LOGINชีวิตนี้ภคมณเกิดมาบนกองเงินกองทองโดยแท้ ได้รับความรักจากครอบครัวล้นเหลือ พวกเขาประคบประหงมเธอดั่งไข่ในหิน ไม่ว่าต้องการสิ่งใดก็ล้วนได้มาง่ายดายยิ่ง ไม่เคยได้รับความทุกข์ยากลำบากใจเลย
ทว่าเรื่องใดๆ ในโลกนี้ล้วนไม่จีรังยั่งยืน
เป็นคุณหนูบ้านรวยอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นคุณหนูตกอับไม่ทันตั้งตัว!
เหตุมันเกิดขึ้นในตอนที่ภคมณเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย จู่ๆ บริษัทของบิดาก็ประสบปัญหาทางการเงินครั้งใหญ่ มีการฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก คุณเรวัช บิดาของเธอพยายามหาทางออกให้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่กลับถูกหุ้นส่วนหักหลังด้วยการขอถอนตัวกะทันหัน โยนปัญหาให้ท่านสะสางคนเดียว
ความเครียดและกดดันในขณะนั้น คงหนักหนาเกินกว่าท่านจะทนไหว วันหนึ่งท่านจึงตัดสินใจจบชีวิตด้วยการยิงตัวเองในห้องทำงานบนชั้นสองของบ้าน แต่การจบชีวิตของท่าน ไม่ได้ทำให้ปัญหาจบตามไปด้วย
ความเศร้าโศกเสียใจกับการสูญเสียหัวหน้าครอบครัวไปแบบไม่มีวันกลับยังไม่ทันจืดจาง ก็มีคนมาโวยวายให้คุณภัคจิรา มารดาของเธอชดใช้เงินแทนสามีที่ล่วงลับ
...เป็นเงินก้อนใหญ่สมราคาที่คุณเรวัชตัดสินใจจบชีวิตหนีมัน
พวกเธอแม่ลูกคิดว่าเงินที่มีอยู่ไม่น่าจะพอชดใช้ จึงบากหน้าไปขอหยิบยืมจากญาติใกล้ชิดมาสมทบ แต่ไม่มีญาติที่ไหนให้ความช่วยเหลือเลย แถมทำตัวห่างเหินเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ขณะที่เพื่อนในสังคมที่คุณภัคจิราไม่คิดว่าจะให้ความช่วยเหลือ กลับยื่นมือมาช่วยโดยไม่ได้ร้องขอ พอได้เห็นธาตุแท้ของญาติๆ ในตอนนั้น มารดาของเธอจึงตัดขาดพวกเขาทั้งหมดทันที
หลังจากนั้นท่านก็กัดฟันรับเงินจากเพื่อนคนนั้นมารวมกับเงินที่เหลืออยู่ในบ้าน เอาไปจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่พอก็เอาทรัพย์สินของมีค่าในบ้านไปขายเปลี่ยนเป็นเงิน อะไรขายได้ คือขายหมด คนรับใช้ คนขับรถ ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นถูกตัดทิ้งไม่เหลือ รถส่วนตัวของเธอก็ถูกขายไปในการนี้
กว่าจะชดใช้เงินจบสิ้น เราสองคนแม่ลูกก็แทบจะสิ้นเนื้อสิ้นตัวกันเลยทีเดียว สิ้นทั้งเงินทองและเพื่อนฝูง มีคนหายไปจากชีวิตมากมายหลายคน เหลือคนที่อยู่เคียงข้างความจริงใจแค่ไม่กี่คนเท่านั้น
ต่อมาคุณภัคจิรายังขายบริษัทนั่นทิ้งอย่างไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมันอีก เงินที่ได้มาก็แบ่งไปคืนให้เพื่อนท่าน และเก็บเป็นทุนรอนใช้ชีวิตต่อไป
ภคมณไม่ได้คัดค้านสิ่งที่มารดาทำ ด้วยกลัวว่าท่านจะเครียดจนคิดสั้นเหมือนบิดาอีกคน
เดิมทีนึกว่าขายบริษัททิ้งไปแล้วจะหลุดพ้น กลับมามีความสุขเหมือนเดิม แต่เห็นได้ชัดว่ามันกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว ภาพคนที่เรารักนอนจมกองเลือดอยู่ในบ้านเป็นเหมือนแผลที่ไม่มีวันหายของเธอกับมารดา เราสองคนอยู่อย่างไม่มีความสุข จากที่เคยอ้วนท้วมก็ผ่ายผอมลงในเวลาไม่กี่เดือนนั้นเอง
รอกระทั่งภคมณเรียนจบ มีงานมั่นคงทำแล้ว จึงขายบ้านทิ้ง เอาเงินมาซื้อบ้านหลังเล็กที่อยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานของเธอแทน แต่ก็ยังอยู่ในละแวกบ้านเก่า เธอให้มารดาเก็บเงินที่เหลือไว้เป็นเงินฉุกเฉิน ส่วนค่าใช้จ่ายในบ้านเธอจะรับผิดชอบเอง แต่ท่านก็ไม่เห็นด้วย ไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ ให้ลูกเลี้ยง เลยแบ่งเงินไปลงทุนทำธุรกิจความสวยความงามกับเพื่อนที่ไม่ได้ทอดทิ้งไป เธอเห็นความตั้งใจนั้นแล้วก็ได้แต่ปล่อยให้ท่านทำตามใจ หลังจากนั้นก็ต่างยุ่งกับงาน เรื่องเลวร้ายถูกโยนไว้ในส่วนลึกของความทรงจำ ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอีกเลย
ก็ใช้ชีวิตสองคนแม่ลูกอยู่เกือบปี จู่ๆ คุณภัคจิราก็พาฝรั่งคนหนึ่งมาแนะนำในฐานะคนรัก ถ้าเธอไม่คัดค้าน พวกเขาจะแต่งงานกันและพาเธอย้ายไปอยู่เมืองนอกด้วย ภคมณนี่ถึงกับอึ้งกิมกี่!
แต่ไม่ได้คัดค้านการคบกันของพวกเขา เห็นมารดามีความสุขกับรักครั้งใหม่ เธอย่อมดีใจด้วย ท่านเศร้าเสียใจมามากพอแล้ว
ทว่าไม่คัดค้าน ก็ไม่ได้แปลว่าเห็นด้วย
ภคมณรอจนแน่ใจ ว่าคนที่จะมาเป็นพ่อเลี้ยงนั้นรักและหวังดีกับคุณภัคจิราจริงๆ เธอจึงยินยอมให้พวกเขาได้แต่งงานกัน แต่เรื่องย้ายไปอยู่เมืองนอกกับพวกเขานั้น เธอขอบาย ซึ่งก็ทำให้มารดาเกือบล้มงานวิวาห์ เพราะท่านไม่อยากทิ้งเธอให้อยู่ที่เมืองไทยคนเดียว ต้องปะเหลาะว่าอยู่ได้จริงๆ บอกว่ามีประวีร์กับรจนาที่คบกันอย่างเหนียวแน่นอยู่ดูแลไม่ห่างแน่นอน ท่านถึงได้ยอมรับการตัดสินใจของเธอ
ถึงตอนนี้คุณนายภัคจิราก็ย้ายไปอยู่สามีที่เมืองนอกได้สามปีกว่าแล้ว แม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เราแม่ลูกก็ติดต่อกันเสมอ นั่งเครื่องบินไปหากันปีละครั้งสองครั้ง แม้ไม่มีฐานะร่ำรวยเหมือนก่อน เราก็ใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุข เจออุปสรรคบ้าง แต่ล้วนผ่านมาได้ด้วยดี
“ไอ้พาย! ยืนเหม่ออะไรของแกน่ะ”
คนเผลอยื่นเหม่อคิดถึงเรื่องในอดีต เพราะมารดาเพิ่งโทรศัพท์บอกว่าปีนี้จะกลับไทยทีเดียวช่วงครบรอบวันจากไปของบิดา ซึ่งอยู่ช่วงปลายปี ห่างจากตอนนี้ราวเจ็ดแปดเดือน หันไปมองประวีร์ที่ตะโกนเรียกเสียงดัง ทั้งที่นั่งอยู่ข้างๆ กันนี่เอง สามปีที่ผ่านมา ประวีร์กับรจนาอยู่ดูแลเธอไม่ห่างอย่างที่อ้างไว้จริงๆ แถมยังมารวมตัวที่บ้านเธอบ่อยมาก ด้วยบ้านนี้มีเธออยู่คนเดียว ไม่ต้องเกรงใจใครนั่นเอง วันนี้ก็เป็นอีกวันที่สองคนนี้นัดกันมากินข้าวบ้านเธอ
นึกถึงที่อีกฝ่ายคอยอยู่เคียงข้างมาตลอด สายตาไม่พอใจที่ถูกเรียกเสียงดังพลันอ่อนลง เช่นเดียวกับเสียงที่ถาม
“แกจะเรียกเสียงดังทำไม เรียกเบาๆ ฉันก็ได้ยินมั้ย”
ประวีร์ถลึงตาใส่ “ได้ยินบ้านแกสิ! เรียกตั้งนาน ไม่หือไม่อือ เป็นอะไรวะ”
“คิดอะไรนิดหน่อยน่ะ แล้วเรียกทำไม”
“ทะเลผัดฉ่านี่เหลือจานสุดท้ายแล้วเหรอ ขอเบิกเพิ่มอีกสักจานได้มั้ย”
“ไม่มี หมดนั่นแล้วก็หมดเลย” ยิ้มเย็นตอบแล้วภคมณก็เดินถือโทรศัพท์ไปหารจนาตรงโซฟาในห้องนั่งเล่น ตอนนี้รจนาคนสวยกลายเป็นคุณแม่ลูกหนึ่งไปแล้ว วันนี้ก็พาลูกสาวตัวน้อยมาตั้งแต่หัวค่ำ ส่วนประวีร์ที่ผ่าตัดแปลงเพศจนสวยเช้งไปทั้งตัว กลายเป็น ‘เธอ’ อย่างสมบูรณ์แบบแล้วนั้น มาช้าไปสองชั่วโมง...
“แค่นี้จะไปอิ่มอะไร ทำกับวีวี่แบบนี้ไม่ได้นะ!” ประวีร์ท้วงทันที ก่อนหน้านี้เพื่อนส่งรูปไปให้ดูมีแต่อาหารคาวหวานเต็มโต๊ะ พอมาถึงกลับเหลือแค่ทะเลผัดฉ่ากับไข่เจียวจานเดียว
“อยากมาช้าเองนี่”
“เออ แกไปฟาดผัดฉ่าหนุ่มเนื้ออ่อนจนมาช้าขนาดนี้ จะมาหิวอะไรอีก ไม่ใช่แซ่บถึงทรวงมาแล้วหรอ” รจนาพูดหยอกขึ้นมาบ้าง นัดเจอกันตั้งแต่หัวค่ำ ประวีร์เล่นโผล่มาเอาตอนจะสามทุ่ม อย่าว่าแต่อาหาร เธอเองก็จะกลับแล้วเหมือนกัน ติดที่ต้องรอให้สามีมารับนี่ละ
คนไปแซ่บกับหนุ่มมาจริงๆ ลอยหน้าลอยตาบอก “ทั้งแซ่บทั้งแสบไปทั้งทรวงเลยค่ะ แต่นั่นก็แค่ของหวานล้างปาก ไม่ช่วยให้อร่อยอิ่มท้องเหมือนกับข้าวกับปลาของเพื่อนนี่นา”
รจนากับภคมณพากันกลอกตาเบ้ปากใส่
มัวแต่ใช้แรงกินผู้ชายจนไม่ได้กินอะไร เลยหิวโซมาอย่างนี้สิไม่ว่า!
“แดดดี้มาแล้ววววววว”เสียงเล็กใสตะโกนขึ้นทันทีที่เหลือบเห็นธีร์เปิดประตูเดินเข้ามาในออฟฟิศเย็นฉ่ำของโรงงานเค้กแห่งนี้ จากนั้นเด็กหญิงวัยสี่ขวบในชุดกระโปรงสุดน่ารักก็ทิ้งจานขนมและของเล่นในมือ พุ่งตัวมาหาเขาอย่างดีใจธีร์ก้มลงช้อนอุ้มลูกสาวขึ้นมาหอมแก้มอย่างเอ็นดู พอไม่เห็นภรรยากับลูกชายคนเล็กที่ควรจะรอเขามารับกลับบ้านอยู่ในห้องนี้ด้วย จึงก้มถามลูกสาว “เค้กอยู่คนเดียวเหรอคะ มามี้กับน้องไปไหน”นี่เป็นสถานการณ์ไม่ปกติ ภคมณหายไปไหน ทำไมเธอไม่พาลูกคนนี้ไปด้วย ปกติเธอไม่เคยให้ลูกเล่นอยู่ตามลำพังอย่างนี้เลย หรือเพราะรู้ว่าเขากำลังจะมารับ?ขณะธีร์กำลังมุ่นคิ้วคิดกังวลอยู่นี่เอง คนตัวเล็กที่เขาอุ้มอยู่ก็ให้คำตอบมาว่า “คีนปู๊ดเหม็นๆ มามี้พาไปล้างก้นอยู่ค่ะ เค้กทำขนมรอ เดี๋ยวมามี้กับคีนออกมาซื้อ~”“โอเค ไหน เค้กทำขนมอะไรบ้างคะ แดดดี้ช่วยซื้อดีมั้ย”“ดีค่ะ!”ตอนนั้นเอง ภคมณกับเด็กชายธนนท์วัยสองขวบ ผู้มีใบหน้าถอดบิดาออกมาเป๊ะๆ ก็เปิดประตูเข้ามาพอดี เมื่อเห็นว่าธีร์อยู่ในห้องด้วยก็พากันยิ้ม
หลังจัดงานแต่งกันแบบเรียบง่าย ธีร์กับภคมณก็ไปฮันนีมูนหวานที่ทะเลใต้ ระหว่างนี้ธีร์ได้ดำเนินการเรื่องรีโนเวทบ้านทั้งสองให้กลายเป็นหลังเดียวไปด้วย ไม่รู้ว่าเขาทุ่มเงินกับเรื่องนี้มากแค่ไหน เพราะไปกันแค่ไม่กี่วัน กลับมาคือบ้านเสร็จพร้อมเข้าอยู่แล้วหลายเดือนหลังจากนั้น เด็กหญิงธยาดา รณวัฒน์ หรือ น้องเค้ก โซ่ทองคล้องใจของพวกเขาก็คลอดออกมา หนูน้อยร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง มีเครื่องหน้ากระจุ๋มกระจิ๋ม ผิวขาวอมชมพู ตัวและแขนขาอวบเป็นมัดๆ ใครเห็นก็พูดว่าได้มารดามาทั้งก้อน มีเพียงผมและดวงตาสีดำขลับที่ได้บิดามา เจ้าก้อนของพวกเขาน่ารักจนใครๆ ก็หลงกันหัวปักหัวปำแน่นอนว่าคนได้เป็นพ่อคนแม่คนสมใจอยากนั้นย่อมรักลูกสาวคนนี้ปานแก้วตาดวงใจ ประคบประหงมลูกน้อยอย่างกับไข่ในหินภคมณที่อยากเลี้ยงลูกเอง วางแผนถอนตัวจากร้านเค้กมาดูแลอยู่เบื้องหลังตั้งแต่ลูกยังไม่คลอด เธอค่อยๆ ปล่อยให้ลูกน้องทำงานกันเอง ไม่ลงไปลุยเองทุกอย่างเหมือนก่อน พอลูกคลอดออกมา เธอเลยเลี้ยงลูกและทำงานไปด้วยอย่างไม่มีปัญหา ยังสามารถขยายร้านเป็นโรงงานส่งเค้กตามฝันได้แล้วด้วย เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี่เอง ที่เธอย้ายฐานผลิตไปอยู
เมื่ออวยพรพร้อมมอบของขวัญให้ลูกสะใภ้เรียบร้อยแล้ว คุณชนาธิปกับคุณรุจีก็ขยับให้ที่คุณภัคจิราอวยพรต่อ“ขอให้ทั้งสองคนใช้ชีวิตด้วยกันให้สนุกและมีความสุขนะจ๊ะ รักกันให้มาก ทะเลาะกันให้น้อย มีเรื่องอะไรให้หันหน้าคุยกัน อย่าหันหลังให้กัน เข้าใจมั้ยพายหวาน” ประโยคหลังคุณรุจีพูดเน้นกับลูกสาวเป็นพิเศษ พอภคมณพยักหน้ารับ จึงเอ่ยต่อ “แม้ว่าแม่จะไม่ได้อยู่กับลูกตลอดเวลา แต่แม่รักพายเสมอนะ ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่พายต้องการแม่ แม่จะมาหาพายทันที”“แม่ขา...” ภคมณโผเข้ากอดมารดาแน่น น้ำตาที่กลั้นมานานไหลออกมาทันที และนั่นก็ทำให้คุณภัคจิราน้ำตารื้นไปด้วย นาทีต่อมาทั้งสองก็ร้องไห้กันยกใหญ่ ร้องจนธีร์ใจไม่ดี รีบเอ่ยให้คำมั่นสยบน้ำตา“คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะรักและดูแลพายดีๆ จะไม่ทำให้พายและคุณแม่ผิดหวังเสียใจแน่ครับ”คุณภัคจิราข่มก้อนสะอื้นพูดกับลูกเขย ขณะลูบหลังปลอบลูกสาวในอ้อมอก “ฝากแก้วตาดวงใจของแม่ด้วยนะพี่ธีร์ พายหวานเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตแม่ วันนี้แม่ยกให้พี่ธีร์ เพราะรู้ว่าพี่ธีร์รักน้องไม่แพ้กับที่น้องรักพี่ธี
แม้จะเป็นแค่งานฉลองเล็กๆ แต่แขกก็มีมากกว่าสิบนับแขกทางฝ่ายธีร์ก็มีคนบ้านรณวัฒน์ทั้งบ้าน หลังจากพวกภคมณได้เห็นหน้าธาม พี่ชายของธีร์แล้วถึงบ้างอ้อ ว่าทำไมน้องไทม์ถึงหน้าเหมือนธีร์ขนาดนั้น สองหนุ่มนี่เหมือนกันอย่างกะแกะ ต่างแค่คนพี่เขาหน้าคมเข้มมากกว่า นอกจากนี้ยังมีสามหนุ่ม ตะวันฉาย เขมรุจ และยิ่งคุณ ที่ถูกเชิญมาด้วยส่วนแขกทางฝ่ายภคมณมีคุณภัคจิรา ประวีร์ รจนากับสามีและลูก พรชีวาอีกหนึ่งพูดได้เลยว่ามีแต่คนกันเองทั้งนั้น บรรยากาศในงานเลยเรียบง่ายและอบอุ่นมาก มองเผินๆ แล้วไม่ต่างจากการมารวมตัวรับประทานอาหารกันตามปกติเลย สิ่งที่บอกว่าพวกเขามาฉลองให้กับเรื่องอะไร คงจะเป็นผ้าคลุมผมเจ้าสาวบนหัวภคมณและเสื้อผ้าหน้าผมของทุกคนที่สวยหล่อกันเป็นพิเศษนั่นละวันนี้ธีร์กับภคมณมีความสุขจนยิ้มไม่หุบตลอด พวกเขาแทบไม่อยากให้งานจบลงเลยแต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกราเมื่อได้เวลาอันสมควร ทุกคนก็พร้อมใจพาบ่าวสาวโดยนิตินัยไปส่งตัวเข้าห้องหอ ซึ่งก็คือห้องนอนที่บ้านธีร์นั่นเองเนื่องจากคุณชนาธิปกับคุณรุจีครองรักอยู่ด้วยกันอย่างราบรื่นและมีความสุขมาจนถึงทุกวันนี้
ราวกับว่าพวกผู้ใหญ่ก็เป็นกังวลเรื่องภคมณกับลูกอยู่ลึกๆ เมื่อธีร์บอกว่าจะเลื่อนงานแต่งออกไป ณ ตอนนี้พวกเขาจะจดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องก่อน รอลูกโตสักขวบสองขวบค่อยจัดพิธีแต่งงาน พวกท่านถึงได้เห็นด้วยอย่างง่ายดายกระนั้นคุณรุจีก็ยังแอบไม่สบายใจ พอเห็นคุณแม่ของลูกสะใภ้ลุกไปยกของว่างมาเพิ่มในระหว่างที่พวกเขาคุยเรื่องขั้นตอนการไปจดทะเบียนสมรสอยู่กับคุณชนาธิป จึงแอบเดินตามไปถามให้แน่ใจ “พวกเราเลื่อนงานแต่งออกไปอย่างนี้ คุณแพทโอเคจริงๆ นะคะ”คุณภัคจิราพยักหน้าบอกยิ้มๆ “ก็แค่เลื่อนงานนี่คะ คนจะแต่งเขาก็ต้องการอย่างนั้น แพทน่ะ ขอแค่ลูกสบายใจก็พอแล้วค่ะ”“นั่นสิคะ ขอแค่ลูกสบายใจและมีความสุข แม่ๆ อย่างเราก็พอใจแล้ว” คุณรุจีพยักหน้าคล้อยตาม “แต่ว่านะคะ พอมีหลานออกมาสักคน เราจะลืมลูกไปเลยค่ะ ตอนแรกพี่ไม่เห็นด้วยเรื่องเลื่อนงานแต่งออกไปเลย แต่พอคิดถึงหลานในท้องหนูพายก็เปลี่ยนใจ ผู้หญิงเราจะเป็นเจ้าสาวทั้งที มันมีเรื่องให้จัดการมากมาย เกิดหนูพายเครียดที่ต้องเตรียมงานให้ทัน จนหลานในท้องเป็นอะไรขึ้นมาอีกทำไง แค่คิด... พี่ก็ใจไม่ดี รอให้หลานค
หลังภคมณออกจากโรงพยาบาลมาได้ไม่กี่วัน เธอก็ตัดสินใจไปทำบุญให้บิดาผู้ล่วงลับก่อนเวลา ด้วยอยากพาธีร์ไปแนะนำให้ท่านได้รู้จัก ก่อนจะแต่งงานแต่งการกันนั่นเองไม่กี่วันจากนั้น คุณรุจีก็ได้ฤกษ์แต่งงานมาให้ปรากฏว่าฤกษ์ดีที่สุดสำหรับการจัดงานแต่งอยู่ในช่วงต้นปีหน้าจริงๆ มีให้เลือกสองช่วง คือช่วงปลายเดือนมกราคมและกลางเดือนพฤษภาคม ไม่ว่าจะฤกษ์ไหน ล้วนเป็นช่วงที่ท้องของภคมณขยายใหญ่ขึ้นแล้วทั้งนั้น ทุกคนจึงเห็นตรงกันว่าให้ใช้ฤกษ์สะดวก ก็ลงเอยที่ต้นเดือนธันวาคมนี้นั่นหมายความว่ามีเวลาเตรียมงานแต่งนี้แค่เดือนกว่าๆ เท่านั้นภคมณมาคิดดูดีๆ แล้วรู้สึกว่าน่าจะฉุกละหุกไป จะแต่งงานทั้งทีเธอก็อยากทำให้ออกมาดีที่สุด ไม่อยากให้มีเรื่องผิดพลาด รอพร้อมจริงๆ ค่อยแต่งดีกว่าเย็นนี้สบโอกาสตอนที่ธีร์พามาเลือกเวดดิ้งแพลนเนอร์ที่บ้านเขาตามลำพังสองคน เธอเลยลองคุยกับเขาดู“พายว่า... เรายังไม่ต้องจัดงานแต่งกันดีมั้ยคะ”“หืม” ธีร์ที่กำลังเช็กรายชื่อแขกในงานรอพลางๆ ได้ยินอย่างนั้นก็เลิกคิ้วถาม “ทำไมพูดแบบนั้น พายไม่อยากแต่งงานกับพี่เหรอ&rd
...ห้องแชทเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมีสติกเกอร์ตกใจส่งมารัวๆ จนเธอส่งอะไรไม่ได้ หน้าจอเหมือนจะค้างไปเลยพอไม่เห็นเธอตอบ ประวีร์จึงเริ่มวิดีคอลกลุ่ม รจนากดเข้าร่วมในทันทีคนตอบไม่ทันได้แต่ค้อนลมค้อนแล้ง ก่อนจะกดเข้าร่วม เสียงแหลมๆ ของประวีร์ดังรัวมาก่อนเลย“แกเจอพี่
“อืม ดูจากรูปร่างแล้วไม่เลวจริงๆ น่าจะอายุเยอะกว่าเรา ตัวสูง ไหล่กว้าง ขายาว ข้างหลังยังดูดีขนาดนี้ ไม่รู้หน้าตาจะหล่อดีอย่างที่พี่ยุบอกหรือเปล่า”ขณะพึมพำกับตัวเองอยู่ดีๆ พลันเห็นอีกฝ่ายหมุนตัวมาเหมือนรู้ตัวว่าถูกแอบมอง ภคมณรีบย่อตัวหลบด้วยความตกใจ ก่อนจะย่นคิ้ว“แกมาหาเขานะพาย จะหลบเพื่อ!”บ่นตัว
“อ้าว! ไม่ทันละ” ภคมณทำตาปริบๆ มองตามรถไป“เพราะแกแหละ ห่วงแต่กิน!”“เอาน่า นู้นไง มาอีกคันแล้ว ไม่เห็นต้องรอนานเลย”ประวีร์มองรถเมล์สายเดียวกันที่แล่นเข้ามาแต่ไกลแล้วถลึงตาใส่แม่ตัวดี เพราะคันเมื่อกี้เป็นรถปรับอากาศแสนเย็นฉ่ำ แต่คันนี้น่ะเป็นรถปรับอากาศด้วยการเปิดหน้าต่าง!“ไม่ต้องรอนาน แต่มันร้อน
ครอบครัวของภคมณนั้นมีฐานะร่ำรวย เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน จึงโตมาแบบอยู่ดีกินดี เรียนโรงเรียนเอกชนชื่อดัง มีคนขับรถรับส่งตลอด เพื่อนในห้องเรียกเธอว่า ‘คุณหนูพายหวาน’ กันทั้งนั้นเพราะอยู่ดีกินดีนี่ละ เธอเลยกินเก่งมาก จ้ำม่ำสุดๆ แต่ด้วยมีหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม แก้มแดงเป็นมะเขือเทศสุก ผิวขาวผ่องปานน้







