Beranda / โรแมนติก / พรางใจในแดนเถื่อน / ตอนที่ 1 : ความสะพรึงกลัว

Share

พรางใจในแดนเถื่อน
พรางใจในแดนเถื่อน
Penulis: AaaYaaTawan(อาญ่าตะวัน)

ตอนที่ 1 : ความสะพรึงกลัว

last update Tanggal publikasi: 2026-04-20 11:34:12

ซันซี กระตุกร่างกายที่ผ่ายผอมของเขาขึ้นจากพื้นดินหยาบ ๆ อย่างไม่ใยดี หลังจากที่คลุกเคล้าให้ร่างกายได้แผ่นอนยาวผ่านมาทั้งคืนกับความหนาวเหน็บของอากาศในหุบเขาอันรกทึบ เขาลุกขึ้นนั่งพร้อมกับก่นด่าตัวเองและโทษโชคชะตาที่มีความโหดร้ายต่อเขาตลอดมา ในที่สุดเขาก็เหนื่อยล้า  

เขาได้แต่เศร้าสร้อยในอารมณ์แทน พลางมองดูท้องฟ้าสีม่วงครามของเช้ามืดมนที่ขอบหน้าผา อารมณ์ของซันซีขุ่นมัวยิ่งขึ้นเมื่อคิดถึงเรื่องราวที่เขาและเพื่อนวางแผนการเข้ามาแทรกซึมค้าขายกับชนชาวเขาเผ่าหนึ่ง เพื่อหวังผลประโยชน์มหาศาล...ซึ่งเขาคงไม่มีวันลืมเด็ดขาด...

เขาขี่ม้ามาเป็นระยะทางที่ยาวนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ เพราะความกลัวที่มันแล่นมาจับในหัวใจของเขาตลอดเวลา คอยแต่จะระแวดระวังภัยที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเองได้ทุกเมื่อ ซันซีรู้ดีว่าเพราะเหตุที่เขากับพรรคดพวกได้บุกเข้าปล้นทองกับคณะของชาวเขาทางแถบป่าลึกบนดอยสูง ซึ่งทั้งหมดมันเกิดขึ้นจากความชำนาญของเขา ที่ใช้ประสบการณ์เหล่านี้มายาวนานกับการหลอกลวงกลยุทธลักเล็กขโมยที่มีเทคนิคแพรวพราวจนชำนาญการมันต้องเป็นเขา และได้ฉายาว่า “ขุนโจรรอยเท้าปุยนุ่น” กันเลยทีเดียว เพราะความตัวเล็กผอมของเขาส่วนหนึ่งและความช่ำชองของเขานั่นด้วยเป็นหลักจึงได้ฉายานี้มาครองเป็นการรู้กันในสมาคมกลุ่มโจรด้วยกัน

 ดังนั้นเขาจึงเป็นคนที่กลุ่มซุ้มโจรหลายๆกลุ่มที่อยากจะได้ตัวไปร่วมกลุ่มด้วยเพื่อเป็นตัวล่อและเป็นตัวนำทาง  เฉกเช่นเหตุการณ์นี้ที่เขาเพิ่งเผชิญกับมันมาหมาด ๆ ซึ่งพวกเขาได้แผนที่มาว่าจะมีการขนทองผ่านช่องทางร่องเขาเข้าสู่ป่าลึกขึ้นดอยสูงนั้นและร่วมวางแผนเพื่อดักรอการปล้นครั้งยิ่งใหญ่นี้มาเป็นแรมเดือน

มันเริ่มเข้าไปทำความรู้จักเพื่อทำการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า โดยถือเอาความได้เปรียบตรงที่เขาเป็นได้ทั้งคนพื้นเมืองของเผ่าเผ่าหนึ่งในภูเขาสูงและแม้แต่การเป็นคนของเมืองของบ้านใกล้เรือนเคียงถ้าเขาออกไปตามขอบแนวชายแดนเข้าสู่พื้นที่นั้นเขาก็สวามารถเป็นคนพื้นที่ได้โดยไม่มีใครสงสัยเลย กระทั่งมาถึงการมาเป็นคนเมืองหลวงของไทยเขาก็แฝงตัวอยู่มาแล้วทั้งนั้น ซึ่งทั้งหมดมันเกิดจากความชำนาญของเขา ที่ใช้ประสบการณ์เหล่านี้มายาวนานกับการหลอกลวง การขโมย จนถึงการปล้น และคิดว่าครั้งนี้ก็คงไม่ยากนัก แต่ทุกอย่างก็ผิดคาด !

"พวกมึงจะบ้ารึไง?"

มัด  ลัมซี ร้องถาม เมื่อรู้เรื่องการวางแผนร่วมกันของเพื่อนรุ่นน้องผู้เคยบากบั่นผ่านเรื่องการปล้นฆ่า และผ่านคุกตะรางมาด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน น้ำเสียงของเขา สีหน้าแววตาของเขาซันซีจำแม่นไม่เคยลืมเลือน

"มึงคิดว่าจะรวยได้แบบเร็ว ๆ ลัด ๆ  งั้นเรอะ?"

จมูกของมัดบานเข้าออกอย่างน่ากลัวขณะที่ดวงตาทั้งคู่ของเขากลอกกลิ้งไปมาระหว่างเขากับเพื่อนอีกคนที่ร่วมแผนงาน

"...มึงสองคนจะต้องเอาชีวิตไปทิ้งที่นั่น แล้วกระดูกของพวกมึงก็จะไม่มีใครดูดำดูดี "

มัดเน้นคำดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า

"กูรู้ดีว่าคนเผ่าผสมป่าลึกนั่นมันเป็นชาวป่าที่เถื่อนสุด ๆ มันยังไม่พบกับความเจริญเลยสักครั้ง มึงคิดกันให้ดี ถ้ายังไม่อยากตายเร็วก็ไป"

"แต่ทองนะพี่...ทองน่ะ"

ซันซีเคยย้ำคำนี้กับลูกพี่ผู้ที่เขาเคยฝากชีวิตในการทำความชั่วมานักต่อนัก เพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย และถือว่าที่นี่คือแหล่งสมบัติและแหล่งอาชีพของเขา ลูกพี่คนนี้สนใจเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ มานานแล้ว  "ทอง" ที่ได้มาโดยไม่ต้องลงมือค้นหาจากแหล่งธรรมชาติให้เมื่อยหากสามารถปล้นมาได้ตามแผนทุกอย่างก็จบเร็ว

"เออ! กูรู้แล้ว"

ลูกพี่ที่ซันซี่นับถือกระแทกเสียงก่อนที่ประโยคต่อมาจะกระจ่างชัดในโสตประสาทของเขาขึ้นอีกว่า

"แต่คนเผ่านี้กูไม่อยากยุ่ง..."

"ทำไมล่ะพี่..."

"มึงยังไม่รู้อะไร”

เขาหรี่ดวงตาที่มีหนังตาค่อนข้างหนาลงมาจ้องซันซีพร้อมเน้นคำพูดว่า

“ ไอ้พวกนั้นที่มึงว่านี่แหละ มันเถื่อนยิ่งกว่าอะไรดี อย่าว่าแต่กูเลยว่ะ ไอ้นักเลงที่มันผ่านมาแถว "งาสวรรค์" นี้ก็เถอะ กูยังไม่เห็นใครซ่า กล้าเข้าเหยียบถิ่นไอ้เถื่อนนั้นเลยสักคน...พวกมึงจะไม่เก่งเกินหน้าเขาไปหน่อยเร้อ...ไอ้ซันซี"

"แต่มันก็น่าลองนะพี่ "

ซันซีจำได้ว่าเขายังไม่ลดละที่จะพยายามดึงลูกพี่ “มัด ลัมซี”เข้าร่วมก้วน

"ข่าวที่ได้รับมา พวกนี้จะขนทองประจำเผ่าของมันผ่านเส้นทางด้านหลังของ "งาสวรรค์" ขึ้นไปทางเหนือสุดเข้าไปอีกใช้ร่องเขาเป็นที่เดินทางขนย้ายของและหลบเร้นสายตา...ซึ่งฉันคิดว่า..."

"มึงจะคิดอะไรเรื่องของมึง กูไม่เอาด้วย"มัดตัดบท " อยากตายเร็วก็ไปสิ!

"แต่ถ้าเราลงมือนะพี่เรารวยไม่รู้เรื่อง"

" ใช่ ! ไม่รู้เรื่อง "    ลูกพี่เบ้ปากมองนัยน์ตาโปนอย่างเยาะหยัน

 ".....ไม่รู้เรื่อง เพราะพวกมึงจะตายก่อนที่จะรู้เรื่องไงละ ไอ้โง่!"

"โธ่พี่...ไม่ไปก็น่าจะให้พรกันมั่ง"

"กูรู้...ต่อให้กูสวดมนต์อ้อนวอน พวกมึงก็รอดยาก "เขาลากเสียงตอนท้าย " ...ถ้ายังขืนตะแบงอยากจะไปละก็"

มัด พูดถูกที่บอกว่าไม่ควรจะไปที่นั่น เพราะคนเผ่านั้นสามารถที่จะเชือดหนังหัวใครต่อใครออกมาได้โดยง่าย และไม่มีมือกฎหมายเข้าไปถึงได้ อีกทั้งกลุ่มคนพวกนั้นยังสามารถควบคุมสถานการณ์ทุกรูปแบบได้ด้วยคนของเผ่า เพียงการตัดสินจากหัวหน้าเผ่าของพวกเขา ประกาศิตทุกอย่างอยู่ที่นั่น ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่สำหรับซันซีแล้วมันเป็นตลกที่ร้ันทดมากในชีวิตการเป็นคนและนักเลงโตมาตลอด เกือบจะสิ้นลายก็คราวนี้ ซึ่งตัวเขาเองก็เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับคนในดเผ่าที่โหดร้ายลักษณะนี้มาจากภาพยนตร์จอยักษ์ใหญ่ ที่ชอบเข้ามาให้ความสำราญเพลิดเพลินที่ลานวัดแถวเชิงเขาแถบชานเมือง ซึ่งเขาเคยได้เข้าท่องราตรีแถว ๆ นั้นเพื่อดูลาดเลาของการขโมยก็หลายครั้งหลายครา

เขาได้รู้ได้เห็นจากภาพเหล่านั้นเองว่าเผ่าโคแมนเว่ พวกเวอร์ฮาร์-เรห์นอห์ หรือพวกแอนตีโลป ซึ่งเป็นอินเดียนแดงที่ป่าเถื่อนดุร้ายที่สุดแล้ว ร่างกายของพวกมันนั้นน่าเกรงขาม แต่ครั้นเมื่อซันซีได้มาเห็นมาสัมผัสกับชาวภูเขาเผ่าป่าลึก ที่เขาเองก็เรียกขานไม่ถูกว่าเผ่าอะไรกันแน่ ที่ทำการขนทองเหล่านั้น ซ้ำโหดร้ายพอ ๆ กับพวกอินเดียนแดงที่เคยเห็นในหนังมา  หรืออาจจะโหดกว่านั้นด้วยซ้ำ เพราะภาพการาถลกหนังหัวเพื่อนชายของเขายังติดจาตรึงใจให้เขาหนาวสะท้านจนถึงยามนี้...แม้ซันซีจะไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นนี้จะเกิดขึ้นในแถบบ้านเมืองของเขาเอง แต่สิ่งที่เห็นก็คือความจริง และเกิดขึ้นแล้วด้วย

หากในยามนั้น  เขาไม่คิดสักนิดว่าจะเกรงกลัวชาวเขาเผ่าป่าลึกนั้น เพราะซันซีก็ถือว่าตนเอาเป็นชาวเขาเผ่าหนึ่งจะแพ้หน่อยก้แต่เรื่องภูมิประเทศเพราะเขาต้องข้ามแดนมาเพื่อการปล้นทองโดยเฉพาะ

แล้วมันก็เป็นจริงอย่างที่มัดคาดเดาเอาไว้ทุกอย่าง ซันซียังจำได้ถึงเสียงร้องของเพื่อนร่วมแผนการณ์เมื่อถูกเฉือนทีละชิ้น ๆ โชคดีที่เขาหนีเตลิดออกมาได้พร้อมม้าแก่ ๆ ตัวนี้ มันนำพาเขาออกมาจาก เหตุการณ์หฤโหดแห่งนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะพ้นเขตอันตรายแล้ว...

"คุณพระช่วยด้วยเถิด "ซันซีพนมมือยกขึ้นท่วมหัว

"เราจะไม่ก่อเรื่องบ้าบอนี้ขึ้นมาอีกแล้ว"

เขานั่งเงียบอยู่ในท่านั้นชั่วอึดใจก่อนจะลุกขึ้นดึงม้าให้ออกเดินลดเลาะมากับสุมทุมพุ่มไม้ ท่ามกลางความเงียบสงบ จนกระทั่งความเงียบถูกทำลายลงด้วยเสียงร้องโหยหวนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างแสนสาหัส

"อ้าคคคคคคคคคคคค"

ซันซีกระตุกม้าให้หยุดกึกร่างเกร็งขึ้นมาอย่างฉับพลัน

"โอย...ไม่นะ มันจะต้องไม่ตามมาถึงนี่แน่ ๆ "เขาคราง

"...มันไกลเกินกว่าเจ้าพวกเถื่อนนั่นจะมาถึงเสียอีกนะนี่"

ความคิดแรก คือเขาอาจจะฝังหัวมาจากเสียงร้องของเพื่อน ที่ถูกถลกหนังหัวมาก็ได้ เพราะมันตราตรึงในความจำเขาอยู่ตลอดมา ภาพต่าง ๆยังคงเด่นชัดและทำให้เขาขวัญผวา เขารีบเข้าไปซ่อนตัวหลังก้อนหินใหญ่ แล้วกวาดสายตาไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ แกมหวาดหวั่น

" พระผู้เป็นเจ้าช่วยลูกด้วยเถิด"

ลมหายใจของซันซีติดขัดและขาดห้วงทั้งที่หัวใจเต้นถี่แรงเมื่อมองเห็นภาพเบื้่องหน้าที่ห่างออกไปไม่ถึงร้อยฟุต มีชายคนหนึ่งนอนเปล่าเปลือยแผ่อยู่บนพื้น เหนือร่างของเขามีคนเถื่อนร่างใหญ่โตยืนผงาดถือมีดเปื้อนเลือดอยู่ที่นั่น เขาเป็นชายที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิตของซันซีเท่าที่พบเห็นมา

ด้วยร่างสูงใหญ่และเต็มไปด้วยพลัง ใบหน้าที่ดุเหมือนเหยี่ยวเป็นสีทองแดง ดวงตามีแววน่าสยดสยองที่แอบแฝงอยู่เบื้องหลังความนิ่งลึกคู่นั้น ผมสีดำขลับถักเปียหนาเป็นประกายเงาวาววับ ทว่าแสงแดดส่องมากระทบมีดเปื้อนเบือดในมือของเขาจนเป็นประกายนั่นต่างหากที่ทำให้ซันซีจ้องอย่างหวาดหวั่น มือเท้าเกร็งเย็นเฉียบ ไม่กล้าขยับ ไม่แม้แต่จะกระพริบตา ความตกใจของเขามีมากจนไม่สามารถจะขยับปืนยาวในมือขึ้นมาได้

ซันซีมองดูชายเผ่าป่าลึกแล้วสะท้านในอก ซึ่งตัวเขาเองกลัวนักหนาว่าจะมาเจอะเจอแล้วก็เจอจริง ๆ ทำเอาขนหัวลุกซู่ ก็เขาเพิ่งจะผ่านมันมาหยก ๆ กับเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว หากแต่ขายผู้นี้ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นอีกเป็นสิบ ๆ เท่า จากภาพรวม ๆเบื้องหน้าขณะนี้เขายอมรับว่ามันสยดสยองยิ่งกว่าเพื่อนชายของเขาถูกถลกหนังมาเสียอีก

"ทำไมมันถึงได้น่ากลัวอย่างนี้นะ?"

ซันซีพึมพำมองจ้องชาบร่างยักษ์นั้นกลับขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่วต่างจากรูปร่างภายนอกของเขาที่ดูใหญ่ล่ำสัน แต่เขากลับว่องไวพลิ้วตามจังหวะได้ดีเมื่ออยู่บนหลังม้า ทะยานออกจากที่นั่นด้วยความเร็ว แม้ชายคนนั้นจะจากไปแล้วแต่หัวใจของซันซียังคงสั่นระทึก ก่อนจะรวบรวมความกล้าที่เหลืออยู่น้อยนิด กลับมาก้มลงแก้เชือกม้าที่มัดเอาไว้แล้วกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อีกครั้ง ก่อนจะกลับไปหยุดนิ่งยังภาพท่ี่น่าสังเวชของชยคนที่นอนบนปล่าเปลือยบนพื้นในท่าสงบนิ่งไม่ไหวติง แล้วใบหน้าของซันซีก็ซีดเผือดเมื่อพยายามกลืนน้ำลายอันเหนียวหนึบลงคอ

"คุณพระช่วย มันโหดร้ายเกินไปกว่าที่เคนเห็นเสียอีก"

เขาคิดอย่างพะอืดพะอมและสะอิดสะเอียน เมื่อมองไปยังร่างชายที่นอนเปลือยจากการถูกแทงอยู่ตรงนี้มานานแล้ว ผู้บาดเจ็บคงทรมานอยู่นาน ก่อนที่ชาวเขาเผ่าอำมหิตตัวใหญ่คนนั้นจะผละจากไป หลังจากได้สร้างบาดแผลฉกรรจ์...ด้วยการตัดอวัยวะชิ้นสำคัญของชายหนุ่มนั้นทิ้งไป

ซันซีได้แต่หวนนึกถึงคำถามครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ชายผู้เคราะห์ร้ายตรงหน้าเขาทำอะไรผิด ถึงได้มาอยู่ใสนสภาพน่าอดสูเพียงนี้ สายตาของซันซีมองเพ่งพิศจารณาชายที่นอนหายใจระรวยอยู่บนพื้น ใบหน้ายับเยินนั้นยังคงหลงเหลือริ้วรอยของความหล่อเหลาอยู่บ้าง แม้จะใกล้ตาย ท่าทางของเขาดูดีกว่าคนชาวเขาแถบนี้ ดูจากลักษณะผิวพรรณหน้าตาแล้ว ซันซียิ่งมั่นใจ

เขาไม่ใช่คนแถบนี้แน่นอน !!

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 47...แหย่เสือหลับด้วยเหยื่อเสน่หา

    หลังอาหารมื้อนั้น นวลปรางค์ได้ก้าวเข้าสู่ห้องรับรองแขกอันโอ่อ่าของคุ้มวิจิตร แสงไฟระยับจากโคมระย้าสาดกระทบกรอบรูปทองเหลืองใบใหญ่ที่แขวนเด่นอยู่บนผนังไม้สัก หล่อนสะดุดตากับภาพใบหน้าอ่อนใสของหญิงสาวคนหนึ่งในนั้นจนอดใจไม่ไหวที่จะเอ่ยปากถามคำตอบจากเจ้าของคุ้มผู้ทรงอำนาจทำให้นวลปรางค์รู้ว่า เธอคือ ‘การเวก’ ลูกสาวคนเดียวของตระกูลกุลวงศ์ หญิงสาวผู้เพียบพร้อมที่กำลังศึกษาอยู่ต่างประเทศ และกำลังจะเดินทางกลับมาในไม่ช้า... หลังจากที่ ‘ยิ่งใหญ่’ ผู้เป็นหลานชายเดินทางนำร่องกลับมาก่อนแล้วนวลปรางค์ปลีกตัวออกจากห้องรับรอง มุ่งหน้ากลับห้องพักตามระเบียงทางเดินที่เริ่มทอดเงาสลัว หล่อนเพิ่งแจ้งความประสงค์กับคนเก่าแก่ของคุ้มว่าต้องการคนนำทางสำหรับวันพรุ่งนี้ และได้รับคำมั่นเป็นมั่นเหมาะว่าจะจัดการให้เรียบร้อย"อุ๊ย! คุณพระช่วย!"นวลปรางค์สะดุ้งสุดตัวจนแผ่นหลังเกือบชนผนัง เมื่อร่างสูงใหญ่ของยิ่งใหญ่โผล่พรวดออกมาจากประตูห้องหนึ่งที่เปิดผางออกสู่ทางเดิน เขายังคงอยู่ในชุดเดิมกับเมื่อหัวค่ำ นัยน์ตาคู่นั้นวาวระยับในความมืดสลัว"คุณทำให้ฉันตกใจนะคะ" นวลปรางค์ยกมือทาบอก หัวใจยังเต้นรัวด้วยความตระหนก หล่อนตวัดสา

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 46... เสน่หาในเงามืด

    ในค่ำคืนเดียวกันนั้น... ห่างไกลออกไปจากผืนป่ารกชัฏอันหนาวเหน็บ ที่คุ้ม “การเวก” ณ พิกัดใจกลางงาสวรรค์ ผืนดินทำเลทองที่ใหญ่โตและร่มรื่นที่สุดในแถบนี้ เป็นที่รู้กันดีในหมู่ผู้ทรงอิทธิพลว่าที่แห่งนี้มีสิ่งใดที่ชวนให้เกรงขามและลึกลับเกินกว่าที่คนนอกจะกล้าย่างกรายเข้ามาหากแต่สำหรับ ‘นวลปรางค์’ แล้ว หญิงสาวกลับไม่เคยมีความรู้สึกยำเกรงหรือหวาดกลัวเลยสักนิด แม้ว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในการมาเยือนคุ้มการเวกก็ตามทีทำไมจะต้องกลัว! เธอบอกกับตัวเองพลางยกมือขึ้นจัดแต่งปอยผมสลวย เมืองนอกเมืองนาก็ไปมามากจนเจนโลกแล้ว เรื่องตื่นเต้นแค่นี้ไม่เห็นจะต้องแคร์อะไร สำหรับเธอแล้ว ความกลัวเป็นเรื่องของคนอ่อนแอ แต่คนอย่างนวลปรางค์รู้ดีว่าความสิเน่หาและรูปโฉมต่างหากคืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุด มารยาหญิงที่เปี่ยมเสน่ห์และสามารถเป็นที่สมใจของบุรุษผู้กุมอำนาจได้... นั่นแหละคือสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนปรารถนาอยากจะเป็นอยากเป็นที่หนึ่งเพียงคนเดียวของเขาทั้งโลกด้วยซ้ำ!เธอก้าวเดินอย่างมาดมั่นไปตามระเบียงไม้สักทองหลังใหญ่ แสงไฟจากโคมระย้าดวงโตสะท้อนผิวเนียนละเอียดของเธอให้ดูผุดผ่องเหนือใครในค่ำคืนนี้ จนกระทั่งเสียงทุ้มพร่าขอ

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 45 ...หัวใจเริ่มทรยศ

    เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงยามดึก เปลวไฟจากกองไฟเริ่มมอดลงเหลือเพียงถ่านแดงๆ อากาศรอบกายพลันลดฮวบลงจนความหนาวเหน็บยะเยือกคืบคลานเข้ามา อริยะที่นั่งเฝ้ายามอยู่ขยับตัวลุกขึ้น ขยับไปที่ถุงนอนหนาซึ่งเขาเปิดอ้ารอไว้ ชายหนุ่มหันไปมองร่างบางที่นอนขดตัวสั่นงันงกอยู่บนผืนผ้าใบห่างออกไป"มานอนที่ถุงนอนนี่มา" อริยะเอ่ยปากเรียก เสียงทุ้มต่ำราบเรียบแฝงความจริงจัง"ไม่! ฉันนอนตรงนี้ได้!"สะวันนาปฏิเสธทันควันโดยไม่ลืมตา เสียงใสสั่นสะท้านด้วยความหนาว แต่ความดื้อรั้นและทิฐิในใจทำให้เธอไม่อยากยอมก้มหัวให้คนที่เพิ่งแกล้งเธอไปเมื่อหัวค่ำ"อย่าอวดเก่งน่ะสะวันนา ยามดึกในป่านี้มันหนาวมาก หนาวจนเธอทนไม่ไหวหรอก"อริยะเตือนเสียงเข้ม สายตาคมกริบมองร่างที่พยายามขดจนตัวกลมเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ตัวเอง "ถ้าเธอไม่ลุกมาดีๆ คราวนี้ฉันจะเดินไปอุ้ม... แล้วอย่าหาว่าฉันไม่เตือน"เขาลุกขึ้นทำให้สะวันนาเบิกตากว้างกลัวที่เขาพูดว่าจะอุ้ม แต่ชายหนุ่มเดินไปที่กองไฟสุมฟืนเข้าไว้อีกเพื่อไล่ความเหน็บหนาวและสัตว์ป้ายามค่ำคืน“ฉันไม่นอนในถุงนอนนั่นเด็ดขาด...”“แต่เธอจำเป็นต้องง้อมันนะคนสวย”อริยะลากเสียงทุ้มต่ำพลางทรุดตัวลงนั่งข้างถุง

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 44... พันธนากลางป่าเถื่อน

    ความมืดมิดโรยตัวเข้าปกคลุมผืนป่าอย่างรวดเร็วราวกับมีใครนำม่านดำผืนใหญ่มาสวมทับ เสียงแมลงกลางคืนเริ่มส่งเสียงระงมขับเน้นความวังเวงรอบค่ายพักแรมชั่วคราว มีเพียงแสงสีส้มจากกองไฟที่อริยะก่อขึ้นเท่านั้นที่ช่วยให้ความอบอุ่นและขับไล่ความมืดออกไปได้บ้าง ชายหนุ่มเดินกลับมานั่งลงฝั่งตรงข้ามของสะวันนา ขยับตัวหยิบห่อเสบียงแห้งที่หยิบติดมือมาจากค่ายของมัดลัมซีเปิดออก กลิ่นเค็มปร่าและกลิ่นอับของเนื้อตากแห้งลอยโชยออกมาทันที อริยะแบ่งเนื้อชิ้นหนึ่งยื่นให้หญิงสาวที่นอนหน้างออยู่บนผืนผ้า"เอ้า... กินซะ จะได้มีแรง"สะวันนายื่นมือมอมแมมไปรับมาอย่างเสียไม่ได้ แต่พอหยิบชิ้นเนื้อแห้งกรังขึ้นมาดูใกล้ ๆ ใบหน้าหวานก็เหยเกลงทันที เธอพลิกเนื้อก้อนแข็งพังพาบชิ้นนั้นไปมาด้วยสายตาสะอิดสะเอียน ความเหนียวและเนื้อสัมผัสที่ดูหยาบกระด้างจนแทบไม่เหมือนอาหาร ทำให้เธอรู้สึกพะอืดพะอมจนแทบกลืนน้ำลายไม่ลง"จะให้ฉันกินไอ้ก้อนแข็ง ๆ เหมือนเศษไม้กลิ่นเน่า นี่จริง ๆ เหรอ..." สะวันนาพึมพำ เสียงแผ่วลงด้วยความขยาดอริยะที่กำลังเคี้ยวเนื้อแห้งในปากอย่างหน้าตาเฉยเหลือบสายตาขึ้นมอง ดวงตาคมกริบเป็นประกายวิบวับพราวระยับเมื่อเห็นท่าทางของ

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 43..เชือกผูกตัวหัวใจผูกพัน

    สายลมแรงปะทะใบหน้าจนเส้นผมกระจุยกระจาย ทว่าสิ่งเดียวที่สะวันนาโฟกัสได้ในตอนนี้คือแผ่นหลังกว้างของอริยะที่ควบม้าอยู่เบื้องหน้า มือทั้งสองข้างของเธอถูกพันธนาการด้วยเชือกดิบอย่างหนา ปลายเชือกผูกรั้งโยงติดกับอานม้าอย่างแน่นหนา ทำเอาเธอต้องคอยเกร็งตัวทรงตัวบนหลังม้าขยับตามแรงดึงรั้งจูงนำไปตามเส้นทางรกชัฏหลังจากควบม้าตะลุยฝ่าความวิบากมาครึ่งค่อนวัน อริยะเริ่มชะลอความเร็วของม้าลงเมื่อเข้าสู่ดงไม้ทึบ ชายหนุ่มเอี้ยวตัวกลับมามองร่างบางที่กระเทือนอยู่บนหลังม้าตามหลังเขามาติดๆ สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าเนียนใสที่บัดนี้ขึ้นสีระเรื่อเพราะแดดเผาและหยาดเหงื่อ"เก่งนี่... ไม่บ่นสักคำ"อริยะเอ่ยชม เสียงทุ้มต่ำลากยาวเนือยๆ ทว่าแฝงความรู้สึกทึ่งในความอึดของหญิงสาวอย่างปิดไม่มิดสะวันนาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตากลมโตคู่สวยมองค้อนเขาเขม็ง เธอเม้มปากอิ่มตึงแน่นพยายามฝืนอาการเจ็บแปลบที่ข้อมือเนื่องจากถูกเชือกเสียดสี"บ่นไปแล้วนายจะยอมแก้เชือกมัดมือให้ฉันไหมล่ะ"หญิงสาวสวนกลับ เสียงใสยังติดแววประชดประชันและดื้อดึง "ก็รู้ว่าบ่นไปก็เหนื่อยเปล่า ฉันเก็บแรงไว้คอยทรงตัวไม่ให้ตกม้าคอหักตายกลางป่าดีกว่า"อริยะหัว

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 42... ไออุ่นรักในรุ่งสาง

    แสงแดดยามเช้า ส่องผ่านกิ่งไม้หนาทึบลงมาเป็นเส้นตรง ผืนป่าลึกเริ่มตื่นจากการหลับใหลด้วยเสียงนกกาที่พากันบินออกจากรัง พวกมันส่งเสียงร้องก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ผสมกับเสียงแมลงตัวเล็กตัวน้อยและเสียงจักจั่นที่กรีดร้องรับอรุณ ลมหมาวจางหายไปแล้ว เหลือเพียงความเย็นสบายและความชื้นของน้ำค้างที่เกาะอยู่บนใบบอนใหญ่อริยะ ตื่นขึ้นมาก่อนเป็นคนแรก เขาขยับกายลุกขึ้นอย่างแผ่วเบาเพราะกลัวว่าจะทำคนข้างกายตื่น ชายหนุ่มเดินไปดับถ่านไฟที่ยังเหลือควันกรุ่น จากนั้นก็เริ่มลงมือเก็บข้าวของอย่างคล่องแคล่ว เขาม้วนผ้าห่มผืนหนา ดับกองไฟจนสนิท และนำกระเป๋าเสบียงทุกลูกไปมัดรัดเข้ากับอานม้าจนแน่นหนาชายหนุ่มเดินวุ่นทำโน่นทำนี่อยู่รอบ ๆ บริเวณพักแรมด้วยความเงียบเชียบที่สุดเพราะยังอยากให้สะวันนาได้นอนต่ออย่างเต็มตา หากแต่ทางด้านสะวันนานั้นเธอยังคงนอนนิ่งอยู่บนพื้นดิน ไม่ขยับนอจากขยับเปลือกตาเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง ร่างกายของเธอปวดเมื่อยและเหนื่อยล้ามากเพราะไม่ได้นอนหลับเต็มอิ่มมานานหลายวันตั้งแต่มัดพาหนีมา สะวันนากระพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่ความมึนงงออกจาหัว เมื่อสติเริ่มกลับมาครบถ้วน หญิงส

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 12 "งาสวรรค์... เมืองแห่งคำลวง"

    ‘จันทร์จวง’ แม่ม่ายสาวผู้ทรงเสน่ห์และเต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บ หล่อนไม่ใช่เพียงเจ้าของคอกม้า แต่ยังเป็นผู้กว้างขวางที่มีหูตาอยู่แทบทุกหัวระแหงของ ‘งาสวรรค์’ แห่งดอยช้างเผือก ด้วยการเปิดห้องหับราคาถูกให้คนยากจนและเหล่านักแสวงโชคได้พักพิง ทำให้หล่อนเข้าถึงเครือข่ายข้อมูลจากคนทุกระดับชั้น ตั้งแต่กรรมกรไปจน

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 11:เงาหลอนในซอยเปลี่ยว

    "แกน่ะจัดการกันเอง เลิศมันเข้านอกออกในที่นั่นจนรู้ทางหนีทีไล่หมดแล้ว ทั้งรูปเป้าหมาย ทั้งที่อยู่ก็อยู่ในมือแกหมด จะต้องให้ไปชี้เป้าบ้าบออะไรอีก!"เขานิ่งไปอึดใจเพื่อสงบสติอารมณ์ก่อนจะย้ำคำขาด "จำไว้... ต่อจากนี้พวกแกจัดการกันเอง อย่าให้เรื่องลามมาถึงตัวฉันเด็ดขาด ส่วนเรื่องเงิน... ฉันจ่ายไม่อั้นถ้

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 10: เงาร้ายในมุมมืด

    ความเงียบปกคลุมโต๊ะได้ไม่นาน วิสกี้ขวดใหม่ก็ถูกส่งมาถึง มัดโบกมือไล่บริกรออกไปก่อนจะรับหน้าที่รินเหล้าส่งให้ทั้งสองด้วยตัวเอง ทว่าแขกแปลกหน้ากลับแสดงท่าทีรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด เขามองดูแก้วที่ขุ่นมัวด้วยรอยนิ้วมือพลางพึมพำลอดไรฟันเสียงกร้าว“ผมคิดว่าเราจะคุยกันเป็นส่วนตัวเสียอีก!” เขาหันไปตวาดใส่เ

  • พรางใจในแดนเถื่อน   ตอนที่ 9; เหล้าขวดเก่า... แขกหน้าใหม่

    ความเคืองแค้นยังคงสุมอยู่ในอกของ มัด ลัมชี ตลอดสองวันเต็มบนหลังม้า ระหว่างทางจาก ‘ภูสวรรค์’ มุ่งหน้าสู่ “ดอยช้างเผือก” ถิ่นที่เขาคุ้นเคยเสียยิ่งกว่าบ้านเกิดท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของร้านรวงและบ้านเรือนที่ดูมอซอ ไม่ได้ใหญ่โตตระการตาอย่างเมืองบางกอก แต่นี่คือแหล่งทำมาหากินที่ทำให้เขามีตัวตน เป็นที่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status