Masukยามถูกเรียกขาน จ้าวเหว่ยมิได้เข้าเรือนในทันที
เขาพาร่างเปียกชื้นเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าทางฝั่งหนึ่งซึ่งห่างจากห้องนอนเล็กน้อย ท่าทางของเขาเฉยชา ไม่สนใจภรรยาผู้เรียกหา ไม่นานก็พาร่างสูงใหญ่ในชุดที่แห้งสนิทแต่เก่าคร่ำเช่นเดิมเข้ามาในห้อง เห็นอีกฝ่ายมิได้มองเขาเลยแม้แต่น้อย
เรียวคิ้วบุรุษพลันขมวดวูบ ใบหน้าบึ้งตึงโดยไม่รู้ตัว
ทางด้านซานซาน นางมิได้สนใจจ้าวเหว่ย แต่กำลังใช้ถ่านไม้สีดำนั่งเขียนอะไรบางอย่างลงบนแผ่นไม้หน้ากว้าง ขยุกขยิกไม่หยุด ท่าทางลำบากไม่เบา
ชายหนุ่มยิ่งขมวดคิ้วมุ่น หรี่ตาจ้องมอง
โดยที่ไม่รู้ตัว จ้าวเหว่ยกำลังคิดว่า เขาควรหากระดาษกับพู่กันมาติดบ้านหลังนี้สักหน่อย
หมู่บ้านผิงเหยียนแห่งนี้หากเป็นชาวบ้านชั้นต่ำ ย่อมไม่รู้หนังสือ และเพื่อความแนบเนียน จ้าวเหว่ยจึงมิได้สรรหามาไว้ แม้แต่ม้วนไม้ไผ่ก็ยังไม่มี
จึงนับว่าไม่แปลกหากจะหากระดาษหมึกพู่กันในบ้านหลังนี้ไม่ได้
แต่ถ้าจะมีก็ถือว่าไม่แปลกอยู่ดี
เพราะยามนี้กงหนิวผู้ทึ่มทื่อได้แต่งภรรยาที่รู้หนังสือแล้ว เพียงแต่ราคาของมันค่อนข้างแพงไปสักหน่อย สำหรับชายพิการที่ไม่มีงานทำ วันๆ เอาแต่หากินกับอาหารป่าเช่นนี้ จะเอาเงินที่ใดไปซื้อหา
ร่างสูงยืนมุ่นคิ้ว ครุ่นคิดเคร่งเครียด
สิ่งที่ซานซานกำลังเขียน คือเคล็ดวิชาสยบมารขั้นพื้นฐานที่คิดจะร่วมฝึกฝนกับสามี เมื่อเขียนเสร็จก็เงยหน้าขึ้น กำลังจะเอ่ยคำแต่กลับไม่มีคนฟังเสียแล้ว
เหย่หนิวของนางหายไปตั้งแต่เมื่อใดมิอาจทราบ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าเขายังยืนอยู่ตรงนี้
หญิงสาวได้แต่มองกลางห้องอย่างงุนงง นั่งรอชายหนุ่มอยู่เช่นนั้น เนิ่นนานผ่านพ้น ในที่สุดเขาก็กลับมา ได้ยินเสียงคล้ายสัตว์ป่ากำลังร้องระงมอยู่ไม่ไกล
ซานซานให้นึกแปลกใจจึงรีบออกมาดู เห็นคนตัวใหญ่กำลังจัดการมัดไก่ป่าและกระต่ายป่าอย่างแน่นหนาแล้วออกปากสั่งการมาทางนาง “เจ้านำไปขาย!”
“หา!”
ยังไม่ทันที่ซานซานเอ่ยปากถามก็ได้ยินเขาสั่งอีกครั้ง
“ได้เงินแล้วก็ซื้อกระดาษพร้อมเครื่องเขียนมา”
หญิงสาวกะพริบตางุนงง อึดใจก็หันหน้าไปมองแผ่นไม้ที่เขียนด้วยถ่านสีดำอย่างยากลำบาก “อ้อ...เข้าใจแล้ว”
ซานซานรีบวิ่งออกมารับสัตว์ป่าแบกขึ้นไหล่อย่างทุลักทุเล ทว่าไม่บ่นสักครึ่งคำ จากนั้นก็รีบร้อนเดินจากไป
ในใจคิดว่าแม้การใช้ชีวิตเป็นหญิงชาวบ้านไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเกินกำลังที่จะเริ่มต้นใหม่ คิดแค่ว่าท่านอาจารย์สอนสั่งศิษย์ผู้โง่เขลาได้ดียิ่ง
ไม่ว่าซานซานจะชั่วช้าเลวทรามเพียงใด ก็ยังมีท่านปรมาจารย์เซียนหย่งสือที่เอาอยู่
หญิงสาวเมื่อชาติที่แล้วเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกทิ้งไม่ต่างจากเดรัจฉาน เกือบตายไปแล้วด้วยเขี้ยวหมาป่า ได้รับการช่วยเหลือจากเซียนหย่งสือในเสี้ยวเวลา ยื้อชีวิตนางเอาไว้จนรอดตายอยู่หลายครา ท่านเลี้ยงดูซานซานจนเติบใหญ่ สอนสั่งทุกสิ่งไม่มีหวงแหน
เป็นทั้งบิดาเป็นทั้งอาจารย์และเจ้าชีวิต เมื่อศิษย์ทำผิด การลงโทษย่อมสมควรแล้ว
คล้อยหลังซานซาน
จ้าวเหว่ยที่เช็ดเนื้อตัวทำความสะอาดอีกรอบเสร็จสิ้นก็เดินเข้าเรือน เห็นแผ่นไม้ที่ถูกเขียนด้วยถ่านวางอยู่
เขายืนมองอย่างสงบเยือกเย็น ทว่าชั่วครู่ต่อมาพลันใจเต้นรัว
บนแผ่นไม้นี้มีตัวอักษรเล็กน้อยอธิบายเพียงสองประโยคซึ่งเป็นอักษรโบราณอ่านยาก ทว่ามีภาพวาดชัดเจน
กระบวนท่าที่หนึ่งยืดหดเส้นเอ็นและกระบวนท่าที่สองล้างพิษเพิ่มไขกระดูก
ชายหนุ่มถึงกับเบิกตากว้าง
นี่มิใช่ตำรายืดหดเส้นเอ็น[1] ในตำนานหรอกหรือไร?
******[1] "ตำรายืดหดเส้นเอ็น" นี้ ท่านตั้กม้อโจวซือ (พระโพธิธรรมมหาเถระ) เป็นผู้นำมาจากชมพูทวีป
แต่เมื่อเหลือบตาไปมองสามีที่อยู่ในห้องอีกฝั่ง นางก็ยังทำใจให้ห่างกันไม่ได้อยู่ดีเป็นถังลู่หลิ่งที่ล้วงเข้าอกเสื้อตนเอง แล้วหยิบกำไลหยกกับปลอกนิ้วหยกออกมายื่นใส่มือลี่เซียน“หากทนคิดถึงไม่ได้ก็ไม่ต้องทน พี่สาวมอบหยกสื่อรักคู่นี้ให้เจ้า เอาไปเลย”หยกสื่อรักคู่นี้เป็นสิ่งที่จอมมารหั่วซานแอบหลอมขึ้นด้วยตนเอง แต่ด้วยนิสัยเย่อหยิ่งถือตัวทั้งยังปากแข็งที่สุดในใต้หล้า เขาจึงมอบให้ถังลู่หลิ่งทั้งสองอัน แล้วรอดูว่าเมื่อใดที่ฝ่ายหญิงจะสวมกำไลหยกใส่ข้อมือของนางเองและสวมปลอกนิ้วใส่ในนิ้วมือของเขาด้วยมือนางเช่นกันถังลู่หลิงส่งทั้งหมดให้ลี่เซียน ไม่สนใจบุรุษจอมทะนงตน หากเขารู้เข้าว่านางมอบให้น้องสะใภ้คงจะทนมิได้ ย่อมต้องแอบหลอมขึ้นมาใหม่ แล้วก็ปากแข็งต่อไปลี่เซียนรับหยกสื่อรักมาพินิจดู ชั่วครู่จึงได้ครุ่นคิดถึงวิธีใช้จนกระจ่างแจ้งอยู่ในใจปลอกนิ้วหยกถูกสวมอยู่บนหัวแม่มือของถังไห่เฉิงตลอดเวลาส่วนกำไลหยกถูกสวมบนข้อมือลี่เซียนตลอดเวลาเช่นกันเนิ่นนานผันผ่าน วันเวลาหมุนเวียน ผ่านคืนหนาวเหน็บ ผ่านราตรีเย็นเยียบ ทุกวันพวกเขาสามีภรรยาไม่เคยเหงาเลย เพราะเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดถึงกัน เพียงส่งเสียงเรียกแค
หญิงสาวเสมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ น่ารักน่าชังในสายตาของทุกคน สามารถเรียกรอยยิ้มจากคนในครอบครัวถังองค์หญิงน้อยทั้งสองคนผู้เป็นน้องสาวของถังไห่เฉิงชอบลี่เซียนมาก หลังจากร่วมมื้ออาหารก็พากันไปเล่นซนครู่ใหญ่ภายในตำหนักฮวาหยางยามนี้ไม่มีคนนอก ไม่มีตำแหน่งสูงส่งแบ่งแยกชนชั้น ทุกคนคือครอบครัวรักใคร่ปรองดองกัน เรียกขานกันว่าท่านแม่ ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง น้องรอง น้องเล็ก เสมือนสามัญชนทั่วไปจ้าวเหว่ยนั่งเล่นหมากล้อมกับบุตรเขยที่โต๊ะเตี้ยฝั่งหนึ่งถังไห่เฉิงนั่งจิบชากับถังไท่หลินที่โต๊ะเตี้ยอีกฝั่งหนึ่ง พลางเมียงมองลี่เซียนตลอดเวลา กระทั่งถูกพี่ชายเอ่ยเย้ายิ้มๆ“หวงภรรยาปานนั้น?”อ๋องหนุ่มวางถ้วยชาลงแต่ยังไม่วางใจจึงมองออกไปนอกหน้าต่างทางลี่เซียนตลอดเวลาพลางเอ่ย“ไม่หวงได้หรือ? ดูเถิด ...ท่านแม่รวมพลพี่หญิงใหญ่ พี่หญิงรอง และน้องๆ ทั้งสองประกบรอบตัวนางแล้ว ข้าคิดว่าท่านแม่มีแผนรับตัวลี่เซียนไว้ดูแลด้วยตนเองเป็นแน่”ถังไท่หลินมองตามสายตาน้องชายไปทางกลุ่มสตรี ก่อนหันกลับมาเลิกคิ้วแล้วเอ่ย “ไม่ดีหรือไร? อีกไม่นานเจ้าต้องออกรบรอบทิศเช่นเดิม ภรรยาของเจ้าต้องอยู่ในความคุ้มครองของท่านแม่อยู่แล้ว”
ซานซานกล่าวต่อ “ความรักของมนุษย์มีหลายรูปแบบ มิใช่เชิงชู้สาวอย่างเดียว บางที วิญญาณของชิงเอ๋อร์อาจกลับมาเกิดเป็นบุตรของพวกเจ้า รีบแต่งงานรีบเข้าหอรอเลี้ยงเด็กที่กำลังจะมาเกิดเถอะ จักได้เพิ่มแม่ทัพชั้นเลิศให้กองพลของบุตรชายข้า ช่วยกันสร้างคุณงามความดี ไล่ล่าฆ่าฟันศัตรูผู้รุกรานเพื่อปกป้องลูกหลานสานสกุลสืบไป”เมื่อถ้อยวาจานี้จบลง อู๋จวินพลันเงยหน้า สายตามีความกระจ่างแจ้งทุกสิ่งในบัดดลชิงเอ๋อร์เกิดเป็นลูกของเขาหรือ เหตุใดเขาไม่คิดถึงข้อนี้ซานซานยังคงเป็นพยัคฆ์ร้าย แม้อยู่ในอาภรณ์สตรีชั้นสูง มิได้ถือดาบหอกทวนควบตะบึงบนอาชาศึกบัญชาการทหารกล้า แต่นางเป็นสตรีที่แตกฉานในทุกเรื่องราวตั้งแต่บรรพกาลยามนี้นางเป็นถึงองค์ไทเฮาต้าถัง พระราชเสาวนีย์เช่นนี้ย่อมมีผลทันที แม้แต่ฮ่องเต้ยังไม่อาจทัดทาน พระองค์มีเพียงต้องประทับตราลัญจกรมอบราชโองการสมรสพระราชทานในวันรุ่งการจัดการวางรากฐานอันแข็งแกร่งให้แว่นแคว้นจำต้องเริ่มตั้งแต่การจัดการระดับครัวเรือนเช่นนี้การมอบงานมงคลให้แก่อู๋จวินและหลิงเจิน ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้สองคนนี้ได้หลุดพ้นเสียที อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อมิให้เกิดปัญหาครอบครัวกับบุตรชายคนรองและพระชา
ค่ำคืนหนาวเหน็บยังคงคืบคลานผ่านไป อ๋องหนุ่มยืนมององครักษ์เกราะเหล็กผู้นี้อยู่เงียบๆหลังผ่านพ้นภาวะสะเทือนใจจากการได้รับรู้ความจริงบางประการ อู๋จวินจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง แต่ยังคงหันหลังไม่หันหน้าไปทางผู้เฝ้ามอง เขาเพียงเอ่ยเสียงแหบพร่า“ทั้งหมดคือสาเหตุที่ท่านอ๋องเรียกกระหม่อมมากระมัง”ถังไห่เฉิงตอบเสียงเรียบ “ย่อมใช่”อู๋จวินแค่นยิ้มขื่น ฝืนข่มความทุกข์ใจแสนสาหัสเอาไว้ ให้เงาจันทร์อันยาวนานกลืนหายไป พร้อมวิญญาณของสตรีอันเป็นที่รักได้ไปสู่สุคติภูมิที่ดี“เป็นกระหม่อมที่ทำผิดต่อนางเหลือเกิน พยายามยื้อนางทุกวิถีทาง กระทั่งเดินทางไปขอสิ่งของบางอย่างจากนักพรตในอารามบนยอดเขา เพื่อตรึงวิญญาณของนางเอาไว้ให้วนเวียนอยู่ข้างกายตลอดเวลา แม้ไม่อาจเห็น ไม่อาจสัมผัส ไม่อาจสนทนา แต่ขอเพียงรู้ว่านางยังอยู่ ไม่หายไป...”ความลับเช่นนี้เมื่อถูกเอ่ยออกมา ผู้ฟังพลันเลิกคิ้วสูงถังไห่เฉิงถึงกับพูดไม่ออก เขามองอู๋จวินอย่างคาดไม่ถึง ได้ยินองครักษ์หนุ่มเอ่ยอีกว่า “เป็นกระหม่อมที่ไม่ยอมปล่อยวาง จนเป็นการทำร้ายนางอย่างร้ายแรง”อ๋องหนุ่มยังคงไร้ซึ่งวาจาอู๋จวินเองก็ไม่เอ่ยสิ่งใดต่อจากนั้นทั้งสองปล่อย
ราชองครักษ์หนุ่มปรายสายตามองสำรวจทุกสิ่งอยู่นิ่งๆ หาได้ประหวั่นพรั่นพรึงแต่อย่างใด เพียงนึกแปลกใจเท่านั้นชั่วครู่ประตูห้องพลันปิดลงเองทั้งยังลั่นดาลจากด้านนอก ทั้งๆ ที่ไม่ใครอยู่หน้าห้องสักคนอู๋จวินขมวดคิ้วฉงน ร่างสูงยืนตระหง่านไม่ขยับบนดวงหน้าราบเรียบเพิ่มความเย็นเยียบขั้นสุด ดวงตาอันแสนจะเย็นชาเริ่มมีโทสะไหววูบ กระบี่ในมือเตรียมออกจากฝักได้ทุกเวลา ทว่าอึดใจกลับชะงักงันตัวเกร็ง ก้อนเนื้อในอกแกร่งด้านซ้ายคล้ายกับหยุดเต้นฉับพลันเมื่อเขาหันไปเห็นหญิงสาวงดงามผู้หนึ่งค่อยๆ ผุดพรายออกมาจากกำแพงห้องรับรอง นางมีใบหน้าสะคราญโฉมเกินใคร ท่าทางองอาจสง่างามเกินอิสตรีทั่วไป แต่มีรอยยิ้มหวานล้ำที่สุดในใต้หล้านางผู้กุมหัวใจของอู๋จวินเอาไว้ทุกห้วงเวลาแม้ยามนิทราเส้นเสียงแหบพร่าเอ่ยเรียกขานภรรยาผู้ลาลับแสนคะนึง“ชิงเอ๋อร์...” ...ห่างออกมาจากห้องรับรองคือห้องเก็บของจิปาทะ มีชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งซ่อนตัวอยู่ในนั้นถังไห่เฉิงเลือกเรือนลึกลับแห่งนี้ให้ลี่เซียนกระทำบางสิ่ง เขาไล่บ่าวรับใช้ออกไปจนหมด มิให้ผู้ใดรับรู้หรือรบกวนทั้งสิ้นประตูหน้าต่างของห้องรับรองอันมืดมิดที่อู๋จวินเดินเข้าไปล้วน
อ๋องทมิฬผู้นี้กำลังได้ค้นพบตนเองอีกด้านอย่างคาดไม่ถึงทว่าความกลัวของถังไห่เฉิงพลันสลายหายไปจนสิ้น เพราะลี่เซียนถึงขั้นเก็บเรื่องในสวนบุปผาไปฝันร้ายนางละเมอออกมาคล้ายเด็กหญิงตัวน้อยว่าเขากลับไปหาหญิงอื่นที่เป็นคนรักเก่า ในฝันของนาง หญิงผู้นั้นเป็นหลิงเจิน นางพูดออกมายามหลับฝันว่าต่อให้หลิงเจินเป็นคนดีสักปานใด และเขากับหลิงเจินจักรักกันมากแค่ไหน นางก็ยังไม่อาจวางใจนางพร้อมจะหลีกทางให้จริงๆ เพียงแต่กลับมิอาจตัดใจจากเขาได้เลย จึงคิดเอาไว้แบบไม่บอกใครว่าจะใช้พลังเร้นกายลอบติดตามปกป้องเขาเงียบๆ ไม่ต้องเป็นพระชายาก็ได้หลิงเจินคงไม่รู้ใช่ไหม? ว่านางมีความคิดชั่วร้ายเช่นนี้!แม้ไม่สามารถกดกอดคลอเคลียร่วมรักกันได้เหมือนเก่า แต่นางขอตามปกป้องเงียบๆ แบบหญิงแพศยาลอบมีความรู้สึกอันดีกับเขาได้หรือไม่เขาที่กำลังกล่อมนางนอนถึงกับกลั้นยิ้มจนปวดกราม ลี่เซียนมีความคิดเถรตรงเหมือนมารดาของเขามากเลยทีเดียวอ๋องหนุ่มคิดไปคิดมาก็สรุปได้ว่าสตรีที่เขารักสองคนนี้เหมือนกันจริงๆกาลก่อนเสด็จแม่ก็ลอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเสด็จพ่อแม้มิใช่ความคิดที่ดีเท่าใด หากแต่เสด็จแม่เป็นนางมารที่ต้องกลับใจมิให้ทำเรื่องชั







