เข้าสู่ระบบความกลัวเริ่มลดลงบ้างสำหรับซันซีในตอนนี้ ทำให้เขาเหลียวมองสำรวจไปรอบ ๆ ตัวอีกครั้ง ตรงหน้าคือพื้นที่เวิ้งว้าง ด้านหลังคือแก่งหินเคี้ยวคดที่สูงชัน ม้าพันธุ์ดีพร้อมกับอานสลักฝักเงินเป็นชื่อย่ออะไรสักอย่างผูกไว้หลวมๆ ไม่ห่างจากกันนัก เขาคาดเดาเอาว่าคงจะเป็นของชายที่นอนสิ้นท่าอยู่นี้แน่
ซันซี คิดว่าลำพังตัวเองคงช่วยชายผิวขาวแปลกหน้าคนนี้ไม่ได้หรอกสู้เอาม้าพันธุ์ดีและข้าวของที่ติดอยู่ข้างอานม้าของชายคนนี้ไปด้วยจะดีกว่า อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าม้าแก่ ๆ ที่เขาเอามาจากชาวเขาเผ่าขนทองนั่น ฝีเท้าของมันจะช่วยให้เขาเฆี่ยนตะบึงออกห่างจากที่นี่โดยเร็วที่สุด
ทันใดนั้นมีเสียงแหบพร่าดังแว่วขึ้นจากด้านหลัง
“ราฮิม ....”
ซันซีเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อหู หันกลับมาจ้องมองร่างที่ดูคล้ายซากศพของชายซึ่งเขาคิดว่าตายไปแล้วตาไม่กระพริบ พร้อมขยับเข้าไปใกล้ร่างนั้น
“ราฮิมดัม ใช่ไหม?”
เสียงจากร่างนั้นเอ่ยถามเมื่อซันซีเขาทรุดตัวลงนั่งข้างกายชายคนนั้น ดึงมีดสั้นออกมาตัดเชือกที่มัดตัวออกทันที
“คุณว่าอะไรนะ?” ซันซีถาม
ชายผิวขาวหน้าตาหล่อเหลาแต่ตอนนี้ยับเยินที่เขาคิดว่ามาจากเมืองเจริญตัวแข็งเกร็งเพราะความปวดทรมานจนมันบิดเบี้ยวซ้ำเข้าไปอีก
“นั่นใคร?”
คนเคราะห์ร้ายพยายามเปล่งเสียงถามละล่ำละลักอย่างยากลำบาก ในขณะที่ซันซีทำท่าลังเล ไม่ไว้ใจแม้แต่กับคนที่กำลังใกล้ตาย แต่เห็นได้ชัดว่าชายคนนี้อาจมีลมหายใจอยู่อีกเพียงไม่นาน เขาจึงตัดสินใจบอกชื่อจริง
“ซันซี หม่องเหลี่ยว”
“แล้วคุณละเป็นใคร?” ซันซีถามกลับบ้าง
“อะ-นัน-ตะ-ชัย .” เขาเอ่ยทีละตัวอักษรช้า ๆ ชัด ๆ ก่อนจะจบด้วยเอ่ยนามสกลุ
“ อริยสกุล...”
การพยายามเอ่ยชื่อตัวเอง ทำให้ชายคนนั้นแทบหมดแรงลงในทันที ซันซีต้องรอชั่วขณะก่อนจะถามออกไปอีก
“คุณเป็นคนไทยนี่ แล้วใครที่ทำอย่างนี้กับคุณ”
ซันซีก้มลงไปแทบใบหน้าชิดกัน
“รัมซัน มัน...”
“ผมเห็นเจ้าหมอนั่น”ซันซีแทรกขัดขึ้น “ มันเป็นคนเผ่าป่าลึกภูสูงผมเคยเห็นมาก่อนมันโหดร้ายมาก”
ริมฝีปากดำคล้ำบิดเบี้ยว พึมพำอย่างเจ็บปวดแววตาขยาดคล้ายภาพเก่ากำลังเกิดขึ้นให้เขาได้สัมผัสถึงความโหดร้ายที่เขาได้เห็นและรับรู้
“ราชัน อัศวินกาญ...ราฮิม ดัม มันจะฆ่าผม”
ชื่อที่ถูกเอ่ยหลุดออกมาจากปากชายแปลกหน้า ไม่มีความหมายต่อซันซีมากนัก ถึงมันจะฟังดูแปลกที่มีชื่อคล้ายแขกและไม่เชิงเป็นชื่อของกระเหรี่ยงหรือพม่า มันอาจเป็นเผ่าใดเผ่าหนึ่งที่เขาอาจจะเคยได้เข้าไปสัมผัสมาแล้ว แต่หนึ่งในนั้นมีชื่อเป็นภาษาไทยด้วย แสดงว่าชายคนนี้จะต้องเป็นคนสองเชื้อสาย ที่เกิดจากเผ่าของคนภูเขาและเกิดจากคนเมือง หรืออาจเป็นได้อีกที่เขาเป็นคนเมือง ซึ่งเข้ามาสร้างอิทธิพลในหุบเขาแล้วมีชื่อเรียกตามเผ่า ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของดินแดนแถบนี้ มักมีผู้คนต่างหมุนเวียนเข้ามาสร้างอิทธิพลในหุบเขาแล้วมีชื่อเรียกตามเผ่า ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของดินแดนแถบนี้ มักมีผู้คนมากหน้าหลายตาหลายตระตระกูลต่างหมุนเวียนเข้ามาสร้างอิทธิพลให้กับตนเองและเข้ามาเพื่อหวังสร้างชื่อเสียง บารมี
ในเส้นทางของสังคมนักเลงชั้นเจ้าพ่อที่พ่วงด้วยเงินทองมหาศาล แค่เพียงขอเส้นทางเพื่อก้าวขึ้นสู่แท่นนักเลงชั้นนำก็นับไม่ถ้วนแล้ว ซันซีเห็นมาก็เยอะ แต่ถึงอย่างไรเขาไม่เคยได้ยินและรู้จักชื่อนี้มาก่อนอีกเช่นกัน
ซันซีเอื้อมมือไปหยิบกระติกน้ำ รินใส่ปากของชายผู้เคราะห์ร้าย เขาดื่มน้ำอย่างโหยกระหาย เสียงของเขาเริ่มดังขึ้นเล็กน้อยแม้จะมีการขาดช่วงเป็นระยะ ๆ เพราะอาการเกร็งรับความเจ็บปวดทรมานจากแผลที่ถูกแทง แต่เขาก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะพูดบางสิ่งบางอย่างให้กับมิตรใหม่ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย เหมือนอยากระบายแกมฝากฝังเรื่องราวของเขาเอาไว้กับปากของผู้ได้ยินได้บอกต่อกระนั้น...
“ราชันมันต้องถูกทางการลงโทษ”
เขาบอกก่อนที่น้ำเสียงจะอ่อนล้าลงอีก
ตอนนี้เองที่ซันซีหันซ้ายซันขวามองหาอะไรบางอย่าง ก่อนจะใช้มีดสั้นของเขาจัดการตัดกับชายเสื้อของชายผิวขาวคนที่กำลังพยายามจะบอกเรื่องราวของเขาออกมาแล้วบิดเป็นก้อนอุดไว้ที่รูแผลถูกแทงเพื่อชะลอเลือดให้ไหลช้าลง
“ตามหาตัวเขา....”ชายที่อ้างว่าชื่ออนันตชัยยังพยายามเอ่ยต่อ”
“ตามแถบชายแดนไทยแถวเชียงใหม่ หรือที่กรุงเทพฯ....”
“ทำไมผมต้องตามล่ะ...”
ซันซีขัดจังหวะขึ้นก็เขาไม่รู้จักมักคุ้นอะไร เจ้าหมอนั่นน่ากลัวเพียงไหนเขาก็เพิ่งเห็นผ่านไปหยก ๆ ผลพวงของมันก็อยู่ตรงหน้าเขานี้แล้ว ชายผู้นี้จะมาฝากฝังเรื่องเป็นเรื่องตายกับเขาอย่างนี้เลยหรือ เขาไม่กล้าพอเหมือนเมื่อก่อนที่ไปพูดกับมัด ลัมซีหรอกตอนนี้กับตอนนั้นมันต่างกัน
“ทองไง...คุณมาที่นี่เพื่อทองไม่ใช่รึ?”
เสียงนั้นรวยรินลงแต่ซันซีได้ยินเต็มสองรูหูเขารู้ได้อย่างไรกันว่าเขามาที่นี่ก็เพราะทอง!
“คุณรู้ได้ไงว่าผมต้องการทอง”
“ใครก็ตามที่กล้าบุกเข้ามาที่นี่ก็เพราะสิ่งนี้...ทั้งนั้น.”
“คุณด้วยงั้นซิ?”
เป็นทีของซันซีที่จะถามออกไปอย่างนั้น
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้...แต่ไม่ถูกทั้งหมดหรอก...คุณต้องเชื่อผม และผมขอร้องช่วยผมสักครั้งก่อนสิ้นใจนี้ผมอยากมีใครสักคนรับปากช่วยเหลือผม เรื่องมันสำคัญ.”
จะว่าไปแล้วผู้ชายคนนี้มีความอดทนสูงมาก ๆ เขาเองก็ไม่ทราบจะช่วยอะไรได้เพราะแผลถูกแทงถูกเฉือนหลายแผล และมันก็ไกลมือหมอมากเกินกว่าจะไปถึง แต่ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้มีความอึดมากมายนัก คล้ายกับว่าถูกฝึกมาอย่างดี ร่างกายกำยำของเขาดูก็รู้ว่าได้ออกกำลังอยู่เสมอ ๆ
“ยังไง...”
แต่เขาเลือกที่จะแสร้งทำเป็นไม่เชื่อหูหรือทำท่าตื่นเต้น
“ก็ตามสิ ตามราชันมันรู้ดีทุกอย่าง มันรู้อะไรมากมายในแถบนี้ มันมีให้คุณเป็นคันรถเลยก็ได้...”
“ทองน่ะนะ! มีเป็นคันรถ”
ซันซีซ่อนความต้องการอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ไม่มิดเสียแล้ว
“คุณพูดจริงใช่ไหม?”
“ใช่...มากกว่าคันรถก็ยังได้”
เขาหยุดหายใจรวยรินลงอีก กระตุกเล็ก ๆ เริ่มเกิดขึ้นซันซีมองอย่างใจหาย ทำไมเขาไม่เจอผู้ชายคนนี้ก่อนถูกแทงพรุนทั้งร่างแบบนี้นะ จะได้รู้เรื่องราวของเส้นทางขนทอง หรือที่ซ่อนทองหรืออะไรก็ตามที่ได้มาแบบสบาย ๆ เป็นสมบัติที่ทำให้เขาสบายมากขึ้นกว่าทุกวันนี้
“จะให้ไปตามที่คุณบอกใช่ไหม ..ถ้าผมจะไป? ”
“ใช่..ไม่สิ...” เขายกมือรั้ง
“ต้องที่ไร่ราชันที่เชียงรายนั้นต่างหาก เขาต้องอยู่ทีนั่น...เขาต้องอยู่...ที่นั่น”
เขาหอบหายใจถี่ขึ้นเหมือนพยายามจะรั้งลมหายใจให้อยู่นานออกไปอีก
“ถ้าคุณทำเองไม่ได้..ให้บอกใครก็ได้ที่มีกำลังนะ..รับปากผมสิ รับ...รับ.....”
เสียงของเขาขาดหายลงไปในลำคอ ที่จริงซันซีไม่ได้อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องของผู้ชายคนนี้ แต่เขารู้ดีว่าเวลาของผู้ชายคนนี้กำลังจะหมดลงทุกที เขารู้ดีว่าเวลาคนที่กลัวตายหรือใกล้ตายนั้น มันรู้สึกเหมือนกับมีเวลาแห่งชีวิตเหลือน้อยนิดเพียงไหน เพราะเขาเองก็เพิ่งจะผ่านนาทีแห่งการ ‘รอดตาย’ มาได้ ไม่ทันได้พ้นเขตอันตรายดีด้วยซ้ำ ความรู้สึกนี้กระมังที่ทำให้ซันซีเอ่ยปลอบขวัญออกไป ทั้งที่ไม่เคยทำอย่างนี้กับใครมาก่อนเลยในชีวิต
“คุณคิดว่าผมจะรอดกลับออกไปได้ด้วยหรือ?”
“มันกลับไปแล้ว...พ้นเขตมันมาแล้ว...คุณรอดแล้ว”
คนกำลังจะตายกลับเป็นฝ่ายเอ่ยทำให้เขามีกำลังใจมากขึ้นแถมมีความมั่นใจอีก
“..... แต่ผมซีไม่รอดแน่ ๆ ผมจึงขอคุณก่อนตาย”
คำนี้ทำให้ซันซีรู้สึกสะท้านจากข้างในเล็กน้อยเพราะเขารู้รสของมันดีว่าคนที่อยู่ในสภาพใกล้ตายเป็นเช่นไรเพราะเขาเองก็เคยผ่านห้วงเวลาเช่นนี้มาบ้างแล้วเขาจึงเอ่ยรับปาก
“ผมจะทำเท่าที่จะทำได้...”นั่นคือกำลังใจให้กับคนใกล้ตาย
“มีใครที่คุณอยากให้ผมไปแจ้งข่าวเรื่องของคุณไหม?”
อนันตชัยผงกหัวอย่างอ่อนล้า เขาเริ่มเอ่ยติด ๆ ขัดๆมากขึ้น
“ลูก....ลูกสาว...ลูกสาวผม”
น้ำเสียงของคนประสบเคราะห์เปี่ยมไปด้วยความหวังความห่วงใย
“ลูกสาวผม...”
“ลูกสาวคุณอยู่ที่ไหน ชื่ออะไรละ?”
“สะวันนา ภูมิสวรรค์ ที่งาสวรรค์ ดอยช้างเผือก...”
หลังอาหารมื้อนั้น นวลปรางค์ได้ก้าวเข้าสู่ห้องรับรองแขกอันโอ่อ่าของคุ้มวิจิตร แสงไฟระยับจากโคมระย้าสาดกระทบกรอบรูปทองเหลืองใบใหญ่ที่แขวนเด่นอยู่บนผนังไม้สัก หล่อนสะดุดตากับภาพใบหน้าอ่อนใสของหญิงสาวคนหนึ่งในนั้นจนอดใจไม่ไหวที่จะเอ่ยปากถามคำตอบจากเจ้าของคุ้มผู้ทรงอำนาจทำให้นวลปรางค์รู้ว่า เธอคือ ‘การเวก’ ลูกสาวคนเดียวของตระกูลกุลวงศ์ หญิงสาวผู้เพียบพร้อมที่กำลังศึกษาอยู่ต่างประเทศ และกำลังจะเดินทางกลับมาในไม่ช้า... หลังจากที่ ‘ยิ่งใหญ่’ ผู้เป็นหลานชายเดินทางนำร่องกลับมาก่อนแล้วนวลปรางค์ปลีกตัวออกจากห้องรับรอง มุ่งหน้ากลับห้องพักตามระเบียงทางเดินที่เริ่มทอดเงาสลัว หล่อนเพิ่งแจ้งความประสงค์กับคนเก่าแก่ของคุ้มว่าต้องการคนนำทางสำหรับวันพรุ่งนี้ และได้รับคำมั่นเป็นมั่นเหมาะว่าจะจัดการให้เรียบร้อย"อุ๊ย! คุณพระช่วย!"นวลปรางค์สะดุ้งสุดตัวจนแผ่นหลังเกือบชนผนัง เมื่อร่างสูงใหญ่ของยิ่งใหญ่โผล่พรวดออกมาจากประตูห้องหนึ่งที่เปิดผางออกสู่ทางเดิน เขายังคงอยู่ในชุดเดิมกับเมื่อหัวค่ำ นัยน์ตาคู่นั้นวาวระยับในความมืดสลัว"คุณทำให้ฉันตกใจนะคะ" นวลปรางค์ยกมือทาบอก หัวใจยังเต้นรัวด้วยความตระหนก หล่อนตวัดสา
ในค่ำคืนเดียวกันนั้น... ห่างไกลออกไปจากผืนป่ารกชัฏอันหนาวเหน็บ ที่คุ้ม “การเวก” ณ พิกัดใจกลางงาสวรรค์ ผืนดินทำเลทองที่ใหญ่โตและร่มรื่นที่สุดในแถบนี้ เป็นที่รู้กันดีในหมู่ผู้ทรงอิทธิพลว่าที่แห่งนี้มีสิ่งใดที่ชวนให้เกรงขามและลึกลับเกินกว่าที่คนนอกจะกล้าย่างกรายเข้ามาหากแต่สำหรับ ‘นวลปรางค์’ แล้ว หญิงสาวกลับไม่เคยมีความรู้สึกยำเกรงหรือหวาดกลัวเลยสักนิด แม้ว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในการมาเยือนคุ้มการเวกก็ตามทีทำไมจะต้องกลัว! เธอบอกกับตัวเองพลางยกมือขึ้นจัดแต่งปอยผมสลวย เมืองนอกเมืองนาก็ไปมามากจนเจนโลกแล้ว เรื่องตื่นเต้นแค่นี้ไม่เห็นจะต้องแคร์อะไร สำหรับเธอแล้ว ความกลัวเป็นเรื่องของคนอ่อนแอ แต่คนอย่างนวลปรางค์รู้ดีว่าความสิเน่หาและรูปโฉมต่างหากคืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุด มารยาหญิงที่เปี่ยมเสน่ห์และสามารถเป็นที่สมใจของบุรุษผู้กุมอำนาจได้... นั่นแหละคือสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนปรารถนาอยากจะเป็นอยากเป็นที่หนึ่งเพียงคนเดียวของเขาทั้งโลกด้วยซ้ำ!เธอก้าวเดินอย่างมาดมั่นไปตามระเบียงไม้สักทองหลังใหญ่ แสงไฟจากโคมระย้าดวงโตสะท้อนผิวเนียนละเอียดของเธอให้ดูผุดผ่องเหนือใครในค่ำคืนนี้ จนกระทั่งเสียงทุ้มพร่าขอ
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงยามดึก เปลวไฟจากกองไฟเริ่มมอดลงเหลือเพียงถ่านแดงๆ อากาศรอบกายพลันลดฮวบลงจนความหนาวเหน็บยะเยือกคืบคลานเข้ามา อริยะที่นั่งเฝ้ายามอยู่ขยับตัวลุกขึ้น ขยับไปที่ถุงนอนหนาซึ่งเขาเปิดอ้ารอไว้ ชายหนุ่มหันไปมองร่างบางที่นอนขดตัวสั่นงันงกอยู่บนผืนผ้าใบห่างออกไป"มานอนที่ถุงนอนนี่มา" อริยะเอ่ยปากเรียก เสียงทุ้มต่ำราบเรียบแฝงความจริงจัง"ไม่! ฉันนอนตรงนี้ได้!"สะวันนาปฏิเสธทันควันโดยไม่ลืมตา เสียงใสสั่นสะท้านด้วยความหนาว แต่ความดื้อรั้นและทิฐิในใจทำให้เธอไม่อยากยอมก้มหัวให้คนที่เพิ่งแกล้งเธอไปเมื่อหัวค่ำ"อย่าอวดเก่งน่ะสะวันนา ยามดึกในป่านี้มันหนาวมาก หนาวจนเธอทนไม่ไหวหรอก"อริยะเตือนเสียงเข้ม สายตาคมกริบมองร่างที่พยายามขดจนตัวกลมเพื่อสร้างความอบอุ่นให้ตัวเอง "ถ้าเธอไม่ลุกมาดีๆ คราวนี้ฉันจะเดินไปอุ้ม... แล้วอย่าหาว่าฉันไม่เตือน"เขาลุกขึ้นทำให้สะวันนาเบิกตากว้างกลัวที่เขาพูดว่าจะอุ้ม แต่ชายหนุ่มเดินไปที่กองไฟสุมฟืนเข้าไว้อีกเพื่อไล่ความเหน็บหนาวและสัตว์ป้ายามค่ำคืน“ฉันไม่นอนในถุงนอนนั่นเด็ดขาด...”“แต่เธอจำเป็นต้องง้อมันนะคนสวย”อริยะลากเสียงทุ้มต่ำพลางทรุดตัวลงนั่งข้างถุง
ความมืดมิดโรยตัวเข้าปกคลุมผืนป่าอย่างรวดเร็วราวกับมีใครนำม่านดำผืนใหญ่มาสวมทับ เสียงแมลงกลางคืนเริ่มส่งเสียงระงมขับเน้นความวังเวงรอบค่ายพักแรมชั่วคราว มีเพียงแสงสีส้มจากกองไฟที่อริยะก่อขึ้นเท่านั้นที่ช่วยให้ความอบอุ่นและขับไล่ความมืดออกไปได้บ้าง ชายหนุ่มเดินกลับมานั่งลงฝั่งตรงข้ามของสะวันนา ขยับตัวหยิบห่อเสบียงแห้งที่หยิบติดมือมาจากค่ายของมัดลัมซีเปิดออก กลิ่นเค็มปร่าและกลิ่นอับของเนื้อตากแห้งลอยโชยออกมาทันที อริยะแบ่งเนื้อชิ้นหนึ่งยื่นให้หญิงสาวที่นอนหน้างออยู่บนผืนผ้า"เอ้า... กินซะ จะได้มีแรง"สะวันนายื่นมือมอมแมมไปรับมาอย่างเสียไม่ได้ แต่พอหยิบชิ้นเนื้อแห้งกรังขึ้นมาดูใกล้ ๆ ใบหน้าหวานก็เหยเกลงทันที เธอพลิกเนื้อก้อนแข็งพังพาบชิ้นนั้นไปมาด้วยสายตาสะอิดสะเอียน ความเหนียวและเนื้อสัมผัสที่ดูหยาบกระด้างจนแทบไม่เหมือนอาหาร ทำให้เธอรู้สึกพะอืดพะอมจนแทบกลืนน้ำลายไม่ลง"จะให้ฉันกินไอ้ก้อนแข็ง ๆ เหมือนเศษไม้กลิ่นเน่า นี่จริง ๆ เหรอ..." สะวันนาพึมพำ เสียงแผ่วลงด้วยความขยาดอริยะที่กำลังเคี้ยวเนื้อแห้งในปากอย่างหน้าตาเฉยเหลือบสายตาขึ้นมอง ดวงตาคมกริบเป็นประกายวิบวับพราวระยับเมื่อเห็นท่าทางของ
สายลมแรงปะทะใบหน้าจนเส้นผมกระจุยกระจาย ทว่าสิ่งเดียวที่สะวันนาโฟกัสได้ในตอนนี้คือแผ่นหลังกว้างของอริยะที่ควบม้าอยู่เบื้องหน้า มือทั้งสองข้างของเธอถูกพันธนาการด้วยเชือกดิบอย่างหนา ปลายเชือกผูกรั้งโยงติดกับอานม้าอย่างแน่นหนา ทำเอาเธอต้องคอยเกร็งตัวทรงตัวบนหลังม้าขยับตามแรงดึงรั้งจูงนำไปตามเส้นทางรกชัฏหลังจากควบม้าตะลุยฝ่าความวิบากมาครึ่งค่อนวัน อริยะเริ่มชะลอความเร็วของม้าลงเมื่อเข้าสู่ดงไม้ทึบ ชายหนุ่มเอี้ยวตัวกลับมามองร่างบางที่กระเทือนอยู่บนหลังม้าตามหลังเขามาติดๆ สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าเนียนใสที่บัดนี้ขึ้นสีระเรื่อเพราะแดดเผาและหยาดเหงื่อ"เก่งนี่... ไม่บ่นสักคำ"อริยะเอ่ยชม เสียงทุ้มต่ำลากยาวเนือยๆ ทว่าแฝงความรู้สึกทึ่งในความอึดของหญิงสาวอย่างปิดไม่มิดสะวันนาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตากลมโตคู่สวยมองค้อนเขาเขม็ง เธอเม้มปากอิ่มตึงแน่นพยายามฝืนอาการเจ็บแปลบที่ข้อมือเนื่องจากถูกเชือกเสียดสี"บ่นไปแล้วนายจะยอมแก้เชือกมัดมือให้ฉันไหมล่ะ"หญิงสาวสวนกลับ เสียงใสยังติดแววประชดประชันและดื้อดึง "ก็รู้ว่าบ่นไปก็เหนื่อยเปล่า ฉันเก็บแรงไว้คอยทรงตัวไม่ให้ตกม้าคอหักตายกลางป่าดีกว่า"อริยะหัว
แสงแดดยามเช้า ส่องผ่านกิ่งไม้หนาทึบลงมาเป็นเส้นตรง ผืนป่าลึกเริ่มตื่นจากการหลับใหลด้วยเสียงนกกาที่พากันบินออกจากรัง พวกมันส่งเสียงร้องก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ผสมกับเสียงแมลงตัวเล็กตัวน้อยและเสียงจักจั่นที่กรีดร้องรับอรุณ ลมหมาวจางหายไปแล้ว เหลือเพียงความเย็นสบายและความชื้นของน้ำค้างที่เกาะอยู่บนใบบอนใหญ่อริยะ ตื่นขึ้นมาก่อนเป็นคนแรก เขาขยับกายลุกขึ้นอย่างแผ่วเบาเพราะกลัวว่าจะทำคนข้างกายตื่น ชายหนุ่มเดินไปดับถ่านไฟที่ยังเหลือควันกรุ่น จากนั้นก็เริ่มลงมือเก็บข้าวของอย่างคล่องแคล่ว เขาม้วนผ้าห่มผืนหนา ดับกองไฟจนสนิท และนำกระเป๋าเสบียงทุกลูกไปมัดรัดเข้ากับอานม้าจนแน่นหนาชายหนุ่มเดินวุ่นทำโน่นทำนี่อยู่รอบ ๆ บริเวณพักแรมด้วยความเงียบเชียบที่สุดเพราะยังอยากให้สะวันนาได้นอนต่ออย่างเต็มตา หากแต่ทางด้านสะวันนานั้นเธอยังคงนอนนิ่งอยู่บนพื้นดิน ไม่ขยับนอจากขยับเปลือกตาเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง ร่างกายของเธอปวดเมื่อยและเหนื่อยล้ามากเพราะไม่ได้นอนหลับเต็มอิ่มมานานหลายวันตั้งแต่มัดพาหนีมา สะวันนากระพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่ความมึนงงออกจาหัว เมื่อสติเริ่มกลับมาครบถ้วน หญิงส
‘จันทร์จวง’ แม่ม่ายสาวผู้ทรงเสน่ห์และเต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บ หล่อนไม่ใช่เพียงเจ้าของคอกม้า แต่ยังเป็นผู้กว้างขวางที่มีหูตาอยู่แทบทุกหัวระแหงของ ‘งาสวรรค์’ แห่งดอยช้างเผือก ด้วยการเปิดห้องหับราคาถูกให้คนยากจนและเหล่านักแสวงโชคได้พักพิง ทำให้หล่อนเข้าถึงเครือข่ายข้อมูลจากคนทุกระดับชั้น ตั้งแต่กรรมกรไปจน
"แกน่ะจัดการกันเอง เลิศมันเข้านอกออกในที่นั่นจนรู้ทางหนีทีไล่หมดแล้ว ทั้งรูปเป้าหมาย ทั้งที่อยู่ก็อยู่ในมือแกหมด จะต้องให้ไปชี้เป้าบ้าบออะไรอีก!"เขานิ่งไปอึดใจเพื่อสงบสติอารมณ์ก่อนจะย้ำคำขาด "จำไว้... ต่อจากนี้พวกแกจัดการกันเอง อย่าให้เรื่องลามมาถึงตัวฉันเด็ดขาด ส่วนเรื่องเงิน... ฉันจ่ายไม่อั้นถ้
ความเงียบปกคลุมโต๊ะได้ไม่นาน วิสกี้ขวดใหม่ก็ถูกส่งมาถึง มัดโบกมือไล่บริกรออกไปก่อนจะรับหน้าที่รินเหล้าส่งให้ทั้งสองด้วยตัวเอง ทว่าแขกแปลกหน้ากลับแสดงท่าทีรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด เขามองดูแก้วที่ขุ่นมัวด้วยรอยนิ้วมือพลางพึมพำลอดไรฟันเสียงกร้าว“ผมคิดว่าเราจะคุยกันเป็นส่วนตัวเสียอีก!” เขาหันไปตวาดใส่เ
ความเคืองแค้นยังคงสุมอยู่ในอกของ มัด ลัมชี ตลอดสองวันเต็มบนหลังม้า ระหว่างทางจาก ‘ภูสวรรค์’ มุ่งหน้าสู่ “ดอยช้างเผือก” ถิ่นที่เขาคุ้นเคยเสียยิ่งกว่าบ้านเกิดท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของร้านรวงและบ้านเรือนที่ดูมอซอ ไม่ได้ใหญ่โตตระการตาอย่างเมืองบางกอก แต่นี่คือแหล่งทำมาหากินที่ทำให้เขามีตัวตน เป็นที่






![เพลิงแค้นเจ้าสาวผิดตัว [Love Drama 18+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
