Mag-log in…ห้องโถงใหญ่ตำหนักอันเล่อ…
สตรีสูงวัยแต่งกายภูมิฐานแต่อายุของนางนั้นใกล้สี่สิบเจ็ดเต็มที ทว่านางกลับดูอ่อนวัยราวกับหญิงสาววัยสามสิบเท่านั้น นางกำลังนั่งขยับฝาถ้วยน้ำชาไล่ไอร้อนด้วยกิริยากรีดกรายปลายนิ้วก้อยเด้งจนเห็นที่สวมปลอกนิ้วซึ่งเป็นทองคำแท้จริง รวมไปถึงชุดเครื่องประดับ หากเมื่อวานนางไม่พบหน้าอีกฝ่ายมาก่อนคงคิดไปแล้วถึงเก้าส่วนว่าสตรีตรงหน้าคือ ‘ฮองเฮา’ มากกว่าจะเป็นเพียง ‘เฉิงกุ้ยเฟย’ ภรรยาคนรองของมังกรผู้เฒ่าเช่นหยวนจิ่วซ่างไปแล้วเป็นแน่
“สะใภ้มาคารวะเสด็จแม่เพคะ”
อี้หลานฮวาโค้งกายลงไปจนเริ่มจะปวดเอวหากแต่ ‘พระมารดา’ ของพระสวามีนั้นกลับนิ่งเฉย ขยับฝาถ้วยน้ำชาราวกับบัดนี้ทั้งตัวของนางและจื่อชิงเป็นเพียงสายลมที่ยากจะได้ยินหรือสัมผัสแตะต้องได้อย่างไรอย่างนั้น
“อี้หลานฮวาคารวะเฉิงกุ้ยเฟยเพคะ”
นางต้องกัดฟันแล้วสูดลมหายใจยืดยาวเข้าและออกอยู่เป็นครู่ แต่โค้งกายร่วมสองเค่อสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้ากลับไม่เอ่ยอันใดออกมาแม้เพียงครึ่งคำ อดีตก่อนจะแต่งงานเข้ามาเด็กสาวยังจดจำได้ถึงทุกเทศกาลที่ว่าที่พระมารดาของสามีมักจะจัดส่งของขวัญไปให้นางอย่างไม่มีละเว้น จวบจนเมื่อราตรีซึ่งเดินไปส่งนางเข้าห้องหอ อี้หลานฮวายังจดจำได้ดีเลยทีเดียวว่าเฉิงกุ้ยเฟยพูดจากับตนเองราวกับมารดาเอ็นดูบุตรสาวที่รักอย่างยิ่งนางหนึ่ง
ทว่าบัดนี้ผ่านไปหนึ่งค่ำคืนทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนไปจนอี้หลานฮวาถึงกับขมในปากขึ้นมาโดยพลัน สามเค่อผ่านไปเอวของเด็กสาวแทบจะหัก ปวดจนมันเริ่มจะชาไปถึงโคนขาเรียวระหงทั้งคู่แล้ว เรียกว่าให้นางคุกเข่าไปสักหนึ่งวันหนึ่งคืนยังคงดีกว่าการมายืนโค้งกายต่ำและปลายคางจรดหน้าอกร่วมครึ่งชั่วยาม ต่อให้เป็นบุรุษก็นับว่าเกินไปมากกับสิ่งที่เฉิงกุ้ยเฟยกระทำต่อสะใภ้ใหม่เช่นนี้!
…กึ๊ก!...
“เอาละ ตามสบายเถิดพระชายาอี้”
หลังจาก ‘ทรมาน’ เพื่อเป็นการ ‘กดศีรษะ’ ของเด็กสาวไร้พิษสงเช่นอี้หลานฮวาให้มาอยู่ใต้ ‘ฝ่าเท้า’ ของพระนางให้อยู่หมัด เพราะหาก ‘ข่ม’ เด็กสาวเอาไว้ได้อยู่หมัด อนาคตสกุลอี้ย่อมอยู่ใน ‘กำมือ’ ของบุตรชายของพระนางยากจะหลีกหนีไปได้พ้น ‘อำนาจ’ ย่อมหอมหวานเกินห้ามใจ มีหรือสกุลอี้จะปฏิเสธไปได้ก็ดูได้อย่างการยกบุตรสาวและหลานสาวเพียงหนึ่งเดียวรวมกับไข่มุกของตระกูลมาให้กับองค์ชายใหญ่ นั่นหมายความว่าสกุลอี้ส่งเสริมองค์ชายใหญ่อย่างชัดเจน
ทหารทั้งสามเหล่าทัพล้วนควบคุมโดยแม่ทัพจากสกุลอี้ แล้วอัครมหาเสนาบดีใหญ่ก็ยังเป็นคนสกุลอี้ เช่นนี้หนทางของบุตรชายของนางย่อมไม่พ้นอนาคตฮ่องเต้ ขอเพียงพระนางทั้ง ‘กล่อม’ ผสานไปกับค่อย ‘กำราบ’ สะใภ้เอกนางนี้เอาไว้ใต้ฝ่าเท้า ย่อมต้องมีแต่ผลดีและดีต่อหยวนเยี่ยเจาอย่างถึงที่สุด
อดีตนางแย่งชิงฮ่องเต้มาได้ทั้งที่ตนเป็นเพียงสาวชาวบ้านธรรมดา นางจึงเข้าอกเข้าใจสะใภ้รองเช่นหลิงหนี่ว์เอ๋อร์มากกว่า ‘คุณหนู’ สกุลใหญ่เช่นอี้หลานฮวา ดังนั้นตลอดมานางก็เพียงแสดง ‘งิ้ว’ โรงใหญ่หลอกลวงเด็กสาวและสายตาของคนนอกมานาน แต่วันนี้อี้หลานฮวาเดินเข้ามา ‘ติดกับ’ แล้วนางจะทำเช่นไรก็ย่อมได้!
“หลานฮวาขอบพระทัยเฉิงกุ้ยเฟยที่เมตตาเพคะ”
ถึงสาวน้อยจะไม่พึงใจอย่างมาก ดังนั้นจากที่เคยเรียกแทนตนเองว่า ‘สะใภ้’ แล้วเรียกอีกฝ่ายว่า ‘เสด็จแม่สามี’ มาเป็นทางการเช่น ‘หลานฮวา’ กับเรียกอีกฝ่ายว่า ‘เฉิงกุ้ยเฟย’ เพราะชักจะเริ่มได้กลิ่นไม่ดีลอยลมมาเตะปลายจมูกของนางนับจากเมื่อคืนที่ผ่านมานั่นแล้ว
“ทราบหรือไม่เหตุใดเปิ่นกงจึงให้เจ้ายืนถึงครึ่งชั่วยาม”
ถึงเด็กสาวจะไร้เดียงสา มีโลกที่คับแคบ ชีวิตไปอยู่เพียงไม่กี่แห่งในหนึ่งวัน แต่นางก็หาได้เบาปัญญาถึงเพียงนั้นในใจของอี้หลานฮวาคิดมาตลอดว่าตนเองคงโชคดีเหนือผู้ใด เพราะได้แต่งงานกับบุรุษที่ตนเองพึงใจ บิดาและมารดาของสามีก็เอ็นดูนาง แต่ครั้นมองจากสถานการณ์ที่อีกฝ่ายกำลังใช้คำพูดคำจายกตนข่มนาง วางตัวห่างเหินราวพลิกหน้ามือเป็นหลังเท้าได้ถึงเพียงนี้ เห็นทีว่าที่เคยติดเอาไว้ให้เห็นนั้นท่าจะผิดเพี้ยนไปไกลหลายหมื่นลี้เลยทีเดียว
“ขออภัยเฉิงกุ้ยเฟยที่หม่อมฉันโง่เขลาเบาปัญญายิ่งนักจึงมิทราบความผิดของตนเอง ขอเฉิงกุ้ยเฟยได้โปรดเมตตาชี้แนะด้วยเถิดเพคะ”
อี้หลานฮวากล่าวด้วยวาจาไพเราะและเจียมเนื้อเจียมตัว แต่ภายในใจนางกลับนึกสมเพชตนเองขึ้นมาอย่างช่วยมิได้ ราตรีเข้าหอสวามีหนีจากไป พอยามเช้ามาเยือนคิดหวังพึ่งพิงมารดาของสวามีจะเมตตาและเห็นใจในฐานะของสตรีด้วยกันก็ยังดีทว่าเปล่าทั้งสิ้น!
“เพราะเจ้ามาสายไปหนึ่งเค่อ เป็นเด็กอายุเยาว์นัก แต่กลับให้เปิ่นกงที่เป็นถึงเฉิงกุ้ยเฟยนั้นรอตั้งหนึ่งเค่อ มารดาสั่งสอนเจ้ามาได้ย่ำแย่เสียจริง”
เด็กสาวก้มหน้ากำหมัดพลางกัดฟันแน่น เพียงนางมาช้าไปหนึ่งเค่อแล้วทำโทษนางครึ่งชั่วยามนั้นอี้หลานฮวายอมรับได้ แต่ด่าทอไปถึงมารดาของนาง สตรีตรงหน้ามีสิทธิ์อันใด?!
“หลานฮวาสำนึกผิดแล้ว เป็นตัวของหม่อมฉันเองที่ในยามท่านแม่สั่งท่านย่าสอนโง่เขลาเบาปัญญาจึงกระทำตนขายหน้าไปถึงสกุลอี้แล้ว”
นางอยากตะโกนแทบตายว่ามารดาเจ้าน่ะสิที่ไม่สั่งสอน แต่ด้วยอายุกับฐานะนางแสดงกิริยาไร้มารยาทขาดการอบรมเช่นนั้นมิได้ จึงทำได้เพียงกล่าวอ้อมๆ ไปว่า มาด่าไปถึงมารดาของนางมันออกจะเกินไปหน่อยหรือไม่
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงมาเพียงผู้เดียว แล้วเยี่ยเจาเหตุใดจึงมิได้มาพร้อมกัน เจ้าช่างเป็นภรรยาที่ไม่ได้ความเสียจริง!”
สาบานให้สามีของท่านป้าทอดทิ้งดีหรือไม่ หากที่บุตรชายท่านออกจากตำหนักไปพร้อมขบวนยิ่งใหญ่หรูหราแล้วท่านที่เป็นมารดามิทราบได้
…มัวแต่หลับหูหลับตาอ่านแต่ตำรากำราบสะใภ้อยู่กระมัง?!...
“หลานฮวาเกรงว่าต้องสอบถามเฉิงกุ้ยเฟยกับฝ่าบาทแล้ว ว่าเหตุใดในราตรีเข้าหอจึงส่งองค์ชายใหญ่ไปตรวจราชการไกลหลายพันลี้ ซึ่งเกรงว่าหากท่านปู่และท่านย่าทราบว่าแต่งงานสามวันต้องกลับบ้านโดยที่หลานฮวาไร้เงาของพระสวามีข้างกาย คงสงสัยจนต้องกราบทูลสอบถามจากฝ่าบาทเช่นกันเพคะ”
ดีมานางย่อมดีคืนกลับไปไม่เสียมารยาท แต่ทำตัวเป็น ‘ท่านป้า’ ขาดความอบอุ่น คนเช่นอี้หลานฮวาก็ควรโต้ตอบกลับให้อีกฝ่ายสำนึกเสียบ้างว่าหากคนสกุลอี้ไม่สนับสนุนบุตรชายของนาง แต่หันหน้าไปร่วมมือกับฝ่ายสกุลเพ่ยและองค์ชายเจ็ด นางอยากทราบเช่นกันว่าเฉิงกุ้ยเฟยที่สกุลเดิมต่ำต้อยจะเอาปัญญาใดมาส่งเสริมองค์ชายใหญ่กัน
บทส่งท้ายผ่านไปคงราวครึ่งเค่อ เสียงฝีเท้าคุ้นหูก็ดังใกล้เข้ามาทุกขณะ ใจดวงน้อยเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ความตื่นเต้นนี้เพราะนางไม่ไร้เดียงสาแล้ว ทราบดีถึงราตรีนี้ว่าตนเองจะต้องพบเจอกับสิ่งใด แก้มใสพลันร้อนวูบวาบ…แอ๊ด…กึก! …“รอนานหรือไม่”พอปิดประตูเรียบร้อยหยวนลี่หยางจึงหมุนกายมาหาคนที่นั่งในท่าเทพธิดาอยู่กลางเตียงสีแดงร้อนแรงไม่พอ ชุดที่นางสวมก็ ‘เร่าร้อน’ เสียยิ่งกว่าสีของเตียง และของตกแต่งประดับห้องหอมากมายยิ่งนัก“มะ…ไม่นานเพคะ”สุราบนโต๊ะข้างเตียงถูกมือเรียวยาวเทสุราลงน้ำเต้าคู่แล้วจึงยื่นมาตรงหน้าของอี้หลานฮวา เขาดื่มด้านหนึ่งนางก็ดื่มอีกด้านหนึ่ง จากนั้นน้ำเต้าคู่นั้นก็ถูกวางเก็บเอาไว้ที่เดิม แล้วหยวนลี่หยางจึงทรุดกายลงนั่งบนเตียงปลดอาภรณ์ตัวนอกโยนทิ้งไปส่งเดช จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยสิ่งใดอีก เพราะเพียงมองตาก็รู้ใจกันแล้วเรือนกายแกร่งขยับไปหยิบสุรามงคลมาเทใส่ปากตนเองแล้วก็แนบเรียวปากแกร่งกับเรียวปากจิ้มลิ้มป้อนให้นางได้ดื่มไปด้วยกันคำแล้วคำเล่าจนหมดกาทองคำใบนั้น ทำเอาอี้หลานฮวาร้อนท้องวูบวาบไปหมด แต่เพียงครู่หนึ่งหยวนลี่หยางจึงปลดอาภรณ์ออกจากกายจนหมดโยนลงไปด้านล่างของพื้นห้องจา
ทุกคนเจอคำตอบเช่นนี้ของท่านแม่ทัพใหญ่แห่งต้าหยวนต่างก็ถึงกับไปต่อไม่ถูกกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่เพ่ยเสียนเฟยเองก็ตาม…และแล้วก็ถึงวันที่หยวนลี่หยางรอคอยมาหากนับเวลาที่ทำได้เป็นเพียงคนแอบรักแอบมองลงไปด้วยก็นานถึงสิบเอ็ดปี สุดท้ายวันแต่งงานก็มาถึงสักครา พิธีช่วงเช้าและบ่ายจนถึงค่ำช่างมากมายจนอี้หลานฮวาที่เคยแต่งงานมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่ครั้งนั้นนางไม่ได้เหนื่อยแต่ก็มีความสุขเช่นวันนี้เลยแม้นจะเหน็ดเหนื่อยเพียงใด แต่แค่เพียงนางหันหน้าไปมองใบหน้าของผู้เป็นเจ้าบ่าว นางกลับหายเหนื่อยราวกับถูกปลิดทิ้ง เพราะหยวนลี่หยางในวันนี้เขายิ้มทั่วใบหน้า ในอดีตนางช่างเด็กและไร้เดียงสาจนเกินไป วันนี้ถึงเพิ่งรู้แจ้งอดีตนั้นหาใช่ความรักอันใดทั้งสิ้น ระหว่างนางกับหยวนเยี่ยเจา เขาแต่งกับนางเพียงแค่ถูกบีบบังคับหวังผลประโยชน์ ส่วนนางก็แค่อารมณ์ลุ่มหลงบุรุษรูปงามไปตามประสาเด็กสาววัยเพียงสิบสามถึงสิบห้าแต่วันนี้นางแยกแยะได้แล้วว่าอันใดคือรักกับอันใดแค่หลงรูปกายภายนอกเท่านั้น ห้าปีที่ผ่านมานางคงต้องขอบคุณครอบครัวทุกคน และที่จะลืมไม่ได้คือเขาผู้นี้…ผู้ที่กุมมือนางก้าวเดินผ่านทุกพิธีการจนผ่านสำเร็จไปด้วยดี“ขอบพระท
ตอนพิเศษวันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปสำหรับคนรอนั้นช่างเชื่องช้าอย่างยิ่ง แต่เพราะความรัก จึงไม่อยากไปรบกวนในยามที่นางทำงาน อยากให้นางได้มีอิสระเสรีอย่างที่สุด นางเป็นคนเช่นไร เติบโตมาแบบไหนเขารู้แจ้ง ดังนั้นสามปีที่ต้องจากกันไกล ถึงเขานั้นจะส่งองครักษ์เงาที่มากฝีมือคอยติดตามคุ้มกันนาง สลับสับเปลี่ยนกันถึงยี่สิบชีวิต แต่ตนเองไม่เคยผิดสัญญาติดตามนางไป เขาอยู่เมืองหลวงก็กำจัดทุกข์บำรุงสุขให้กับชาวบ้านชาวเมือง ทุกปมปัญหายุ่งเหยิงที่อดีตฮ่องเต้สร้างเอาไว้ถูกขจัดออกไปทีจะปมทีละเปลาะ อาจยากเย็นแต่ก็ส่งผลดี เขายุ่งกับงานจึงไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านถึงคู่หมั้นคู่หมายจนเกินไปส่วนสวนดอกกุหลาบนั้นก็ถูกดูแลอย่างดีเช่นเดิม ที่เพิ่มเติมคงเป็นสีและสายพันธุ์ที่มากมายหลากหลายขึ้น กับทุ่งดอกปี้อันฮวาที่บัดนี้นอกจากสีแดงก็มีสีขาวแทรกแซมไปด้วย อักทั้งยังมีต้นดอกเฟื่องฟ้าหลากสีกับกล้วยไม้ที่มีทั้งแบบแขวนเอาไว้ตามระเบียง บางสายพันธุ์ก็ปลูกลงดินซึ่งสวนนั้นกว้างใหญ่ขึ้นกว่าเมื่ออดีดหลายเท่า ป่าต้นเฟิ่งกับป่าไผ่เขียวถูกขยับตัดออกไปให้กว้างขวางขึ้น ส่วนเรือนที่อดีตเป็นเพียงไม้ไผ่ขนาดกลางก็ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น และสร้างจาก
หลังจากพูดคุยเปิดใจต่อกันแล้ว อี้หลานฮวานั้นก็ขอตัวออกเดินทางไปยังตำหนัก ‘เสินเซียนฉือ’ ตามที่ได้นัดหมายฝากข้อความไปถึงหยวนลี่หยาง เขาคือคนดีนางคงยากจะเถียง เพราะตลอดร่วมสี่เดือนกับตำแหน่งองค์จักรพรรดิผู้เป็นใหญ่แห่งต้าหยวนแห่งนี้ ทุกอย่างกำลังถูกเขาค่อยๆ ‘สะสาง’ ซึ่งแน่นอนว่ามันยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด นางย่อมทราบดี อดีตฮ่องเต้ผูกแต่ปัญหามากมายจนคล้ายดินพอกหางหมู เป็นคนขมวดปมยุ่งเหยิง ทิ้งทุกสิ่งมากมายให้ชายหนุ่มวัยเพียงยี่สิบมาคอยตามเก็บตามแก้มันไม่ง่ายเลย…ไม่ง่ายสักเพียงนิดเดียว…“อี้หลานฮวา ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ”เถียนอิงอิงที่เพิ่งได้พบฮ่องเต้ตัวจริงถึงกับตัวสั่นงันงก ทำให้หญิงสาวต้องสั่งสอนอีกฝ่ายอย่างใจเย็น“ไม่ต้องมากพิธีไปหรอก เชิญเจ้าไปยังระเบียงด้านนั้นดีกว่า ข้าให้คนเตรียมยาดีเอาไว้รอเจ้าแล้ว ในยามนี้ขาดก็เพียงขนมไร้กังวลของเจ้าเท่านั้น”“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”อี้หลานฮวาในวัยสิบหกปีนั้นงดงามเฉิดฉายราวกับดอกทานตะวันอันสดใส หากชีวิตของเขามืดมนก็คงเป็นนางที่คอยเป็นตะเกียงดวงน้อยเป็นแสงสว่างเดียวให้หยวนลี่หยางนั้นไม่ท้อแม้ ไม่หยุดพัก“การสอบเป็นเช่นไรบ้างราบรื่นดีหรือไม่”พอทรุดกายล
“ตื่นแล้วหรือเจ้าตัวแสบ”ในห้องโถงกลางนั้นมีสตรีอยู่ร่วมกันหลายชีวิต มิใช่มีเพียง ‘ท่านย่า’ เพียงลำพัง แต่ยังมี ‘ท่านแม่’ กับเหล่าสาวใช้และหลิงหนี่ว์เอ๋อร์ที่นางละอายแก่ใจตนเอง ขอกลับไปใช้นามกับแซ่เดิมที่บัดนี้ใกล้คลอดเต็มทน เหล่าฮูหยินอี้จึงให้นางมาพักนอนค้างมันเสียที่จวนหลักส่วนกลาง เพราะหากนางเกิดเจ็บท้องคลอดจะได้ดูแลช่วยเหลือกันได้ทันท่วงทีนั่นเอง“หิวหรือไม่ จะดื่มน้ำชาหรือกินขนมรองท้องก่อนไหม ย่าจะสั่งแม่บ้านฉวนไปจัดมาให้” พอเรือนกายของหลานรักพุ่งเข้ามากอดมาหอมแก้มและคลอเคลียไม่ห่าง คนที่เห็นว่าเจ้าตัวดีนั้นหลับไปนานข้ามคืนกับอีกครึ่งวันก็อดจะห่วงใยว่าอีกฝ่ายจะหิวเสียมิได้“ไม่ต้องเจ้าค่ะอีกสักครู่เสี่ยวหลานจะไปดื่มน้ำชากับฝ่าบาทที่ตำหนักเสินเซียนฉือเจ้าค่ะ คงจะกลับมากินมื้อค่ำเลยทีเดียว”สองมือเหี่ยวย่นพอได้ฟังว่า ‘เจ้าตัวดี’ จะไปดื่มน้ำชายามบ่ายกับฮ่องเต้หนุ่มก็ถึงกับประคองใบหน้างดงามมองจ้องให้แน่ใจว่าภายในใจของอี้หลานฮวานั้นบัดนี้ได้มีความรักครั้งใหม่แล้วหรือไม่“ยังไม่ถึงขนาดที่ท่านย่ากับท่านแม่คิดไปไกลหรอกเจ้าค่ะ ในยามนี้เสี่ยวหลานอยากไปเป็นหมอรักษาคนเจ็บคนป่วยยังชายแดนอัน
…สำนักแพทย์หลวงแห่งต้าหยวน…พอถึงปลายยามเว่ยเรือนกายบอบบางของสตรีอาจนับได้ว่าปีนี้มีเพียงหนึ่งเดียวนั่นก็คือ ‘คุณหนูสาม’ จากสกุลอี้ สำหรับในสายตาของผู้อื่นนั้นอาจจะมองว่า ‘แปลกยิ่งนัก’ ทว่าเหล่าสหายร่วมรุ่นไปจนถึง ‘ท่านอาจารย์’ ล้วนคุ้นเคยกับสาวน้อยวัยสิบหกปีนามว่าอี้หลานฮวากันเป็นอย่างดีในสาขาวิชาด้านสมุนไพรอาจมีสตรีอยู่เกินสิบคน แต่สำหรับวิชาสาขาการแพทย์มีเพียงสตรีหนึ่งเดียว แต่อี้หลานฮวานั้นไม่ใส่ใจสายตาของผู้อื่น เพราะนางเหน็ดเหนื่อยมาร่วมสามเดือนแล้ว พอมาถึงการสอบวันสุดท้ายนางก็ไม่อยากไปที่ใดนอกจากกลับจวนไปนอนแช่น้ำอุ่น กินอาหารให้อิ่มแล้ว จากนั้นนางก็จะขอทิ้งกายลงไปแทรกสถิตเป็นหนึ่งเดียวกับเตียงนอนแล้วหลับยาวๆ ไปสักสองวันสองคืนถึงจะสาแก่ใจที่สุ่มเทไปกับความฝันอันสูงสุดของตนเองซึ่งทุกสิ่งที่นางคิด อี้หลานฮวาเมื่อถึงจวนลงจากรถม้า หญิงสาวก็ไม่สนใจสิ่งใดนอกจากแผนที่นางวาดมาตลอดบนรถม้า โดยที่ท่านพ่อท่านแม่ ไปจนถึงท่านปู่กับท่านย่า ต่างก็ไม่ไปรบกวนลูกและหลานสาวคนเดียวอย่างทราบดีว่าร่างกายของอี้หลานฮวาต้องการ ‘พักผ่อน’ อย่างจริงจังที่สุดในรอบหลายเดือนมานี้ มีเพียงจื่อชิงที่คอยอยู่ดูแ
…ข่าว…มาถึงหาใช่เพียงฮ่องเต้ เฉิงกุ้ยเฟยตลดจนคนของนางที่ทราบ แต่หยวนลี่หยางก็ทราบด้วยเช่นกัน ความหวังอันน้อยนิดพังทลายลงสิ้น แต่เพราะเขาเองก็วางแผนสำรองเอาไว้แล้ว อีกแปดวันเพ่ยฮองเฮาจะสละทางโลกออกบวชแล้วส่วนเฉิงกุ้ยเฟยนั้นก็ทั้งดีใจผสานไปด้วยความโกรธแค้นที่อี้หลานฮวานั้นไม่ใจอ่อนหย่าขาดจนได้ แต่บ
...ทว่าทุกสิ่งล้วนพลิกตลบกลับหัวกลับหางจนเขาตั้งรับไม่ทัน ทุกสิ่งมันกลายเป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไรกันเล่า?...ในขณะที่ชายหนุ่มโหนโกลนอาชาตัวโปรด ภายในใจนั้นเอ็ดอึงไปด้วยคำถามมากมาย เขาเดินหมากผิดไปตั้งแต่ยามใด เขามองอี้หลานฮวาผิดมาตลอดเช่นนั้นหรือ? คำถามต่างๆ วกวนอึงอลจนองค์ชายใหญ่ที่ตลอดมาทุกสิ่งควบค
“เอ่อ...” ฮ่องเต้ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินต้าหยวนแห่งนี้ถึงกับจุกในอกกล่าวอันใดไม่ออกสักคำ หากว่าเด็กสาวโวยวาย หรือคนสกุลอี้มาร้องเรียนกล่าวโทษที่เขาปล่อยให้หยวนเยี่ยเจาทอดทิ้งหลานสาวและบุตรสาวคนเดียวของพวกเขา ยังรับมือง่ายเสียกว่าการที่อีกฝ่ายนั้นเงียบงันแม้แต่เด็กสาวที่เป็น ‘สะใภ้เอก’ นั้น นางไม่เคยส
ขันทีอาวุโสฟังแล้วก็ตกใจแทบสิ้นสติ หากแต่เพียงเจอรอยยิ้มหวานสะท้านทรวงเข้าไปก็ราวกับเขาหลงลืมทุกสิ่งไปจนสิ้น เร่งรีบเชื้อเชิญแล้วเดินนำหน้าไปยังตำหนักจินหลงทันควัน อี้หลานฮวามองโดยรอบด้วยสายตาสำรวจเงียบงัน กิริยาการเดินที่สง่างาม แผ่นหลังเหยียดตั้งตรง จังหวะการก้าวเดินที่สม่ำเสมอ บอกได้เป็นอย่างดีว







