LOGIN“เพราะเลข 01 เหรอคะ?” “ใช่” เขามองเธอด้วยแววตาจริงจัง “ถ้ามีการระบุชัดเจนว่าฉบับที่หนึ่งไม่ได้อยู่ในบริษัท เราต้องหาว่าใครเป็นคนเขียนข้อความนี้ และมันถูกเขียนขึ้นตั้งแต่เมื่อไร” แพรมุกพยักหน้า แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะเก็บของ เสียงโทรศัพท์ของจอมทัพก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่มารดาของเขา เป็นสายจากฝ่ายกฎหมายของบริษัท จอมทัพกดรับสาย “ว่าไง?” เสียงจากปลายสายดังลอดออกมาอย่างเร่งรีบ “คุณจอมทัพครับ เราตรวจสอบเอกสารที่ฝ่ายกฎหมายเก็บไว้เพิ่มเติมแล้ว พบข้อมูลใหม่เกี่ยวกับการโอนสิทธิ์ในที่ดินของ The River Crown” จอมทัพหันมองแพรมุก “ข้อมูลอะไร?” “มีบันทึกการรับเอกสารต้นฉบับคืนจากผู้แทนผู้มีสิทธิ์เดิมครับ แต่ในระบบไม่มีชื่อผู้รับ มีเพียงลายเซ็นของผู้ส่งมอบกับวันที่เท่านั้น” จอมทัพกำโทรศัพท์แน่นขึ้น “วันที่เท่าไร?” ปลายสายบอกวันที่ออกมา ชายหนุ่มก้มลงมองสมุดบันทึกบนโต๊ะทันที มันเป็นวันเดียวกับวันที่คุณนำทัพเขียนไว้ว่า “มัตสึโตะ มาเรวาชิ พบกันแล้ว” แพรมุกเห็นสีหน้าของเขาเปลี่ยนไป จึงรีบขยับเข้ามาใกล้ “มี
“แต่เรายังไม่รู้ว่าเอกสารนี้เขียนขึ้นเมื่อไร และเขาตั้งใจให้ใครอ่าน” จอมทัพพลิกกระดาษกลับไปดูด้านหลัง ทว่าไม่มีข้อความเพิ่มเติม เขาจึงหยิบเอกสารแผ่นที่สองขึ้นมาแทน ทันทีที่เห็นตราประทับตรงมุมกระดาษ แพรมุกก็ขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม มันเป็นตราของ Takachiho ตัวอักษร T.C. ปรากฏอยู่เหนือข้อความภาษาอังกฤษที่ซีดจางไปบางส่วน ใต้ตราประทับมีตารางบันทึกการเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ในพื้นที่ แต่ข้อมูลหลายช่องถูกปิดทับด้วยหมึกสีดำ ส่วนชื่อผู้เกี่ยวข้องถูกตัดออกจากสำเนาไปบางส่วน จอมทัพไล่อ่านทีละบรรทัด ก่อนจะหยุดตรงช่องที่ระบุถึงผู้รับรองรายการ มีลายเซ็นหนึ่งปรากฏอยู่ ลายเซ็นของคุณนำทัพแต่สิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ชะงักไม่ใช่ลายเซ็นนั้น หากเป็นข้อความที่เขียนกำกับไว้ข้างใต้ด้วยลายมืออีกแบบหนึ่ง “การรับรองนี้ไม่ถือเป็นการยืนยันการโอนสิทธิ์โดยสมบูรณ์” แพรมุกเบิกตาขึ้นเล็กน้อย “เดี๋ยวนะคะ ถ้าอย่างนั้นลายเซ็นของคุณนำทัพก็ไม่ได้หมายความว่าเขายืนยันการโอนสิทธิ์แล้วสิ” “ใช่” จอมทัพเพ่งมองเอกสาร “อย่างน้อยข้อความนี้ก็ระบุไว้แบบนั้น” เขาใช้นิ้วแ
คำพูดของคุณหญิงจอมขวัญทำให้จอมทัพนิ่งงัน มือที่ถือซองเอกสารค้างอยู่กลางอากาศ ขณะที่สายตาจับจ้องลายมือบนหน้าซองอย่างไม่วางตา ความรู้สึกประหลาดแล่นผ่านอก เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าหลังจากมัตสึโตะมาเยือนบ้านในวันนั้น บิดาของตนจะมีเรื่องที่แม้แต่คนใกล้ชิดที่สุดก็ไม่กล้าเอ่ยถึง “แม่ครับ คนคนนั้นเป็นใคร?” “แม่ไม่รู้ว่าชื่อที่ลูกกำลังจะเห็นเป็นชื่อเดียวกับที่พ่อเคยให้แม่ดูหรือเปล่า” “แล้วแม่จำชื่อไม่ได้หรือครับ?” ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ ก่อนเสียงถอนหายใจแผ่วเบาจะดังขึ้น “แม่จำได้ แต่แม่ไม่อยากให้ลูกด่วนสรุปอะไรจากความทรงจำของแม่เพียงอย่างเดียว” จอมทัพขมวดคิ้ว “แม่กำลังปิดบังอะไรผมอยู่หรือเปล่า?” “จอมทัพ...” น้ำเสียงของมารดาอ่อนลง ทว่าแฝงความหนักใจอย่างเห็นได้ชัด “แม่ไม่ได้ตั้งใจปิดบังลูก แต่เรื่องบางเรื่อง พ่อของลูกเป็นคนตัดสินใจว่าจะไม่พูดถึงอีก แม่ไม่รู้เหตุผลทั้งหมด และไม่เคยคิดว่าลูกจะต้องกลับมาค้นหาคำตอบด้วยตัวเองในวันนี้” จอมทัพเม้มริมฝีปากแน่น เขาอยากถามต่ออีกหลายคำถาม แต่เมื่อเหลือบเห็นแพรมุกกำลังมองซอง
ผ่านไปครู่หนึ่ง จอมทัพจึงก้าวเข้าไป เขาดึงผ้าคลุมบนโต๊ะออกอย่างช้าๆ ฝุ่นบางส่วนลอยขึ้นตามแรงเคลื่อนไหว ใต้ผ้าคลุมเป็นโต๊ะไม้ที่ยังคงมีรอยขีดเล็กๆ ตรงมุมเดิม เขาจำรอยนั้นได้ตอนเด็กๆ เขาเคยทำแก้วน้ำตกใส่โต๊ะตัวนี้จนเกิดรอย บิดาไม่ได้ตำหนิ แต่กลับสอนให้เขารู้จักรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำ ความทรงจำธรรมดาเช่นนั้นกลับทำให้จอมทัพรู้สึกแน่นในอก “พ่อ...คุณเก็บอะไรไว้กันแน่นะ” เขาพึมพำกับตัวเอง แพรมุกได้ยิน แต่ไม่ได้พูดแทรก จอมทัพเดินไปเปิดลิ้นชักโต๊ะทีละช่อง ช่องแรกมีเครื่องเขียนเก่า ช่องที่สองมีสมุดนัดหมายซึ่งหน้ากระดาษเหลืองกรอบ ส่วนช่องสุดท้ายล็อกอยู่ เขาลองดึงอีกครั้งไม่เปิด “มีลิ้นชักล็อกอีกแล้วหรือคะ?” แพรมุกถาม “ดูเหมือนอย่างนั้น” จอมทัพวางมือบนลิ้นชัก ก่อนจะหันไปมองตู้เอกสารด้านหลัง “เราตรวจตรงนั้นก่อน” แพรมุกเดินไปเปิดตู้ใบแรก ภายในมีแฟ้มเอกสารเก่าจัดเรียงตามปี แต่ส่วนใหญ่เป็นเอกสารทั่วไปเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัท เธอไล่ตรวจชื่อบนสันแฟ้มทีละเล่ม ก่อนจะพบแฟ้มบางชุดที่มีตัวอักษร R.C. อยู่ตรงมุม “จอมทัพคะ ฉันเจอแฟ้มที่ม
คราวนี้ไม่มีคำตอบกลับมาทันที แพรมุกเห็นจอมทัพหลุบตาลงเล็กน้อย ความกังวลในแววตาของเขาไม่ได้เกิดจากความกลัวว่าจะพบหลักฐานที่ทำให้บิดาเสียหายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความหวาดหวั่นอีกอย่างซ่อนอยู่ลึกๆ เขากำลังจะได้รู้จักบิดาในอีกด้านหนึ่ง ด้านที่เขาอาจไม่เคยเห็นมาก่อน “แม่จะให้คนของเราส่งกุญแจไปให้” ในที่สุดมารดาก็พูดขึ้น “แต่จอมทัพ...ถ้าลูกพบเอกสารอะไรข้างใน อย่าเพิ่งตัดสินพ่อจากสิ่งที่เห็นเพียงหน้าเดียว เข้าใจไหม?” ชายหนุ่มนิ่งไป “หมายความว่ายังไงครับ?” “แม่เองก็ไม่รู้ว่าพ่อเก็บอะไรไว้ทั้งหมด แม่รู้เพียงว่าเขาเคยบอกว่า บางเรื่องถ้าพูดออกไปในเวลาที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องเดือดร้อน” แพรมุกค่อยๆ ขมวดคิ้ว คนที่ไม่เกี่ยวข้อง คำพูดนั้นทำให้เธอนึกถึงบันทึกในสมุดทันที “เรื่องนี้อย่าบันทึกไว้ในเอกสารบริษัท” หากคุณนำทัพกังวลเพียงเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจ เขาอาจไม่จำเป็นต้องระมัดระวังถึงขนาดนั้น แต่ถ้าสิ่งที่เขาปกปิดมีผลกระทบต่อบุคคลอื่นด้วย เหตุผลที่เขาแยกเอกสารเหล่านั้นออกจากระบบบริษัทก็อาจซับซ้อนกว่าที่พวกเขาคิด
จอมทัพเอ่ยขึ้นพลางหันไปมองประตูทางเดินด้านใน สีหน้าของเขาเคร่งขรึมลงเล็กน้อย ราวกับความทรงจำบางอย่างที่ถูกเก็บไว้เนิ่นนานกำลังค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง แพรมุกรีบเงยหน้ามองเขา “ห้องทำงานอีกห้องหนึ่ง?” “หลังจากพ่อเสีย ห้องนั้นก็แทบไม่มีใครเข้าไปอีก” จอมทัพเว้นช่วง ก่อนจะวางสมุดบันทึกลงบนชั้นไม้ชั่วคราว เขาใช้ปลายนิ้วลูบสันปกที่มีตัวอักษร R.C. อย่างแผ่วเบา แววตาลึกล้ำคล้ายกำลังพยายามเชื่อมโยงเรื่องราวในอดีตเข้าด้วยกัน “ตอนเด็กๆ ฉันเคยถามพ่อว่าทำไมต้องมีห้องทำงานสองห้อง พ่อบอกว่าห้องหนึ่งใช้ทำงาน ส่วนอีกห้องใช้เก็บเรื่องที่ไม่ควรปะปนกับงาน” แพรมุกขมวดคิ้ว “เก็บเรื่องที่ไม่ควรปะปนกับงาน?” “ฉันก็เคยถามแบบเธอนั่นแหละ แต่พ่อไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม” “แล้วห้องนั้นอยู่ที่ไหนคะ?” จอมทัพหันไปมองสุดทางเดินชั้นบน “ตรงนั้น” เขาชี้ไปยังประตูไม้บานหนึ่งซึ่งอยู่ถัดจากห้องนอนเก่าของบิดาออกไปไม่ไกล ประตูมีสีเข้มกว่าบานอื่นเล็กน้อย ลูกบิดทองเหลืองหม่นลงตามกาลเวลา ขณะที่กรอบประตูมีรอยขีดข่วนบางๆ