เข้าสู่ระบบชีวิตนี้ภคมณเกิดมาบนกองเงินกองทองโดยแท้ ได้รับความรักจากครอบครัวล้นเหลือ พวกเขาประคบประหงมเธอดั่งไข่ในหิน ไม่ว่าต้องการสิ่งใดก็ล้วนได้มาง่ายดายยิ่ง ไม่เคยได้รับความทุกข์ยากลำบากใจเลย
ทว่าเรื่องใดๆ ในโลกนี้ล้วนไม่จีรังยั่งยืน
เป็นคุณหนูบ้านรวยอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นคุณหนูตกอับไม่ทันตั้งตัว!
เหตุมันเกิดขึ้นในตอนที่ภคมณเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย จู่ๆ บริษัทของบิดาก็ประสบปัญหาทางการเงินครั้งใหญ่ มีการฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก คุณเรวัช บิดาของเธอพยายามหาทางออกให้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่กลับถูกหุ้นส่วนหักหลังด้วยการขอถอนตัวกะทันหัน โยนปัญหาให้ท่านสะสางคนเดียว
ความเครียดและกดดันในขณะนั้น คงหนักหนาเกินกว่าท่านจะทนไหว วันหนึ่งท่านจึงตัดสินใจจบชีวิตด้วยการยิงตัวเองในห้องทำงานบนชั้นสองของบ้าน แต่การจบชีวิตของท่าน ไม่ได้ทำให้ปัญหาจบตามไปด้วย
ความเศร้าโศกเสียใจกับการสูญเสียหัวหน้าครอบครัวไปแบบไม่มีวันกลับยังไม่ทันจืดจาง ก็มีคนมาโวยวายให้คุณภัคจิรา มารดาของเธอชดใช้เงินแทนสามีที่ล่วงลับ
...เป็นเงินก้อนใหญ่สมราคาที่คุณเรวัชตัดสินใจจบชีวิตหนีมัน
พวกเธอแม่ลูกคิดว่าเงินที่มีอยู่ไม่น่าจะพอชดใช้ จึงบากหน้าไปขอหยิบยืมจากญาติใกล้ชิดมาสมทบ แต่ไม่มีญาติที่ไหนให้ความช่วยเหลือเลย แถมทำตัวห่างเหินเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ขณะที่เพื่อนในสังคมที่คุณภัคจิราไม่คิดว่าจะให้ความช่วยเหลือ กลับยื่นมือมาช่วยโดยไม่ได้ร้องขอ พอได้เห็นธาตุแท้ของญาติๆ ในตอนนั้น มารดาของเธอจึงตัดขาดพวกเขาทั้งหมดทันที
หลังจากนั้นท่านก็กัดฟันรับเงินจากเพื่อนคนนั้นมารวมกับเงินที่เหลืออยู่ในบ้าน เอาไปจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่พอก็เอาทรัพย์สินของมีค่าในบ้านไปขายเปลี่ยนเป็นเงิน อะไรขายได้ คือขายหมด คนรับใช้ คนขับรถ ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นถูกตัดทิ้งไม่เหลือ รถส่วนตัวของเธอก็ถูกขายไปในการนี้
กว่าจะชดใช้เงินจบสิ้น เราสองคนแม่ลูกก็แทบจะสิ้นเนื้อสิ้นตัวกันเลยทีเดียว สิ้นทั้งเงินทองและเพื่อนฝูง มีคนหายไปจากชีวิตมากมายหลายคน เหลือคนที่อยู่เคียงข้างความจริงใจแค่ไม่กี่คนเท่านั้น
ต่อมาคุณภัคจิรายังขายบริษัทนั่นทิ้งอย่างไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมันอีก เงินที่ได้มาก็แบ่งไปคืนให้เพื่อนท่าน และเก็บเป็นทุนรอนใช้ชีวิตต่อไป
ภคมณไม่ได้คัดค้านสิ่งที่มารดาทำ ด้วยกลัวว่าท่านจะเครียดจนคิดสั้นเหมือนบิดาอีกคน
เดิมทีนึกว่าขายบริษัททิ้งไปแล้วจะหลุดพ้น กลับมามีความสุขเหมือนเดิม แต่เห็นได้ชัดว่ามันกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว ภาพคนที่เรารักนอนจมกองเลือดอยู่ในบ้านเป็นเหมือนแผลที่ไม่มีวันหายของเธอกับมารดา เราสองคนอยู่อย่างไม่มีความสุข จากที่เคยอ้วนท้วมก็ผ่ายผอมลงในเวลาไม่กี่เดือนนั้นเอง
รอกระทั่งภคมณเรียนจบ มีงานมั่นคงทำแล้ว จึงขายบ้านทิ้ง เอาเงินมาซื้อบ้านหลังเล็กที่อยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานของเธอแทน แต่ก็ยังอยู่ในละแวกบ้านเก่า เธอให้มารดาเก็บเงินที่เหลือไว้เป็นเงินฉุกเฉิน ส่วนค่าใช้จ่ายในบ้านเธอจะรับผิดชอบเอง แต่ท่านก็ไม่เห็นด้วย ไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ ให้ลูกเลี้ยง เลยแบ่งเงินไปลงทุนทำธุรกิจความสวยความงามกับเพื่อนที่ไม่ได้ทอดทิ้งไป เธอเห็นความตั้งใจนั้นแล้วก็ได้แต่ปล่อยให้ท่านทำตามใจ หลังจากนั้นก็ต่างยุ่งกับงาน เรื่องเลวร้ายถูกโยนไว้ในส่วนลึกของความทรงจำ ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอีกเลย
ก็ใช้ชีวิตสองคนแม่ลูกอยู่เกือบปี จู่ๆ คุณภัคจิราก็พาฝรั่งคนหนึ่งมาแนะนำในฐานะคนรัก ถ้าเธอไม่คัดค้าน พวกเขาจะแต่งงานกันและพาเธอย้ายไปอยู่เมืองนอกด้วย ภคมณนี่ถึงกับอึ้งกิมกี่!
แต่ไม่ได้คัดค้านการคบกันของพวกเขา เห็นมารดามีความสุขกับรักครั้งใหม่ เธอย่อมดีใจด้วย ท่านเศร้าเสียใจมามากพอแล้ว
ทว่าไม่คัดค้าน ก็ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วย
ภคมณรอจนแน่ใจ ว่าคนที่จะมาเป็นพ่อเลี้ยงนั้นรักและหวังดีกับคุณภัคจิราจริงๆ เธอจึงยินยอมให้พวกเขาได้แต่งงานกัน แต่เรื่องย้ายไปอยู่เมืองนอกกับพวกเขานั้น เธอขอบาย ซึ่งก็ทำให้มารดาเกือบล้มงานวิวาห์ เพราะท่านไม่อยากทิ้งเธอให้อยู่ที่เมืองไทยคนเดียว ต้องปะเหลาะว่าอยู่ได้จริงๆ บอกว่ามีประวีร์กับรจนาที่คบกันอย่างเหนียวแน่นอยู่ดูแลไม่ห่างแน่นอน ท่านถึงได้ยอมรับการตัดสินใจของเธอ
ถึงตอนนี้คุณนายภัคจิราก็ย้ายไปอยู่สามีที่เมืองนอกได้สามปีกว่าแล้ว แม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เราแม่ลูกก็ติดต่อกันเสมอ นั่งเครื่องบินไปหากันปีละครั้งสองครั้ง แม้ไม่มีฐานะร่ำรวยเหมือนก่อน เราก็ใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุข เจออุปสรรคบ้าง แต่ล้วนผ่านมาได้ด้วยดี
“ไอ้พาย! ยืนเหม่ออะไรของแกน่ะ”
คนเผลอยื่นเหม่อคิดถึงเรื่องในอดีต เพราะมารดาเพิ่งโทรศัพท์บอกว่าปีนี้จะกลับไทยทีเดียวช่วงครบรอบวันจากไปของบิดา ซึ่งอยู่ช่วงปลายปี ห่างจากตอนนี้ราวเจ็ดแปดเดือน หันไปมองประวีร์ที่ตะโกนเรียกเสียงดัง ทั้งที่นั่งอยู่ข้างๆ กันนี่เอง สามปีที่ผ่านมา ประวีร์กับรจนาอยู่ดูแลเธอไม่ห่างอย่างที่อ้างไว้จริงๆ แถมยังมารวมตัวที่บ้านเธอบ่อยมาก ด้วยบ้านนี้มีเธออยู่คนเดียว ไม่ต้องเกรงใจใครนั่นเอง วันนี้ก็เป็นอีกวันที่สองคนนี้นัดกันมากินข้าวบ้านเธอ
นึกถึงที่อีกฝ่ายคอยอยู่เคียงข้างมาตลอด สายตาไม่พอใจที่ถูกเรียกเสียงดังพลันอ่อนลง เช่นเดียวกับเสียงที่ถาม
“แกจะเรียกเสียงดังทำไม เรียกเบาๆ ฉันก็ได้ยินมั้ย”
ประวีร์ถลึงตาใส่ “ได้ยินบ้านแกสิ! เรียกตั้งนาน ไม่หือไม่อือ เป็นอะไรวะ”
“คิดอะไรนิดหน่อยน่ะ แล้วเรียกทำไม”
“ทะเลผัดฉ่านี่เหลือจานสุดท้ายแล้วเหรอ ขอเบิกเพิ่มอีกสักจานได้มั้ย”
“ไม่มี หมดนั่นแล้วก็หมดเลย” ยิ้มเย็นตอบแล้วภคมณก็เดินถือโทรศัพท์ไปหารจนาตรงโซฟาในห้องนั่งเล่น ตอนนี้รจนาคนสวยกลายเป็นคุณแม่ลูกหนึ่งไปแล้ว วันนี้ก็พาลูกสาวตัวน้อยมาตั้งแต่หัวค่ำ ส่วนประวีร์ที่ผ่าตัดแปลงเพศจนสวยเช้งไปทั้งตัว กลายเป็น ‘เธอ’ อย่างสมบูรณ์แบบแล้วนั้น มาช้าไปสองชั่วโมง...
“แค่นี้จะไปอิ่มอะไร ทำกับวีวี่แบบนี้ไม่ได้นะ!” ประวีร์ท้วงทันที ก่อนหน้านี้เพื่อนส่งรูปไปให้ดูมีแต่อาหารคาวหวานเต็มโต๊ะ พอมาถึงกลับเหลือแค่ทะเลผัดฉ่ากับไข่เจียวจานเดียว
“อยากมาช้าเองนี่”
“เออ แกไปฟาดผัดฉ่าหนุ่มเนื้ออ่อนจนมาช้าขนาดนี้ จะมาหิวอะไรอีก ไม่ใช่แซ่บถึงทรวงมาแล้วหรอ” รจนาพูดหยอกขึ้นมาบ้าง นัดเจอกันตั้งแต่หัวค่ำ ประวีร์เล่นโผล่มาเอาตอนจะสามทุ่ม อย่าว่าแต่อาหาร เธอเองก็จะกลับแล้วเหมือนกัน ติดที่ต้องรอให้สามีมารับนี่ละ
คนไปแซ่บกับหนุ่มมาจริงๆ ลอยหน้าลอยตาบอก “ทั้งแซ่บทั้งแสบไปทั้งทรวงเลยค่ะ แต่นั่นก็แค่ของหวานล้างปาก ไม่ช่วยให้อร่อยอิ่มท้องเหมือนกับข้าวกับปลาของเพื่อนนี่นา”
รจนากับภคมณพากันกลอกตาเบ้ปากใส่
มัวแต่ใช้แรงกินผู้ชายจนไม่ได้กินอะไร เลยหิวโซมาอย่างนี้สิไม่ว่า!
“ฉันอยู่แต่ในบ้านที่ไหน” ภคมณพูดยิ้มๆ พลางวางมัลลิกาลงกับเบาะข้างตัว “ไม่เห็นเหรอว่าออกไปส่งเค้กทุกวัน เจอคนเยอะแยะไป รอสักวันข้างหน้า ฟ้าต้องส่งคนดีๆ มาเป็นพ่อของลูกฉันสักคนแหละน่า”“รอแล้วจะบ่นทำไม บ่นแล้วได้อะไร อยากมีต้องหาสิ!”“เออ ถ้าไงให้พวกเราช่วยหาให้มั้ย” รจนารีบเอ่ยสนับสนุน “เพื่อนของพ่อยายหนูก็งานดีทั้งนั้น เดี๋ยวคัดให้เลย”อีกละ...ภคมณละทั้งขำทั้งฉุน นี่เป็นรอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ ที่เพื่อนทั้งสองเสนอตัวช่วยหาผู้ชายให้ ในเมื่ออยากช่วยนัก จะสงเคราะห์ให้แล้วกัน คิดแล้วก็ทำเป็นพยักหน้าบอก “ก็ได้ แต่ต้องหาให้ได้คุณสมบัตินี้นะ” เธองัดนิ้วป้อมๆ ของมัลลิกาชูขึ้นหนึ่งนิ้วแล้วพูดต่อ “ข้อแรก นิสัยดี”“ถึงแกไม่บอก พวกฉันก็ต้องหาให้อยู่แล้ว!!” ประวีร์กับรจนาบอกพร้อมกัน“โอเค ข้อสองขอคนหน้าตาดีหน่อย ลูกจะได้เกิดมาสวยหล่อเหมือนพ่อแม่”“เยอะแยะ!!”“อายุมากกว่า ขอไม่เกินห้าปี แก่ไปเข้ากันยาก”“มีอยู่แล้ว!”“ขอคนไม่เจ้าชู้ อบอุ่น สุขุมนุ่มลึก พึ่งพาได้”รจนาบอกอย่างมั่นใจ “หาได้น่า!”“อืม อะไรอีกดีอะ” ภคมณเอียงคอคิดเล็กน้อยพลางเล่นมือน้อยของมัลลิกาไปด้วย ครู่หนึ่งก็บอกออกมา “ขอคนที่เลี้
ภคมณนั้นเบ้ปากแล้วก็พูดลอยๆ ขึ้นมา “ว้า แอบไปกินของหวานล้างปากมาก่อนแล้วแบบนี้ ของหวานที่เราเก็บไว้ให้ คงไม่มีที่ให้ยัดแล้วสินะ”“มีสิ!” ประวีร์ทำตาโตบอกทันที “สำหรับของหวานที่ทั้งสวยทั้งอร่อยของพายหวาน วีวี่มีที่ให้ยัดไม่จำกัดเลยค่ะ ว่าแต่วันนี้มีของโปรดวีวี่มะ?”“มะยงชิดชีสพาย โปรดหรือเปล่าล่ะ”“อ๊าย! ถ้ารู้ว่าวันนี้แกทำของโปรดฉัน จะรีบมาแต่บ่ายเลย!”พูดจบประวีร์ก็ปรี่ไปเปิดตู้แช่เค้กในห้องติดกับครัว ภคมณนั้นชื่นชอบการอบเค้กมาแต่ไหนแต่ไร พอคุณภัคจิราย้ายไปอยู่เมืองนอก เลยจัดการรีโนเวทห้องอเนกประสงค์ข้างครัวเป็นห้องอบขนม จากที่ทำกินเองบ้าง แจกเพื่อนบ้าง ภคมณก็เริ่มเปิดรับออเดอร์ขายเป็นงานอดิเรก ทำไปทำมาดันขายดิบขายดีจนรายได้พุ่งแซงเงินเดือน ภคมณจึงลาออกจากการเป็นลูกน้องเขา แล้วมาทำเค้กขายอย่างจริงจัง ทำให้ห้องนี้กลายเป็นสถานที่ทำงานหลักของเจ้าตัวมาเกือบสองปีแล้วตอนที่ทำเป็นงานอดิเรก ‘พายหวาน’ ร้านเค้กโฮมเมดเล็กๆ แต่คุณภาพไม่เล็กของภคมณก็มีชื่อเรื่องรสชาติและความสวยงามตามสมัยนิยมในกลุ่มเค้กเลิฟเวอร์แล้ว ในแต่ละเดือนทำเงินได้เยอะพอสมควร เมื่อหันมาลงมือทำจริงจังจึงได้รับการตอบรับเป็นอย
ชีวิตนี้ภคมณเกิดมาบนกองเงินกองทองโดยแท้ ได้รับความรักจากครอบครัวล้นเหลือ พวกเขาประคบประหงมเธอดั่งไข่ในหิน ไม่ว่าต้องการสิ่งใดก็ล้วนได้มาง่ายดายยิ่ง ไม่เคยได้รับความทุกข์ยากลำบากใจเลยทว่าเรื่องใดๆ ในโลกนี้ล้วนไม่จีรังยั่งยืนเป็นคุณหนูบ้านรวยอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นคุณหนูตกอับไม่ทันตั้งตัว!เหตุมันเกิดขึ้นในตอนที่ภคมณเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย จู่ๆ บริษัทของบิดาก็ประสบปัญหาทางการเงินครั้งใหญ่ มีการฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก คุณเรวัช บิดาของเธอพยายามหาทางออกให้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่กลับถูกหุ้นส่วนหักหลังด้วยการขอถอนตัวกะทันหัน โยนปัญหาให้ท่านสะสางคนเดียวความเครียดและกดดันในขณะนั้น คงหนักหนาเกินกว่าท่านจะทนไหว วันหนึ่งท่านจึงตัดสินใจจบชีวิตด้วยการยิงตัวเองในห้องทำงานบนชั้นสองของบ้าน แต่การจบชีวิตของท่าน ไม่ได้ทำให้ปัญหาจบตามไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจกับการสูญเสียหัวหน้าครอบครัวไปแบบไม่มีวันกลับยังไม่ทันจืดจาง ก็มีคนมาโวยวายให้คุณภัคจิรา มารดาของเธอชดใช้เงินแทนสามีที่ล่วงลับ...เป็นเงินก้อนใหญ่สมราคาที่คุณเรวัชตัดสินใจจบชีวิตหนีมันพวกเธอแม่ลูกคิดว่าเงินที่มีอยู่ไม่น่าจะพอชดใช้ จึงบากหน้
“คนหล่อๆ ที่สวมแว่นน่ะ ชื่อพี่ธีร์ นอกจากจะหล่อมากแล้ว ยังเรียนเก่งมากด้วย บ้านรวยสุดๆ มาโรงเรียนก็มีรถคอยรับส่งเหมือนแกแหละ ส่วนตี๋หล่อที่มาด้วยกันนั่นชื่อพี่ตง เป็นเพื่อนสนิทของพี่ธีร์ บ้านรวยไม่แพ้กัน ไม่รู้ทำไมวันนี้พวกเขาถึงมาใช้รถเมล์ สงสัยจะเป็นพรหมลิขิตนำพาให้เรามาเจอกัน อ๊าย! ฉันได้นั่งรถกลับบ้านพร้อมสองหนุ่มที่ฮอตที่สุดในโรงเรียนเราด้วยอะ!”ภคมณรับข้อมูลมาครบแล้วก็ช้อนตามองเพื่อนที่หวีดเสียงสูงขึ้นในตอนหลัง “ทำไมวีรู้เรื่องพี่เขาเยอะจัง”“ไม่ใช่แค่พี่ธีร์กับพี่ตงนะ วีวี่รู้เรื่องคนหล่อๆ ในโรงเรียนเราทุกคนนั่นแหละ” ประวีร์บอกเสียงใส ก่อนจะหรี่ตาถาม “แกน่ะ สนใจพี่ธีร์หรอ”“อือ พี่เขาหล่อมาก” ภคมณเอ่ย แล้วแอบหันหน้าไปดูคนหล่อด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ เป็นผลให้ประวีร์อมยิ้มแซว“ตกหลุมรักเข้าแล้วสิเพื่อนฉัน”“ตกหลุมรัก...”“ค่า อาการที่แกเป็นอยู่ตอนนี้ เรียกกันว่าตกหลุมรัก ก็ไม่แปลกอะนะ ฉันกับสาวๆ ทั้งโรงเรียนเคยตกหลุมรักพี่ธีร์มาแล้วทั้งนั้น เค้กกับช็อกโกแลตที่แกได้กินบ่อยๆ ส่วนใหญ่ก็มาจากที่ฉันเอาไปให้พี่ธีร์ที่เรารักนี่ละ”“เขาคือคนที่พวกแกเอาเค้กกับช็อกโกแลตไปให้ แต่โดนตีกลับมาทุก
“อ้าว! ไม่ทันละ” ภคมณทำตาปริบๆ มองตามรถไป“เพราะแกแหละ ห่วงแต่กิน!”“เอาน่า นู้นไง มาอีกคันแล้ว ไม่เห็นต้องรอนานเลย”ประวีร์มองรถเมล์สายเดียวกันที่แล่นเข้ามาแต่ไกลแล้วถลึงตาใส่แม่ตัวดี เพราะคันเมื่อกี้เป็นรถปรับอากาศแสนเย็นฉ่ำ แต่คันนี้น่ะเป็นรถปรับอากาศด้วยการเปิดหน้าต่าง!“ไม่ต้องรอนาน แต่มันร้อนนนนนนนน” เขาลากเสียงโอดครวญ“ขึ้นๆ ไปเถอะน่า ถึงบ้านเหมือนกันแหละ”ว่าแล้วภคมณก็เดินไปยืนโบกมือเรียกให้รถเมล์จอด พอเห็นว่าบนรถมีผู้โดยสารนั่งมาไม่ถึงสิบคนก็รีบก้าวขึ้นไปอย่างร่าเริง สงสัยคนที่จะโดยสารไปกับรถสายนี้คงขึ้นรถปรับอากาศไปหมดแล้วแน่ๆสาวน้อยเลือกนั่งลงบนเก้าอี้คู่แถวกลางๆ โดยนั่งชิดหน้าต่าง ให้ประวีร์นั่งด้านใน มือก็ล้วงเศษเหรียญในกระเป๋าสตางค์ใบเล็กออกมารอจ่ายค่าตั๋วรถ แล้วค่อยเปิดถุงกล้วยทอดหยิบกินอย่างมีความสุข คนน้อยแบบนี้ หน้าต่างเปิดกว้างจนลมโกรกแบบนี้ เธอก็จกของกินแบบไม่ต้องกลัวว่าจะส่งกลิ่นรบกวนคนอื่นได้เลยน่ะสิ“ง่ำ!”“แกนี่มัน...” ประวีร์ที่ก้าวขึ้นรถตามมาเห็นเข้าถึงกับจนด้วยคำพูด ได้แต่นั่งลงข้างเพื่อน เตรียมเหรียญจ่ายค่าตั๋วรถอย่างอ่อนใจแกมเอ็นดูในตอนนี้เองที่สายตาเขาม
ครอบครัวของภคมณนั้นมีฐานะร่ำรวย เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน จึงโตมาแบบอยู่ดีกินดี เรียนโรงเรียนเอกชนชื่อดัง มีคนขับรถรับส่งตลอด เพื่อนในห้องเรียกเธอว่า ‘คุณหนูพายหวาน’ กันทั้งนั้นเพราะอยู่ดีกินดีนี่ละ เธอเลยกินเก่งมาก จ้ำม่ำสุดๆ แต่ด้วยมีหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม แก้มแดงเป็นมะเขือเทศสุก ผิวขาวผ่องปานน้ำนม พออ้วนๆ กลมๆ จึงดูน่ารักน่าหยิกเป็นที่สุดภคมณเป็นที่รักของเพื่อน พอๆ กับเป็นที่รักพ่อค้าแม่ค้าหน้าโรงเรียน เพราะเธอแวะไปอุดหนุนพวกเขาหลังเลิกเรียนทุกวัน ยิ่งวันที่ขอนั่งรถกลับบ้านกับเพื่อนๆ ได้นี่ คือซื้อสะบัด...เหมือนวันนี้พอเสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้นปุ๊บ ภคมณก็ลากรจนากับประวีร์พุ่งตัวออกจากโรงเรียนปั๊บไม่ใช่รีบกลับบ้านอะไรแต่รีบไปซื้อของกินหน้าโรงเรียนต่างหาก!“ฉันจะไปซื้อน้ำปั่นกับขนมเบื้องร้านนั้น พวกแกอยากกินอะไรก็ไปซื้อเอานะ” พูดจบก็เดินตัวปลิวไปหาของกินจนผมเปียทั้งสองข้างสะบัดไปมาพอเห็นของกิน ภคมณคือไม่สนใจอะไรอย่างนี้ทุกทีเด็กหญิงรจนาหน้าหวานคิดพลางหันไปส่ายหน้ายิ้มๆ กับเด็กชายประวีร์ ผู้มีร่างเป็นชายแต่ใจเป็นหญิง“คอยดูนะ หางเปียสะบัดขนาดนั้น ยายนั่นไม่ได้ซื้อมาแค่สองอย่า







