Masukอาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งตกแต่งอย่างหรูหรากว้างขวางโอ่อ่าอย่างยิ่ง หากมีใครหลงเข้ามา คงต้องคิดว่าเป็นสโมสรของพวกเศรษฐีระดับวีวีไอพี
ดูได้จากพื้นที่ปูด้วยหินอ่อนสีขาวที่นำเข้ามาจากประเทศอิตาลี ฝาผนังผสานด้วยไม้มะฮอกกานีตกแต่งด้วยกระจกแกะสลักลวดลายวิจิตรงามตา เสาอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบกรีกและโรมัน มุมห้องซ้ายมือมีรูปไม้แกะสลักเป็นรูปของลูสิเฟอร์ผู้เป็นลูกรักลูกชังของพระเจ้าขนาดเท่าตัวคนตั้งตระหง่านอยู่
เพดานกลางห้องโถงแขวนไว้ด้วยโคมไฟแชนเดอเรียขนาดใหญ่โตสูงร่วมสองเมตร งดงามเปล่งประกายระยิบระยับ ซึ่งดูก็รู้ว่าราคาคงจะแพงจนแทบบ้าคลั่ง ประมาณว่าสามารถเอาไปซื้อบ้านได้หลังหนึ่งเลยทีเดียว แอร์เย็นฉ่ำ ดนตรีไพเราะ ชวนให้รู้สึกถึงบรรยากาศระดับไฮเอนด์
รถปอร์เช่เปิดประทุนสีตะกั่วแล่นเข้ามาจอดยังหน้าอาคารหรูแห่งนั้น ยมทูตทั้งสองเปิดประตูรถ นำดวงวิญญาณของฉินฟ่านมาส่งหน้าประตูของที่นี่
"นี่ไอ้น้อง พี่มาส่งเพียงแค่นี้ เดี๋ยวแกเดินผ่านประตูนรกนั้น แล้วตรงเข้าไปก็จะเจอกับท่านพญายมเอง เอิ้ก…เอาละไปได้"
เสี่ยวไป๋ชี้ไปที่ประตูบานใหญ่
"เฮ้ย…เดี๋ยวก่อนสิ นี่มันมีนรกสวรรค์จริง ๆ หรือนี่ ว่าแต่พวกคุณพาผมมาผิดที่หรือเปล่า เอ่อ…นี่ผมต้องตกนรกจริง ๆ เหรอ แต่ผมไม่เคยทำความชั่วเลยนะ"
ฉินฟ่านก้มลงสำรวจตัวเอง นอกจากร่างกายที่โปร่งแสงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างของร่างกายก็ยังคงเหมือนเดิม
"ไอ้ลูกหมานี่พูดมากซะจริง เดี๋ยวพ่อปล่อยทิ้งให้กลายเป็นผีเร่ร่อนซะเลย รีบ ๆ เข้าไปได้แล้ว"
เสี่ยวไป๋ก่นด่าพร้อมกับใช้เท้าถีบก้นเขาอย่างแรงจนตัวของเขาลอยคว้างไปใกล้ประตูนรก จู่ ๆ ประตูพลันเปิดออก ร่างของเขาถูกลมประหลาดดูดเข้าไปข้างในอาคารอย่างรวดเร็ว
ฉินฟ่านม้วนกลิ้งอย่างทุลักทุเลอยู่บนพื้นหลายตลบ เขาลุกขึ้นพอตั้งสติได้ ก็เดินเข้าไปอย่างมึนงงไปยังกลางห้องโถง
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนฉินฟ่านตั้งตัวไม่ทัน เขาเหลียวมองไปรอบ ๆ อย่างสับสน รู้สึกว่าที่นี่สวยงามหรูหราจริง ๆ โอ่อ่าราวกับพระราชวังที่เขาเคยเห็นในทีวี
นี่เหรอนรกที่ผู้คนร่ำลือกัน
ในที่สุดก็เดินมาถึงกลางห้องโถง ด้านหน้าของฉินฟ่านที่ห่างออกไปเพียงสามเมตร มีเก้าอี้โซฟาตัวบิ๊กเบิ้ม คลุมด้วยหนังหมีสีขาว ชายปริศนานั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ เขาสวมแว่นตากรอบสีทอง สูบสิการ์คิวบา เขากำลังละเลียดควัน ค่อย ๆ พ่นควันสีขาวออกมาอย่างสบายอารมณ์ รูปร่างของเขาสูงใหญ่กล้ามโตเป็นมัด ๆ แบบนักมวยปล้ำชื่อดังที่ผันตัวจากนักมวยปล้ำมาเป็นพระเอกภาพยนตร์ชื่อดัง
หัวโล้นรูปไข่เป็นเงามันปลาบ มีรอยสักเป็นรูปแมงป่องสีแดงเพลิงชูหางตัวยาวขนาดสามนิ้ว ดูแล้วก็ชวนให้ทึ่งในฝีมือของช่างสัก เพราะราวกับว่าแมงป่องตัวนี้มีชีวิตชีวาจริง ๆ
ทว่าด้วยความที่เขามีคิ้วหนาตาโปน ดูดุดันละม้ายคล้ายคนขายหมูที่อยู่หน้าปากซอยบ้านของฉินฟ่าน ทำให้ฉินฟ่านต้องมองแล้วมองอีกด้วยความสนใจในตัวผู้ชายคนนี้
พี่ชายหัวโล้นคนนี้ดูท่าจะมีรสนิยมแฟชั่นไม่เบา ถึงกลับกล้าสวมสูทอาร์มานี่สีแดงแปร๊ด ไม่รู้ว่าจะบรรยายอะไรได้มากกว่านี้ เพราะมันแดงแปร๊ดจริง ๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีดำลงสามเม็ดโชว์แผงอกอันล่ำบึก ที่คอห้อยสายโซ่ทองคำเส้นใหญ่ขนาดนิ้วชี้เป็นประกาย สวมรองเท้าหนังงูเหลือมแบบที่พวกยากูซ่าญี่ปุ่นนิยมใส่ สรุปจากสารรูปที่เห็น นี่มันนักเลงคุมซ่องชัด ๆ ไม่มีวี่แววของท่านพญายมผู้ยิ่งใหญ่ที่เหมือนในหนังเลยสักกะนิด
แล้วเขาก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เพราะจู่ ๆ ก็มีเสือดำตัวใหญ่เท่าลูกม้า เดินเฉียดผ่านตัวเขาไปอย่างเงียบเชียบ
เอ๋ แต่ว่าเขาตายไปแล้วนี่ ยังจะต้องกลัวเสือกัดตายด้วยเหรอ
ขนของเสือดำตัวนั้นเป็นเงามันวาว มันเดินไปอย่างเกียจคร้านแล้วนอนหมอบอยู่ที่แทบเท้าของพี่ชายหัวโล้น นัยน์ตาสีเหลืองวาวของมันมองเขาด้วยหางตาราวกับเหยียดหยามเขาว่า ต่ำต้อยดั่งเช่นมดปลวก
ส่วนไอ้ยักษ์ตัวใหญ่ หน้าตาไม่รับแขกสองคนที่ยืนประกบอยู่ซ้ายขวา อย่าบอกนะว่าเป็นเจ้าหัวม้าหัววัว เขากวาดสายตามองผ่านเลยไปด้านหลัง
ตรงนั้นเป็นบาร์ มีเหล้าหลากหลายยี่ห้อมากมายก่ายกอง ขอเพียงคุณนึกถึงเหล้าราคาแพงที่ขายกันในท้องตลาดราคาหลักล้าน รับประกันว่าที่นี่จะต้องมีแน่ ๆ
"นรกนี้แม่งกินหรูอยู่สบายเกินไปหรือเปล่า"
แต่สิ่งที่ทำให้ฉินฟ่านสะดุดตาที่สุด กลับเป็นป้ายไฟเล็ก ๆ ขนาดสองเมตรที่อยู่เหนือบาร์เหล้า แผ่นป้ายมีพื้นสีดำสนิทราวกับหมึก ส่วนตัวอักษรลายพู่กันจีนสีแดง ราวกับหยดเลือดเขียนเอาไว้ว่า "นรกคลับแอนด์สปา"
"เหอะ ๆ ใช่แล้วไอ้หนุ่ม ไม่ต้องสงสัยไปหรอก นี่เป็นเพียงร่างแปลงของข้า ข้านี่แหละพญายมตัวจริงเสียงจริง ยินดีต้อนรับสู่นรกอเวจี"
พญายมพูดพลางดีดนิ้วเบา ๆ ดัง
เป๊าะ!
ราวกับเทคนิคซีจีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ทุ่มทุนพันล้านของฮอลลีวูด ทุกสิ่งทุกอย่างพลันเปลี่ยนไป คลับหรูหราอลังการกลายเป็นที่โล่งกว้างสุดลูกหูลูกตา
เปลวไฟกองใหญ่สูงเท่าตึกสิบชั้นกำลังลุกโชนแผดเผาทรมานผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนอย่างสยดสยอง เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมไปทั่ว
การทรมานมีทั้งใช้เลื่อยหั่นคน จนตัวขาดเป็นสองท่อน อีกาปากเหล็กไล่จิกลูกตาของคนเลว ทอดคนในกระทะน้ำมันใบใหญ่ขนาดสนามบาสเกตบอล เหล็กแหลมที่แทงจากทวารหนักจนทะลุออกจากปาก
วิญญาณร้ายเหล่านี้จะถูกทรมานไม่รู้จบรู้สิ้น ด้วยสารพัดวิธีที่จะลงโทษคนที่มีบาปหนา ฉินฟ่านถึงกลับขนลุกขนชันด้วยความขนพองสยองเกล้า
เป๊าะ!
เสียงดีดนิ้วดังขึ้นอีกครั้ง นรกอเวจี การทรมาน เสียงหวีดร้องโหยหวนก็หายวับไปจนหมดสิ้น ภาพของคลับหรูหราอลังการงานสร้างก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่แตกต่างออกไปก็คือ เวทีคอนเสิร์ตของศิลปินร็อค พลันผุดโผล่ขึ้นมาและความมืดสลัวเข้ามาแทนที่ เก้าอี้โซฟาตัวบิ๊กเบิ้มหายไป กลายเป็นลำโพงเสียงตัวใหญ่ ที่ถูกเหยียบไว้ด้วยขาข้างขวาของพญายม ผู้ที่กำลังโยกหัวอย่างเมามันในการลีดกีตาร์ ควันขาวดรายไอซ์พวยพุ่งไปทั่วเวที สปอร์ตไลต์หลากสีสัน ส่องแสงฉวัดเฉวียนไปมาชวนแสบตา
เจ้าหัวม้าโยกตัวเล่นเบสเอียงไปซ้ายทีขวาที เหมือนกับคนเพิ่งอัพยามาจนเมาได้ที่ ส่วนเจ้าหัววัวเป็นคนโซโล่กลองโดยกระหน่ำตีรัวอย่างแรง จนบางครั้งกลัวว่ากลองจะแตกทะลุไปซะก่อน ในบทเพลงโหยหวนแสบแก้วหูชวนขัดใจแม่แนวเฮฟวี่เมทัล
ฉินฟ่านปากอ้าตาค้างต่อภาพที่เพิ่งเห็น จนต้องพึมพำแบบหนังฝรั่งออกมาสั้น ๆ ว่า "What the F**k!"
"แบบนี้ก็ได้เหรอวะ เจ๋งโคตร ๆ"
ในที่สุดวงเด็กนรกของแท้แน่นอนระดับพรีเมี่ยม ที่รับรองว่าไม่หลอกลวงคนชราและทารก ก็บรรเลงจนจบลงพร้อมสุ้มเสียงที่ยังดังกึกก้อง จนค้างเติ่งอื้ออึงอยู่ในหู
"เอาล่ะ ไอ้หนุ่มเรามาเริ่มตัดสินโทษของเจ้ากันเถอะ ข้าจะรีบไปกินชาบู โอ๊ะโอ่ อย่าได้แปลกใจไปเลย เพราะถ้าเจ้าทำความดีไว้เยอะ ทูตสวรรค์ก็คงมารับเจ้าไปแดนสวรรค์แล้ว" พญายมแซวฉินฟ่านอย่างอารมณ์ดี
ติงชุยกวน ตุลาการเปิดแท็บเล็ตของนรกขึ้นมา พร้อมอ่านประวัติของเขาเสียงดัง
"ฉินฟง เพศชาย อายุสามสิบปี ชาวเมืองอู่ฮั่น ตายด้วยอุบัติเหตุรถชนกัน"
"ช้าก่อน"
ฉินฟ่านยกมือขวาขึ้นสูงแล้วตะโกนออกไป ขัดจังหวะจนติงชุยกวนรู้สึกโมโหจนหนวดจิ้งหรีดกระดิกไปสองสามที
"มีอะไรหรือเจ้าหนุ่ม"
พญายมพยายามยิ้มกว้างถามด้วยน้ำเสียงอันแลดูอ่อนโยน เพราะทุกวันนี้ลูกน้องคนสนิทของท่านติงว่า ภาพลักษณ์ของท่านดูดุดันโหดร้ายมากเกินไปจนผู้พบเห็นล้วนหวาดกลัวจนตัวสั่น ท่านจึงพยายามยิ้มกว้างอยู่ตลอดเวลา
"พวกคุณมั่วแล้ว ผมชื่อฉินฟ่าน ไม่ใช่ฉินฟง"
"หา…ไม่ใช่ฉินฟงหรอกเรอะ เฮ้ย…ติงชุยกวนตกลงเรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่" ทุกคนที่อยู่ในห้องต่างรู้สึกงุนงง นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน
"จะรีบตรวจสอบใหม่เดี๋ยวนี้เลยครับ"
ติงชุยกวนเหงื่อแตกพลั่กจนชุ่มแผ่นหลัง เพราะเกรงโทสะของท่านพญายม มือแห้งเหี่ยวอันสั่นเทารีบกดแท็บเล็ตตรวจสอบใหม่ทันที
"ฉินฟ่าน เพศชาย อายุสามสิบปี ชาวเมืองอู่ฮั่น มรณะด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวตอนอายุห้าสิบเจ็ดปี เอ๋บอสครับ สงสัยว่าเราจะพามาผิดคนจริง ๆ ด้วย เพราะคนที่ต้องถูกพามาควรจะเป็นฉินฟง ลูกชายเกเรบาปหนาของเศรษฐีถึงจะถูกครับ"
ฉินฟ่านได้ยินชัดเต็มสองหูจนต้องพึมพำสบถออกมาแบบงง ๆ อีกครั้ง
"พระถังซัมจั๋งช่วยลูกด้วย แม่งเอ๊ย…ซวยฉิบหายเลย"
อะไรจะดวงซวยขนาดนั้น นี่เขาต้องมาตายฟรี เพราะนรกทำงานผิดพลาดอย่างนั้นหรือ
เสียงเกรี้ยวกราดโมโหดังปานฟ้าผ่า
"บัดซบจริง ๆ ไอ้ขาวดำคู่หูขวางนรกเฮงซวยนั่น ทำงานง่าย ๆ แค่นี้ยังผิดพลาดได้อีก โทรเรียกพวกมันกลับมาด่วนเลย พ่อจะตบบ้องหู แล้วเตะให้นอนปลิ้นเลยคอยดูสิ"
พญายมโกรธจนควันแทบออกหู พร้อมสบถด่าคำหยาบคายออกมา ในสำเนียงจีนกวางตุ้งแบบชาวฮ่องกง บรรดาลูกสมุนปีศาจตัวเล็กตัวน้อยทั้งหลายต่างก็พากันหวาดกลัว "ส่วนไอ้หนุ่มนี่ รีบส่งวิญญาณของมันกลับเข้าร่างด่วนจี๋เลย อย่าให้ข่าวรั่วไหลเข้าหูพวกเทพขี้อิจฉาบนสวรรค์เป็นอันขาด เข้าใจไหม"
"เอ่อไม่ทันแล้วครับบอส ร่างกายของฉินฟ่านถูกเผาไปแล้วครับ เพราะเขาเป็นศพไร้ญาติ"
ติงชุยกวนตอบเสียงสั่น เตรียมใจรองรับคลื่นโทสะระลอกที่สอง แต่โชคดีที่ระฆังช่วย มีเสียงริงค์โทนเพลง "Dancing With Your Ghost" ดังขึ้นซะก่อน เจ้าหัวม้ารีบยื่นโทรศัพท์ฝังเพชรสีชมพู ให้ทันทีด้วยความนอบน้อม
พญายมพอเห็นชื่อที่หน้าจอ ก็ยิ้มกริ่ม เขาเอามือลูบหัวโล้นทีหนึ่งด้วยความเคยชินก็รีบกดรับสาย พร้อมเก๊กเสียงหล่อทันที
"สวัสดีน้องฉางเอ๋อคนงามทรามวัยของพี่ โทรมาเพราะคิดถึงพี่ยมเหรอจ๊ะ อะไรนะ จะมาหาพี่ที่นี่เหรอ โอ้แน่นอน ๆ พี่ต้องยินดีต้อนรับน้องอยู่แล้ว เราไม่เจอกันมาตั้งห้าร้อยปีแล้วนี่นา รีบมานะจ๊ะ พี่จะคอยนางฟ้าคนสวย บ๊ายบาย จุ๊บ ๆ"
พญายมผิวปากเป็นเพลงอย่างอารมณ์ดีทันตาเห็น ฉินฟ่านที่ยังไม่รู้ชะตากรรมของตนเองทนไม่ไหว กระแอมเบา ๆ
"ท่านพญายมผมขอโทษที่ขัดจังหวะ ร่างของผมถูกเผาไปแล้ว ขึ้นสวรรค์ก็ไม่ได้ลงนรกก็ไม่ดี แล้วผมควรจะทำยังไงครับ"
อืม อีแบบนี้ไอ้หนุ่มนี่คงต้องค้างเติ่งอยู่ที่นรกแห่งนี้ไปอีกพันปี จนกว่าเราจะหาโอกาสให้มันได้ไปเกิดใหม่ หรือว่าถู ๆ ไถ ๆ หางานเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ไอ้หนุ่มทำอยู่ที่นี่ดีนะ ในขณะที่พญายมครุ่นคิดว่าจะตอบเขายังไงดี เสียงฝีเท้าคนกลุ่มหนึ่งก็ดังแว่วมา
"โอ้พวกเขามากันแล้วหรือเนี่ย เร็ว ๆ เข้า ผีน้อยทั้งหลาย ใครมีงานอะไร ก็รีบไสหัวไปทำกันได้แล้ว"
พญายมพูดพลางดึงวิกผมสีดำขึ้นสวมบนศีรษะ
แต่พอใส่วิกเสร็จ ฉินฟ่านกลับรู้สึกหลอกตาน่าดู ดูแล้วชวนให้รู้สึกตลกขบขันมากกว่าที่จะสร้างความเท่ แต่เขายังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ เพราะเขาไม่มีงานให้ทำที่นี่ จึงไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี
ทันใดนั้นเองกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของร้อยพฤกษาก็โชยกรุ่นมา พร้อมเรือนร่างของหญิงสาวในชุดกี่เพ้าสีแดง ซึ่งแหวกกว้างด้านข้าง โชว์ความขาวนวลเนียนราวกับหยกในยามเยื้องย่าง ใบหน้างามซึ้งปานเทวีผู้สูงศักดิ์ ทรวดทรงองค์เอวสวยได้รูป ท่วงท่าสง่างามดุจดั่งนางพญา มุ่นมวยผมดำขลับ ถูกเสียบไว้ด้วยปิ่นไม้สีแดง พู่เป็นแพระย้าของปิ่น ประดับด้วยบลูไดมอนที่บรรจงร้อยเรียงเป็นเส้นเล็ก ๆ ดั่งสายน้ำตกอีกสิบเส้น หัวปิ่นประดับด้วยบุษราคัมสีเหลือง เม็ดใหญ่เท่าไข่นกพิราบ มือซ้ายโบกพัดจีบสีแดงเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มที่คล้ายมีคล้ายไม่มี ติดอยู่ที่มุมปากรูปกระจับที่ทาลิปสติกสีม่วงอ่อน
งดงามจนฉินฟ่านแทบลืมหายใจ ขออภัย…คนตายย่อมไม่อาจหายใจ นี่คือเทพธิดาฉางเอ๋อ ที่เหล่าเทพเซียนบนสวรรค์ ต่างพากันลุ่มหลงในความงาม
ส่วนคนที่เดินตามมาข้างหลัง ในลุคแบดบอย ชุดหนังสีแดงรัดรูป รองเท้าบูตหุ้มแข้ง ตัดผมทรงวีคัทสั้นติดหนังหัว ย้อมผมเป็นสีทอง หน้าตาคมสันเป็นเหลี่ยมเป็นมุมชัดเจนเหมือนพระเอกหนังบู๊ แนวแอ็กชั่นบู๊ระห่ำเลือดสาด
แต่ที่ช่างแปลกประหลาดก็คือ แววตาของคนผู้นี้ ถึงกับมีเปลวเพลิงสีทองลุกโชติช่วง เป็นประกายสีทองวูบวาบ แน่นอนนี่ก็คือเนตรอัคคี ป้ายยี่ห้อเลี่ยมทองฝังเพชรของเขา ริมข้างขอบใบหูด้านซ้ายจากบนลงล่าง ประดับด้วยห่วงกลม ๆ เล็ก ๆ สีทองหกห่วง
ลุคนี้ช่างกระชากใจ สาวน้อยสาวใหญ่สาวแก่แม่หม้ายให้พากันมาสยบที่แทบเท้าของเขาจริง ๆ เสียดายอยู่นิดหนึ่งที่ท่าทางของเขาเหมือนคนอยู่ไม่สุข เกาหูเกาคางอยู่ตลอดเวลา เพราะถ้าไม่เกา เขาก็คงไม่ใช่…ฉีเทียนต้าเสิ่นราชาวานร ผู้อาละวาดบนสวรรค์จนแทบถล่มทลาย ทุบตีเหล่าเทพเซียนน้อยใหญ่ทั้งหลายจนต้องร้องโอดโอยหามารดา
ตามมาด้วยตือโป้ยก่าย เทพเสินหนง เทพสามตา ไท้ซ่านเหล่าจวิน ไฉ่ซิงเอี๊ย ทุกคนต่างทักทายกัน แล้วแยกย้ายกันนั่งที่โต๊ะกลมตัวกว้าง อาหารมากมายที่จัดวางอย่างสวยงามและส่งกลิ่นหอมกระตุ้นความหิว
"ยินดีต้อนรับทุกท่าน ฮ่า ฮ่า ไม่เจอกันตั้งห้าร้อยปี ข้าคิดถึงพวกท่านยิ่งนัก มา… มาเชิญนั่ง วันนี้ไม่เมาไม่กลับ ข้าเพิ่งได้เหล้ารสเลิศมาจากนาจามาสองไห มีชื่อว่าหนึ่งหยดรัญจวนจิต พวกท่านต้องลิ้มลองดูแล้วจะติดใจ" พญายมพูดพลางรินรอบแรกให้กับทุกคน
"อ่า...เหล้านี้เยี่ยมจริง ๆ ชุ่มไปทั่วลำคอ หวานอ่อน ๆ ติดปลายลิ้น มีกลิ่นหอมของพฤกษาอ่อน ๆ ด้วย มา ๆ ทุกคนเชิญดื่มหมดจอก" ตือโป๊ยก่ายค่อนข้างพึงพอใจในรสชาติของมันเป็นอย่างยิ่ง
"ดื่ม" ทุกคนพร้อมใจกันยกจอก
"วิเศษจริง ๆ"
"แค่สัมผัสปลายลิ้นก็หอมกรุ่นขึ้นจมูก เหล้านี้พอฟัดพอเหวี่ยงกับเหล้ารอยยิ้มฝุ่นชาดแดงของเทพอัสนีเลยนะ ยอดเยี่ยมจริง ๆ" ไฉ่ซิงเอี๊ยเปรียบเทียบให้ทุกคนฟัง
ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย พอได้ยินเช่นนั้น พญายมรู้สึกว่าตัวเองมีหน้ามีตายิ่งนัก แต่ทว่าโต๊ะตัวนี้มันกว้างมากเกินไป หากดื่มกันไปดื่มกันมาสักร้อยรอบ เขาคงต้องเปลี่ยนอาชีพเป็นบ๋อยไปแล้ว ซึ่งคงจะเสียลุคพญายมผู้ยิ่งใหญ่น่าดู
เขากวาดสายตามองหาพวกผีน้อย แต่ไม่เจอพวกมันเลยสักตัว พอดีเหลือบไปเห็นฉินฟ่านยืนอยู่ด้านข้างพอดี จึงกวักมือเรียกมาให้ช่วยรินเหล้า
หลังจากที่ฉินฟ่านรินเหล้าผ่านไปสามรอบได้ยินทุกคนพูดคุยเรียกหากัน จึงได้รู้ว่าสาวสวยบาดตาบาดใจผู้นี้ก็คือนางฟ้าฉางเอ๋อเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ ผู้มีความงามพิลาศพิไลเลิศภพจบแดนสวรรค์
แบดบอยที่ชอบเกาหูเกาคางคนนั้นคือ ราชาวานรผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดิน
อาเสี่ยพุงโตเหมือนหญิงสาวท้องเจ็ดเดือน ที่กำลังดูดซิการ์พ่นควันอยู่นั้นก็คือ ตือโป๊ยก่าย ส่วนชายหนุ่มที่มีหน้าตาท่าทางเหมือนคนฉลาดแกมโกง สวมแว่นตากรอบทองหวีผมแสกข้างเรียบแปล้ สวมสูทสีขาว คือเทพสามตา ที่ตอนนี้กำลังหยอกเล่นกับหมาน้อยพันธุ์ชิวาวาตัวสีดำ ซึ่งคงเป็นร่างแปลงของเห่าฟ้าสุนัขสวรรค์ แต่ในความเป็นจริงร่างเดิมของเห่าฟ้านั้น คงใหญ่โตมโหฬารยิ่งนัก และตาแก่หนวดเครายาวผมขาวโพลนที่ดูเหมือนคุณปู่ใจดี ท่านนี้ก็คือไท้ซ่านเหล่าจวิน หนึ่งในสามเทพสูงสุดแห่งเต๋า
ไฉ่ซิงเอี๊ยเทพเจ้าแห่งโชคลาภที่สวมเสื้อผ้าเครื่องประดับราคาแพง จนอัญมณีที่ประดับกระทบแสงไฟดูวูบวาบไปทั้งตัว ส่วนคนสุดท้ายมีรูปหน้าสี่เหลี่ยม ริมฝีปากหนาท่าทางซื่อ ๆ เซ่อ ๆ แต่งตัวเชยเหมือนคนชนบทก็คือ เทพเสินหนงราชาแห่งการแพทย์สมุนไพร
เสียงกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูเหลียนฟ่ง"ขอชื่นใจทีนะ"เหลียนฟ่งไม่ปฏิเสธ แถมยังเอียงแก้มให้เขาอย่างเอียงอาย ฉินฟ่านก็สูดดมกลิ่นอายสาวจากแก้มของเธอ พวงแก้มของเธอแดงเหมือนลูกท้อ ดูงดงามจนน่าหลงใหลกว่าเดิม"ขอจูบปากทีนะ""ไม่ได้ค่ะ""นิดเดียวน่า""ไม่ได้ค่ะ""โธ่...ผมไม่เจอหน้าคุณตั้งนาน ขอจูบให้หายคิดถึงหน่อย น่านะ""ไปล้วงอะไรตรงนั้น มืออย่าซนสิคะ"คราวนี้เขาไม่รอคำตอบ ประทับรอยจูบลงไปแบบซึ้ง ๆ ที่ริมฝีปากสีกลีบกุหลาบของเธอทันทีบางครั้งหญิงสาวอาจจะเขินอาย ดังนั้นฝ่ายชายควรเป็นผู้เปิดเกมรุกก่อนมือของเขาค่อย ๆ ลูบไล้ขาอ่อนเรียวยาวของเธอ"ผิวของคุณเนียนไปทั้งตัวเลย ผมอดใจไม่ไหวแล้ว"เขาค่อย ๆ เลื่อนมือขึ้นมาเค้นคลึงอกอวบอูมของเธอ ดวงตาของเธอดูเย้ายวนใจยิ่งนักเธอไม่มีท่าทีที่จะขัดขืนเลยแม้แต่น้อยเธอคงมีใจให้เขาเช่นกัน"คืนนี้ เป็นของผมเถอะนะ""อย่าค่ะ อย่า"ผู้หญิงยิ่งห้
ละลองฟูฝอยของน้ำตกกระทบกับแสงแดดจนเห็นสายรุ้ง ฉินฟ่านถกขากางเกงขึ้นสูง ยืนสงบนิ่งอยู่กลางลำธาร ที่มีระดับน้ำสูงแค่หัวเข่า ในมือถือไม้ปลายแหลมกำลังจะแทงปลา ที่ว่ายใกล้เข้ามา เพื่อนำปลาไปทำอาหารมื้อกลางวันแต่แล้วฝันก็สลาย เพราเจ้าฉีเคอะกระโดดลงมาข้าง ๆ ตัวเขา จนน้ำสาดกระจาย ปลาเล็กปลาใหญ่แตกตื่น ว่ายน้ำมุดหนีหายกันไปหมดเขาโมโหจนต้องร้องตะโกนด่าเจ้าลิงตัวแสบ"ฉีเคอะไอ้ลิงบัดซบ แกเล่นกระโดดลงมาแบบนี้ ปลามันตกใจจนหนีไปหมดแล้วโธ่หมดกัน มื้อเที่ยงของฉัน"เจี๊ยก ๆ เจี๊ยก ๆฉีเคอะแยกเขี้ยวยิงฟันปรบมือชอบใจ ที่ได้แกล้งเขา แล้วมันก็ดึงแขนเสื้อของเขา"นี่แกจะพาฉันไปไหน""จะให้ฉันตามแกไปเหรอ"เจ้าฉีเคอะมันดึงแขนเสื้อเขา ทำท่าทำทาง เหมือนอยากจะให้เขาตามมันไปที่ไหนสักแห่ง แล้วมันก็วิ่งนำทางไป บางครั้งมันก็ส่งเสียงร้อง พยายามเร่งให้เขาเดินเร็ว ๆ ทั้งคู่เดินทางร่วมยี่สิบนาทีในที่สุดหนึ่งคนหนึ่งลิงก็มาหยุดยืนอยู่ที่ดงต้นท้อ ฉินฟ่านมองซ้ายมองขวาอย่างงง ๆ"ที่นี่ไม่เห็นจะมีอะไรเลย แกพาฉันมาที่นี่ทำไ
อู่อี๋ซานอยู่ในมณฑลฝูเจี้ยน มีอาณาเขตเจ็ดสิบตารางกิโลเมตร มีหวงกั่งซานเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 2,158 เมตร ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก ทั้งทางด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติ สภาพอากาศบริสุทธิ์การันตีได้ว่า ที่นี่มีทัศนียภาพสวยงามที่สุดของจีน แถมยังเป็นสถานที่ต้นกำเนิดของชาดีที่สุด เช่น ชาสุ่ยเซียน โย่วกุ้ย อูหลง ฝอโส่ว เหมยจัน อีกทั้งยังอุดมไปด้วยสมุนไพรและสัตว์ป่าหายากนานาชนิดโปรแกรมทัวร์ส่วนใหญ่มักจะพาลูกทัวร์เที่ยวชมไร่ชาต้าหงเผา ล่องแพไม้ไผ่จิ่วชีว์ซี ชมความงามของธารน้ำเก้าโค้งสิบแปดเลี้ยว ที่ใสสะอาดดุจกระจกเงา ชมวิวทิวทัศน์สองฟากฝั่งธาร ที่งดงามดุจแดนสวรรค์ ถ่ายรูปสวย ๆ คู่กับเขาเทียนโหยว เอาไว้ไปอวดเพื่อนในโลกโซเชียล แวะเดินเล่นชอปปิงของที่ระลึก ที่ถนนโบราณราชวงศ์ซ่งฉินฟ่านมองทัศนียภาพที่งดงามของทิวเขา ที่ทอดยาวต่อเนื่องกันลูกแล้วลูกเล่า ความเขียวชอุ่มแสดงถึงระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์ พลางครุ่นคิดในใจว่า เขาจะต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานสักเท่าใดโบราณยังเคยกล่าวไว้ว่า มองขุนเขาควบอาชาจนสิ้นใจ ตอนนี้อาชาหรือล่อสักตัวก็ไม่มี มีแต่ต
ฉินฟ่านประคองเขาเดินกลับบ้านที่อยู่ไม่ไกล"นี่...พี่เขยอย่าหาว่า ผมคุยโวโอ้อวดเลยนะ พี่สาวของผมเอง หุ่นเหิ่นก็แจ่มไม่เบา แถมยังเป็นคนจิตใจดีอีกต่างหาก สาว ๆ ในย่านนี้สวยสู้พี่สาวของผมไม่ได้เลยสักคน ฝีมือทำอาหารก็เป็นเลิศ ทั้งสวยทั้งเก่งขนาดนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ นะครับ พี่เขยไม่คิดจะสนใจบ้างเลยเหรอ ถ้าพี่เขยตกลงเซย์เยส เดี๋ยวผมชงเรื่องให้เอง รับรองว่าสำเร็จปิดจ๊อบในเดือนเดียว"ฉินฟ่านฟังเหลียนเฮ่อแล้ว ก็ได้แต่ยิ้ม ดูแล้วก็ไม่รู้ว่า ในหัวของเขาคิดเห็นยังไงกับเรื่องการเชื่อมสัมพันธไมตรี ระหว่างพี่เขยสด ๆ กับน้องเขยหมาด ๆยิ่งเรียกยิ่งชินปาก แถมพี่เขยคนนี้ไม่เพียงมีวรยุทธสูงส่งระดับเทพเซียน ยังหาเงินเก่งอีกต่างหาก ถ้าหากยังไม่รีบคว้าไว้เป็นพี่เขย ก็เอาหัวโขกเต้าหู้ ให้ตายไปเลยยังดีซะกว่า โทษฐานที่โง่งม อีแบบนี้ต้องรีบกลับไปเป่าหูพี่สาวซะหน่อยแล้วพอทั้งคู่มาถึงหน้าบ้าน"กรี๊ด!"เสียงกรี๊ดดังลั่น พร้อมเงาคนวิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว เพราะเหลียนฟ่งเห็นทั้งคู่แต่ไกล คนหนึ่งเดินกะโผลกกะเผลก ส่วนอีกคนก็ป
หลังจากกินอิ่มแล้ว พวกเขากำลังจะแวะเข้าไปดูของ ที่ร้านค้าวัตถุโบราณแห่งหนึ่ง"นี่ ทำไมคนพวกนั้นเขามองเรากันใหญ่เลยล่ะ คุณลืมรูดซิปหรือเปล่า"เหลียนฟ่งกระซิบถามเบา ๆ ด้วยความสงสัย "โธ่คุณ ผมใส่กางเกงวอร์มนะ มันจะมีซิปได้ยังไง เฮ้อ ทำยังไงได้ พวกชาวบ้านก็อย่างนี้แหละ พวกเขาคงไม่เคยเห็นผู้หญิงสวย ๆ รวยเสน่ห์อย่างคุณมาเดินเล่นแถวนี้มั้ง""แหม ปากหวานจริง ๆ นะคะคุณชายฉิน"เขาแกล้งหยอกเธอ เหลียนฟ่งแก้มแดงขึ้นมาด้วยความเอียงอาย ร้อยทั้งร้อยมีสาวคนไหนไม่ชอบบ้างล่ะ เวลาได้ยินผู้ชายที่ตัวเองชอบชมว่าตัวเองสวย"ปากหวานนะอีกเรื่องหนึ่ง ผมพูดความจริงต่างหากล่ะ คุณหนูเหลียนน่ะทั้งสวยทั้งน่ารักอย่าบอกใครเลยล่ะ ใครได้คุณเป็นแฟนคงมีความสุขที่สุดในโลก""คุณก็พูดเกินไป""รับรองว่าจริงจัง จริงใจ""อย่าหลอกกันนะ""ถ้าหลอกให้หยิกเลย"ทั้งสองหยอกล้อต่อปากต่อคำกัน ท่ามกลางสายตาชาวบ้าน เหลียนฟ่งยืนบิดตัวไปมา ยิ้มหน้าบานอย่างมีความสุข แถมยังตีแขนเขาเบา ๆ ด้วยความเขินอาย ทันใดนั้นเรดาห์ลางสังหรณ์ของผู้หญิงก็ส่งสัญญาณเตือนภัยขึ้นมา เพราะหางตาของเธอ เห็นสาว ๆ หน้าตาสะสวยรุ่นราวคราวเดียวกับเธอสามสี่คน กำลังชี้ชว
เหลียนฟ่งตบอกยืนยันอย่างหนักแน่น แล้วรินเบียร์ให้ฉินฟ่าน ชวนเขาดื่มจนหมดแก้วเป็นการฉลองความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ (ของเธอ) เพราะในตอนนี้เธอโมเมแล้วว่า ฉินฟ่านตอบตกลง เป็นทาสในเรือนเบี้ยของเธอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"เถ้าแก่ขอเบียร์เย็น ๆ อีกสองขวดค่ะ"ทั้งสองละเลียดฟองเบียร์ช้า ๆ อย่างชื่นใจ แต่พอติดเครื่องก็เปลี่ยนเป็นยกซดแทน เบียร์ถูกสั่งมาเรื่อย ๆ กับแกล้มสามจานหมดลงอย่างรวดเร็ว"อื้ม! ปีกไก่ทอดร้านนี้อร่อยแฮะ""เถ้าแก่ขอเบียร์กับปีกไก่ทอดอีกค่ะ""เอ้า…ชน หมดแก้ว"เหลียนฟ่งส่งเสียงดังอ้อแอ้ ชวนให้ดื่มอีก หน้าแดงก่ำเพราะความเมา"พอได้แล้ว คุณเมาแล้ว เรากลับบ้านกันดีกว่านะครับ เถ้าแก่คิดเงินด้วยครับ"ดื่มไปดื่มมาหมดเบียร์ไปสิบขวด ฉินฟ่านจ่ายเงิน แล้วให้เธอขี่หลังกลับบ้าน เพราะตอนนี้เธอเมาปลิ้น จนเดินไม่ไหวแล้ว"ไป้ ไปเลย" "เจ้าม้าน้อยวิ่งไปเลย เร็ว ๆ เข้า""ซาหนุกจริงจริ้ง"นี่เธอเมาจนนึกว่าเขาเป็นม้าไปแล้วหรือ เดี๋ยวก็ดึงหูซ้ายให้เลี้ยวซ้าย เดี๋ยวก็ดึงหูขวาให้เลี้ยวขวา คนที่เดินสวนมาแถวฟุตบาท ต่างพากันยกมือปิดปากขำเขาใหญ่เลย แถมเสียงของเธอดังเอะอะมาตลอดทาง"หมดแก้ว หมดแก้ว ฮ่า ๆ" จู่ ๆ เธอ







