تسجيل الدخولละลองฟูฝอยของน้ำตกกระทบกับแสงแดดจนเห็นสายรุ้ง ฉินฟ่านถกขากางเกงขึ้นสูง ยืนสงบนิ่งอยู่กลางลำธาร ที่มีระดับน้ำสูงแค่หัวเข่า ในมือถือไม้ปลายแหลมกำลังจะแทงปลา ที่ว่ายใกล้เข้ามา เพื่อนำปลาไปทำอาหารมื้อกลางวัน
แต่แล้วฝันก็สลาย เพราเจ้าฉีเคอะกระโดดลงมาข้าง ๆ ตัวเขา จนน้ำสาดกระจาย ปลาเล็กปลาใหญ่แตกตื่น ว่ายน้ำมุดหนีหายกันไปหมด
เขาโมโหจนต้องร้องตะโกนด่าเจ้าลิงตัวแสบ
"ฉีเคอะไอ้ลิงบัดซบ แกเล่นกระโดดลงมาแบบนี้ ปลามันตกใจจนหนีไปหมดแล้ว
โธ่หมดกัน มื้อเที่ยงของฉัน"
เจี๊ยก ๆ เจี๊ยก ๆ
ฉีเคอะแยกเขี้ยวยิงฟันปรบมือชอบใจ ที่ได้แกล้งเขา แล้วมันก็ดึงแขนเสื้อของเขา
"นี่แกจะพาฉันไปไหน"
"จะให้ฉันตามแกไปเหรอ"
เจ้าฉีเคอะมันดึงแขนเสื้อเขา ทำท่าทำทาง เหมือนอยากจะให้เขาตามมันไปที่ไหนสักแห่ง แล้วมันก็วิ่งนำทางไป บางครั้งมันก็ส่งเสียงร้อง พยายามเร่งให้เขาเดินเร็ว ๆ ทั้งคู่เดินทางร่วมยี่สิบนาที
ในที่สุดหนึ่งคนหนึ่งลิงก็มาหยุดยืนอยู่ที่ดงต้นท้อ ฉินฟ่านมองซ้ายมองขวาอย่างงง ๆ
"ที่นี่ไม่เห็นจะมีอะไรเลย แกพาฉันมาที่นี่ทำไม แกอยากกินลูกท้อเหรอ"
เจ้าฉีเคอะเดินไปที่ต้นท้อต้นใหญ่ ที่อยู่เบื้องหน้า แล้วเอามือล้วงเข้าไปในโพรง แล้วกวักน้ำใส ๆ สีเหลืองอำพันออกมาให้เขาดม กลิ่นหอมโชยเข้าจมูกของเขา
นี่...มันกลิ่นเหล้าชัด ๆ เขารีบเดินเข้าไปกวักน้ำมาดื่มเข้าไปอึกใหญ่ สิ่งนั้นมันทำให้ดวงตาของเขาเบิกโพลงลุกวาวขึ้นมาทันที เพราะรสชาติของมัน นุ่มละมุนลิ้นเป็นอย่างมาก
"ยะฮู้สุดยอดเลยโว้ย อย่าบอกนะว่านี่คือสุราวานรระดับตำนาน ที่ทำได้แค่ฝันถึง แต่ยากที่จะพบพานนะ"
ฉีเคอะมันร้องเจี๊ยก ๆ อย่างชอบอกชอบใจ พลางเต้นไปรอบ ๆ ตัวเขา ราวกับมันภาคภูมิใจในผลงานชิ้นโบว์แดงนี้เป็นอย่างยิ่ง ฉินฟ่านหอมแก้มมันฟอดใหญ่
มันคือเรื่องเล่าขานของชาวป่าชาวเขา ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ว่าลิงเอาผลไม้ไปเก็บซุกซ่อนไว้ในโพรงของต้นท้อ แล้วจับพลัดจับผลูทำปฏิกิริยาทางเคมีอีท่าไหนก็ไม่รู้ จนกลายมาเป็นสุราวานร
"ขอบใจนะฉีเคอะ งั้นฉันไม่เกรงใจละนะ" ฉินฟ่านแบ่งกันดื่มกับฉีเคอะ จนฉ่ำใจค่อยตวงเหล้าใส่ในกระติกจนเต็ม เสียดายที่มีกระติกมาแค่ใบเดียว แถมต้นไผ่แถวนี้ก็ไม่มีซะด้วย ไม่เช่นนั้นยังพอจะตัดไม้ไผ่ เอามาเป็นกระบอกใส่เหล้าได้
ส่วนเรื่องน้ำดื่มนั้น เขาไม่ห่วง เพราะเวลากระหายเอามีดฟันลำต้นของต้นกล้วย สับให้เละ ๆ แล้วบีบคั้นออกมาเป็นน้ำก็ได้ หรือไม่ก็เอามีดฟันเถาวัลย์บางชนิดในป่า ก็จะมีน้ำหยดออกมาให้พอแก้กระหายได้เช่นกัน
เขานั่งดื่มอยู่ใต้ต้นท้อ มองใบหน้าของฉีเคอะอยู่ชั่วขณะ จึงเอื้อมมือไปลูบหัวของมันเบา ๆ
"นี่ฉีเคอะ อยู่ตัวคนเดียวมันเหงานะ แกก็รีบหาคู่ซะ จะได้มีลูกมีหลาน อยู่กับแกแล้วฉันสนุกมาก แต่ว่ามันคงถึงเวลาที่ฉันจะต้องกลับบ้านแล้วล่ะ บ้านของแกคือป่าแห่งนี้ แต่ฉันคงอยู่ที่นี่กับแกตลอดไปไม่ได้ เหลียนฟ่งกำลังรอให้ฉันกลับไปหา
ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา ส่งกันพันลี้ยังไงก็ต้องลาจาก ฉันคงต้องไปแล้วนะ แกก็ดูแลตัวเองดี ๆ ละ เข้าใจไหม"
ฉินฟ่านตัดสินใจลุกขึ้นเดินจากมันไป โดยไม่หันกลับไปมอง ฉีเคอะมันส่งเสียงร้องคร่ำครวญ แต่เขาก็ต้องทำใจแข็ง เดินมุ่งหน้าไปเรื่อย ๆ
ความมืดสลัวเริ่มมาเยือน ที่บริเวณนี้มีพุ่มไม้ใบหญ้ารกทึบสูงเท่าเอว แต่ต้นไม้ใหญ่กลับไม่มีแม้แต่ต้นเดียว มันดูโล่งไปหมด เขาคงต้องหาที่พักแรม ซะก่อนที่จะมืดค่ำ อย่างน้อยถ้าเจอโขดหินใหญ่ ๆ หรือถ้ำก็ยังอาศัยนอนได้ ขณะที่กำลังสอดส่ายสายตามองหาที่พัก พลางเดินรุดหน้าไปเรื่อย ๆ
จู่ ๆ ใต้เท้าก็พลันว่างเปล่า ร่างของเขาก็ตกฮวบลงไปเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว ที่แท้พื้นดินตรงนี้ มีรอยแยกกว้างสองเมตร ข้างล่างเป็นโพรงลึกใต้ดินขนาดใหญ่ แต่เพราะมีต้นหญ้าบดบังสายตาแถมยังมืดสลัว จึงยากที่เขาจะสังเกตเห็น
ขณะที่กำลังร่วงตกลงไปได้สี่เมตร เขาขว้างตะขอเล็บเสือออกไป ยึดเกาะท่อนไม้
ขนาดลำแขน เพื่อใช้เป็นที่ยึดโหนร่างอย่างแม่นยำ บัดซบ! ท่อนไม้นั้นมันขยับเขยื้อนได้
ซวยแล้วไง! นั่นไม่ใช่ท่อนไม้ แต่ดันเป็นงูตัวสีดำมะเมื่อม ตัวใหญ่เท่าลำแขนต่างหาก ร่างของเขากับงูร่วงลงไปพร้อม ๆ กัน โพรงนี้ลึกถึงสี่สิบเมตร
แต่ในที่สุดเขาก็สะบัดตะขอเล็บเสือออกไปอีกครั้ง ปักใส่ฝาผนังโพรงใต้ดินสำเร็จจนได้ ร่างของเขาห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ อีกเพียงแค่สามเมตร ร่างของเขาก็จะตกลงถึงพื้นข้างล่าง กลิ่นคาวและกลิ่นเหม็นเหมือนซากศพก็โชยมาเข้าจมูก
เขาเปิดไฟฉายส่องดู ฉับพลันขนแขนของเขาก็ลุกเกรียว ซวยซ้ำซวยซ้อนจริง ๆ ข้างล่างที่มืดมิดแห่งนี้ ถึงกับเป็นบ่องู งูนับพันนับหมื่นตัวเล็กตัวใหญ่เลื้อยพาดผ่านกันยั้วเยี้ยเต็มไปหมด
ใช่...เขามีร่างเอ็นทองแดงกระดูกเหล็ก ไม่กลัวงูกัด ถ้าเจองูตัวสองตัวก็ยังพอทำเนา แต่ถ้าตกลงไปในบ่อ ที่มีงูเป็นพันเป็นหมื่นตัว นี่มันชวนให้ขยะแขยงเกินไปแล้ว
เขาส่องไฟไปรอบ ๆ ฝาผนังของโพรงนี้ถึงจะเป็นดินแข็ง แต่ถ้าเขาเกร็งลมปราณ ใช้มีดปักให้จมเข้าไปนั้นคงไม่ยาก
โชคยังพอเข้าข้างเขาอยู่บ้าง เพราะจุดที่เขาอยู่ ทางซ้ายมือห่างออกไปหนึ่งเมตร ยังมีชะง่อนหินให้วางเท้าได้ประมาณหนึ่งฟุต เขารีบพุ่งตัวย้ายมายืนที่ชะง่อนหิน
หลังจากเก็บเล็บเสือ ตรวจดูสมุนไพรและสุราวานร โชคดีที่ทุกอย่างยังคงอยู่ครบถ้วน ไม่ร่วงหล่นหายไปไหน
แต่กลิ่นเหม็นเหมือนซากศพ ที่ตลบอบอวล จนเขาต้องเอาผ้าปิดจมูก ก็ยังคงรบกวนจิตใจของเขา มันคืออะไรกันแน่นะ ทำไมถึงได้เหม็นขนาดนี้ เขาฉายไฟลงไปที่บ่องูอีกครั้ง
แล้วแสงไฟก็จับไปเจอลานโขดหินเล็ก ๆ ที่ห่างออกไปราวสามสิบเมตร อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขา มีต้นไม้ชนิดหนึ่ง ขึ้นอยู่มุมสุดของลานโขดหิน
ลำต้นสูงเพียงหนึ่งเมตรผุดโผล่ขึ้นมาเหนือกองทัพงู ใบทั้งห้าแฉกมีลักษณะเรียวยาวเหมือนฝ่ามือของอิสตรี ผิวของใบสีแดงมีลวดลายหยาบขุรขระคล้ายเกล็ดมังกร
ดอกสีขาวรูปทรงคล้ายกับดอกกล้วยไม้ มีขนาดใหญ่เท่าชามข้าว มันแลดูขาวบริสุทธิ์ แต่ที่กลีบดอกกลับมีจุดสีแดงเล็ก ๆ ปรากฏอยู่ มองเผิน ๆ เหมือนมีเลือดหยดใส่แล้วไหลรินเป็นทางยาว
ซึ่งตอนนี้กำลังชูดอกเบ่งบานอวดโฉมอยู่เพียงดอกเดียว ราวกับเย้ยความงามแสงจันทร์ที่ขึ้นอยู่เบื้องบน
เขาเค้นสมองคิดอย่างรวดเร็ว ใน ตำราของนางฟ้าฉางเอ๋อ เคยพูดถึงดอกไม้ชนิดนี้ ใช่แล้ว ต้องใช่มันแน่ ๆ นี่ก็คือกล้วยไม้หยาดโลหิต
ลัคกี้! เฮงสุด ๆ ฟลุ๊คฉิบเป๋งเลยโว้ย! คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่า เขาจะมาเจอดอกไม้วิเศษเข้าโดยบังเอิญ
นี่คือกระสายยาสุดวิเศษ ในการทำเครื่องสำอางและยาบำรุงลมปราณชั้นเลิศ ที่เขากำลังอยากได้อยู่พอดี
ทันใดนั้นเองความรู้สึกที่ตื่นตัว กำลังบอกกับเขาว่า มีบางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัว กำลังเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ เข้ามาใกล้ ๆ เขา เขาชักมีดออกมา พร้อมกับฉายไฟไปรอบ ๆ เขาไม่แปลกใจเลยสักนิด เพราะเมื่อมีของวิเศษ ก็ต้องมีสัตว์ร้ายคอยเฝ้ารักษาอยู่ แล้ว
เจอตัวแล้วอยู่นั่นไง…ดวงตาสีแดงก่ำของมันแลดูน่ากลัว บ้าน่านี่มันอนาคอนด้าชัด ๆ งูใหญ่ยักษ์ตัวนี้ยาวร่วมยี่สิบเมตร หากถูกมันรัดมีหวังกระดูกกระเดี้ยวแหลกเละหมด
มันเริ่มโจมตีฉกกัดใส่เขา เนื่องจากแทบไม่มีพื้นที่ให้หลบหลีก เขาได้แต่ใช้มีดฟันต่อสู้กับมัน แต่คิดไม่ถึงว่ามีดจะฟันมันไม่เข้า
นี่มันงูบ้าอะไรกันวะ เกล็ดของมันทำไมถึงได้แข็งอย่างนี้ เขาชักจะโมโหแล้ว เพราะแทบจะถูกเขี้ยวขาว ๆ งับเอาอยู่หลายครั้ง เขาจึงลองใส่ลมปราณรูปเกลียวลงไปในตัวมีด แล้วฟันมันลงไปเต็มแรง
ฉั๊ว!
เลือดงูสาดกระจายในทันที แต่แผลเล็กน้อยแค่นี้ มันคงยังไม่รู้สึกอะไรสักเท่าไร มันม้วนตัวสะบัดหางฟาดใส่เขาอย่างรุนแรง เขาพลิกตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด หางของมันฟาดเลยไปโดนฝาผนังโพรง จนแตกสลายไปหลายแห่ง
เขาตัดสินใจสะกิดปลายเท้ากระโดดลอยตัวออกไป เหยียบใส่หัวงู แล้วพุ่งออกไปราวกับกระสุนปืน เหยียบบนลำตัวงูที่กำลังเลื้อยไปมายั้วเยี้ย งูบางตัวชูคอจะฉกกัดเขา แต่เขาก็หลบได้อย่างเฉียดฉิว แล้วพุ่งตัวต่อไปทำแบบนี้อีกสามครั้ง ในที่สุดเขาก็ทิ้งตัวยืนบนลานโขดหินได้สำเร็จ
ตอนนี้เองที่แสงจันทร์ได้สาดส่องลงมาเป็นลำ ตรงกับตำแหน่งของดอกกล้วยไม้หยาดโลหิตพอดิบพอดี กลิ่นเหม็นบัดซบทั่วบริเวณพลันหายไปจนหมดสิ้น ราวกับที่นี่ไม่เคยมีกลิ่นเหม็นมาก่อน
ตอนนี้มันกลับส่งกลิ่นหอมจรุงใจยิ่งนัก ให้ความรู้สึกว่ามันหอมอย่างยิ่งจริง ๆ สูดดมแล้วก็อยากที่จะสูดดมอีกโดยที่ไม่รู้เบื่อ เขารีบเด็ดดอกกล้วยไม้หยาดโลหิตเก็บลงในกล่องไม้แล้วยัดใส่เป้อย่างรวดเร็ว
งูยักษ์เห็นดอกไม้วิเศษถูกเด็ดไป มันยิ่งอาละวาดใส่เขา ฉินฟ่านตัดสินใจลองใช้ฝ่ามือปางมุทราเก้ากระบวนท่ากับมัน
เขาเกร็งลมปราณฟาดใส่ส่วนหัวของมันเข้าอย่างจัง หัวงูถึงกับระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ ลำตัวงูสั่นกระตุกนิด ๆ แล้วค่อย ๆ แน่นิ่งไป เจ้างูตัวนี้เล่นเอาเขาเหงื่อตกเลย
ถึงฝาผนังของโพรงจะสูงชัน แต่พื้นผิวที่ขุรขระ ก็ยังพอมีจุดให้เขาใช้มือยึดเหนี่ยวค่อย ๆ ปีนไต่ขึ้นมา โดยอาศัยแสงจันทร์นำทาง ในที่สุดเขาก็ขึ้นมาจนได้
คราวนี้เขาเดินเบี่ยงทางออกไปไกลจากจุดเดิมสามสิบเมตร โดยฟันกิ่งไม้มาเป็นไม้เท้านำทาง เพราะเขาไม่อยากตกลงไปในโพรงลึกอีกแล้ว เอาล่ะ…ได้เวลาเดินทางกลับแล้ว
ในที่สุดตะลอนทัวร์ของเขาก็สิ้นสุดลง เขากลับมาถึงบ้านแล้ว เอ๋…มืดแล้วทำไมไม่เปิดไฟกันนะ ฉินฟ่านเปิดประตูบ้านเข้าไป ส่วนมือควานหาสวิชต์ แต่เปิดแล้วไฟไม่ติด สงสัยไฟฟ้าดับ
"อาฟ่ง ผมกลับมาแล้ว"
"เสี่ยวเฮ่อนายอยู่ไหม"
เงียบ...ไม่มีเสียงตอบ
"เฮ้อไปไหนกันหมดนะ ชักจะหิวซะแล้วสิ ไปเก็บของอาบน้ำก่อนดีกว่า แล้วค่อยลงมาหาอะไรกิน"
สิบห้านาทีต่อมา เหลียนฟ่งกลับมาถึงบ้าน เธอเปิดไฟฉายจากมือถือส่องประตู เพื่อจะไขกุญแจ เอ๋…จำได้ว่าตอนออกไป ฉันล็อกประตูแล้วนี่ ทำไมมันถึงเปิดเอาไว้ ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงกุกกักดังมาจากชั้นบน ผีเหรอ!
บ้าเอ๊ย…เมื่อวานไอ้น้องชายตัวดี ดันชวนดูจูออนหนังผีเกาหลีซะด้วยสิ ในความมืดมิดชวนให้คิดฟุ้งซ่านไปเรื่องผีจริง ๆ แต่คงไม่ใช่หรอกมั้ง แล้วเสียงเดินลงบันไปก็ดังแว่วมาเป็นระยะ
เอ๊ะ…หรือว่าเป็นโจร แย่แล้ว…บ้านนี้ไม่มีทรัพย์สินของมีค่าอะไรให้มันขโมย ถ้ามันเกิดเปลี่ยนใจจะขืนใจฉันแทนล่ะ ทำอย่างไรดี…ทำอย่างไรดี คนสวยอย่างฉันจะทำยังไงดี อาฟ่งเธอต้องใจเย็น ๆ เอาไว้ สูดลมหายใจลึก ๆ แบบนั้นแหละดีมาก
หลังปลอบใจตัวเอง เธอก็รีบมุดเข้าห้องครัว ควานหาสเปรย์พริกไทยในกระเป๋าถือ มาถือไว้ในมือขวา ส่วนมือซ้ายหยิบไม้นวดแป้งมาถือไว้ แล้วย่องไปหลบอยู่หลังประตูห้องครัวและปิดไฟฉายมือถือทันที
"เอามีดไปวางไว้ตรงไหนแล้วนะ ดันลืมซะได้"
เสียงพูดของผู้ชายดังขึ้น แม้ว่าเสียงจะอู้อี้เหมือนกำลังเคี้ยวอะไรอยู่ แต่คำว่ามีด เธอก็ยังได้ยินอย่างชัดเจน
โธ่ทำไมถึงได้ซวยอย่างนี้นะ เธอยังไม่เคยมีผัวเป็นตัวเป็นตนเลย ต้องมาถูกมีดแทงตายตั้งแต่ยังสาวเลยหรือนี่
พอเสียงฝีเท้าของผู้ชายคนนั้นเดินมาถึงประตูครัว เหลียนฟ่งตัดสินใจทันที ชิงลงมือย่อมก่อนได้เปรียบ พุ่งไปฉีดสเปรย์พริกไทยใส่ตาของเขาทันที
ฟู่ว…
"โอ๊ย…แสบ แสบตา"
เธอเอาไม้นวดแป้งหวดใส่ตามร่างกายของเขาอย่างแรง ตีแบบไม่ยั้งมือห้าทีซ้อน
"เดี๋ยว ๆ นี่ผมเอง พอแล้วอย่าตี ผมฉินฟ่านเอง"
พรึบ!
ไฟฟ้าสว่างติดขึ้นมาพอดิบพอดี ถ้าสว่างเร็วกว่านี้สักสามนาทีก็คงดี เหลียนฟ่งมองผู้ชายหนวดเครารุงรังที่ยืนหลับตาอยู่ตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา
"คุณ...คุณจริง ๆ ด้วย โอ้ย...ตายแล้วฉันขอโทษ เจ็บมากหรือเปล่าคะ มา ๆ ไปล้างตาก่อนดีกว่า"
ดวงตาทั้งสองมองไม่เห็นเนื่องด้วยความแสบ มือสองข้างยื่นออกไปคลำทางสะเปะสะปะ แล้วก็สัมผัสได้ถึงความอวบอิ่มเต็มสองมือ พอลองบีบดูด้วยความสงสัย เขาถึงกับช็อก เมื่อพอจะเดาได้ว่า สิ่งที่กำลังบีบอยู่นั้นคืออะไร จึงยืนนิ่งงันอยู่ในท่านั้น
เหลียนฟ่งก็ช็อกไม่น้อยกว่ากัน เธอมองสองมือที่จับหน้าอกของเธอ สลับกับมองหน้าของเขา
กรี๊ด!
เพียะ!
ใบหน้าของเขาถึงกับหันไปตามแรงตบ
ยัยเจ๊บ้านี้เส้นลายมือขาดหรือยังไง ทำไมถึงตบแรงได้ใจขนาดนี้
ทีมชาติวอลเลย์บอลหญิงพลาดในการคว้าตัวเจ๊ไป นับว่าเป็นความสูญเสียของวงการกีฬาจริง ๆ
"ขอโทษ ผมมองไม่เห็น"
ตอนนี้ยังเจ็บจนหน้าชาอยู่เลย แต่ก็ฟินน่าดู
"ฉันเองก็ไม่ได้ตั้งใจ"
"ผมรู้"
"เจ็บหรือเปล่าคะ"
เธอลูบแก้มของเขาเบา ๆ ถามด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด ก็จะให้เธอทำยังไง คนเขาเป็นสาวเป็นนางไม่เคยต้องมือชายมาก่อนนี่นา พอตกใจก็เลยซัดเปรี้ยงเข้าให้นะสิ เฮ้อ! หรือว่าจะชดใช้เขาด้วยเรือนร่างของเราดี
แม้เธอพาเขาไปล้างตาเสร็จเรียบร้อย แต่เขาก็ยังลืมตาไม่ขึ้น มันคงต้องใช้เวลาสักพักอาการถึงจะดีขึ้น ตอนนี้รอบกระบอกตาของเขาเป็นรอยช้ำแดง ดูแล้วเหมือนหมีแพนด้า แถมแก้มยังมีรอยฝ่ามือโชว์หรา เธอจูงเขามานั่งที่เก้าอี้
"แสบตามากไหมคะ พอดีเขาประกาศซ่อมไฟฟ้านะค่ะ เขาจะดับไฟสองชั่วโมง ฉันเลยไปนั่งกินขนมที่ตลาด ดีกว่ามานั่งอยู่ในบ้านมืด ๆ พอกลับมาเห็นประตูไม่ได้ล็อก ฉันคิดว่าโจรเข้าบ้านซะอีก
ตกลงว่านี่จะให้ฉันขำกลิ้ง หรือว่าสงสารคุณดี คุณนี่นะ…เอามีดทั้งฟันทั้งแทงก็ยังไม่เป็นไร เพราะมีร่างคงกระพัน แต่ดันร้องโวยวายเสียงดังลั่นทุ่ง เพราะสเปรย์พริกไทยกระป๋องเล็ก ๆ นี่อ่ะนะ
แล้วบอกว่าจะไปแค่ครึ่งเดือนเดี๋ยวก็กลับมา แต่นี่เล่นไปทีนานตั้งเดือนครึ่ง รู้ไหมว่าฉันเป็นห่วงคุณแค่ไหน ฉันตระเวนไปทำบุญ ขอพรให้คุณแคล้วคลาดปลอดภัย แทบจะทุกวัดในซูโจวแล้วล่ะมั้ง"
"โธ่…นี่ผมก็รีบที่สุดแล้ว แต่ไปเที่ยวนี้คุ้มค่ามากจริง ๆ ได้ของวิเศษมาด้วยนะ"
"ของวิเศษอะไรเหรอ"
เธอเบ๊ะปากพลางคิดในใจ ในป่าในเขามันจะไปมีของวิเศษอะไร แถวนั้นที่ขึ้นชื่อหน่อยก็เรื่องใบชา
"ผมได้สุราวานรมาหนึ่งขวดกับกล้วยไม้หยาดโลหิต สุดยอดกระสายยาเลยล่ะ ว่าแต่มีอะไรกินบ้าง ผมหิวมากเลย"
ตอนลงบันไดมาฉินฟ่านกินขนมปังไปสองก้อน แต่ยังไม่รู้สึกอิ่มเลย เหลียนฟ่งเลยลงมือทำสปาเกตตี้ให้เขากิน ฉินฟ่านก็เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่พบเจอมา
"คุณนี่นะ ดันทะลึ่งไปตั้งชื่อให้ลิงด้วย ฉีเคอะ ฮิ ๆ ๆ เดี๋ยวเจ้าของชื่อเขาก็ได้มาเขกกะโหลกเอาหรอก"
ตอนนี้ฉินฟ่านนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยจนอิ่มแปล้ เขาไปเอาสุราวานรมาเทให้เธอชิมดู เธอถึงกับชมเชยไม่ขาดปากว่าเหล้าดี
พอเขาเปิดกล่องกล้วยไม้หยาดโลหิตให้เธอดู กลิ่นเหม็นเหมือนซากศพของมัน ก็แผ่ซ่านออกมา จนเธอต้องรีบอุดจมูก บอกให้เขารีบเอาไปเก็บ เธอเก็บถ้วยชามไปล้าง แต่ก็ยังหันหลังชวนเขาคุยไปเรื่อยเปื่อย
"ว้าว…ทริปนี้ท่าทางจะคุ้มน่าดู ได้สมุนไพรมาเยอะเลย ถ้าคุณเอาไปทำเครื่องสำอาง คงขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่ๆ"
"เออ…ไม่เห็นเสี่ยวเฮ่อเลย"
"อ๋อเขาไปทัศนศึกษา ที่ฉงชิ่งสี่วันน่ะ แล้วนี่คุณเห็นห้องปรุงยาของคุณหรือยังคะ"
เธอเก็บล้างเสร็จเรียบร้อย ไม่ได้ยินเสียงตอบ จึงหันกลับมาดู อ้าว…หลับซะแล้ว เมื่อครู่เขานอนเล่นบนโซฟา นอนไปนอนมาคงผล็อยหลับไป เดินทางไกลแบบนั้น เขาคงจะเหนื่อยมากจริง ๆ
เธอดึงผ้าห่มมาคลุมให้เขา เลยเผลอมองใบหน้าหล่อ ๆ ของเขาไปพักหนึ่ง เธอใช้ปลายนิ้วไล้ใบหน้าของเขาเบา ๆ
ทนคิดถึงไม่ไหว เลยแอบหอมแก้มของเขาไปทีหนึ่ง ในที่สุดอีตาบ้านี่ ก็กลับมาหาเธอ
เสียงกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูเหลียนฟ่ง"ขอชื่นใจทีนะ"เหลียนฟ่งไม่ปฏิเสธ แถมยังเอียงแก้มให้เขาอย่างเอียงอาย ฉินฟ่านก็สูดดมกลิ่นอายสาวจากแก้มของเธอ พวงแก้มของเธอแดงเหมือนลูกท้อ ดูงดงามจนน่าหลงใหลกว่าเดิม"ขอจูบปากทีนะ""ไม่ได้ค่ะ""นิดเดียวน่า""ไม่ได้ค่ะ""โธ่...ผมไม่เจอหน้าคุณตั้งนาน ขอจูบให้หายคิดถึงหน่อย น่านะ""ไปล้วงอะไรตรงนั้น มืออย่าซนสิคะ"คราวนี้เขาไม่รอคำตอบ ประทับรอยจูบลงไปแบบซึ้ง ๆ ที่ริมฝีปากสีกลีบกุหลาบของเธอทันทีบางครั้งหญิงสาวอาจจะเขินอาย ดังนั้นฝ่ายชายควรเป็นผู้เปิดเกมรุกก่อนมือของเขาค่อย ๆ ลูบไล้ขาอ่อนเรียวยาวของเธอ"ผิวของคุณเนียนไปทั้งตัวเลย ผมอดใจไม่ไหวแล้ว"เขาค่อย ๆ เลื่อนมือขึ้นมาเค้นคลึงอกอวบอูมของเธอ ดวงตาของเธอดูเย้ายวนใจยิ่งนักเธอไม่มีท่าทีที่จะขัดขืนเลยแม้แต่น้อยเธอคงมีใจให้เขาเช่นกัน"คืนนี้ เป็นของผมเถอะนะ""อย่าค่ะ อย่า"ผู้หญิงยิ่งห้
ละลองฟูฝอยของน้ำตกกระทบกับแสงแดดจนเห็นสายรุ้ง ฉินฟ่านถกขากางเกงขึ้นสูง ยืนสงบนิ่งอยู่กลางลำธาร ที่มีระดับน้ำสูงแค่หัวเข่า ในมือถือไม้ปลายแหลมกำลังจะแทงปลา ที่ว่ายใกล้เข้ามา เพื่อนำปลาไปทำอาหารมื้อกลางวันแต่แล้วฝันก็สลาย เพราเจ้าฉีเคอะกระโดดลงมาข้าง ๆ ตัวเขา จนน้ำสาดกระจาย ปลาเล็กปลาใหญ่แตกตื่น ว่ายน้ำมุดหนีหายกันไปหมดเขาโมโหจนต้องร้องตะโกนด่าเจ้าลิงตัวแสบ"ฉีเคอะไอ้ลิงบัดซบ แกเล่นกระโดดลงมาแบบนี้ ปลามันตกใจจนหนีไปหมดแล้วโธ่หมดกัน มื้อเที่ยงของฉัน"เจี๊ยก ๆ เจี๊ยก ๆฉีเคอะแยกเขี้ยวยิงฟันปรบมือชอบใจ ที่ได้แกล้งเขา แล้วมันก็ดึงแขนเสื้อของเขา"นี่แกจะพาฉันไปไหน""จะให้ฉันตามแกไปเหรอ"เจ้าฉีเคอะมันดึงแขนเสื้อเขา ทำท่าทำทาง เหมือนอยากจะให้เขาตามมันไปที่ไหนสักแห่ง แล้วมันก็วิ่งนำทางไป บางครั้งมันก็ส่งเสียงร้อง พยายามเร่งให้เขาเดินเร็ว ๆ ทั้งคู่เดินทางร่วมยี่สิบนาทีในที่สุดหนึ่งคนหนึ่งลิงก็มาหยุดยืนอยู่ที่ดงต้นท้อ ฉินฟ่านมองซ้ายมองขวาอย่างงง ๆ"ที่นี่ไม่เห็นจะมีอะไรเลย แกพาฉันมาที่นี่ทำไ
อู่อี๋ซานอยู่ในมณฑลฝูเจี้ยน มีอาณาเขตเจ็ดสิบตารางกิโลเมตร มีหวงกั่งซานเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 2,158 เมตร ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก ทั้งทางด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติ สภาพอากาศบริสุทธิ์การันตีได้ว่า ที่นี่มีทัศนียภาพสวยงามที่สุดของจีน แถมยังเป็นสถานที่ต้นกำเนิดของชาดีที่สุด เช่น ชาสุ่ยเซียน โย่วกุ้ย อูหลง ฝอโส่ว เหมยจัน อีกทั้งยังอุดมไปด้วยสมุนไพรและสัตว์ป่าหายากนานาชนิดโปรแกรมทัวร์ส่วนใหญ่มักจะพาลูกทัวร์เที่ยวชมไร่ชาต้าหงเผา ล่องแพไม้ไผ่จิ่วชีว์ซี ชมความงามของธารน้ำเก้าโค้งสิบแปดเลี้ยว ที่ใสสะอาดดุจกระจกเงา ชมวิวทิวทัศน์สองฟากฝั่งธาร ที่งดงามดุจแดนสวรรค์ ถ่ายรูปสวย ๆ คู่กับเขาเทียนโหยว เอาไว้ไปอวดเพื่อนในโลกโซเชียล แวะเดินเล่นชอปปิงของที่ระลึก ที่ถนนโบราณราชวงศ์ซ่งฉินฟ่านมองทัศนียภาพที่งดงามของทิวเขา ที่ทอดยาวต่อเนื่องกันลูกแล้วลูกเล่า ความเขียวชอุ่มแสดงถึงระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์ พลางครุ่นคิดในใจว่า เขาจะต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานสักเท่าใดโบราณยังเคยกล่าวไว้ว่า มองขุนเขาควบอาชาจนสิ้นใจ ตอนนี้อาชาหรือล่อสักตัวก็ไม่มี มีแต่ต
ฉินฟ่านประคองเขาเดินกลับบ้านที่อยู่ไม่ไกล"นี่...พี่เขยอย่าหาว่า ผมคุยโวโอ้อวดเลยนะ พี่สาวของผมเอง หุ่นเหิ่นก็แจ่มไม่เบา แถมยังเป็นคนจิตใจดีอีกต่างหาก สาว ๆ ในย่านนี้สวยสู้พี่สาวของผมไม่ได้เลยสักคน ฝีมือทำอาหารก็เป็นเลิศ ทั้งสวยทั้งเก่งขนาดนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ นะครับ พี่เขยไม่คิดจะสนใจบ้างเลยเหรอ ถ้าพี่เขยตกลงเซย์เยส เดี๋ยวผมชงเรื่องให้เอง รับรองว่าสำเร็จปิดจ๊อบในเดือนเดียว"ฉินฟ่านฟังเหลียนเฮ่อแล้ว ก็ได้แต่ยิ้ม ดูแล้วก็ไม่รู้ว่า ในหัวของเขาคิดเห็นยังไงกับเรื่องการเชื่อมสัมพันธไมตรี ระหว่างพี่เขยสด ๆ กับน้องเขยหมาด ๆยิ่งเรียกยิ่งชินปาก แถมพี่เขยคนนี้ไม่เพียงมีวรยุทธสูงส่งระดับเทพเซียน ยังหาเงินเก่งอีกต่างหาก ถ้าหากยังไม่รีบคว้าไว้เป็นพี่เขย ก็เอาหัวโขกเต้าหู้ ให้ตายไปเลยยังดีซะกว่า โทษฐานที่โง่งม อีแบบนี้ต้องรีบกลับไปเป่าหูพี่สาวซะหน่อยแล้วพอทั้งคู่มาถึงหน้าบ้าน"กรี๊ด!"เสียงกรี๊ดดังลั่น พร้อมเงาคนวิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว เพราะเหลียนฟ่งเห็นทั้งคู่แต่ไกล คนหนึ่งเดินกะโผลกกะเผลก ส่วนอีกคนก็ป
หลังจากกินอิ่มแล้ว พวกเขากำลังจะแวะเข้าไปดูของ ที่ร้านค้าวัตถุโบราณแห่งหนึ่ง"นี่ ทำไมคนพวกนั้นเขามองเรากันใหญ่เลยล่ะ คุณลืมรูดซิปหรือเปล่า"เหลียนฟ่งกระซิบถามเบา ๆ ด้วยความสงสัย "โธ่คุณ ผมใส่กางเกงวอร์มนะ มันจะมีซิปได้ยังไง เฮ้อ ทำยังไงได้ พวกชาวบ้านก็อย่างนี้แหละ พวกเขาคงไม่เคยเห็นผู้หญิงสวย ๆ รวยเสน่ห์อย่างคุณมาเดินเล่นแถวนี้มั้ง""แหม ปากหวานจริง ๆ นะคะคุณชายฉิน"เขาแกล้งหยอกเธอ เหลียนฟ่งแก้มแดงขึ้นมาด้วยความเอียงอาย ร้อยทั้งร้อยมีสาวคนไหนไม่ชอบบ้างล่ะ เวลาได้ยินผู้ชายที่ตัวเองชอบชมว่าตัวเองสวย"ปากหวานนะอีกเรื่องหนึ่ง ผมพูดความจริงต่างหากล่ะ คุณหนูเหลียนน่ะทั้งสวยทั้งน่ารักอย่าบอกใครเลยล่ะ ใครได้คุณเป็นแฟนคงมีความสุขที่สุดในโลก""คุณก็พูดเกินไป""รับรองว่าจริงจัง จริงใจ""อย่าหลอกกันนะ""ถ้าหลอกให้หยิกเลย"ทั้งสองหยอกล้อต่อปากต่อคำกัน ท่ามกลางสายตาชาวบ้าน เหลียนฟ่งยืนบิดตัวไปมา ยิ้มหน้าบานอย่างมีความสุข แถมยังตีแขนเขาเบา ๆ ด้วยความเขินอาย ทันใดนั้นเรดาห์ลางสังหรณ์ของผู้หญิงก็ส่งสัญญาณเตือนภัยขึ้นมา เพราะหางตาของเธอ เห็นสาว ๆ หน้าตาสะสวยรุ่นราวคราวเดียวกับเธอสามสี่คน กำลังชี้ชว
เหลียนฟ่งตบอกยืนยันอย่างหนักแน่น แล้วรินเบียร์ให้ฉินฟ่าน ชวนเขาดื่มจนหมดแก้วเป็นการฉลองความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ (ของเธอ) เพราะในตอนนี้เธอโมเมแล้วว่า ฉินฟ่านตอบตกลง เป็นทาสในเรือนเบี้ยของเธอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"เถ้าแก่ขอเบียร์เย็น ๆ อีกสองขวดค่ะ"ทั้งสองละเลียดฟองเบียร์ช้า ๆ อย่างชื่นใจ แต่พอติดเครื่องก็เปลี่ยนเป็นยกซดแทน เบียร์ถูกสั่งมาเรื่อย ๆ กับแกล้มสามจานหมดลงอย่างรวดเร็ว"อื้ม! ปีกไก่ทอดร้านนี้อร่อยแฮะ""เถ้าแก่ขอเบียร์กับปีกไก่ทอดอีกค่ะ""เอ้า…ชน หมดแก้ว"เหลียนฟ่งส่งเสียงดังอ้อแอ้ ชวนให้ดื่มอีก หน้าแดงก่ำเพราะความเมา"พอได้แล้ว คุณเมาแล้ว เรากลับบ้านกันดีกว่านะครับ เถ้าแก่คิดเงินด้วยครับ"ดื่มไปดื่มมาหมดเบียร์ไปสิบขวด ฉินฟ่านจ่ายเงิน แล้วให้เธอขี่หลังกลับบ้าน เพราะตอนนี้เธอเมาปลิ้น จนเดินไม่ไหวแล้ว"ไป้ ไปเลย" "เจ้าม้าน้อยวิ่งไปเลย เร็ว ๆ เข้า""ซาหนุกจริงจริ้ง"นี่เธอเมาจนนึกว่าเขาเป็นม้าไปแล้วหรือ เดี๋ยวก็ดึงหูซ้ายให้เลี้ยวซ้าย เดี๋ยวก็ดึงหูขวาให้เลี้ยวขวา คนที่เดินสวนมาแถวฟุตบาท ต่างพากันยกมือปิดปากขำเขาใหญ่เลย แถมเสียงของเธอดังเอะอะมาตลอดทาง"หมดแก้ว หมดแก้ว ฮ่า ๆ" จู่ ๆ เธอ







