LOGINกรี๊ดดดด!!
ผีสาวหวีดร้องด้วยความกลัว ตอนตายหรือเล่นรถไฟเหาะยังไม่กลัวเท่านี้เลย ความรู้สึกตอนโดนดูดเข้าไปด้านใน มันวูบวาบเสียวท้องแปลก ๆ
ครั้นพอลืมตาตื่นขึ้นมาดันได้สบตากับผู้ชายคนหนึ่ง ในหัวสมองของผีสาวพร่าเบลอไปหมด ไม่รับไม่รู้อะไรทั้งนั้นรู้อย่างเดียว มันทั้งเสียวและพลุ่งพล่านไปหมด
ดะ เดี๋ยวนะ!!
“คุณเป็นใคร” ซู่เฟินถาม แต่มือก็ยังโอบล้อมรอบคอของเขา
ผู้ชายคนนั้นถอนจูบจากเธอ ในใจผีสาวมีความรู้สึกเสียดายนิดหน่อย
“เจ้าอย่ามาไขสือ เป็นคนหลอกข้ามาเองไม่ใช่หรือ” เขาสบตากับสตรีที่อยู่ในการควบคุมของเขา
“ใครหลอกคุณมากัน” ถานซู่เฟินเปลี่ยนจากคล้องคอผลักเขาออกห่าง
ร่างกายของทั้งคู่ที่เคยนัวเนียไร้เสื้อผ้าผละออกจากหัน เฉิงเว่ยฉี จ้องมองสตรีตัวเล็ก ๆ คนนั้นด้วยสายตาเหยียดหยามระคนไม่เข้าใจ
เมื่อได้ยืนห่างจากกัน ซู่เฟินถึงได้เห็นหน้าตาเขาชัดเจนขึ้น อื้ม!!! หล่อเหลือเกินพ่อ เธอลอบเลียริมฝีปากที่แห้งผาก รสจูบเมื่อครู่เธอรู้สึกถึงมันได้นิดหนึ่ง คนผู้นั้นใส่แค่ชุดผ้าสีขาวบาง ๆ ร่างกายกล้ามเนื้อสัดส่วนทุกอย่างดูแข็งแกร่งไปหมด เมื่อมองต่ำลงมาเรื่อย ๆ ซู่เฟินก็ยิ้มปริ่มทำหน้าเลิ่กลั่ก
“คุณหนูถาน หลอกให้ข้ามา ข้าก็มาแล้ว เรามาทำให้มันเสร็จ ๆ ไปเถอะ” เฉิงเว่ยฉีกล่าวกับนาง เมื่อพูดจบกลับเป็นนางที่ขมวดคิ้วเป็นปม เขาก้าวอาด ๆ เข้าไปหานาง สองแขนก็รั้งร่างเล็กที่ถอยหนีให้แนบชิดกับตัวอีกครั้ง
“ทำอะไร นายจะทำบ้าอะไร” ซู่เฟินโวยวาย “นายเป็นผีลามกหรือไง” เธอตะโกนด่า สองมือก็ทุบตีไปที่แผงอกกำยำ
“หยุด!!!” เขาตะโกนขึ้นเสียงกับนาง พลางพิจารณาท่าทีที่เปลี่ยนไปในชั่วพริบตา
คราแรกที่เจอหน้ากัน นางยังยั่วยวนทอดสะพานให้เขาอยู่เลย ยามที่สัมผัสไปที่ข้อมือบอบบาง เฉิงเว่ยฉีรู้สึกได้ถึงชีพจรอันปั่นป่วนของนาง
คนตัวเล็กรู้ตัวว่าร่างกายเปลือยเปล่าก็รีบหาเสื้อผ้าแถวนั้นขึ้นมาใส่ เธอพบเพียงเสื้อผ้าโบราณกองอยู่โดยรอบ บราสักชิ้นหรือกางเกงในสักตัวก็ไม่เห็น
เอาก็เอาวะ เอาใส่คลุม ๆ ไว้ก่อนก็แล้วกัน ซู่เฟินไม่คิดอะไรมากไปกว่านั้นแล้ว เรื่องนี้เริ่มซับซ้อนเกินไปแล้ว ไหนจะไอ้อาการร้อนแปลก ๆ บ้า ๆ นี่อีก
ไม่ทันจะใส่เสื้อผ้าเสร็จดี คนกลุ่มใหญ่ในชุดโบราณก็เปิดประตูเข้ามาภายในห้องนอน
“......” ผู้ชายคนนั้นรีบรุดกายเอาตัวสูงใหญ่บดบังเรือนร่างของเธอไว้ “คุณ”
“รีบแต่งตัวให้เสร็จ ๆ เสีย เห็นแล้วมันอุจาดตา” เขาพูดกับนาง
“เออ รอแพพ” ซู่เฟินรีบจัดการกับร่างกายตัวเอง
ในสมองทึบ ๆ ของเธอก็ประมวลผลเหตุการณ์ไปด้วย
“คุณชายเฉิง นั่นใช่คุณหนูใหญ่ของเราหรือไม่” ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นตะโกนถาม
“อยากรู้ก็ดูเอาเอง” เมื่อเห็นว่านางแต่งกายเสร็จแล้วก็กระชากแขนส่งตัวนางคืนครอบครัว
“คุณหนูรอง!!! กลายเป็นคุณหนูรอง” พวกเขาเรียกเธอว่าคุณหนูรอง พร้อมกับเอาผ้าคลุมผืนใหญ่มาบดบังร่างของเธอไว้
“พวกคุณเป็นใครกัน” เธอถามพวกเขา
“โธ่คุณหนู ท่านจำพวกเราไม่ได้หรือ”
ถานซู่เฟินกลอกตาสลับซ้าย ขวา ขึ้นบนลงล่างมองผู้คนกลุ่มนั้น พลางส่ายหัวเป็นเชิงว่านางไม่รู้จักและจำไม่ได้
คนกลุ่มนั้นกดดันให้เธอคล้อยตามพวกเขา แต่ซู่เฟิน ไม่รู้จัก ก็มัน จำไม่ได้จริง ๆ เธอพยายามปฏิเสธ เธอไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใครหน้าตาก็ไม่เคยเห็น หญิงสาวหันหน้าขอความช่วยเหลือจากผู้ชายรูปหล่อคนนั้น
เฉิงเว่ยฉีเบ้ปากกวนประสาท เขารับรู้ว่านางต้องการความช่วยเหลือ แต่ไม่ยื่นมือเข้าไปเพราะไม่อยากช่วย ผูกเองก็แก้เอง
เธอไม่รู้จะทำเช่นไร สบโอกาสตอนที่พวกเขาเผลอวิ่งหลุน ๆ ออกจากประตูห้องไปในทันที
หญิงสาวก้าวฉับ ๆ วิ่งไปตามทางเดินหิน สายตาก็กวาดมองสถานที่โดยรอบที่เธออยู่ ทุกอย่างเป็นสิ่งของโบราณ ผู้คนที่อยู่ที่นี่ต่างก็สวมชุดโบราณ ซู่เฟินหมุนกายโดยรอบ ตั้งใจหาพวกสิ่งของสมัยใหม่ แต่มองเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ
หันกลับมาอีกที เป็นผู้ชายคนนั้นที่วิ่งกระโดดตามหลังเธอมา พร้อมกับอุ้มเธอพาดเอาไว้บนบ่า
“เราไปต่อกันที่อื่นเถอะ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว”
เขาพาเธอหนีคนกลุ่มนั้น แค่ออกแรงนิดเดียวเธอก็ตกอยู่ในอ้อมแขนเขา ผู้ชายประหลาดคนนั้น พาเธอกระโดดขึ้นไต่ไปตามหลังคาบ้าน ซู่เฟินเห็นแล้วแทบอยากเป็นลม
บ้านเมืองที่เธอเห็นตอนนี้ล้วนเป็นสิ่งของโบราณ หรือว่าวิญญาณเธอจะลอยมาถึงเหิงเตี่ยน ซู่เฟินพยายามมองไปรอบ ๆ ถัดจากเมืองทั้งเมืองก็เป็นภูเขาสูงที่มีป่าทึบ คนตัวเล็กกวาดสายตาไปทั่ว เธอไม่เห็น ไม่เป็นอะไรทั้งนั้น รถสักคันก็ไม่มี ไม่เห็นแม้กระทั่งเสาไฟฟ้า
สองมือก็สำรวจร่างกายของผู้ชายคนนั้น เขาเป็นนักแสดงเหรอ มีสลิงซ่อนอยู่ตรงไหน มือไม้รุ่มร่ามของนางล้วงเข้าไปในเสื้อของผู้ชายคนนั้น ลูบคลำตรงก้น ไม่เจอสิ่งของพวกนั้นบนร่างกายเขาแม้แต่ชิ้นเดียว เธอมองหน้าหล่อเหลาเขาอีกครั้ง น้ำตาก็เริ่มปริ่ม ๆ อยู่ขอบตา
แม่จ๋า เพิ่งตายไม่พอ ตอนนี้หนูมาอยู่ที่ไหนเนี่ย!! ซู่เฟินกรีดร้องในใจ
สายตาของเฉิงเว่ยฉีบอกบุญไม่รับ ตกลงนางจะเอาเยี่ยงไรกันแน่ เดี๋ยวหลอกล่อ เดี๋ยวผลักไส ตอนนี้ก็ยังมาล่วงเกินเขาอีกแล้ว นี่ก็เล่นบทงิ้วบีบน้ำตาเสียอีก
“คุณ” นางส่งเสียงเรียกเขา
สรรพนามเช่นนั้น เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
“เรียกข้างั้นหรือ”
“คุณเป็นใคร”
เฉิงเว่ยฉีกระโดดลงที่ลานกว้าง ที่นี่เป็นจวนรัชทายาทไม่มีใครกล้ารบกวนนางและเขาอย่างแน่นอน คนตัวสูงค่อย ๆ เอ่ยนามของตนเอง
“งั้นข้าจะแนะนำตัวอีกครั้ง ข้าคือองค์ชายรัชทายาท มีนามว่า เฉิงเว่ยฉี” เขาพูดโดยเน้นชื่อตัวเองสามคำสุดท้าย
เมื่อได้ยินชื่อของผู้ชายคนนั้นซู่เฟินก็แทบเป็นลม เธอทรุดตัวลงกับพื้นหิน เมื่อกี้เขาแนะนำตนเองว่าชื่อเฉิงเว่ยฉี คงไม่ใช่เฉิงเว่ยฉีพระรองจากนิยายที่พึ่งอ่านเมื่อกี้หรอกนะ
“มะ ไม่ มันไม่ใช่ มันเป็นไปไม่ได้”
ฉับพลันร่างกายของซู่เฟิน ก็ร้อนรุ่มเหมือนมีไฟแผดเผา ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นไปทั่วร่าง ความร้อนภายในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่เมื่อกี้ก็รู้สึกอึดอัดสองมือพยายามแกะปมถอดมันออกจากร่าง
“พิษกำเริบแล้ว” เฉิงเว่ยฉีกล่าวกับเธอ
“พิษบ้าอะไรกัน” เธอพูดกับเขา
“มาเถอะ ข้ามียารักษา”
พูดจบเขาก็อุ้มร่างนางกลับเข้าห้อง ยารักหนึ่งเดียวที่มีตอนนี้นั่นก็คือร่างกายของเขา
อากาศของตงเปี่ยนเวลานี้เริ่มหนาวเย็นขึ้น หิมะตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ อากาศและบรรยากาศในเมืองจึงเป็นสีขาวโพลนเต็มไปด้วยหิมะข้าวของมีค่าต่าง ๆ ถูกส่งมาจากเมืองหลวงแทบทุกวันไม่ได้ขาด วันนี้ก็เป็นอีกวันที่มีเสื้อผ้าสำหรับใส่ในฤดูหนาวส่งมาที่บ้านของนางซู่เฟินหยิบดูพลิกไปพลิกมาอยู่สองสามครั้ง“ของใคร”“เรียนฮูหยินเป็นของจากวังหลวงขอรับ”“งั้นก็เอาแจกคนในเมืองเสีย ที่บ้านข้าไม่มีที่จะวางแล้ว หากชิ้นไหนเป็นของพี่ชายข้าให้นำกลับเข้าไปเก็บในห้อง”พ่อบ้านที่เป็นคนดูแลจัดการทุกสิ่งทุกอย่างในเรือนชินเสียแล้ว ทุก ๆ วันจะมีของล้ำค่าส่งมาจากเมืองหลวง เขาเองก็เป็นผู้ตรวจบัญชีรายการทุกครั้งทุกอย่างล้วนแต่เป็นของมีค่าควรเมือง สิ่งไหนที่เขาคิดว่าไม่ควรนำไปแจกก็แอบนำไปเก็บไว้ในโรงเก็บของ สิ่งไหนที่สามารถแบ่งปันให้ผู้อื่นได้เขาก็จัดการให้บ่าวรับใช้นำไปแจกได้ยินว่าเฉิงเว่ยฉีจะขึ้นครองราชย์ในเวลาอีกไม่นาน จักรพรรดิองค์ปัจจุบันชรามากแล้วและยังมีอาการประชวรอีกด้วย ส่วนเรื่องใคร
นางจ้องมองลึกเข้าไปในแววตาลังเลของเฉิงเว่ยฉี ยิ่งเขาลังเลเท่าไหร่หัวใจของนางก็ยิ่งออกห่างจากเขาเพิ่มขึ้นทุกเวลา ยิ่งเขาตัดสินใจช้าเท่าไหร่ นางยิ่งตัดสินใจอะไร ๆ ได้ง่ายมากขึ้นเฉิงเว่ยฉีลังเล นางให้เขาละทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกอย่างที่นางหมายถึงมันรวมถึงราชบัลลังก์ที่เขาเฝ้าปรารถนามานานหลายปีเหตุใดกันนางจึงต้องกดดันเขาเช่นนี้ ความรู้สึกไม่เหมือนกับตอนที่เขาตัดใจจากฉีหลิงเซี่ย เหตุใดสตรีตัวเล็ก ๆ เช่นนางถึงมีอิทธิพลกับหัวใจเขาเช่นนี้นึกถึงครั้งแรกที่เจอกันตั้งใจเพียงแค่จะเหยียดหยามแก้แค้นถานเฉินเหลียน ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ทุกการกระทำของนางถึงมีผลต่อตัวเขาเช่นนี้คนตัวสูงโน้มกายเข้าไปหานางโอบกอดนางอย่างรักใคร่ส่วนตัวซู่เฟินนั้นไม่ยอมรับการกอดจากเขานางพยายามดิ้นรนให้หลุดจากการควบคุม มือของเฉิงเว่ยฉีอยู่ไม่สุข ซุกซนไปทั่วร่างกายของนาง“เฟินเอ๋อ ข้ารักเจ้า” เขาบอกรักนาง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาบอกรักเฉิงเว่ยฉีรุกเร้าตะบมจูบไปที่ริมฝีปากอวบอิ่มของนางหลายเดือนแล้วที่เขาไม่ได้แตะต้องหรือสัมผัสร่า
ควบม้าหลายร้อยลี้ตามสองผัวเมียมาจนถึงตงเปี่ยน คนของเฉิงเว่ยฉีรีบรายงานทันทีว่าสองคนนั้นไปสถานที่แห่งใด รัชทายาทหนุ่มรีบตามไปที่ที่คนของตนรายงานทันทีเรือนไม้หลังไม่เล็กไม่ใหญ่ตั้งอยู่สุดปลายถนนของเมืองตงเปี่ยน ณ บริเวณนี้อยู่ไม่ห่างจากกลางเมืองเท่าไหร่และผู้คนไม่พลุกพล่านไปมาเดินทางสะดวกนักคนของถานเฉินเหลียนเมื่อเห็นเฉิงเว่ยฉีก็ตกใจตาลีตาเหลือกทำความเคารพกันแทบไม่ทัน เพราะไม่คาดคิดว่าการมาตงเปี่ยนแบบด่วนจี๋ขนาดนี้จะถูกรายงานไปถึงองค์รัชทายาทด้วยเช่นกัน“ถวายบังคมองค์รัชทายาท”เสียงผู้คนด้านนอกทำเอาถานเฉินเหลียนที่อยู่ในห้องพักของซู่เฟินตกใจ เฉิงจื้อหงและฉีหลิงเซี่ยที่คุยกันอยู่หลังบ้านก็รีบออกมาที่ลานด้วยเช่นกันฉีหลิงเซี่ยมองบุรุษที่อยู่ในสภาพคลุกฝุ่น เป็นเฉิงเว่ยฉีบุรุษที่ยืนอยู่ตรงนี้ นางเดาเอาไว้อยู่แล้วว่าบุรุษผู้นี้จะตามพวกนางสองผัวเมียมา“เสด็จพี่” เฉิงจื้อหงร้องทักทายพี่ชายของตนเขาเองก็ประหลาดใจสตรีตัวเล็ก ๆ อย่างฮูหยินไป๋เหตุใดถึงสามารถพาเอาบุคคลเหล่านี้มาถึง
รอมาจนครบสองวันคอมพิวเตอร์ชุดใหม่ถึงได้เริ่มติดตั้ง ซู่เฟินเดินวนเวียนไปมารอบ ๆ เจ้าหน้าที่ไอทีของมหาวิทยาลัย ไหนพวกเขาจะต้องคอยลงโปรแกรม ไหนจะต้องทำนู่นนี่นั่นจัดสถานที่อีกนาน ซู่เฟินกับซื่อหยุนซวนจึงชวนกันออกไปเดินเล่นนอกมหาวิทยาลัยผ่านมาเกือบปีแล้วที่เธอตายอยากรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะเป็นยังไงบ้าง“หยุนซวนเธอตายตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ” ซู่เฟินถามผีสาวนักศึกษา ชุดที่เธอสวมใส่ดูเหมือนหลุดมาจากยุค 70s ยังไงยังงั้นซื่อหยุนซวนยิ้มมุมปาก“ถ้าฉันบอกไป เธอจะเชื่อฉันไหมล่ะ”ซู่เฟินพยักหน้าหงึก ๆ“เชื่อสิ” เธอตอบ“ถ้าจำไม่ผิด ฉันว่าฉันตายตอนปี 1975 นะ ปีนี้ปี 2010 ก็น่าจะราว ๆ 35 ปีได้แล้วล่ะ” ผีสาวนักศึกษาตอบ“โห งั้นก็แสดงว่าเธอเป็นรุ่นพี่ฉันน่ะสิ ถ้าเป็นมนุษย์ก็คงอายุพอ กับพ่อแม่ฉันเลย”ซื่อหยุนซวนแสดงสีหน้าไม่พอใจ เธอไม่ชอบที่ใครมาเรียกตัวเองว่าพี่“เค ๆ ฉันไม่ว่าเธอแล้วเราเป็นเพื่อนกันก็ได้” ซู่เฟินขอโทษขอโพย&ldquo
เมื่อเห็นว่าฮูหยินไป๋สลบไม่ได้สติ หมอตำแยจึงรีบแจ้งข่าวแก่หมอชรา มาถึงก็เริ่มลงมือรักษาสตรีตัวเล็กนี่ที่นอนหลับไม่ได้สติ ใบหน้าของนางซีดเซียวคนในเหตุการณ์เล่าว่า ฮูหยินไป๋ฝืนตัวเองให้นมลูกอยู่สักพักใหญ่รอจนเจ้าถั่วน้อยหลับไป นางก็หมดสติไปในทันที“เจ้าถั่วน้อย” หมอชรานิ่วหน้าเมื่อเห็นว่าหมอชราคล้ายจะสงสัย สาวใช้จึงรีบอธิบาย“ก่อนฮูหยินสลบไป นางเรียกคุณชายน้อยว่าเจ้าถั่วน้อยเจ้าค่ะ ข้าเดาว่าคงเพราะคุณชายน้อยตัวเล็กนอนขดเหมือนถั่ว”“อ้อ” หมอชราและลูกศิษย์เข้าใจได้ จากนั้นจึงรีบส่งข่าวไปยังสหายของฮูหยินไป๋ในทันทีเมื่อคนที่ตกเปี่ยนทราบข่าวก็รีบดำเนินการส่งม้าเร็วไปยังเมืองหลวงทันที โชคดีที่ช่วงนี้ไม่มีการศึกทำให้แม่ทัพถานและฮูหยินยังพำนักอยู่เมืองหลวง“คลอดลูกแล้วสลบไม่ได้สติอย่างนั้นหรือ” ถานเฉินเหลียนได้ยินเรื่องที่น้องสาวนอนไม่ได้สติก็ตกใจคำนวณไว้แล้วว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงที่นางคลอด ตั้งใจเอาไว้ว่าจะอ้อมไปหานางที่ตงเปี่ยนแต่ด
เหงื่อกาฬในร่างกายของซู่เฟินผุดขึ้นราวกับเขื่อนแตก เวลานี้นางปวดท้องจนแทบทนไม่ไหว ราวกับสติสัมปชัญญะของนางจะขาดหายไปให้ได้มันรู้สึกเจ็บปวดเหมือนวิญญาณจะออกจาก ซู่เฟินไม่รู้ว่าจะบังคับไม่ให้ตัวเองหมดสติหรือหลับไปได้อย่างไร หากนางหมดสติเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในท้องนางอาจไม่รอด ร้ายไปกว่านั้นถ้าเกิดนางได้วาร์ปกลับไปโลกเดิมล่ะเจ้าถั่วน้อยนี่จะคลอดยังไง? ผีเสี่ยวเหรินทำได้เพียงนั่งให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ ตอนนี้รอบกายของซู่เฟินที่เป็นคน มีเพียงบ่าวรับใช้ที่ติดตามมาจากเมืองหลวงและหมอตำแยถ้าเป็นโลกยุคปัจจุบันมันทรมานขนาดนี้ไหมเนี่ย มารดาจะไม่ไหวแล้ว!!“ท่านหมอ ฮูหยินไป๋ นางเจ็บท้องมาตั้งแต่เช้าแล้วนะเจ้าคะ เหตุใดเด็กจึงยังไม่คลอดอีก” สาวใช้ถามหมอตำแยนางเลิกผ้าที่ปิดคลุมช่วงล่างของซู่เฟินเอาไว้ ปากมดลูกเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น ความจริงนางควรจะคลอดได้แล้ว แต่มันเป็นเรื่องปกติของสตรีที่ตั้งครรภ์ท้องแรก น่าเสียดายที่นางต้องคลอดตามลำพังไม่มีญาติหรือสามีมาเฝ้







