LOGIN"แพรมุกดา!" เสียงทุ้มของจอมทัพดังไล่หลังมาติดๆ แต่หญิงสาวไม่หยุดเดิน
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนของสำนักงานเขตดังเป็นจังหวะ ทุกย่างก้าวหนักแน่นกว่าชาติที่แล้วที่เธอเคยเดินตามแผ่นหลังกว้างของผู้ชายคนนี้ด้วยหัวใจเปี่ยมรักเสียอีก
เพราะวันนี้...เธอจะไม่มีวันเดินตามเขาอีก
แสงแดดยามสายสาดกระทบใบหน้าซีดขาวของแพรมุก ลมอ่อนๆ พัดผ่าน แต่ไม่อาจพัดพาความทรงจำอันโหดร้ายออกไปได้ ภาพกองเพลิง...เสียงไม้แตก...และแผ่นหลังกว้างของจอมทัพที่อุ้มผู้หญิงอีกคนเดินจากไปยังคงตามหลอกหลอนเธอไม่หยุด
“แพรมุกดา" เสียงเรียบเย็นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้จอมทัพเดินมาขวางตรงหน้า
ร่างสูงใหญ่ในสูทสีดำสนิทบดบังแสงแดดจนเธอต้องเงยหน้าสบตาเขา ใบหน้าขาวเนียนนั้นมองเธอย่างวิเคราะห์ ดวงตาสีเหล็กดำจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตากลมสวยนั้นแต่สิ่งที่พบมีเพียงความว่างเปล่าที่ทำใหเขาใจหาย
"เธอจะไปไหน"
"กลับบ้าน" คำตอบของเธอทำให้เขาโล่งใจเพียงเสี้ยววินาทีแต่ประโยคถัดมากลับทำให้ใบหน้าหล่อเหลานิ่งสนิท
"กลับบ้านของฉัน...ที่ไม่ใช่บ้านของคุณ" ดวงตาคมหรี่ลง
"ทะเบียนสมรสเพิ่งจดเสร็จตามกฎหมาย...เธอเป็นภรรยาของฉันแล้ว" แพรมุกยิ้มบาง
"ก็แค่กระดาษแผ่นหนึ่ง"
"สำหรับฉัน มันไม่ใช่ไง...อย่าลืมนะว่ากว่าฉันจะยอมใจอ่อนจดทะเบียนกับเธอ..." เธอมองหน้าเขานิ่ง
ชาติที่แล้ว...ประโยคนี้ไม่เคยหลุดออกจากปากเขาหรือเพราะครั้งนี้เธอเป็นฝ่ายเดินหนี เขาถึงเริ่มพูดในสิ่งที่ไม่เคยพูด
“งั้นก็หย่าสิ เซ็นใบหย่าซ๊ะให้มันจบๆ ไป” เธอมองเขานิ่งด้วยแววตากร้าวแข็ง จอมทัพมองเธอราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน เธอยกมือขึ้นเสยผมที่ร่วงลงมาบังใบหน้าก่อนจะจ้องเขม่นที่หน้าตาหล่อเหลานั้น
"คุณจอมทัพ" น้ำเสียงของเธอสุภาพ แต่เย็นชาจนน่าใจหาย
"อีกอย่างนะ...ช่วยอย่าเรียกฉันว่าภรรยา ฉันขยะแขยงคำคำนี้จะแย่ละ" คิ้วเข้มของจอมทัพขมวดแน่นขึ้นอีก เขาไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมคำพูดของเธอถึงเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
ทั้งที่เมื่อเช้า...เธอยังยิ้มให้เขาในพิธีจดทะเบียน เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เลขาของจอมทัพโทรเข้ามา
"ครับ"
"ผมกำลังกลับ" เขาวางสาย ก่อนหันมามองแพรมุก
"แม่รออยู่ที่คฤหาสน์" แพรมุกหัวเราะในลำคอ
แม่ของเขา...ผู้หญิงที่เกลียดเธอเข้ากระดูกดำ ผู้หญิงที่เคยพูดต่อหน้าเธอว่า
'คนอย่างเธอ ต่อให้ตายตรงหน้า...ลูกชายฉันก็ไม่มีวันรัก' ซึ่งก็ใช่...ชาติที่แล้วเธออดทนจนวินาทีสุดท้ายจอมทัพก็ไม่เคยรักเธอจริงๆ แต่ชาตินี้...ไม่มีอีกแล้ว เธอไม่สนใจอีกแล้วว่าเขาจะรักเธอหรือไม่
"บอกคุณหญิงว่า..." แพรมุกเว้นจังหวะ ก่อนพูดช้าๆ
"ลูกสะใภ้ที่เธอเกลียดนักเกลียดหนา จะไม่ไปเหยียบบ้านหลังนั้นอีก" พูดจบ เธอเดินอ้อมร่างสูง แต่ยังไม่ทันก้าวพ้น เสียงเครื่องยนต์รถหรูหลายคันก็ดังขึ้นด้านหน้า รถเอสยูวีสีดำจอดเรียงรายเป็นแถว ชายฉกรรจ์ในชุดสูทกว่าสิบคนลงจากรถพร้อมกัน
"นายใหญ่ครับ" หัวหน้าบอดี้การ์ดโค้งศีรษะให้จอมทัพ ก่อนหันมาทางแพรมุก
"นายหญิง เชิญกลับบ้านครับ" แพรมุกกวาดตามองชายฉกรรจ์ทั้งหมด ก่อนหัวเราะเบาๆ
"นี่คือ...การเชิญ หรือการบังคับ" ไม่มีใครตอบ ความเงียบคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด จอมทัพถอนหายใจพลางคว้าข้อมือบางมาจับไว้แน่น
"ขึ้นรถ ฉันไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นข่าว" แพรมุกกำสายกระเป๋าแน่น พยายามจะรั้งข้อมือให้หลุดแต่ก็ไร้ผล จากหัวใจที่เคยหวาดกลัวกลับสงบนิ่งอย่างประหลาดมีเพียงความรำคาญใจที่ก่อเกิดขึ้นในใจ ถ้าเป็นชาติที่แล้ว...เธอคงรีบขึ้นรถ เพราะกลัวเขาโกรธ แต่ตอนนี้...ผู้หญิงคนนั้นได้ตายไปพร้อมกับกองเพลิงแล้ว แพรมุกเงยหน้าสบตาจอมทัพ ก่อนประกาศด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ฉันจะไม่ขึ้นรถ ต่อให้คุณใช้คนทั้งเมืองมาลากตัวฉัน...ฉันก็จะไม่กลับไปเป็นภรรยาของคุณอีก" คำพูดนั้นทำให้บอดี้การ์ดทุกคนถึงกับมองหน้ากัน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา...ไม่มีใครเคยเห็นผู้หญิงที่ชื่อ แพรมุกดา กล้าขัดคำสั่งนายใหญ่แม้แต่ครั้งเดียว แต่วันนี้...เธอกลับยืนประจันหน้าจอมทัพอย่างไม่หวาดหวั่น ดวงตาคมของชายหนุ่มนิ่งลึกก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้แพรมุกชะงักไปเสี้ยววินาที
"ถ้าอย่างนั้น...ฉันจะอุ้มเธอขึ้นรถเอง" แพรมุกหัวเราะออกมาเบาๆ รอยยิ้มนั้นไม่ได้อ่อนหวานและแสนดีเหมือนเมื่อก่อนแต่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันอย่างร้ายกาจ
"คุณคิดว่าฉันยังเป็นแพรมุกคนเดิมหรือ" จอมทัพมองเธอนิ่ง
"ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ แต่ฉันไม่อนุญาตให้เธอหายไปไหนทั้งนั้น"
"อนุญาต?" แพรมุกทวนคำ ก่อนยิ้มเย็น
"คุณยังคิดว่า ฉันเป็นผู้หญิงที่ต้องรอคำอนุญาตจากคุณอีกหรือ" เธอก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว เว้นระยะห่างจากร่างสูง ใบหน้าของเธอแดงกร่ำ ดวงตาจ้องทะมึนราวกับจะเอาเรื่องให้ได้
"ฟังให้ดีนะคุณจอมทัพ ต่อให้วันนี้เราจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ฉันก็ไม่มีวันใช้ชีวิตเป็นภรรยาของคุณ" ดวงตาคมของชายหนุ่มนิ่งลึกหรี่ลงเพียงนิดราวกับจะหยั่งความคิดของคนตรงหน้า
"เหตุผลล่ะ"
"ฉันไม่มีหน้าที่ต้องอธิบาย..."
"แต่ฉันเป็นสามีของเธอ" แพรมุกหัวเราะในลำคอ
"สามี...คำนี้ทำให้ฉันนึกถึงผู้ชายคนหนึ่ง เวลาที่ภรรยาของตัวเองกำลังจะตาย...เขากลับวิ่งร่าไปอุ้มผู้หญิงอีกคนทิ้งให้เมียตัวเองต้องตาย..." หัวใจของจอมทัพกระตุกวูบ คำพูดของเธอประหลาดเหลือเกินเหมือนเธอกำลังเล่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริง ทั้งที่มันไม่มีทางเป็นไปได้
"เธอหมายความว่าอะไรแพร" แพรมุกรู้ตัวว่าพูดมากเกินไป เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนปรับสีหน้าเรียบเฉย
"ไม่มีอะไร ฉันแค่ยกตัวอย่าง" จอมทัพไม่เชื่อ ตั้งแต่เจอหน้ากันวันนี้ ทุกคำพูด ทุกสายตา ทุกการกระทำของเธอ ล้วนเต็มไปด้วยความผิดหวังและความเกลียดชังราวกับเขาเคยทำเรื่องเลวร้ายกับเธอมาก่อน
ทั้งที่วันนี้...เป็นวันแรกที่ทั้งสองเริ่มต้นชีวิตคู่ เขาคว้ามือของเธอไว้แน่นก่อนจะรั้งร่างบางเข้ามาในอ้อมแขนแล้วโอบกอดร่างบางไว้แน่น แพรมุกพยายามจะดิ้นออกจากอ้อมกอดนั้นแต่เขากลับรัดแน่นยิ่งขึ้น
“หยุดพยศสักทีแพร!”
"นายใหญ่ครับ" หัวหน้าบอดี้การ์ดเอ่ยขึ้นเบาๆ
"คุณหญิงโทรมาตามอีกแล้วครับ" จอมทัพเอื้อมมือมารับโทรศัพท์ แต่มืออีกข้างยังกอดแพรมุกไว้ในอ้อมแขนแน่น ทันทีที่ปลายสายรับ เสียงแหลมของคุณหญิงจอมขวัญดังก้องออกมาจนแพรมุกได้ยิน
"จอมทัพ! แกถึงไหนแล้ว"
"กำลังกลับครับแม่" เสียงเขานิ่งขรึม
"ลูกสะใภ้ของแม่อยู่ด้วยหรือเปล่า" ชายหนุ่มเหลือบมองแพรมุก
"อยู่ครับ"
"ดี! พาเธอกลับมาให้ได้ แม่มีเรื่องต้องสอนเยอะเลย" แพรมุกยกมุมปาก
คำว่า 'สอน' ในความหมายของคุณหญิงจอมขวัญ...ชาติที่แล้วคือการเหยียดหยาม ด่าทอ และทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า แต่ชาตินี้...จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก
จอมทัพกดวางสาย
"กลับบ้าน" แพรมุกส่ายหน้า
"ฉันบอกแล้วไงว่าไม่"
"เธอไม่มีที่ไปแพร"
"ใครบอก" เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา กดโทรออกทันที เพียงไม่กี่อึดใจ ปลายสายก็รับ
"คุณพ่อคะ" น้ำเสียงของแพรมุกอ่อนลงเล็กน้อย
"หนูขอกลับบ้านได้ไหม" เธอเงียบไปเพียงครู่ก่อนจะพูดต่อ
"ค่ะ หนูจะกลับเดี๋ยวนี้" เธอกดวางสาย ก่อนเงยหน้ามองจอมทัพ
"พ่อของฉันกำลังส่งคนมารับ ฉันจะกลับบ้านของฉัน" จอมทัพนิ่งไป เขาเกือบลืม...ภรรยาของเขาไม่ใช่ผู้หญิงไร้ที่พึ่ง เธอคือบุตรสาวคนเดียวของตระกูลเทวาภิรมย์ หนึ่งในตระกูลนักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลไม่แพ้หิรกุญวรเดช
เพียงแต่อดีตที่ผ่านมา แพรมุกยอมละทิ้งทุกอย่าง ย้ายออกจากบ้าน ตัดขาดครอบครัวเพื่อแต่งงานกับเขา แต่วันนี้...เธอกลับเลือกเดินกลับไปหาครอบครัวของตัวเอง ไม่นานนัก รถโรลส์รอยซ์สีขาวมุกคันหรูก็แล่นมาจอดด้านหน้าชายวัยห้าสิบปลาย ๆ ในชุดสูทสีเทารีบลงจากรถ พร้อมโค้งศีรษะให้แพรมุก
"คุณหนูครับ" แพรมุกยิ้มบางๆ รอยยิ้มจริงใจครั้งแรกของวันนี้
"กลับบ้านกันค่ะ" ภาพนั้นทำให้จอมทัพรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ผู้หญิงที่เคยมีสายตาเต็มไปด้วยความรักเวลาอยู่กับเขา กลับยิ้มให้คนอื่น...แต่ไม่แม้แต่จะหันมามองเขาอีกก่อนขึ้นรถ แพรมุกหยุดฝีเท้า แล้วหันมาพูดกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย
"คุณจอมทัพ...พรุ่งนี้ฉันจะให้ทนายส่งเอกสารหย่าไปที่บริษัท หวังว่าคุณจะเซ็น" พูดจบ เธอก็ก้มตัวขึ้นรถอย่างสง่างาม ประตูรถปิดลงช้าๆโรลส์รอยซ์สีขาวเคลื่อนตัวออกจากสำนักงานเขตทิ้งให้จอมทัพยืนมองจนรถหายลับสายตาเขากำทะเบียนสมรสในมือแน่นก่อนเอ่ยเสียงเรียบ แต่หนักแน่น
"ฉันไม่มีวันเซ็น ต่อให้เธอส่งมาร้อยครั้ง...หรือพันครั้งก็ตาม"
ธารธาราพูดออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ ใบหน้าซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด“ใครเป็นคนจับพ่อเธอไป?” จอมทัพถามเสียงเข้ม“ฉันไม่รู้…พ่อบอกว่ามีคนบุกเข้าไปในบ้าน แล้วพาตัวท่านออกไป ก่อนจะทิ้งโทรศัพท์เครื่องนี้ไว้ให้ฉัน”“แล้วพ่อเธอพูดว่าอะไรอีก?”ธารธาราก้มมองหน้าจอโทรศัพท์ มือสั่นจนแทบถือไว้ไม่อยู่“พวกมันส่งข้อความมาบอกว่า ถ้าฉันอยากให้พ่อปลอดภัย ฉันต้องเอาเอกสารฉบับจริงไปแลกกับตัวพ่อภายในเที่ยงคืน”แพรมุกขมวดคิ้วทันที“เอกสารฉบับจริงที่อยู่กับอาคม?”ธารธาราพยักหน้า ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงแผ่วเบา“ไม่ใช่แค่นั้น…พวกมันต้องการให้ฉันพาเธอไปด้วย”“ฉัน?” แพรมุกชะงัก“ใช่ พวกมันระบุชื่อเธอชัดเจน แพรมุกดา”จอมทัพขยับเข้ามาบังหญิงสาวทันที“ไม่มีทาง ฉันไม่ปล่อยให้ใครพาแพรไปไหนทั้งนั้น”“ฉันก็ไม่อยากให้เธอเข้าไปเกี่ยวข้อง!” ธารธาราสวนกลับ น้ำตาไหลลงมาอาบแก้ม “แต่ถ้าฉันไม่ทำ พ่อฉันจะต้องตาย!”“แล้วเธอคิดว่าถ้าพาแพรไป พ่อเธอจะรอดอย่างนั้นหรือ?” จอมทัพถามกลับอย่างเย็นชา “คนที่กล้าจับตัวพ่อเธอไป ย่อมไม่รักษาสัญญากับเธอง่ายๆ หรอก” ธารธาราเม้มริมฝีปากแน่น เธอรู้ดีว่าคำพูดของจอมทัพมีเหตุผล แต่ในเวลานี้เธอไม่มีทาง
จอมทัพมองเอกสารในมืออาคม ก่อนจะหันไปมองแพรมุกที่อยู่ในอ้อมแขน สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นทันที“แกต้องการอะไรกันแน่ อาคม!”อาคมหัวเราะในลำคอ ก่อนจะยกเอกสารขึ้นให้ทุกคนเห็น“ฉันต้องการสิ่งที่เป็นของฉันคืนมา”“เอกสารพวกนั้นไม่ใช่ของแก!” แพรมุกพยายามเปล่งเสียง แม้ลำคอจะเจ็บจนแทบพูดไม่ไหว “มันเป็นหลักฐานว่ามีการปลอมแปลงกรรมสิทธิ์ที่ดิน!”“หุบปาก!”อาคมตวาดกลับ ดวงตาแข็งกร้าว“เธอคิดว่ารู้ความจริงแล้วอย่างนั้นหรือ แพรมุก? เธอเห็นแค่เศษเสี้ยวของเรื่องทั้งหมดเท่านั้น!”“ถ้าอย่างนั้นก็พูดมาสิ!” จอมทัพก้าวออกมาข้างหน้า “สิบสองปีก่อนเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นคนสั่งเผาคฤหาสน์ แล้วพ่อของฉันอยู่ที่ไหน!”คำถามนั้นทำให้อาคมนิ่งไปชั่วขณะรอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหาย“พ่อของแกอย่างนั้นหรือ…”เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะมองจอมทัพด้วยแววตาเยาะเย้ย“แกยังคิดว่าพ่อของแกเป็นเหยื่ออยู่อีกหรือ?”จอมทัพขมวดคิ้ว“หมายความว่าอะไร”“สิบสองปีที่ผ่านมา แกตามหาความจริงมาตลอด แต่เคยคิดบ้างไหมว่าทำไมถึงไม่มีใครหาศพของพ่อแกพบ ทั้งที่ห้องทำงานในคฤหาสน์ถูกไฟไหม้จนแทบไม่เหลือซาก”“แกกำลังพูดอะไร!”“เพราะบางคนไม่ต้องการให้พบศพตั้งแต่
เสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นจากทางเดินทำให้จอมทัพหันกลับไปมองอีกครั้ง เขากระชับอ้อมแขนรอบแพรมุกที่กำลังหอบหายใจ ก่อนจะพบว่ามีใครบางคนกำลังฝ่าควันเข้ามาในห้อง“แพรมุกดา!”เสียงเรียกนั้นทำให้หญิงสาวเบิกตากว้างธารธารา!หญิงสาวในชุดสีเข้มก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ทว่าสายตากลับจับจ้องอยู่ที่เอกสารในมือแพรมุกอย่างไม่วางตา“เอาเอกสารมาให้ฉัน!”แพรมุกชะงัก ก่อนจะกอดเอกสารแนบอกแน่นกว่าเดิม“ธารธารา…นี่เธอทำอะไร!”“ส่งมาเดี๋ยวนี้ เอกสารนี่จะทำให้พ่อฉันรอด!” ธารธาราพุ่งเข้าหาเธอ มือคว้ากระชากแฟ้มเอกสารอย่างแรง“อย่านะ!” แพรมุกตะโกน แม้เสียงจะแหบพร่าจากการสูดควัน “นี่เป็นหลักฐานที่ฉันต้องเอาออกไป!”“หลักฐานอะไร! เธอไม่รู้อะไรทั้งนั้น!”ธารธาราออกแรงดึงจนเอกสารบางส่วนหลุดจากมือแพรมุก กระดาษปลิวกระจายไปทั่วพื้น จอมทัพรีบขยับเข้ามาขวาง แต่ธารธารากลับผลักเขาออกอย่างไม่คิดชีวิต“หลีกไป!”“ธารธารา!” จอมทัพตวาด “เธอคิดจะทำอะไร!”“ฉันต้องเอามันไป พ่อฉันรอเอกสารนี่อยู่!”เสียงของธารธาราสั่นอย่างรุนแรง เธอก้มลงคว้าเอกสารที่ตกอยู่บนพื้น ทว่าในจังหวะนั้นเอง อาคมที่กำลังจะหนีออกไปกลับห
จอมทัพก้าวไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ท่ามกลางเสียงเปลวไฟที่ปะทุอย่างรุนแรงชายหนุ่มชะงัก ก่อนจะหันกลับไปมองเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงประตูอีกด้านของห้อง ชายคนนั้นสวมชุดสีดำทั้งตัว ใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากสีเข้ม เขาก้าวฝ่าควันเข้ามาอย่างไม่เกรงกลัวเปลวไฟ ราวกับรู้เส้นทางภายในห้องทำงานแห่งนี้เป็นอย่างดีจอมทัพหรี่ตาลงทันที“แกเป็นใคร!”ชายปริศนาไม่ตอบ สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่เอกสารในอ้อมแขนของแพรมุก ก่อนจะพุ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็วเพื่อหมายจะแย่งเอกสารในมือหญิงสาว“ส่งเอกสารมา!”“อย่าแตะต้องเธอ!” จอมทัพตวาดชายคนนั้นไม่สนใจ เขากระชากเอกสารจากมือแพรมุกอย่างแรง หญิงสาวสะดุ้ง รีบกอดมันไว้แน่น แม้ร่างกายจะอ่อนแรงจนแทบไม่มีสติ“ไม่! นี่เป็นหลักฐาน!”“ปล่อย!”ทั้งสองยื้อแย่งเอกสารกันอย่างดุเดือด จอมทัพพยายามใช้แขนข้างหนึ่งประคองแพรมุกไว้ ส่วนอีกข้างคว้าข้อมือของชายปริศนาเอาไว้แน่น“แกคิดจะเอาหลักฐานพวกนี้ไปทำลายใช่ไหม!” จอมทัพกัดฟันถามชายปริศนาออกแรงกระชากกลับอย่างรุนแรง“อย่ามายุ่งเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับแก!”แรงกระชากทำให้แพรมุกเสียหลัก ร่างของเธอเกือบหลุดจากอ้อม
แพรมุกทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง ลมหายใจติดขัดจนหน้าอกเจ็บร้าว เธอยกมือขึ้นปิดปาก แต่กลับไม่อาจกลั้นเสียงไอที่ดังออกมาได้“แค่ก...แค่ก...!”ควันดำหนาทึบลอยวนอยู่รอบตัว เปลวไฟลุกลามเข้ามาใกล้จนความร้อนแผดเผาผิวหนัง หญิงสาวพยายามขยับหนี ทว่าขาทั้งสองข้างกลับไร้เรี่ยวแรงมือของเธอยังคงกอดเอกสารไว้แน่นแม้จะหายใจแทบไม่ออก แม้ดวงตาจะพร่าเลือนจนมองไม่เห็นทาง แต่เธอก็ไม่ยอมปล่อยหลักฐานเหล่านี้ไป“จอมทัพ…”เสียงเรียกแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับเสียงไฟ“ฉัน…ยังไม่อยากตาย…”น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านแก้มที่เปื้อนเขม่าควัน แพรมุกก้มหน้าลงกอดเอกสารแนบอก ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้เธอไม่อยากตายเหมือนชาติที่แล้วไม่อยากจากคนที่รักไปโดยไม่ได้บอกลาและครั้งนี้…เธอไม่อยากให้จอมทัพต้องสูญเสียใครอีกทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก ตามมาด้วยเสียงตะโกนที่เธอคุ้นเคยที่สุด“แพรมุก!”หญิงสาวเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก“จอมทัพ…?”“แพร! อยู่ตรงไหน!”เสียงของเขาใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงไฟที่ปะทุอย่างรุนแรงแพรมุกพยายามรวบรวมแรงที่เหลืออยู่เพื่อส่งเสียงตอบ แต่ลำคอแห้งผากจนเปล่งออกมา
ภายในห้องทำงาน แพรมุกกอดกล่องโลหะสีดำไว้แน่น เธอพยายามฝืนลุกขึ้นจากพื้น ทั้งที่ทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้า ควันร้อนก็เสียดแทงลำคอจนแสบไปหมด เธอไม่อาจปล่อยให้หลักฐานชิ้นนี้ถูกทำลายได้ แพรมุกเปิดกล่องโลหะออกอย่างรวดเร็ว ภายในมีแฟ้มเอกสารหลายชุดถูกห่อด้วยผ้าสีเข้ม เธอรีบคว้าแฟ้มที่อยู่ด้านบนออกมา ก่อนจะพบว่าบนปกมีตราประทับของบริษัทเก่าแก่ที่เธอคุ้นตา บริษัทของตระกูลมัตซึโตะ...มือของเธอสั่นระริก เธอเปิดแฟ้มออกเพียงเล็กน้อย เห็นรายชื่อผู้ถือหุ้น เอกสารโอนกรรมสิทธิ์ และลายเซ็นที่ถูกขีดฆ่าทับอย่างผิดปกติ ทุกอย่างบ่งชี้ว่ามีใครบางคนพยายามปกปิดความจริงเกี่ยวกับที่ดิน The River Crown มานานหลายปี แต่เธอไม่มีเวลาตรวจสอบมันในตอนนี้แพรมุกยัดเอกสารทั้งหมดไว้แนบอก แล้วหันไปทางประตูที่ถูกเปลวไฟกลืนกิน เธอจำได้ว่าทางออกอีกด้านอยู่ตรงไหน หากฝ่าไปถึงโถงทางเดินได้ เธออาจยังมีโอกาสหนีออกไป หญิงสาวกัดฟันลุกขึ้น ก่อนจะก้าวฝ่ากองเศษไม้ที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ทันใดนั้น... ครืน! เสียงดังสนั่นเหนือศีรษะทำให้เธอชะงัก ตู้หนังสือขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างผนัง







