสิ น่ารักจังเลย” ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้าง ๆโจวอี้หมิง ชี้ไปทาง หลินมู่อิง
"ใช่ " โจวอี้หมิง ก็เห็นเด็กหญิงตัวน้อยในตอนเช้าเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้ว หญิงสาวสวยคนนี้ก็โดดเด่นในฝูงชน ราวกับว่าเธอมีรัศมีเป็นของตัวเอง มันก็แค่… รูปลักษณ์ของเด็กผู้หญิงคนนั้นแปลกไปนิดหน่อย
มันเหมือนการได้พบเพื่อนเก่าหลังจากการแยกทางกันอันยาวนาน ถึงแม้เราจะไม่ได้พูดอะไรกัน แต่มันรู้สึกเหมือนเรากำลังแสดงความปรารถนาอย่างมาก
“พี่อี้หมอง พี่คิดว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นเยาวชนที่มีการศึกษาที่เราจะมารับหรือเปล่า หากเป็นเช่นนั้น ฉันไม่รู้ว่าฉันจะมีโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์กับเธอหรือเปล่า ผู้หญิงคนนั้นสวยมาก ฉันไม่เคยเห็นผู้หญิงสวยขนาดนี้มาก่อน” หลี่เอ้อร์โกว ที่อยู่ข้าง ๆ โจวอี้หมิง เกาหัวด้วยความเขินอายในขณะที่เขาพูด
เมื่อได้ยินเช่นนี้ โจวอี้หมิง ก็อดไม่ได้ที่จะหันหน้าไปมองหลี่เอ้อร์โกว หลี่เอ้อร์โกวไม่ได้สังเกตเห็นดวงตาของ โจวอี้หมิง และยังคงยิ้มอย่างโง่เขลา อย่างไรก็ตาม เด็กหญิงตัวน้อยก็เดินมาหาเขาแล้ว บนรถแทรกเตอร์มีป้ายไม้สะดุดตาเขียนว่า "หมู่บ้านหลี่เจีย หลินมู่อิงเดินไปหาพวกเขาทั้งสองหลังจากสงบสติอารมณ์ลงแล้ว
“ฉันชื่อหลินมู่อิง เป็นเยาวชนที่มีการศึกษาที่เดินทางมาที่หมู่บ้านหลี่เจียน ส่วนฉันชื่อเซี่ยฮุ่ยเหม่ย เป็นเยวาชนที่มีการศึกษาเช่นกัน”
เสียงของหลินมู่อิง นุ่มนวลมาก แต่ไม่ได้ดูอ่อนแอเกินไป และเธอยังพูดจาด้วยน้ำเสียงที่จริงใจและมั่นใจมากอีกด้วย โจวอี้หมิง พยักหน้า หลี่ เอ้อร์โกวที่อยู่ด้านข้างรีบก้าวไปข้างหน้าและยื่นมือออกไปเพื่อจับมือกับหลินมู่อิง รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอช่างสดใสจริงๆ
“ฉันชื่อหลี่เอ้อร์โกว จากหมู่บ้านหลี่เจีย ส่วนคนนี้ชื่อโจวอี้หมิง พวกเรามารับพวกคุณ”
เดิมทีหลินมู่อิงถือกระเป๋าหนังงูไว้ในมือทั้งสองข้าง แต่เมื่อเห็นว่าหลี่เอ้อร์โกวมีความกระตือรือร้นมากขนาดนี้ เธอจึงอยากเอื้อมมือไปจับมือเขา แต่แล้ว โจวอี้หมิง ก็ก้าวมาข้างหน้าและยืนด้านหน้าของหลี่เอ้อร์โกว หลินมู่อิงได้แต่มองหลี่เอ้อร์โกวที่ยื่นมือค้างเอาไว้อยู่อย่างนั้น
สำหรับคำตอบของหลินมู่อิง โจวอี้หมิงรู้สึกได้ว่ามันอาจจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมดแต่พอได้สบประสานกับดวงตาคู่นั้นของหลินมู่อิง โจวอี้หมิงก็รู้สึกว่า ความจริงจะเป็นอย่างไร ก็ดูเหมือนจะไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วตอนนี้พวกเขาสองคนแต่งงานกันแล้ว และหลินมู่อิงก็ยอมมอบ "กุญแจ" สำหรับเข้ามิตินี้ ซึ่งก็คือแหวนหยกวงสำหรับผู้ชาย ให้กับเขาด้วยความเต็มใจแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความเชื่อใจที่หลินมู่อิงมีต่อเขาคนสองคนรักกัน อยู่ด้วยกัน มีความเชื่อใจให้กัน แค่นี้ก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือโจวอี้หมิงกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ไม่คิดจะซักไซ้ไล่เลียงอะไรให้มากความอีกต่อไป หลินมู่อิงซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นของโจวอี้หมิง พลางยิ้มอย่างมีความสุขจนกระทั่ง... เจ้าตัวเล็กเดินเข้ามาคลอเคลียถูไถที่ขาของทั้งสองคน ด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ หลินมู่อิงถึงได้หัวเราะเบาๆ ผละออกจากอ้อมกอดของโจวอี้หมิง แล้วก้มลงลูบหัวเจ้าตัวเล็กและในเวลานั้นเอง โจวอี้หมิงก็สังเกตเห็นว่ามิติแห่งนี้ มีบางอย่างเปลี่ยนไปจากเดิม"มู่อิง... เธอดูตรงนั้นสิ" โจวอี้หมิงชี้มือไปทางทิศหนึ่ง ซึ่งเดิมทีตรงนั้นเป็นเพียงพื้นที่ว่างเปล่าไ
คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเรื่องสำคัญที่หญิงสาวของเขาพูดถึง จะเป็นการแลกเปลี่ยนแหวนแต่งงาน?เขาก็อุตส่าห์หลงคิดไปว่า..."ที่เธอบอกว่าจะทำเรื่องสำคัญ ก็คือการแลกเปลี่ยนแหวนแต่งงานนี่เองหรือ?" โจวอี้หมิงยังคงไม่ยอมแพ้ เอ่ยถามหลินมู่อิงเพื่อความแน่ใจอีกครั้งหลินมู่อิงทำตาโตแป๋วแหววแสร้งทำเป็นไร้เดียงสา จ้องมองโจวอี้หมิงตาไม่กะพริบก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาโจวอี้หมิงถึงกับไปไม่เป็น "ไม่อย่างนั้นเธอคิดว่าเป็นเรื่องอะไรล่ะ?"เอาล่ะสิ โจวอี้หมิงคิดลึกไปเองจริงๆ ด้วย บ้าเอ๊ย...หลินมู่อิงนั่งลงที่ขอบเตียงเตา แล้วตบที่ว่างข้างๆ เป็นเชิงบอกให้โจวอี้หมิงนั่งลงโจวอี้หมิงลอบถอนหายใจ ก่อนจะยอมนั่งลงข้างๆ หลินมู่อิงในใจของหลินมู่อิงตอนนี้หัวเราะร่าจนแทบจะกลิ้งตกเตียง ไอ้หนุ่มกระด้างของเธอนี่ ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริงๆแกล้งแหย่เขานิดๆ หน่อยๆ นี่มันสนุกชะมัดเลย!"มาเถอะ เรื่องสำคัญจริงๆ แล้วนะ แลกเปลี่ยนแหวนแต่งงานกัน!" หลินมู่อิงพูดด้วยรอยยิ้มพร้อมกับยื่นมือซ้ายของตัวเองออกไปในยุคสมัยนี้ ยังไม่ค่อยมีธรรมเนียมการแลกแหวนแต่งงานกันมากนัก และไม่ค่อยมีใครรู้จักคำว่าแหวนแต่งงานด้วยซ้ำแต่การที่ไม่ค่อยมี
ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ แม่โจวก็พอจะระแคะระคายอยู่บ้าง ว่าจ้าวเถียนเหมือนจะมีใจให้โจวเฉินตง ลูกชายคนโตของเธอแต่ทั้งสองคนอายุห่างกันหลายปี แถมต่อมาครอบครัวของเธอก็ย้ายไปอยู่เมืองหลวง จึงขาดการติดต่อกับทางหมู่บ้านซานเจียวไปโดยปริยายทั้งคู่ก็เลยไม่ได้ข้องแวะอะไรกันอีกพอกระทั่งทั้งครอบครัวถูกส่งตัวกลับมาใช้แรงงานที่หมู่บ้าน โจวเฉินตงก็แต่งงานมีภรรยาไปแล้ว โอกาสของทั้งสองคนจึงยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ผลปรากฏว่า ต่อมาภรรยาของโจวเฉินตงรับไม่ได้เรื่องที่ขาของเขาพิการ ก็เลยหอบลูกหนีออกจากบ้านไปโจวเฉินตงก็เลยยิ่งจมปลักอยู่กับความสิ้นหวังและหดหู่ช่วงนั้นจ้าวเถียนก็แวะมาเยี่ยมลูกชายคนโตของเธอตั้งหลายครั้ง แถมยังเอาข้าวของมาให้ตั้งเยอะแยะทว่า ตอนนั้นลูกชายคนโตของเธออารมณ์ฉุนเฉียวและเอาแน่เอานอนไม่ได้ วันหนึ่งเขาคงจะเผลอพูดอะไรทำร้ายจิตใจจ้าวเถียนเข้า ถึงได้ทำให้เธอโกรธจนเตลิดหนีไป นับตั้งแต่วันนั้น จ้าวเถียนก็ไม่เคยมาเหยียบที่บ้านตระกูลโจวอีกเลยแม่โจวสันนิษฐานว่า วันนั้นโจวเฉินตงคงจะพูดจาร้ายกาจมากแน่ๆ ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยโผงผางตรงไปตรงมาอย่างจ้าวเถียน คงไม่โกรธเคืองถึงเพียงนี้ตอนนี้โจว
ของพวกนี้ล้วนเป็นของดี แถมส่วนใหญ่ก็เป็นเมนูเนื้อสัตว์ทั้งนั้น ย่อมต้องมีคนแย่งกันห่อกลับบ้านอยู่แล้วหลังจากแขกเหรื่อทยอยกลับกันไปจนเกือบหมด ก็ถึงเวลาของมื้ออาหารพร้อมหน้าครอบครัวเวลานี้ หลินมู่อิงได้เปลี่ยนจากชุดแต่งงานซิ่วเหอฝูสีแดงสด มาสวมชุดที่แม่ม่ายอู๋ตัดเย็บให้ก่อนหน้านี้แทนฝีมือการตัดเย็บของแม่ม่ายอู๋ยังคงประณีตงดงาม สีของชุดเป็นสีชมพูอ่อนหวาน ดูเรียบหรูและไม่เชยเลยสักนิดแม่โจว โจวเฉินตง โจวหนิงหนิง โจวอี้หมิง และหลินมู่อิง ต่างก็นั่งลงล้อมวงที่โต๊ะอาหารแม้แม่โจวจะเอ่ยปากชวนพวกคุณป้าคุณน้าและสะใภ้สาวที่มาช่วยงานให้มากินด้วยกันตามมารยาท แต่พวกนางก็รู้มารยาทดีพอ จึงไม่ยอมมาร่วมโต๊ะฝั่งนี้พวกนางจัดการจัดโต๊ะอีกตัวขึ้นมาเอง แล้วนั่งกินกันอยู่ที่ลานบ้านอย่างไรเสีย นี่ก็เป็นมื้ออาหารพร้อมหน้าครอบครัวของคู่บ่าวสาว มารยาทพื้นฐานแค่นี้ทุกคนล้วนรู้ดีเมื่อเห็นดังนั้น แม่โจวก็ไม่ได้คะยั้นคะยออะไรอีก"ตอนนี้หนูเรียกพี่มู่อิงว่าพี่สะใภ้รองได้อย่างเป็นทางการแล้วใช่ไหมคะ?" โจวหนิงหนิงมองดูอาหารเต็มโต๊ะ แม้จะอยากกินใจแทบขาด แต่ก็ยังไม่ยอมลงมือกินก่อนแต่กลับหันไปถามหลินมู่อิงเรื่องสรรพ
โจวฉีซานมองดูคู่บ่าวสาวตรงหน้า พลางขยับกรอบแว่นตาของตนเล็กน้อย"วันมงคลแบบนี้ พวกเธอคงไม่ได้กะจะรับของขวัญแล้วร้องไห้หรอกนะ?" โจวฉีซานเอ่ยหยอกล้อหลินมู่อิงกับโจวอี้หมิงสบตากัน ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา"เอาไว้เปิดดูตอนที่ไม่มีคนก็แล้วกันนะ วันมงคลทั้งที ผู้เฒ่าทั้งสองท่านมาร่วมงานไม่ได้ ท่านก็บ่นเสียดายอยู่เหมือนกัน""เอาไว้ตอนที่พวกเธอไปเยี่ยมท่านอีกครั้ง อย่าลืมรินเหล้าคารวะผู้เฒ่าทั้งสองท่านด้วยล่ะ" โจวฉีซานกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม"ผู้เฒ่าทั้งสองท่านรอจะดื่มเหล้ามงคลของพวกเธออยู่นะ" พอได้ยินโจวฉีซานพูดเช่นนั้น โจวอี้หมิงก็รีบตอบรับทันที "แน่นอนครับ!"จากนั้นก็เชิญโจวฉีซานไปนั่งที่โต๊ะพอโจวฉีซานนั่งลง เขาก็เพิ่งจะได้เห็นอาหารงานเลี้ยงที่อยู่ตรงหน้า แม่เจ้าโว้ย โจวอี้หมิงทุ่มทุนสร้างเพื่อแต่งงานจริงๆ นะเนี่ยอาหารแบบนี้ อย่าว่าแต่ในหมู่บ้านชนบทเลย ต่อให้ไปจัดที่เมืองหลวง ก็ยังถือว่าหรูหราอลังการไม่แพ้ใครเลยล่ะกับข้าวแปดอย่าง น้ำแกงหนึ่งอย่าง แถมกับข้าวทุกอย่างก็มีเนื้อสัตว์ผสมอยู่ด้วยมีแม้กระทั่งเมนูเด็ดอย่างหมูสามชั้นน้ำแดง ด้วยซ้ำ แม้ว่าเขาจะผ่านโลกมามาก เห็นอะไรมาก็เยอะ แต่ก็อดไม่ได้ท
ท่านป้าโจว ป้าล้อฉันเล่นอีกแล้วนะ!" หลินมู่อิงเอ่ยด้วยใบหน้าเขินอายแดงระเรื่อพลางคลี่ยิ้ม"ใครว่าล้อเล่นล่ะ ฉันพูดเรื่องจริงทั้งนั้นแหละ!!" ท่านป้าโจวทำหน้าขึงขังจริงจังหลินมู่อิงยิ้มบางๆ อีกครั้ง"ไปเถอะ พวกเราออกไปแจกลูกอมกันก่อนดีกว่า!" แม้ท่านป้าโจวจะอยากชื่นชมความงามของหลินมู่อิงให้นานกว่านี้ แต่ตอนนี้ในลานจุดพักยุวชนมีคนมารวมตัวกันเยอะแล้ว เธอจึงต้องออกไปทำหน้าที่ต้อนรับขับสู้แขกเหรื่อเสียหน่อยจากนั้นเธอกับเซี่ยฮุ่ยเหม่ยก็ช่วยกันหอบลูกอมและขนมมงคลออกไปแจกจ่ายเซี่ยฮุ่ยเหม่ยมองตามหลังหลินมู่อิงไป รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้า วันนี้เธอรู้สึกขอบคุณทุกคนที่มาร่วมงานด้วยใจจริงผ่านไปไม่นาน โจวอี้หมิงก็นำขบวนขันหมากมารับเจ้าสาว เขาเข็นรถจักรยานคันเก่งมาด้วย โดยที่หน้ารถผูกโบว์ดอกไม้สีแดงสดเอาไว้วันนี้โจวอี้หมิงสวมชุดจงซาน สีดำทับเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาด้านใน ช่วยขับเน้นให้รูปร่างที่สูงโปร่งอยู่แล้ว ดูสง่างามสมส่วนมากยิ่งขึ้นบนหน้าอกประดับด้วยโบว์ดอกไม้สีแดงขนาดใหญ่ ภายใต้แสงแดดที่สาดส่อง เขายิ่งดูหล่อเหลา สง่างาม และองอาจผึ่งผายปกติโจวอี้หมิงมักจะขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชา ไม่ค่อยยิ้มแ







