Masukเทียร์
ทุกวันนี้ชีวิตฉันมีอยู่แค่สองอย่างคือเรียนและทำงาน ถามว่าเหนื่อยไหม ตอบเลยว่าเหนื่อยมาก! แต่ก็ต้องกัดฟันทำต่อไป เพราะเงินประกันชีวิตที่ได้รับหลังจากที่พ่อกับแม่เสียชีวิต มันไม่มากพอที่จะส่งฉันเรียนจนจบได้ หรือไม่ก็เฉียดฉิวมาก ไหนจะค่าเทอม ค่าหอพัก ค่ากิน ข้าวของเครื่องใช้จิปาถะทั้งหลาย มันไม่ใช่น้อยๆ เลย ข้าวของก็ขึ้นราคาทุกวัน ฉันเลยต้องทำงานเพื่อให้มั่นใจว่าฉันจะมีเงินมากพอที่จะส่งตัวเองเรียนจนจบและมีเงินเก็บฉุกเฉินด้วย
ความจริงงานที่ทำอยู่ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรเลย ณ ตอนนี้นะ ช่วงแรกๆ ก็เอาเรื่องเหมือนกัน เพราะการฝึกเป็นบาร์เทนเดอร์มันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความจำค่อนข้างเยอะ ชื่อแอลกอฮอล์แต่ละอย่างก็ใช่ว่าจะง่าย ต้องเอาอะไรต่อมิอะไรมาผสมกันอีก แต่พอทำได้สักพักก็รู้สึกคล่องและพยายามตั้งใจทำงานและพัฒนามาเรื่อยๆ ให้สมกับเงินเดือนและจะทำให้พี่ชายเพื่อนที่ช่วยฝากงานนี้ให้เสียหน้าไม่ได้เด็ดขาด
ระหว่างที่ยืนเช็ดแก้วที่เคาน์เตอร์บาร์ สายตาก็ปะทะเข้ากับใบหน้าหล่อเหลาที่ฉันเก็บเอาไปฝันเมื่อคืน ดวงตาสีเทาคมเฉี่ยวเหมือนเหยี่ยว
สันจมูกโด่งสวยเข้ารูป รูปร่างสูงใหญ่กำยำไซซ์ยุโรป เมื่อวานแค่เขาใส่เสื้อยืดกับกางเกงยีนยังก็ดูโดดเด่นเกินต้านทานแล้ว แต่วันนี้เขากลับมาในลุค All black ที่ดูเป็นทางการมากกว่าในเสื้อเชิ้ตพับแขนกับกางเกงสแล็กส์และรองเท้าหนังมันวาว ไม่ต้องบอกเลยว่าเขาโดดเด่นแค่ไหนแค่เดินเข้าในตัวเลาจน์ที่หรี่ไฟให้มืดลงเพื่อเหมาะแก่บรรยากาศยามค่ำคืน ก็เหมือนมีสปอร์ตไลท์ส่องร่างหนาของเขาอยู่ทุกย่างก้าว คนอะไรออร่าตาแตกขนาดนี้ ได้แต่บอกตัวเองหยุดใจสั่นกับร่างสูงที่นั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดียวกับเมื่อคืน
เมื่อวานเขาใส่เสื้อยืดคอกลม ฉันเลยไม่เห็นว่ารอยสักที่โพล่พ้นคอเสื้อมันคืออะไร แต่วันนี้เขาใส่เสื้อเชิ้ตและปลดกระดุมหลายเม็ดจนเห็นรอยสักรูปมังกรขนาดใหญ่ที่หน้าอกข้างขวา เขายิ่งดูแบดบอยกร้าวใจสุดๆ ไปเลย
ไม่คิดมาก่อนว่าฉันจะใจสั่นกับผู้ชายทรงนี้ เพราะคิดตลอดมาว่าตัวเองชอบผู้ชายแนวคุณชายๆ พูดจาสุภาพ อบอุ่น อะไรประมาณนี้ แต่คนตรงหน้าช่างห่างไกลจากคำว่าคุณชายมากโข
“สวัสดีค่ะ เจอกันอีกแล้วนะคะ” ในฐานะผู้บริการก็ต้องทักทายแขกก่อนตามมารยาท ซึ่งปากเรียวบางก็กระตุกยิ้มมุมปากพร้อมก้มหัวให้เล็กน้อยเป็นการทักทายกลับ
“รับอะไรดีคะวันนี้”
“เหมือนเดิมครับ” เขาดูนิ่ง ไม่หว่านเสน่ห์เกลื่อนกลาดเหมือนเมื่อวาน แต่แค่นั่งนิ่งๆ ก็มีเสน่ห์เหลือล้น
“ได้ค่ะ” บอกเขาแล้วหันไปหยิบขวดวิสกี้ราคาเกือบแสนมาเทใส่แก้วที่ถูกเช็ดจนใสวิ้งวับให้สมกับราคาวิสกี้และการบริการแขกระดับ VVIP
ตอนแรกที่เริ่มทำงานนี่บอกเลยว่าทุกครั้งที่ลูกค้าสั่งเหล้าที่มีราคาสูงๆ ก็แอบมือสั่นทุกครั้งที่ต้องรินเหล้าแพงๆ พวกนั้นเหมือนกันนะ ยิ่งเป็นพวกไวน์ที่มีอายุหลายสิบปียิ่งแพงและเป็นที่นิยมของลูกค้า โชคดีที่บาร์เทนเดอร์อย่างฉันไม่ต้องเสิร์ฟมันบ่อยครั้ง เพราะส่วนใหญ่จะเป็นแขกที่นั่งโซนโซฟาและนั่นคือหน้าที่ของพนักงานเสิร์ฟ
“นี้ค่ะ Macallen 25 years Sherry Oak”
“ขอบคุณครับ” เขาเอ่ยขอบคุณแล้วยกแก้ววิสกี้ไปจิบพลางใช้สายตาเฉี่ยวคมนั้นจดจ้องใบหน้าฉันไปด้วย
อยากยกมือขึ้นมาลูบใบหน้าที่กำลังร้อนวูบวาบอยู่ตอนนี้ แต่ก็ทำไม่ได้เดี๋ยวคนตรงหน้าจะดูออกว่าฉันเสียอาการ อย่าเผลอแสดงอาการใดๆ ให้รู้เขาเด็ดขาดว่าเสน่ห์แพรวพราวของเขามีผลต่อฉันมากมาย
คือฉันก็ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งนะ ถึงปากจะปฏิเสธเขาไปอย่างชัดเจนและหนักแน่นเมื่อวาน ใช่ว่าฉันจะไม่หวั่นไหวกับผู้ชายที่หล่อสมบูรณ์แบบอย่างเขาเสียหน่อย
“คุณทำงานที่นี่ทุกวันเหรอครับ”
“ก็เกือบทุกวันค่ะ หยุดแค่วันพุธกับพฤหัส”
“งั้นพรุ่งนี้ถ้าผมมาอีกก็จะได้เจอคุณใช่ไหม” ก็คงต้องเป็นอย่างงั้นเพราะพรุ่งนี้เป็นวันอังคารฉันก็ต้องมาทำงานตามปกติอยู่แล้ว
“ค่ะ ปกติวันอาทิตย์-วันอังคาร ฉันทำงานถึงแค่เที่ยงคืนค่ะ” ไม่รู้ทำไมถึงบอกเขาไปละเอียดขนาดนั้น เหมือนอยากให้เขารู้ว่าถ้าอยากเจอฉันก็ต้องมาก่อนเที่ยงคืนงั้นแหละ
นี่ฉันอยากให้เขามาเจอฉันงั้นเหรอ?
“ครับ งั้นพรุ่งนี้คุยงานเสร็จแล้วผมจะรีบมาที่นี่นะ”
หมายความว่าไงฝ? เมื่อวานไม่ใช่ว่าเขาเข้าใจแล้วเหรอว่าฉันไม่สนใจข้อเสนอที่เขายื่นให้ แต่ทำไมเขายังทำเหมือนมาหยอดกันอยู่ล่ะ
“ค่ะ” ก็ได้แต่ตอบรับเขากลับอย่างสุภาพเพราะยังไงเขาก็ลูกค้า
ซึ่งเขาไม่ได้พูดจาไม่ดีหรือตอแยน่ารำคาญเหมือนคนอื่นๆ ที่ผ่านมา“เทียร์” จู่ๆ เขาก็เรียกชื่อฉัน
“คะ?”
“คุณชื่อ เทียร์เหรอครับ”
“ค่ะ ฉันชื่อเทียร์”
“เมื่อวานผมไม่เห็นป้ายชื่อคุณน่ะ แล้วก็ลืมถามด้วย”
“ขอโทษด้วยนะคะ พอดีเมื่อวานฉันทำป้ายชื่อตกไว้ที่ห้องพัก” โดนผู้จัดการติงมาเหมือนกันเพราะกฎระเบียบที่นี่ค่อนข้างเคร่งครัดและเรื่องการแต่งตัวอย่างถูกระเบียบของพนักงานถือเป็นเรื่องสำคัญ
“ไม่เป็นไรครับ เพราะผมจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในกลับมาที่นี่คืนนี้”
“ยังไงเหรอคะ?” ทำไมต้องมีข้ออ้างด้วยเพราะเขาก็เข้าออกที่นี่ได้ตลอดอยู่แล้ว
“ก็ที่ผมมาวันนี้ก็เพราะอยากรู้ชื่อคุณบาร์เทนเดอร์ไงครับ” แหนะ หยอดแล้วหนึ่ง
เขาไม่ได้เซ้าซี้หรือตื้อเหมือนคนอื่นๆ ที่ผ่านมาก็จริง ทว่าเขากลับใช้เสน่ห์จากรูปร่างหน้าตาและการพูดจาหลอกล้อฉันเป็นกลายๆ ซึ่งฉันยอมรับเต็มปากเลย ว่าเสน่ห์ที่เขาได้โปรยไว้นั้นได้ผล เพราะแค่เห็นเขาหัวใจฉันก็คันยุบยิบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ก็ได้แต่ภาวนาในใจให้ตัวเองไม่หลงเสน่ห์อันแพรวพราวของเขาจนตกปากรับคำขึ้นเตียงกับเขาไปง่ายๆ
“ไคเดนครับ ยินดีที่ได้รู้จัก” มือใหญ่ถูกยื่นมาตรงหน้า ฉันจำต้องยื่นมือตัวเองไปจับทักทายตามมารยาท
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ”
ฉันเป็นฝ่ายถอนมือออกก่อนเพราะรู้สึกถึงความมือไม้สั่นของตัวเอง และความสั่นไหวนั้นได้ไล่ลามไปถึงหัวใจด้วย
“ทำไมถึงมาเป็นบาร์เทนเดอร์ล่ะ รูปร่างหน้าตาอย่างคุณเป็นสาวเสิร์ฟไม่ได้เงินเยอะกว่าเหรอครับ”
เขาถามพลางพยักพเยิดหน้าไปทางพนักงานสาวเสิร์ฟที่อยู่ใน
ชุดเดรสรัดรูปแขนกุดยาวเหนือเข่าสีดำ แหวกประมาณคืบตรงหน้าขา ข้างขวาเพื่อให้ง่ายต่อการเดิน ส่วนตัวคิดว่าเป็นยูนิฟอร์มที่ดูคลาสสิกและ ไฮคลาสมาก ไม่ได้เปิดเนื้อหนังให้เปลืองตัวเลย แต่ชุดมันรัดรูปมากพอที่จะโชว์สรีระบนร่างกายให้ดูเซ็กซี่น่าค้นหา“เงินอาจจะเยอะกว่าก็จริงค่ะ แต่เปลืองตัวกว่า”
ถึงจะรับแขกระดับ vvip ก็เหอะ แต่ใช่ว่าคนมีตังจะนิสัยดี
เป็นสุภาพบุรุษกันหนิ ไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่มีคนเหี้ยก็คนเหี้ยนั่นแหละ เรื่องแต๊ะอั๋งอะไรพวกนี้มีให้เห็นบ่อยไป และส่วนมากคือเดือนร้อนโวยวายอะไรมากไม่ได้เสียด้วยสิ เพราะแต่ละคนระดับบึ้มๆ ทั้งนั้น ทิปหนักแค่ไหนฉันก็ทำใจให้พวกมือปลาหมึกมาลวนลามไม่ได้“เป็นบาร์เทนเดอร์ใช่ว่าจะไม่ได้ทิปเสียหน่อยหนิคะ”
“บาร์เทนเดอร์หน้าตาอย่างคุณคงได้ทิปหนักไม่เบาสินะ” เขาพูดด้วยสีหน้ารู้ทัน
ก็มันแน่นอนอยู่แล้ว บางเดือนทิปเยอะกว่าเงินเดือนเสียอีก จะว่ามั่นก็ได้เพราะฉันก็มั่นใจว่าตัวเองสวยระดับหนึ่ง ซึ่งหน้าตาที่พ่อแม่ให้มามันช่วยในการทำมาหากินได้เยอะเลย ก็อย่างที่บอกไปว่ามีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่มากหน้าหลายตาอยากรับฉันไปเลี้ยง นั่นก็หมายความว่าพวกเขาได้ถูกใจกับรูปร่างลักษณะภายนอกฉัน เมื่อถูกใจมีเหรอพวกเขาจะไม่ให้ทิปฉัน บางคนแค่ชงเหล้าแก้วเดียวก็ให้ทิปหลักหมื่นเลยทีเดียว เห็นไหมไม่ต้องเปลืองตัวเลย
คุยกับเขาได้อีกแค่สองสามประโยคก็ต้องขอตัวไปทำค็อกเทล จากที่คิดว่าแขกไม่เยอะเท่าไหร่แต่ออร์เดอร์ค็อกเทลมาไม่หยุดไม่หย่อนเลย
คงเป็นเพราะแขกผู้หญิงกลุ่มใหญ่ที่มาฉลองวันเกิด เลยยุ่งจนไม่สามารถคุยกับเขานานๆ เหมือนก่อนหน้านี้อีกมีมาเติมเหล้า คุยกันเล็กๆ น้อยๆ ดื่มได้สักพักเขาก็ขอตัวกลับห้องและฉันก็ได้รู้ว่าเขาพักอยู่โรงแรมแห่งนี้ด้วย จริงๆ ก็พอเดาไว้อยู่บ้าง เพราะเขาเป็นแขกหน้าใหม่และมาสองวันติดกันแล้ว คิดว่าน่าจะเป็นแขกที่มาพักห้องสวีทแล้วได้บัตร VVIP ที่เป็นสวัสดิการพิเศษสำหรับแขกที่เข้าห้องพักห้องราคาหลักแสนต่อคืน
“คั่วสาวที่ไหนกัน เฮียทำแต่งาน กลับจากภูเก็ตก็มาคุยงานต่อกับไอ้ฟรานเลย…. เราด้วยโตแล้วยังหวงพี่ชายอยู่ได้” แม้ว่าเทียร์จะไม่ได้แสดงอาการใดๆ ให้เห็น แต่ผมก็รีบแก้ตัวไว้ก่อน ซึ่งความจริงมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ตั้งแต่มาเหยียบเมืองไทยยังไม่ได้คั่วผู้หญิงคนไหนเลย ก็รอคั่วกับเธอคนนี้อยู่ไง ไม่รู้ว่าจะได้คั่วรึเปล่า“ไม่ได้หวงซะหน่อย แค่มีคนที่จองไว้ให้แล้วต่างหาก”“จองไว้? ใครเหรอบอกเฮียได้ไหม?” ถามไปเพราะอยากรู้ว่าใครกันที่เฟรจะยอมให้เป็นเมียไอ้ฟราน ก็เล่นหวงพี่ชายมาแต่ไหนแต่ไรทว่าผมอยากตะโกนบอกน้องสาวเพื่อนดังๆ ว่า คนนี้ไม่ได้ เฮียจองแล้วววว!!! เมื่อเห็นเฟรชี้นิ้วไปทางเทียร์“เทียร์….เพื่อนสนิทเฟรเอง สวย เก่ง ขยัน ผ่าน! ผ่าน! ผ่าน! 3 ผ่านเลย”ไม่ผ่านโว้ยยยย!!! ไหนเทียร์บอกว่าไอ้ฟรานเป็นแค่พี่ชายไงผมจึงเบนสายตาตั้งคำถามไปที่เทียร์ ซึ่งเธอสบตาผมและส่ายหน้าเบาๆ เป็นคำตอบ เลยทำให้ผมเกือบหลุดยิ้มกว้างด้วยความดีใจ แต่ก็ต้องเม้มปากซ่อนรอยยิ้มไว้เพราะกลัวเฟรจะสังเกตเห็น“ดูหน้าเพื่อนเราก่อน ว่าเขาอยากได้พี่ชายเราไหม”“เทียร์มันไม่เคยมองผู้ชายคนไหนหรอกค่ะ วันๆ มีแต่เรียนกับงาน” เฟรถอนหายใจอย่างเ
“คุณคงไม่ได้เป็นเพื่อนกับไอ้ฟรานใช่ไหม?” และไม่คิดว่าเทียร์จะเป็นเด็กฟรานซิสมันด้วย ไม่งั้นเธอคงไม่ได้ไปทำงานที่คลับเลาจน์หรอก เพราะไอ้ฟรานมันไม่ปล่อยให้เด็กตัวเองไปทำงานในสถานที่แบบนั้นแน่นอน แต่ของแบบนี้สรุปเองไม่ได้ต้องถามให้มั่นใจว่าเธอกับเพื่อนผมไม่ได้มีซัมติงกันจริงๆ“ฉันคงไม่ได้ดูแก่ขั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเฮียฟรานหรอกมั้งคะ” เธอตอบผมด้วยคำพูดติดตลก ซึ่งผมขำไม่ออกเพราะถ้าเธอว่าไอ้ฟรานซิสแก่ หมายความว่าผมก็แก่ด้วยสิ เพราะผมกับมันอายุเท่ากัน“คุณว่าผมแก่เหรอ” แล้วคนที่กำลังยิ้มร่าก็หน้าเจื่อนทันที“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ว่าให้คุณนะ แค่แซวเฮียฟรานเล่นเฉยๆ ค่ะ” เธอบอกพร้อมยกมือไว้ผมอย่างร้อนรนเหมือนกลัวคนแก่อย่างผมจะโกรธเอา หารู้ไหมว่าอารมณ์ของผมตอนนี้มันห่างไกลจากคำว่าโกรธโดยสิ้นเชิง ผมกำลังดีใจที่ได้เจอเธอ เพียงแค่ได้เห็นใบหน้าใสๆนี้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและการทำงานมันเบาลง หรือเป็นเพราะความสดใสที่เปร่งประกายจากร่างบางที่ทำให้ผมรู้สึกกระปรี้กระเปร่า เลือดในกายสูบฉีดจนหัวใจเต้นแรงผิดจังหวะเป็นเอามากนะกู! จะหัวใจวายตายไหมเนี่ย!ด้วยลุคที่แปลกตาบวกกับการเป็นตัวของตัวเอง
ไคเดนผมขับรถตรงจากสนามบินมาที่บ้านฟรานซิส หลังบินกลับจากภูเก็ตเพื่อไปดูความคืบหน้าของโรงแรมที่ร่วมหุ้นกับคีย์ที่ฟรานซิสเป็นคนแนะนำให้รู้จักเมื่อสองปีก่อน ซึ่งตอนนี้โรงแรมสร้างเกือบเสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว หลังจากนี้ก็จะเป็นการตกแต่งภายในและบริษัทตกแต่งภายในที่ประมูลได้คือบริษัทในเครือของฟรานซิสเอง วันนี้ผมเลยอยากแวะมาคุยกับมันเสียหน่อยบวกกับไม่รู้ไปไหน เพราะในเมืองไทยผมมีมันเป็นเพื่อนแค่คนเดียวเลยถือโอกาสแวะมาดื่มกับมันด้วยเสียเลย ตามประสาหนุ่มๆ ที่ยังไม่มีใครเป็นตัวเป็นตน จะว่าหนุ่มโสดสนิทก็พูดได้ไม่เต็มปากความจริงจะคุยเรื่องงานกันผ่านโทรศัพท์ก็ได้ แต่การมานั่งคุยงานแล้วจิบวิสกี้ไปด้วยมันดีกว่าเป็นไหนๆ กลับห้องไปก็มีแต่งานและความเหงา บวกกับช่วงนี้ที่เกิดเบื่อหน่ายกับเรื่องบนเตียง แต่….เอ๊ะ! เรื่องบนเตียงไม่น่าเบื่อหน่ายแต่แค่ไม่อยากได้ใครเลย ในหัวมีแต่เธอคนนั้นคนเดียว ไม่รู้เป็นบ้าอะไร!เจอกันสองสามครั้งเธอก็เข้ามาวนเวียนอยู่ในหัวผมไม่หยุด ว่างเป็นไม่ได้เอาแต่คิดถึงใบหน้าสวยละมุนนั้นตลอด พอรู้ตัวว่าตัวเองอาการค่อนข้างหนัก ไม่เคยอยากได้ใครมากเท่านี้มาก่อน ก็ได้แต่หวังว่าเธอ
ถึงก่อนหน้านี้จะมีเสี่ยน้อยเสี่ยใหญ่มายื่นข้อเสนอให้จนหัวกระไดไม่แห้งก็ตาม และหลายคนก็ทุ่มไม่น้อย บางคนเสนอให้เงินเดือนหลักแสน ซื้อคอนโดให้อยู่บ้าง ซื้อรถให้ก็มี แต่ไม่มีใครบ้าจ่ายหนักเท่าเขาคนนี้มาก่อน แค่รถคันนี้ก็หลักสิบล้านแล้ว ไหนจะคอนโด บ้าน เงินสดอีกนี่ฉันไม่ได้กำลังฝันอยู่ใช่ไหม?ความรู้สึกเหมือนกำลังฝันว่าตัวเองถูกหวยไม่มีผิด ถ้าถามว่าสนใจข้อเสนอเขาไหม ตอบเลยว่า สนมาก!ฉันไม่ได้โลกสวยนะที่จะไม่สนใจข้อเสนอดีๆ แบบนี้ แต่ที่ปฏิเสธตลอดมาเพราะฉันไม่ได้ถูกใจคนพวกนั้นไง ไม่สามารถหลับหูหลับตานอนกับใครก็ได้เพื่อแลกกับเงิน อีกอย่างผู้ชายส่วนใหญ่ที่เข้ามามักมีครอบครัวกันแล้ว ซึ่งข้อนี้ฉันรับไม่ได้เด็ดขาด“คุณโสดใช่ไหมคะ” คนที่ขับรถสบายอารมณ์เลิกคิ้วอย่างแปลกใจทันที“ถ้าผมไม่โสดจะยื่นข้อเสนอให้คุณทำไมกัน” ผู้ชายมักมากมีให้เห็นเยอะแยะไป ดูจากเสี่ยๆ ที่มาขอเลี้ยงดูก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นจะโสดสักคน“คุณมีอะไรมายืนยันกับฉันไหมคะ” เขาขำพรืดทั้งที่ฉันกำลังถามเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะชะลอรถจอดหน้าหอพัก ปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วหันมาคุยกับฉันด้วยสีหน้าจริงจัง“ผมไม่มีเอกสารอะไรมายืนยันสถานะตัวเอง
“ไม่ถามหน่อยเหรอว่าผมมาจากไหน” ทว่าเหมือนมีคนอ่านใจฉันได้“กลัวดูละลาบละล้วงคุณเกินไปค่ะ” ถึงเขาเปิดโอกาสให้ แต่เราพึ่งเจอกันเป็นครั้งที่สามเองนะ กลัวถามอะไรไปแล้วดูอยากรู้อยากเห็นเรื่องของเขาจนเกินงาม“ตอนนี้เราไม่อยู่ในฐานะบาร์เทนเดอร์กับลูกค้าแล้ว คุยกับผมเป็นกันเองได้ อยากรู้อะไรเกี่ยวกับผม ถามได้ ผมไม่ถือว่าเป็นการละลาบละล้วง ถือเสียว่าเป็นการทำความรู้จักระหว่างเราแล้วกัน”เขาบอกฉันด้วยท่าสบายๆ แต่เป็นฉันที่ปรับตัวไม่ถูกเพราะก่อนหน้านี้ฉันพูดคุยกับเขาในฐานะลูกค้าคนหนึ่ง ซึ่งบทสนทนาต้องถูกกลั่นกรองและเลือกสรรมาแล้วในระดับหนึ่งเพื่อให้ถูกกาลเทศะในสถานที่ทำงาน“คุยกับผมเหมือนผู้ชายคนหนึ่งได้ไหม”“ก็ได้ค่ะ” ฉันตอบตกลงพลางเหลือบตามองคนที่กำลังตั้งใจขับรถ ในระดับที่เรียกว่าช้ามาก อาจจะเป็นเพราะเขาไม่คุ้นชินกับถนนที่กรุงเทพอย่างที่บอก“คุณไม่ได้อาศัยอยู่ที่กรุงเทพใช่ไหมคะ?”“เปล่าครับ ปกติผมอยู่ที่ฮ่องกง”“คุณเป็นลูกครึ่งไทย - ฮ่องกง?” เพราะเขาพูดไทยได้เลยคิดว่าเขาต้องมีเชื้อไทย“ผมเป็นลูกผสมน่ะ พ่อเป็นลูกครึ่งฮ่องกง - เยอรมัน ส่วนแม่เป็นลูกครึ่งไทย - เยอรมัน”ก็ว่าทำไมรูปร่างเขาถึงสูง
นอนพักไปเกือบสองชั่วโมงได้ก่อนจะอาบน้ำแต่งตัวออกไปทำงาน โชคดีหน่อยที่โรงแรมไม่ได้ไกลจากหอพักมากและใกล้กับรถไฟฟ้าอย่าง Bts ด้วย จึงสะดวกต่อการเดินทางไปทำงาน ไม่งั้นคงต้องเสียเวลาบนท้องถนนอีกมากโขเวลาล่วงเลยจนถึง 5 ทุ่มกว่าๆ แล้ว แต่ยังไม่เห็นใครบางคนที่บอกว่าจะมาที่นี่เพราะอยากเจอฉันเลย แล้วทำไมฉันต้องเชื่อคำพูดเขาด้วยเนี่ย! เขาก็แค่แขกขาจรที่มานั่งดื่มคนหนึ่ง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใครมาจากไหน ดูจากหน้าตาไม่ใช่คนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์แน่ ตาคมเฉี่ยวเหมือนมีเชื้อจีน แต่สีตาและเค้าโครงหน้าดูจะมีเชื้อยุโรปด้วย แต่เขากลับพูดไทยได้ชัดแจ๋ว เลยเดาไม่ออกว่าเขาเป็นลูกครึ่งหรือลูกผสมจากที่ไหน มีอย่างเดียวที่มั่นใจคือเขารวยแน่ๆ ดูจากเครื่องประดับกายทุกชิ้นบนตัวเขาแบรนด์ดังระดับโลกทั้งนั้น ที่สำคัญเขาดูมีภูมิฐานดูมีอำนาจบารมีใหญ่โตและเหมือนมีอะไรบางอย่างในตัวเขาที่ทำให้เขาดูน่าเกรงขาม“ถึงเวลาเลิกงานแล้ว น้องเทียร์ไปพักเถอะ” เสียงพี่ ‘โจ’ บาร์เทนเดอร์อีกคนที่เข้ากะดึกต่อจากฉันเอ่ยบอกเที่ยงคืนแล้วเหรอทำไมเวลาคืนนี้มันเร็วจัง….“ค่ะ พี่โจ ไว้เจอกันวันศุกร์นะคะ”“ครับ กลับดีๆ ล่ะเรา ถึงแล้วไลน์มาบอ







