Short
พลิกทั่วขุนเขาวสันต์ ก็ไม่พบเจ้า

พลิกทั่วขุนเขาวสันต์ ก็ไม่พบเจ้า

โดย:  ลั่วหูจบแล้ว
ภาษา: Thai
goodnovel4goodnovel
9บท
3.8Kviews
อ่าน
เพิ่มลงในห้องสมุด

แชร์:  

รายงาน
ภาพรวม
แค็ตตาล็อก
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป

สวามีของข้า เซี่ยฉือเยวียน ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบของข้า ระบบบอกว่า “โฮสต์ ค่าความชื่นชอบเต็มแล้ว จะถอนความรู้สึกและกลับสู่โลกเดิมหรือไม่” หลังจากเซี่ยฉือเยวียนได้ยิน สีหน้าของเขาก็เย็นชาราวกับถูกแช่แข็งไปทั้งคืน แต่เขาไม่ได้ยินตอนที่ข้าพูดทั้งน้ำตาสะอื้นว่า “ข้าไม่ไป ข้าต้องการเขา” ดังนั้น ในวันแต่งงานของเขา เขาจึงทอดทิ้งข้า และนำดอกบัวหิมะหมื่นปีไปป้อนให้ศิษย์น้องหญิงที่แค่ถลอกผิวหนัง เขาคิดว่าเพียงลดค่าความชื่นชอบลง ทำให้ภารกิจของข้าล้มเหลว ข้าก็จะไม่มีวันจากเขาไปได้ เพื่อรั้งข้าเอาไว้ เขาตามใจศิษย์น้องหญิงจนทำลายรากวิญญาณของข้า กระทั่งในวันที่ศิษย์น้องหญิงกำลังผ่านด่านเคราะห์ เขายังปล่อยให้นางทำลายกระบี่ประจำชะตาของข้าจนแหลก นางเหยียบอยู่บนกระบี่หักของข้า แล้วยิ้มอย่างไร้เดียงสาว่า “ศิษย์พี่ ท่านพี่ไม่ยอมให้ข้าเจ็บปวด ได้แต่ยืมชีวิตของเจ้ามารับแทน” เพื่อปลอบใจนาง เซี่ยฉือเยวียนถึงกับใช้โซ่พันเซียนมัดข้าไว้กับเสาล่อสายฟ้าแน่นหนา สายฟ้าลึกลับทั่วฟ้าฟาดลงมา ข้าทั้งตัวอาบไปด้วยเลือด ล้มลงบนแท่นสังหารเซียน ตอนนั้นเอง ระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ค่าความรักของโฮสต์กำลังจะเป็นศูนย์ จะเปิดช่องทางออกจากโลกนี้อีกครั้งหรือไม่” คราวนี้ ข้าไม่ลังเล ใช้แรงเฮือกสุดท้ายตอบเพียงคำเดียวว่า “ตกลง”

ดูเพิ่มเติม

บทที่ 1

บทที่ 1

......

ข้านอนคว่ำอยู่ในกองเลือด เนื้อหนังแนบติดกับโซ่เหล็ก เพียงขยับนิดเดียวก็ปวดเสียดลึกถึงขั้วหัวใจ

เซี่ยฉือเยวียนยืนอยู่ไม่ไกล

คิ้วตาและสีหน้าของเขายังคงเย็นชาดุจเดิม เพียงแต่ดวงตาคู่นั้นที่เคยก้มลงจุมพิตหว่างคิ้วของข้า บัดนี้กลับมองข้ามข้าไป หันไปมองลั่วทิงเสวี่ยก่อน

ลั่วทิงเสวี่ยถูกเขาปกป้องไว้ด้านหลัง สวมเสื้อคลุมขนนกกระเรียนของเขา ใบหน้าซีดขาวราวกับหิมะ

“ท่านพี่ ศิษย์พี่ยังคงโทษข้าอยู่ใช่หรือไม่”

นางค่อย ๆ จับชายแขนเสื้อของเซี่ยฉือเยวียน

“ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่ากระบี่เล่มนั้นเป็นกระบี่ประจำชะตาของศิษย์พี่ ตอนผ่านด่านเคราะห์สายฟ้าฟาดลงมา ข้ากลัวมาก จึงหยิบมันขึ้นมาบังเพียงครั้งเดียว”

เซี่ยฉือเยวียนเอ่ยเสียงเบา “ร่างกายเจ้ายังไม่ฟื้นดี พูดให้น้อยหน่อย”

เขาจัดเสื้อคลุมให้นาง

การกระทำนั้นแผ่วเบายิ่ง

ในค่ำคืนอันหนาวเหน็บนับไม่ถ้วนในอดีต เขาก็เคยจัดสาบเสื้อให้ข้าเช่นนี้

ข้ามองเขา เลือดคำหนึ่งพลันเอ่อขึ้นมาถึงลำคอ

“เซี่ยฉือเยวียน กระบี่ของข้าแตกแล้ว”

หว่างคิ้วของเขาขมวดลงเพียงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น

“ข้ารู้ แต่กระบี่แตกก็หลอมขึ้นใหม่ได้”

จู่ ๆ ข้าก็หัวเราะ

ที่แท้ในสายตาเขา ชีวิตก็เป็นเพียงสิ่งของที่พังแล้วซ่อมใหม่ได้

“เจ้ารู้หรือ”

ข้ายกมือขวาขึ้น ปลายนิ้วยังเปื้อนเลือดที่ไหลย้อนจากผลสะท้อนกลับ

“เช่นนั้นเจ้าก็ควรรู้ กระบี่แตกก็ไม่ต่างจากชีวิตขาดสะบั้น ตอนที่ให้ข้ารับสายฟ้าแทนนาง เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าข้าจะเจ็บ”

ดวงตาของลั่วทิงเสวี่ยแดงก่ำ

“ศิษย์พี่ ข้าไม่ได้ให้ท่านรับสายฟ้าแทนข้า”

สีหน้าของเซี่ยฉือเยวียนหม่นลง

“เวินจ้าวหว่าน ทิงเสวี่ยเกือบตายในด่านเคราะห์ นางไม่ได้ตั้งใจ”

คำพูดนี้อีกแล้ว

ดังนั้นกระบี่ของข้าจะแตกก็ได้ เลือดของข้าจะไหลก็ได้

แม้แต่ชีวิตของข้า ก็ยังใช้รองใต้ฝ่าเท้าของนางได้

เสียงของระบบดังขึ้นในหัว

“ค่าพลังชีวิตของโฮสต์ต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์”

“ดวงวิญญาณเสียหาย”

“เตรียมเปิดช่องทางออกจากโลกนี้อีกครั้ง”

ดูเหมือนเซี่ยฉือเยวียนก็ได้ยินเช่นกัน

ข้าเห็นนิ้วมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของเขาชะงักไปเล็กน้อย

แต่ไม่นานเขาก็กดความผิดปกตินั้นลง แววตาเย็นชากว่าเดิม

“เสียงนี้อีกแล้ว”

เขาเดินมาหยุดตรงหน้าข้า ก้มลงมอง

“เวินจ้าวหว่าน ทุกครั้งเจ้าก็ใช้สิ่งนี้มาบีบข้า ใช่หรือไม่”

ข้าชะงักงัน

เขาคิดจริง ๆ ว่าข้ากำลังบีบคั้นเขา

เซี่ยฉือเยวียนโน้มตัวลง ยื่นมือมาประคองคางของข้า

เขาค่อย ๆ เช็ดเลือดที่มุมปากของข้า การกระทำนั้นยังคงอ่อนโยนเหมือนในวันวาน

แต่คำพูดที่ออกจากปากเขา กลับเย็นเยียบราวกับคมมีด

“หากเจ้ายอมจากไปได้จริง เจ้าก็คงไปนานแล้ว”

ข้ามองเขา ราวกับมีบางสิ่งควักหัวใจออกจากอกอย่างแรง

“เซี่ยฉือเยวียน ข้าไม่ได้ใช้สิ่งนี้มาบีบบังคับเจ้า”

“แล้วเจ้าต้องการอะไร”

เสียงของเขาแผ่วเบายิ่ง

“จะให้ข้าทอดทิ้งทิงเสวี่ยต่อหน้าทุกคน แล้วมาช่วยเจ้าก่อนหรือ”

ชั่วขณะหนึ่ง ข้าพูดไม่ออก

ไม่ใช่เพราะคำถามของเขารุนแรง แต่เพราะเซี่ยฉือเยวียนในอดีต เดิมทีก็ต้องช่วยข้าก่อนอยู่แล้ว

ต่อให้ข้าเพียงทำถ้วยชาหล่นแตก เขาก็ยังจับมือข้าดูอยู่ตั้งนาน

บัดนี้ข้าทั้งตัวอาบไปด้วยเลือด แต่เขากลับคิดว่าข้ากำลังแย่งความโปรดปราน

เซี่ยฉือเยวียนปล่อยมือจากข้า สีหน้ากลับมาเรียบเฉยดังเดิม

“ขอโทษทิงเสวี่ย”

ข้าเงยหน้ามองเขา แววตาค่อย ๆ เย็นชาลงทีละน้อย

“เพราะอะไร”

ลั่วทิงเสวี่ยรีบเอ่ย “ท่านพี่ ไม่ต้องหรอก ศิษย์พี่บาดเจ็บถึงเพียงนี้”

“ยิ่งเพราะนางบาดเจ็บเช่นนี้ ยิ่งควรรู้ว่าอะไรสำคัญ”

เซี่ยฉือเยวียนเอ่ยขัดนาง

เขามองข้า ในแววตามีทั้งความผิดหวังและความเหนื่อยล้า

“เวินจ้าวหว่าน เมื่อก่อนเจ้าไม่ใช่คนเช่นนี้”

จู่ ๆ ข้าก็หัวเราะ

“เมื่อก่อนข้าเป็นอย่างไร”

เขาไม่ตอบ

เขาเพียงยกมือขึ้น ศิษย์ของตำหนักบังคับกฎก็เดินเข้ามา ตอกตะปูสะกดวิญญาณดอกหนึ่งลงข้างกระดูกข้อมือของข้า

ใบหน้าของข้าซีดเผือดในทันที

ทันทีที่สิ่งนั้นเข้าสู่ร่าง มันจะผนึกพลังวิญญาณ และบาดแผลก็ไม่อาจสมานตัวเองได้

เซี่ยฉือเยวียนมองข้า น้ำเสียงราบเรียบ

“คุกเข่าอยู่หน้าตำหนักของทิงเสวี่ย เมื่อใดที่ขอโทษ เมื่อนั้นค่อยปลด”

ข้าพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง

แต่ผลสะท้อนจากกระบี่หักยังไม่จาง มือขวาเพิ่งแตะพื้น ตะปูสะกดวิญญาณก็แทงลึกเข้าไปตามรอยกระดูกทันที

ข้าสั่นสะท้านด้วยความเจ็บ นิ้วมืออ่อนแรงงอลง

เสียงกรอบดังขึ้น กระดูกร้าวแล้ว

แววตาของเซี่ยฉือเยวียนสั่นไหววูบหนึ่ง

เขายื่นมือหมายจะพยุงข้า แต่ลั่วทิงเสวี่ยไอเบา ๆ ครั้งหนึ่ง

มือข้างนั้นของเขาจึงค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนจะชักกลับไป

ในวินาทีนี้เอง ข้าจึงเข้าใจว่า ไม่ใช่เขาไม่รู้ว่าข้าเจ็บ

เขาเพียงคิดว่าข้ายังทนได้

เสียงของระบบดังขึ้นอีกครั้ง

“ค่าความรักของโฮสต์ลดลง”

“ค่าความรักปัจจุบัน : 12”

หลังจากเซี่ยฉือเยวียนได้ยิน สีหน้าของเขาก็ยิ่งเย็นชา

ราวกับเสียงแจ้งเตือนนั้นทิ่มแทงศักดิ์ศรีของเขา เขาหันไปจับมือลั่วทิงเสวี่ย

“พาตัวไป”

เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็หยุดอีกครั้ง

“ไว้ชีวิตนาง”

“ก่อนพิธีใหญ่วันพรุ่งนี้ อย่าให้นางตาย”

แสดง
บทถัดไป
ดาวน์โหลด

บทล่าสุด

บทอื่นๆ
ไม่มีความคิดเห็น
9
บทที่ 1
......ข้านอนคว่ำอยู่ในกองเลือด เนื้อหนังแนบติดกับโซ่เหล็ก เพียงขยับนิดเดียวก็ปวดเสียดลึกถึงขั้วหัวใจเซี่ยฉือเยวียนยืนอยู่ไม่ไกลคิ้วตาและสีหน้าของเขายังคงเย็นชาดุจเดิม เพียงแต่ดวงตาคู่นั้นที่เคยก้มลงจุมพิตหว่างคิ้วของข้า บัดนี้กลับมองข้ามข้าไป หันไปมองลั่วทิงเสวี่ยก่อนลั่วทิงเสวี่ยถูกเขาปกป้องไว้ด้านหลัง สวมเสื้อคลุมขนนกกระเรียนของเขา ใบหน้าซีดขาวราวกับหิมะ“ท่านพี่ ศิษย์พี่ยังคงโทษข้าอยู่ใช่หรือไม่”นางค่อย ๆ จับชายแขนเสื้อของเซี่ยฉือเยวียน“ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่ากระบี่เล่มนั้นเป็นกระบี่ประจำชะตาของศิษย์พี่ ตอนผ่านด่านเคราะห์สายฟ้าฟาดลงมา ข้ากลัวมาก จึงหยิบมันขึ้นมาบังเพียงครั้งเดียว”เซี่ยฉือเยวียนเอ่ยเสียงเบา “ร่างกายเจ้ายังไม่ฟื้นดี พูดให้น้อยหน่อย”เขาจัดเสื้อคลุมให้นางการกระทำนั้นแผ่วเบายิ่งในค่ำคืนอันหนาวเหน็บนับไม่ถ้วนในอดีต เขาก็เคยจัดสาบเสื้อให้ข้าเช่นนี้ข้ามองเขา เลือดคำหนึ่งพลันเอ่อขึ้นมาถึงลำคอ“เซี่ยฉือเยวียน กระบี่ของข้าแตกแล้ว”หว่างคิ้วของเขาขมวดลงเพียงเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น“ข้ารู้ แต่กระบี่แตกก็หลอมขึ้นใหม่ได้”จู่ ๆ ข้าก็หัวเราะที่แท้ในสายตา
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 2
ตอนที่ข้าถูกลากมาคุกเข่าอยู่หน้าตำหนักของลั่วทิงเสวี่ย ฟ้าก็ใกล้สางแล้วหิมะโปรยละเอียดลงมาบนภูเขา ตกลงบนขั้นบันไดหิน ก่อนจะถูกเลือดของข้าย้อมเป็นสีแดงจางอย่างรวดเร็วศิษย์ที่เฝ้าประตูเห็นว่าข่าคุกเข่าไม่มั่นคง จึงใช้ฝักกระบี่ดันไหล่ของข้า“ศิษย์พี่เวิน ท่านประมุขสั่งไว้ ต้องคุกเข่าให้ตรง”ข้าเงยหน้ามองเขาครั้งหนึ่งเมื่อก่อนพวกเขาเห็นข้า ก็จะเรียกข้าอย่างนอบน้อมว่า ฮูหยินประมุขสำนักแต่ตอนนี้ยังไม่ทันครบวัน คำเรียกก็เปลี่ยนไปแล้วประตูตำหนักเปิดออกลั่วทิงเสวี่ยสวมชุดเจ้าสาวสีแดงสดเดินออกมาข้ามองลายปักที่ปลายแขนเสื้อ พลันชะงักไปชั่วขณะกลางดอกบัวคู่มีตัวอักษร “ฉือ” ตัวเล็กซ่อนอยู่ ข้าเป็นคนปักมันด้วยมือตัวเองก่อนพิธีแต่งงาน ข้าอดนอนปักอยู่ถึงเจ็ดคืนเซี่ยฉือเยวียนนั่งอยู่ใต้แสงตะเกียง นวดข้อมือที่ปวดระบมของข้า พลางกล่าวว่า “จ้าวหว่าน ไม่ต้องรีบ วันข้างหน้ายังอีกยาวไกล”ตอนนั้นข้าเชื่อเขาภายหลังจึงรู้ว่า วันเวลาจะยาวนานหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชะตาฟ้า แต่อยู่ที่ใจคนลั่วทิงเสวี่ยก้มมองชุดเจ้าสาวของตนเอง ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ รีบใช้แขนเสื้อปิดไว้“ศิษย์พี่ อย่าเข้าใจผ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 3
ตำหนักรองจุดกำยานเฉินสุ่ยไว้ กลิ่นนี้เป็นกลิ่นที่ข้าชอบที่สุดในอดีตตอนที่เซี่ยฉือเยวียนสั่งให้คนพาข้ามาขังไว้ที่นี่ เขายังกำชับสาวใช้ให้เติมถ่านไฟด้วย“นางกลัวหนาวตอนกลางคืน”สาวใช้รับคำข้าพิงอยู่ข้างเตียง พอได้ยินประโยคนั้นก็หัวเราะออกมาเขายังจำได้ว่าข้ากลัวหนาว และยังจำได้ว่าข้าชอบกลิ่นกำยานเฉินสุ่ยแต่เขากลับจำไม่ได้ว่า รากวิญญาณของข้าถูกควักออกไปส่วนหนึ่งแล้ว ไม่อาจต้านลมหนาวบนผาสำนึกผิดได้และจำไม่ได้ว่ากระบี่ประจำชะตาของข้าแตกสลายแล้ว ทุกขณะนี้ดวงวิญญาณของข้าราวกับถูกเข็มนับไม่ถ้วนทิ่มแทงเสียงของระบบดังขึ้นเป็นระยะ“ระดับความมั่นคงของดวงวิญญาณโฮสต์ลดลง”“กำลังเตรียมเปิดช่องทางออกจากโลกนี้”เซี่ยฉือเยวียนยืนอยู่หน้าประตู พอได้ยินก็ชะงักไปเล็กน้อยข้าเงยหน้ามองเขา“เจ้าได้ยินแล้วสินะ”เขาไม่ได้ปฏิเสธเพียงเดินมาหยุดตรงหน้าข้า แล้วก้มมองจากที่สูง“เวินจ้าวหว่าน เจ้ายังปิดบังอะไรข้าอีก”ข้าชะงักไปครู่หนึ่งที่แท้จนถึงตอนนี้ สิ่งแรกที่เขาถามก็ยังเป็นเรื่องนี้ข้าพูดเบา ๆ “ข้าปิดบังอะไรเจ้า”เขามองข้า ความเย็นชาถูกกดลึกอยู่ในแววตา“เจ้าไม่ใช่คนของโลกนี้”หัวใจ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 4
ผาสำนึกผิดหนาวเหน็บเหลือเกินองครักษ์โยนข้าไว้ริมผา ก่อนนำเสื้อคลุมของเซี่ยฉือเยวียนมาคลุมร่างข้าบนเสื้อคลุมยังคงมีกลิ่นหอมเย็นของเขาเมื่อก่อนข้าชอบมันมาก ทุกครั้งที่เขาออกจากการปิดด่าน ข้าจะกอดแขนเสื้อของเขา แล้วสูดดมกลิ่นนั้นเบา ๆเขาบอกว่าข้าเหมือนสัตว์ตัวน้อยที่จำได้เพียงเจ้าของตอนนั้นข้ายังเคยงอนเขาแต่ตอนนี้ เมื่อนึกย้อนกลับไป เรื่องราวเหล่านั้นก็เหมือนถูกม่านหมอกปกคลุม ไม่มีวันเอื้อมถึงได้อีกไกลออกไป สำนักอู่ว่างสว่างไสวไปด้วยแสงไฟผ้าแพรแดงปูยาวจากบันไดหินทอดไปจนถึงตำหนักใหญ่ เสียงระฆังมงคลดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าข้านั่งอยู่ริมสะพานหัก ก่อนล้วงหยกเม็ดหนึ่งออกมาจากอกเสื้อนั่นคือของแทนใจที่เซี่ยฉือเยวียนมอบให้ข้าด้านหลังสลักอักษรเล็ก ๆ สองตัวว่า จ้าวหว่านปีนั้นดอกท้อกำลังผลิบานงดงาม เขาผูกหยกเม็ดนี้ไว้ที่ข้อมือของข้า สีหน้าสง่างาม แต่แววตาจริงจังเหลือเกิน“หากวันหนึ่งข้าทรยศต่อเจ้า เจ้าก็ใช้มันขว้างข้า”ตอนนั้นข้าหัวเราะเยาะเขา“ท่านประมุขก็มีวันที่จะทรยศผู้อื่นด้วยหรือ”เขากุมมือของข้าไว้ แล้วพูดเสียงแผ่ว “คนอื่นข้าไม่รู้ แต่ข้าจะไม่มีวันทรยศเจ้า”ที่แท้ สิ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 5
ในห้วงดวงวิญญาณของเซี่ยฉือเยวียน พลันมีบางสิ่งหายไปราวกับตะเกียงที่ส่องสว่างมาสามร้อยปี ถูกใครบางคนดึงออกไปจากห้วงสำนึกของเขา โดยไม่เหลือแม้แต่ไออุ่นสุดท้ายแขกทั้งตำหนักต่างตกตะลึงลั่วทิงเสวี่ยยังคงคล้องแขนเสื้อของเขา หน้าแดงระเรื่อ กำลังจะก้มลงเก็บถ้วยเหล้า“ท่านพี่”เซี่ยฉือเยวียนไม่ได้มองนางเขายกมือกุมหน้าอก ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อยตรงนั้น เดิมทีมีสายสัมพันธ์อันแผ่วเบาอยู่เส้นหนึ่งก่อนพิธีแต่งงานในปีนั้น เขากลัวว่าข้าจะหลงหายอยู่ในแดนลับ จึงลงปราณวิญญาณสายหนึ่งไว้ในดวงวิญญาณของข้าด้วยมือตัวเองข้าเคยบ่นว่ามันเหมือนเชือกแต่เขากลับยิ้มแล้วบอกว่า “หากวันหนึ่งเจ้าหายไป อย่างไรข้าก็ต้องหาเจ้าพบ”ปราณวิญญาณสายนั้นติดตามข้ามา 300 ปีเมื่อก่อนเวลาข้าบาดเจ็บ มันจะร้อนขึ้นเวลาข้าร้องไห้ มันจะสั่นไหวเวลาอยู่ใกล้เขา มันจะสงบนิ่ง ราวกับกระดิ่งลมใต้ชายคา เพียงแตะเบา ๆ ก็มีเสียงตอบรับแต่เมื่อครู่นี้ปราณวิญญาณสายนั้นขาดสะบั้น ราวกับไม่เคยมีอยู่มาก่อนเซี่ยฉือเยวียนเงยหน้าขึ้นทันทีเจ้าพิธียังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ในมือยังถือถ้วยเหล้าอีกใบลั่วทิงเสวี่ยหน้าซีดลงเล็กน้อย แล้วถา
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 6
ตำหนักตะเกียงชีวิตตั้งอยู่บนเขาด้านหลังของสำนักอู่ว่างตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา ตะเกียงชีวิตของข้าตั้งอยู่ข้างตะเกียงของเซี่ยฉือเยวียนมาตลอดครั้งหนึ่งเขาเคยย้ายตะเกียงทั้งสองมาไว้คู่กันด้วยมือตัวเอง แล้วพูดยิ้ม ๆ “ต่อไปไม่ว่าใครจะมาเติมน้ำมันตะเกียง ก็ต้องเติมพร้อมกันทั้งสองดวง ห้ามลำเอียง”ศิษย์ผู้ดูแลตะเกียงยังจำคำพูดนั้นได้จนถึงทุกวันนี้ดังนั้น ตอนที่เซี่ยฉือเยวียนพุ่งเข้าไปในตำหนักตะเกียงชีวิต ศิษย์ทั้งตำหนักจึงคุกเข่ากันเต็มพื้น ไม่มีใครกล้าส่งเสียงบนชั้นสูงสุดของแท่นวางตะเกียง ตะเกียงของเขายังคงส่องสว่างส่วนตะเกียงของข้าที่อยู่ข้างกัน เหลือเพียงเถ้าเย็นชืดไส้ตะเกียงขาดสะบั้นน้ำมันตะเกียงจับตัวเป็นสีดำ ราวกับหยดเลือดที่แห้งเหือดเซี่ยฉือเยวียนยืนอยู่หน้าตะเกียง ยกมือขึ้นหมายจะจุดมันอีกครั้งผู้อาวุโสผู้ดูแลตะเกียงหน้าถอดสี “ท่านประมุข ทำเช่นนั้นไม่ได้ ตะเกียงชีวิตดับลงเมื่อใด นั่นหมายถึงดวงวิญญาณออกจากร่างแล้ว หากฝืนจุดใหม่ จะมีแต่ทำร้ายตัวท่านเอง”เซี่ยฉือเยวียนราวกับไม่ได้ยินปลายนิ้วของเขาจุดเปลวเพลิงวิญญาณประจำตัว ค่อย ๆ เข้าใกล้ไส้ตะเกียงเปลวไฟลุกขึ้นวูบหนึ่
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 7
เซี่ยฉือเยวียนสืบหาความจริงอยู่ทั้งคืนทั้งเรื่องรากวิญญาณ กระบี่ประจำชะตา ดอกบัวหิมะหมื่นปี ตะปูสะกดวิญญาณ โซ่พันธนาการเซียนแต่ละเรื่อง แต่ละเหตุการณ์ ราวกับคมมีดที่มาถึงช้า ค่อย ๆ แล่เปิดบาดแผลเก่า ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยมองข้ามไปอย่างไม่ใส่ใจดอกบัวหิมะไม่ได้จำเป็นสำหรับลั่วทิงเสวี่ยเพียงเพราะถลอกผิวหนังแต่นางรู้ว่าดอกบัวหิมะต้นนั้น เดิมทีจะใช้ซ่อมแซมรากวิญญาณของข้า จึงจงใจล้มในวันที่ไปรับยากระบี่ประจำชะตาก็ไม่ใช่ว่านางหยิบขึ้นมาเพราะตกใจแต่นางแอบเปิดหีบกระบี่ล่วงหน้าสามวัน แล้วซ่อนมันไว้ใต้แท่นผ่านด่านเคราะห์แม้แต่ตะปูสะกดวิญญาณ ก็เป็นนางที่บอกกับศิษย์ตำหนักบังคับกฎว่า“ศิษย์พี่มีพลังสูง หากไม่ใช้ตะปูสะกดวิญญาณ เกิดนางโกรธจนทำร้ายแขกขึ้นมา ท่านพี่คงลำบากใจ”แต่น่าขันที่สุดก็คือเรื่องเหล่านี้ เซี่ยฉือเยวียนไม่ได้ไม่รู้อะไรเลยทุกครั้งล้วนมีพิรุธทุกครั้งข้าล้วนเคยอธิบายแต่เขามักพูดเพียงว่า “จ้าวหว่าน อย่าก่อเรื่อง”“จ้าวหว่าน นางไม่ได้ตั้งใจ”“จ้าวหว่าน เจ้าถอยให้หน่อย”พอฟ้าสาง ลั่วทิงเสวี่ยก็ถูกคุมตัวมายังตำหนักใหญ่สถานที่ที่เมื่อวานยังปูด้วยผ้าแพรแดง วันนี้กล
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 8
เซี่ยฉือเยวียนไปที่ผาสำนึกตนไปครั้งหนึ่งก็อยู่ถึงสามวันไม่มีใครกล้าเกลี้ยกล่อมเขานั่งอยู่ตรงที่ข้าจากไป กอดเสื้อคลุมผืนนั้นไว้ในอ้อมแขนหิมะและสายลมปกคลุมเต็มบ่า เขาก็ไม่คิดจะปัดมันออกท่านอาเจ้าสำนักเคยมาอยู่ครั้งหนึ่ง ยืนอยู่ด้านนอกสะพานหักแล้วทอดถอนใจ“ฉือเยวียน คนจากไปแล้ว เจ้าก็ควรตัดใจ สำนักอู่ว่างจะขาดท่านประมุขไม่ได้”เซี่ยฉือเยวียนไม่ได้หันกลับมา“นางยังไม่ตาย”ท่านอาขมวดคิ้ว“ตะเกียงชีวิตดับแล้ว วิชาตามหาดวงวิญญาณก็ไม่พบ”“เช่นนั้นก็แปลว่านางไปอยู่ที่อื่น”เสียงของเซี่ยฉือเยวียนแหบพร่า“นางเคยบอกว่า นางมีโลกเดิมของนาง”ท่านอาเงียบไปครู่หนึ่ง“หาไม่พบหรอก”เซี่ยฉือเยวียนก้มมองเศษหยกในมือ ราวกับไม่ได้ยิน“ข้าหาพบ”เมื่อก่อน เขาก็มั่นใจแบบนี้เหมือนกันมั่นใจว่าข้าจะไม่จากไปมั่นใจว่าข้าจะหันกลับมามั่นใจว่าขอเพียงเขายอมง้อสักหน่อย ข้าก็จะตาแดง ๆ แล้วพุ่งเข้ากอดเขาเหมือนแต่ก่อนแต่ตอนนี้ แม้แต่กลิ่นอายดวงวิญญาณของข้าสักเสี้ยว เขาก็หาไม่พบคืนวันที่สี่ กำแพงหินของผาสำนึกผิดพลันส่องแสงจาง ๆ ขึ้นมาเซี่ยฉือเยวียนเงยหน้าทันทีแสงนั้นอ่อนจาง ราวกับแสงจันทร์
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 9
วันที่ลั่วทิงเสวี่ยถูกทำลายวรยุทธ์ เซี่ยฉือเยวียนไม่ได้ไปดูนางได้ยินมาว่านางร้องไห้คร่ำครวญอยู่ข้างสระเยือกแข็งทั้งคืนเรียกหาท่านพี่ ร้องว่าเจ็บ ร้องว่ารู้ตัวว่าผิดแล้วแต่เซี่ยฉือเยวียนเพียงนั่งอยู่ในเรือนจ้าวหว่าน ค่อย ๆ เก็บข้าวของที่ข้าทิ้งไว้เรือนจ้าวหว่านคือเรือนที่ข้าเคยอยู่ทุกอย่างในนั้นยังคงเหมือนเดิมชั้นวางกระบี่ว่างเปล่าบนโต๊ะเครื่องแป้งยังมีผ้าเช็ดหน้าที่ปักค้างไว้เพียงครึ่งผืนก้นตู้เสื้อผ้า มีชุดกันหนาวที่ข้าทำให้เขา ค้างไว้เพียงครึ่งเดียวตอนเซี่ยฉือเยวียนหยิบมันขึ้นมา ฝีเข็มยังหยุดอยู่ตรงปลายแขนเสื้อตรงนั้นปักต้นสนต้นหนึ่งข้าง ๆ ปักคำว่า “ฉือเยวียน” ด้วยตัวอักษรเล็ก ๆเขามองมันอยู่นาน จู่ ๆ ก็นึกถึงฤดูหนาวปีนั้น ข้านั่งปักผ้าอยู่ใต้แสงตะเกียง พลางถามเขาว่า“ท่านว่า หากข้ากลับไปไม่ได้ อยู่ที่นี่ต่อดีหรือไม่”ตอนนั้นในใจของเขาเริ่มเกิดความสงสัยแล้ว แต่ก็ยังถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เจ้าอยากกลับหรือ”ข้ารีบส่ายหน้า“ไม่ใช่ ข้าแค่ถามดู”เขาไม่ได้พูดอะไรต่อหลังจากนั้น ข้าก็แทบไม่พูดคำว่า “กลับไป” อีกเลยที่แท้ไม่ใช่เพราะข้าไม่อยากพูดแต่เพราะก
อ่านเพิ่มเติม
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status