Share

บทที่ 31 กา...กา

last update publish date: 2026-02-01 07:00:03

คุณหมอโจวเปิ่นพยามยามดึงความสนใจของทุกคน ให้กลับมาที่บทสนทนากันอีกครั้ง

            "ดังนั้นผมถึงได้ไปเชิญอาจารย์ลงจากเขา มาช่วยรักษาให้ไงครับ" ฉินฟ่านพอได้ยิน ถึงกับสำลักออกมา 

 คุณหนูสี่มองเขาจนตาเขียวปั๊ด เธอต้องพยายามข่มใจอย่างสุดฤทธิ์ ไม่ให้ตัวเองเฉดหัวเขาออกจากบ้าน

 ลงจากเขา! น้องสาวนายสิ นี่เขากลายเป็นคนตัดฟืน นายพรานล่าหมูป่าไปแล้วหรือไงกันฟะ

 "โอ้…เยี่ยมไปเลย แล้วอาจารย์ของคุณจะมาถึงเมื่อไรครับ"

 สีหน้ายินดีของคุณชายใหญ่เต็มไปด้วยความหวัง คุณหมอโจวเปิ่นเป็นหมอที่มีทักษะทางการแพทย์เยี่ยมยอด อาจารย์ของเขาจะต้องเก่งกาจปานเทพอย่างแน่นอน

 คุณหมอโจวเปิ่นผายมือมาที่ฉินฟ่าน

 "มาถึงแล้วครับ ท่านผู้นี้คืออาจารย์ที่เคารพของผม ฉินฟ่าน"

 กรุบ!

 กรุบ!

 กรอบ!

 กรอบ!

            ทุกคนถึงกับเงียบกริบอึ้งกิมกี่ไปตาม ๆ กัน 

 กา...กา... เหมือนในรูหูได้ยินเสียงอีกาเลยแฮะ

            ทุกคนยังคงนั่งเงียบเหมือนจักจั่นในฤดูหนาว ราวกับวิญญาณที่ล่องลอยออกไปยังไม่กลับเข้าร่าง

            นี่พวกเขาหูเฝื่อน หรือว่าอากาศร้อนเกินไป โรคลมแดดกำเริบจนคุณหมอโจวเปิ่นเพี้ยนไปแล้ว

            "คุณล้อเล่นหนักเกินไปแล้ว"

 คุณชายสามไม่พอใจอย่างมาก

            "เด็กหนุ่มคนนี้คืออาจารย์ของคุณจริง ๆ เหรอคะ" คุณนายเย่ยังอึ้งไม่หาย

            "ครับ อาจารย์ของผมเอง"

 "แต่ว่า…" คุณชายสามเพิ่งเอ่ยปาก ยังไม่ทันจบประโยค คุณหมอโจวเปิ่นก็พูดขัดขึ้นมาซะก่อน

 "ฮ่า อย่าสงสัยไปเลยครับ มันเป็นเรื่องจริง พูดแล้วก็น่าอาย ผมคุกเข่าโขกศีรษะคารวะอาจารย์ไปแล้ว แต่อาจารย์

ปฏิเสธ 

 ผมเองก็ได้แต่หวังว่า สักวันหนึ่งอาจารย์จะใจอ่อน ยอมรับผมเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการอยู่ พูดก็พูดเถอะ ตอนนี้ผมยังไม่ได้คารวะน้ำชาอาจารย์เลยครับ"

 "ขอโทษนะครับคุณหมอโจว แต่นี่เกี่ยวพันกับชีวิตของคุณพ่อ เขายังดูเด็กมากเลย เรียนหนังสือจบหรือยังก็ไม่รู้ จะมาช่วยคุณพ่อได้ยังไงครับ"

 คุณชายสามโต้แย้งออกมา เพราะตอนที่เห็นครั้งแรก เขาเองก็นึกว่าฉินฟ่านเป็นนักศึกษาแพทย์ ที่คอยเดินติดตามรับใช้ถือกระเป๋าให้คุณหมอโจวซะอีก แล้วนี่ชีวิต

ของคุณพ่อทั้งคน จะมาทำเป็นล้อเล่นไม่ได้เด็ดขาด

 ฉินฟ่านยังคงกินขนมอย่างเอร็ดอร่อย

 "น้องสาม นายฟังคุณหมอโจวพูดให้จบก่อนจะดีกว่า"

 คุณชายรองเอง ก็สงสัยในตัวฉินฟ่านเช่นกัน เพียงแต่เขามีนิสัยสุขุมรอบคอบ เมื่อคุณหมอโจวเล่นใหญ่ซะขนาดนี้ แสดงว่าไอ้หนุ่มนี่อาจจะเป็นคมในฝัก ยอดคนยอดอัจฉริยะแบบในนิยายก็เป็นได้

 "ผมโจวเปิ่นขอใช้เกียรติของหมอสามสิบปีเป็นประกันว่า ทอดตาทั่วแผ่นดินนี้ สำหรับผม คน ๆ เดียวที่คู่ควรกับคำว่าหมอเทวดา ก็คือชายหนุ่มผู้นี้…ฉินฟ่าน"

 กา…กา

 เสียงอีกาตามมาหลอกหลอนทุกคนอีกครั้ง

 ทุกคนในห้องเงียบกริบ ต่างครุ่นคิดไปต่าง ๆ นานา บางคนก็คิดว่าตัวเองหูฝาดคงได้ยินผิด บางคนก็คิดว่าคุณหมอโจว ผู้มีชื่อเสียงในวงการแพทย์ระดับประเทศ ท่าจะโดนคุณไสย จนสติสตังไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

 บรรยากาศในห้องตอนนี้ เงียบสงัดไม่มีเสียงพูดคุยกัน ทุกคนกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิด ยกเว้นเสียง…

 กรุบ!

 กรุบ!

 "พอแล้วล่ะ อย่าไปฝืนใจพวกเขาเลยต้องขอโทษทุกคนจริง ๆ นะครับ พอดีผมถูกตำรวจจับตัวไปสอบสวน ยังไม่ได้ทันได้กินข้าวเลย ก็ถูกลากมาที่นี่แล้ว 

 อื้มมม…จะว่าไปขนมนี่อร่อยดีแฮะ 

 เสี่ยวเปิ่น นายอยากลองชิมดูหน่อยไหม วันหลังสงสัยต้องแวะไปมินิมาร์ท ซื้อไอ้นี่มากินบ้าง"

 ตอนนี้ทุกคนได้ยินชัดสองหู เขาเรียกคุณหมอโจวเปิ่น ว่าเสี่ยวเปิ่นเหรอ 

 "ถ้าอาจารย์ชอบ วันหลังผมจะซื้อมาให้เยอะ ๆ เลยครับ"

 "อื้อ ขอบใจนะ"

 เขาผงกศีรษะรับอย่างพึงพอใจ

 แต่เสียงเคี้ยวขนมปังอบกรอบรสชีส เสียงดังกรุบ ๆ ยังคงดังชัดเจนในรูหู ทุกคนต้องหันไปมองสำรวจฉินฟ่านตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้งหนึ่ง พลางชั่งน้ำหนักในใจ ว่าไอ้หนุ่มหน้าอ่อนนี่ ตกลงมันเป็นเพชรแท้หรือเพชรเทียมกันแน่

 ฉินฟ่านชักรู้สึกฝืดคออยากดื่มน้ำ จึงหยิบถ้วยชาเล็ก ๆ ที่มีน้ำชาอยู่เต็มถ้วย แต่ชาเริ่มเย็นชืดแล้ว 

 "อ้าวชาเย็นซะแล้ว"

 "เดี๋ยวผมชงชาให้ใหม่ครับอาจารย์"

 "ไม่ต้องหรอก อย่าลืมสิว่านี่คือคฤหาสน์มหาเศรษฐีนะ ใบชาดี ๆ ที่เอามาต้อนรับแขกแบบนี้ ราคาคงจะแพงมาก จะกินทิ้งกินขว้างก็น่าเสียดาย"

 เขาค่อย ๆ ถ่ายพลังลมปราณรูปเกลียวลงไป พริบตาเดียวน้ำชาในถ้วย ก็เริ่มเดือดพล่านขึ้นมา ถึงกับมีไอน้ำลอยกรุ่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ภาพที่เห็นมันช่างน่าอัศจรรย์เกินไปแล้ว

 ฉินฟ่านยกถ้วยขึ้นซดน้ำชา ที่กำลังเดือดพล่านทีเดียวหมดจอก 

 ฉินฟ่านคร้าน ที่จะบรรยายสรรพคุณตัวเอง ว่าเขาเก่งอย่างนั้น เทพอย่างนี้ หรือว่าเป็นศิษย์ครึ่งคนของเทพเสินหนง 

 ดังนั้นการแสดงปาหี่เล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ ก็อาจจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือได้บ้าง

 "ชาดี ชาดี ร้อน ๆ แบบนี้ค่อยชุ่มคอหน่อย"

 มารดามันเถอะ! ชานี้ดีจริงหรือเปล่า เขาจะไปรู้ได้ยังไง ชาติก่อนก็เคยกินแต่ชาเกรดต่ำราคาถูก ๆ ตอนนี้ไฟท์บังคับ ได้แต่วางมาดลวงโลก ให้น่าเชื่อถือไปอย่างนั้น

 ทุกคนรวมถึงคุณหมอโจวเปิ่น ต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น นี่เขาใช้กำลังภายใน ทำให้น้ำเดือดปุด ๆ เลยใช่ไหม 

 ทำได้ยังไงกัน เขายังเป็นคนเดินดินจริง ๆ เหรอ หรือว่าจะเป็นมายากลแบบเดวิด คอปเปอร์ฟิล แต่ไม่เห็นเขาจัดเตรียมอุปกรณ์ ที่ใช้ในการแสดงมายากลเลยนี่นา ถ้าทำให้น้ำเดือดพล่านได้ซะขนาดนี้ กำลังภายในของเขา จะสูงส่งถึงระดับไหนกันแน่นะ ฟาดใส่คนทีเดียว กระดูกซี่โครงหักแหลกเละ แบบในหนังที่เจท ลีเล่นหรือเปล่า 

 แล้วที่ซดน้ำเดือดพล่าน

อึก อึก อึกเข้าไป ปากคอไม่พองแย่

เหรอพ่อคุณ เขามีคอทองแดงกระเพาะเหล็กหรือไงกัน 

 คำถามมากมาย ต่างแล่นไปมาอยู่ในหัวของทุกคน เหมือนลูกปิงปองที่ถูกตีโต้กันไปมา

 "ขนมอร่อยมากเลยครับ ต้องขอโทษด้วยที่มารบกวน นี่ก็สายมากแล้ว เสี่ยวเปิ่นพวกเรากลับกันเถอะ เดี๋ยวยังต้องไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวอีก"

 "ช้าก่อน"

 คุณหนูสี่ลุกขึ้นยืน รีบร้องห้ามจนส่งเสียงดังอย่างลืมตัว 

 "คุณฉิน ถ้าคุณรักษาคุณพ่อให้หายได้ จะเสียเงินทองเท่าไร ทางเราก็ยอมจ่ายค่ะ ห้าสิบล้านหยวนตกลงไหมคะ"

 คุณหนูสี่พยายามที่จะคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้

 "ขอโทษครับ การรักษาผู้ป่วยไม่ว่าจะยากดีมีจน ผมถือว่าเป็นหน้าที่ที่พึงกระทำ ผมไม่ต้องการเงินทองแม้แต่หยวนเดียว 

 พูดกันตามตรง ผมกับพวกคุณต่างก็ไม่เคยรู้จักกัน พวกคุณไม่เชื่อมือผม ก็เป็นที่เข้าใจได้

 ที่ผมมาในวันนี้ ก็เพราะชื่นชมในจิตวิญญาณทางการแพทย์ ของคุณหมอโจวเปิ่นก็เท่านั้น"

 คุณหนูสี่ต้องมองเขาใหม่อีกครั้ง ไม่รับเงินเหรอ ใครบ้างไม่อยากจะได้เงิน 

 ปกติจ่ายห้าล้านสิบล้านให้หมอเก่ง ๆ ก็ถือ

ว่าเยอะมากแล้ว 

 แต่ชีวิตคุณพ่อกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย ให้เธอเซ็นเช็คจ่ายเขาร้อยล้านหยวนในตอนนี้ เธอก็ยินดีจ่าย โดยไม่อิดออดเลย

 ทุกคนยังคงนิ่งอึ้งอยู่

 "โธ่ พวกคุณนี่นะ ผมอยากจะบ้าตายซะจริง ๆ เลย คุณนายเย่ครับ ผมเป็นเพื่อนกับสามีคุณมากว่ายี่สิบปี 

 ถึงคุณจะทำใจเชื่อเรื่องนี้ไม่ได้ ว่าเขาเป็นหมอเทวดา เพราะเพิ่งเคยพบหน้ากันเป็นครั้งแรก แต่คำพูดของผม คุณยังไม่เชื่ออีกเหรอครับ 

 พวกคุณรู้ไหมครับว่า กว่าผมจะเชิญ

อาจารย์มาถึงที่นี่ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เลยนะครับ 

 พูดก็พูดเถอะ ในแผ่นดินนี้คนที่จะเชิญอาจารย์ให้มาช่วยรักษาผู้ป่วย จะมีสักกี่คนที่ทำได้ คุณกำลังจะพลาดโอกาสทอง เพียงเพราะแค่เกี่ยงงอนว่า เขาอายุยังน้อย ยังดูเด็กอยู่อย่างงั้นเหรอครับ 

 ผมเห็นเต็มสองลูกตาตัวเองเลยว่า เจ็ดเข็มกระตุกวิญญาณของเขา ช่วยคนที่ตายไปแล้ว ให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ราวกับปาฏิหารย์ ได้โปรดเชื่อผมสักครั้งเถอะนะครับ"

 โจวเปิ่นพยายามเตือนสติพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะตัดใจอำลาจากไป

 "คุณหมอฉิน การรักษาคุณพ่อคงต้องรบกวนคุณแล้วนะครับ"

 คุณชายใหญ่เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย ถึงกับตัดสินใจในทันที ลุกขึ้นโค้งเก้าสิบองศาให้เขา แถมยังเปลี่ยนคำเรียกหาเป็นคุณหมอ แสดงว่ายอมรับในตัวเขาแล้ว

 ฉินฟ่านรีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน

 "คุณชายใหญ่ คุณคงเข้าใจอะไรผิดแล้วครับ ผมไม่ใช่หมอเหม๋ออะไรนั่นหรอก แค่ลำพังฉันประถมผมยังเรียนไม่จบเลย ผมแค่เคยอ่านหนังสือแพทย์แผนจีน ผ่านหูผ่านตามาสองสามเล่มบ้างก็เท่านั้น"

 "คุณเก่งขนาดนี้ หนังสือแพทย์ที่อ่าน คงเป็นพวกบันทึกโบราณใช่ไหมครับ"

 ฉินฟ่านแค่ยิ้ม ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ทุกคนกลับคิดเองเออเองว่า คงเป็นความลับของสำนัก ที่ไม่อาจแพร่งพรายให้คนอื่นรู้ จึงไม่ถามเซ้าซี้อีก

 ถ้าไม่ยิ้มแล้วจะให้เขาพูดอะไร จะพูดให้ถูก ท่านปู่ผู้นี้ไม่ได้อ่าน แต่กินตำราแพทย์ทั้งเล่มลงท้องไปต่างหาก 

 ถามว่ามันเป็นบันทึกโบราณหรือเปล่า มันล้ำค่ายิ่งกว่านั้นซะอีก ตำราแพทย์ของเทพเสินหนงนะ ใช่ของไก่กาซะที่ไหน แถมยังขึ้นราเขียว ๆ ดำ ๆ อีกต่างหาก 

 "ดังนั้นถ้าหากผมรักษาไม่ได้ ขอได้โปรดอย่าขุ่นเคืองในใจเลยนะครับ"

 "แน่นอน ๆ รับรองว่าไม่มีใครตำหนิคุณ อย่างแน่นอน ว่าแต่ถ้าคุณไม่รังเกียจ เราขอเรียกคุณว่าเสี่ยวฟ่าน ส่วนคุณก็เรียกพวกเราตามน้องสี่ก็แล้วกัน 

 เพราะดูแล้วพวกคุณก็อายุไล่ ๆ กัน จะได้ดูเป็นกันเองหน่อยนะครับ"

 คุณชายรองเอ่ยปากรับรองด้วยตัวเอง

งานนี้เขาทุ่มแทงเดิมพันก้อนใหญ่ ลงที่ตัวฉินฟ่านอีกคน 

 เพราะถ้าเขาเป็นหมอเทวดาตัวจริงเสียงจริง มันจะเหมือนกับซื้อประกันสุขภาพครบวงจร แบบซูเปอร์เมกะวีไอพีเลยทีเดียว 

 นับแต่นี้ตระกูลเย่นอกจากจะร่ำรวยเงินทองแล้ว ยังจะได้รับการดูแลสุขภาพจากฉินฟ่านอีก นี่มันยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง หนึ่งร้อยครั้งซะอีก 

 เพราะว่าคนเราต่อให้รวยล้นฟ้า แต่ถ้าต้องเจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ หรือด่วนตาย ความร่ำรวยยังจะมีความหมายอะไร 

 "ได้ครับ งั้นตอนนี้พี่รอง หรือว่าใครก็ได้ช่วยเล่าอาการของผู้ป่วย ให้ผมฟังหน่อย"

 โจวเปิ่นเป็นหมอเจ้าของไข้ ย่อมต้องพูดถึงอาการได้ชัดเจนกว่า เขากระแอมเบา ๆ 

 "ผู้ป่วยชื่อเย่หมิงทง อายุห้าสิบแปดปี

มีทรัพย์สินทั่วประเทศนับหมื่นล้าน เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ไปดูงานที่เสฉวน พอกลับมาได้สามวัน ก็เริ่มมีอาการไอเจ็บคอตัวร้อน เหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดา 

 หลังจากนั้นสี่สิบแปดชั่วโมงต่อมา ก็เริ่มเกิดอาการเป็นอัมพาตไปทั่วร่าง ดวงตาไม่ตอบสนองต่อแสงราวกับตาบอด หูไม่ได้ยินเสียงราวกับหูหนวก ประสาทสัมผัสทั้งห้า ราวกับสูญเสียการทำงาน ขยับเขยื้อนตัวไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ราวกับเป็นมนุษย์ผัก 

 ตอนแรกเราคิดว่า ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่กลายพันธุ์ แต่ผลตรวจเลือดและผลแล็ปต่าง ๆ กลับดูเป็นปกติดีทุกอย่าง 

 หมอชื่อดังเฉพาะทางของสาขาต่าง ๆ ที่ถูกเชิญตัวมาช่วยรักษา ต่างก็พากันส่ายหน้า บอกให้จองวัดได้เลย ผมจึงต้องเชิญให้อาจารย์มาช่วย"

 ฉินฟ่านขมวดคิ้วมุ่น มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที อาการหนักถึงขั้นตรีทูตแบบนี้ มิน่าล่ะคุณหมอโจวถึงได้มาหาเขา

 "ช่วยพาผมไปดูผู้ป่วยหน่อยครับ"

 ในห้องนอนกว้างขวางปรากฏเตียง

ที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ สายห้อยระโยงระยาง มีพยาบาลสาววัยสี่สิบกำลังดูแลผู้ป่วย 

 อภิมหาเศรษฐีคนนี้มีโครงหน้าสี่เหลี่ยม หน้าตาดูเป็นคนใจดี ผมหงอกขาวแซมสีเทา ร่างกายซูบผอม แต่กลับดูเหมือนคนนอนหลับทั่ว ๆ ไป ใครจะคิดว่าย่ำแย่ป่วยเจียนตายแบบนี้ ทุกคนต่างยืนดูห่าง ๆ ปล่อยให้

ฉินฟ่านเดินไปที่เตียง

 ฉินฟ่านผนึกพลังเนตรอัคคีสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาเห็นเงาสีเทากระจายอยู่ทั่วเส้นเลือดของเย่หมิงทง แต่บริเวณปมเส้นประสาท กลับมีเงาสีแดงห่อหุ้มอยู่ 

 "อืม…ร้ายกาจ อำมหิตจริง ๆ คุณลุงเย่ถูกวางยาพิษสองชนิดพร้อมกัน หากไม่รีบถอนพิษ แล้วพิษแล่นเข้าสู่หัวใจ ต่อให้เทวดามาก็ช่วยไม่ได้แล้ว 

 ดูจากอาการในตอนนี้ เกรงว่าคุณลุง คงทนได้ไม่เกินแรกอรุณรุ่งของวันพรุ่งนี้"

 ฉินฟ่านพูดเบา ๆ แต่สีหน้าท่าทางมั่นใจ

ยิ่งทำให้คนฟังใจสั่นสะท้าน

 "เช้าพรุ่งนี้เหรอ"

 แบบนี้เวลาก็เหลือไม่กี่มากน้อยแล้วสิ ทุกคนฟังจนใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

 ปกติการตรวจวินิจฉัยโรคตามหลักแพทย์แผนจีนมีสี่อย่างคือการดู การฟัง การสักถาม การจับชีพจร

 แต่ตั้งแต่ต้นจนจบ ฉินฟ่านไม่ได้เปิดดูเปลือกตา ไม่ได้ตรวจดูลิ้น ไม่ได้จับชีพจร ไม่ได้ทำอะไรเลยทั้งนั้น แค่ยืนดูห่าง ๆ เฉย ๆ ก็รู้สาเหตุของอาการป่วยแล้วหรือ 

 ทุกคนต่างงุนงง เหมือนพลัดหลงเข้าไป อยู่ท่ามกลางหมอกควันที่หนาทึบ 

 นี่ถ้าไม่ใช่หมอเทวดา เจ้าหนุ่มนี่ก็ต้องเป็นนักต้มตุ๋นมือทองแล้ว

 "เสี่ยวฟ่านบอกเราที ว่าคุณพ่อโดนพิษอะไร แล้วคุณรักษาได้ไหมครับ"

 อาเสี่ยใหญ่รีบถาม

 "ผมไม่ทราบว่าเป็นพิษชนิดใด ถึงได้ร้ายกาจถึงเพียงนี้ ถึงผมจะหาชื่อพิษจนรักษาได้ ก็จะเสียเวลานานมากจนเกินไป เกรงว่าเมื่อถึงเวลานั้น คุณลุงอาจจะทนไม่ไหวแล้ว ผู้ใช้พิษคนนี้เป็นสุดยอดฝีมือในเชิงพิษอย่างแท้จริง 

 ความจริงแค่เขาดีดพิษ ที่ซ่อนอยู่ในซอกเล็บ ใส่ลงไปในเครื่องดื่มของคุณลุง คุณลุงก็คงตายทันที แต่ที่เขาไม่ทำเช่นนั้น เพราะกำลังเล่นสนุกกับความตายของคุณลุงอยู่"

 ทุกคนยิ่งฟังเขาพูดก็ยิ่งหนาว 

 "ยิ่งคนผู้นี้เก่งมากเท่าไร เวลาใช้พิษก็จะสร้างเงื่อนไขการวางพิษ ที่ซับซ้อนมากขึ้น คล้ายกับว่าต้องการโอ้อวดฝีมือของตัวเอง 

 มันเป็นความบ้าคลั่ง เป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง

 เช่นเขาอาจจะนำดอกไม้ชนิดหนึ่ง ที่มีรูปลักษณ์สวยงามมีกลิ่นหอมและลำพังกลิ่นหอมของมันไม่มีพิษ แน่นอนว่าโดยปกติคนเราสามารถสูดดมดอกไม้นั้นได้และวางเทียนหอมที่ปรุงแต่งพิเศษขึ้นมา ลำพังกลิ่นหอมของเทียนหอมก็ไม่มีพิษเช่นเดียวกัน สามารถสูดดมได้ไม่มีปัญหาอะไร 

 แต่ถ้านำของทั้งสองสิ่ง มาไว้ในห้องเดียวกัน เมื่อใดผู้เคราะห์ร้ายบังเอิญไปจุดเทียนหอมเข้า กลิ่นเทียนหอมที่ไม่มีพิษ ผสมกับกลิ่นดอกไม้ที่ไม่มีพิษ มันจะกลายเป็นพิษ ที่ร้ายกาจขึ้นมาทันที"

 โหดร้ายจริง ๆ นี่มันเป็นฝีมือของใครกัน ทำไมถึงโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ ทุกคนยิ่งฟังยิ่งตื่นตระหนก ยิ่งชวนให้หวาดกลัว จนรู้สึกขนลุกเกรียวขึ้นมา

 "แล้วพวกเราจะทำยังไงกันดีคะ ทำไมคนร้าย ถึงได้ลงมืออำมหิตถึงเพียงนี้"

 คุณนายเย่ร้องไห้โฮออกมาอีกครั้ง ทำท่าจะเป็นลม จนคุณหนูสี่ต้องรีบกอดเธอไว้

 "เสี่ยวฟ่าน แล้วจะใช้วิธีไหน จึงจะ

รักษาคุณพ่อได้"

 คุณชายสามร้อนใจ จนต้องซับเหงื่อ

ที่หน้าผาก เพราะกลัวจะหมดหวัง

 "ใช้พิษขจัดพิษครับ"

 "ดี งั้นรีบลงมือเถอะ"

 คุณหนูสี่เริ่มเห็นความหวังเลือนราง

 "พวกคุณอย่าเพิ่งใจร้อน ขอผมโทรศัพท์หน่อยได้ไหมครับ อาจจะช่วยได้ ขอแค่รู้ชื่อพิษทั้งสองชนิด เราจะร่นเวลาในการรักษาได้อย่างแน่นอนครับ"

 ฉินฟ่านหยิบโทรศัพท์ออกมา ค้นหารายชื่อทันที

 "คุณจะโทรหาใครเหรอคะ"

 คุณหนูสี่วาดหวังไว้ว่า เมื่อเขาเก่งถึงขนาดนี้ เขาอาจจะมีอาจารย์ ที่เก่งกาจเหมือนเทพเซียน ที่ปกปิดชื่อแซ่ซ่อนตัวเร้นกายอยู่ตามป่าเขาก็ได้

 "สุดยอดมือสังหารอันดับหนึ่งซีเหมินคัง ถ้าเรื่องฆ่าคน คงต้องยกนิ้วให้ในความเป็นมือโปรของเขา"

 คุณหนูสี่ถึงกับผงะ หูเธอคงไม่ฝาดใช่ไหม นี่เขาไม่ได้โทรหาอาจารย์ แต่กลับโทรหามือสังหาร

 "ขอโทษนะคะ คุณโทรหาอาจารย์คุณจะไม่ดีกว่าเหรอคะ"

 คุณหนูสี่ยังคงโต้แย้งในมุมมองของเธอ

 "อยากโทรเหมือนกันครับ แต่อาจารย์ที่เคารพ ดันไปเที่ยวบนสวรรค์ แล้วไม่ยอมกลับมานี่สิ ผมเลยโทรหาไม่ได้"

 "แล้วคุณไปรู้จักมักจี่ กับมือสังหารคนนี้ได้ยังไงครับ"

 คุณชายสามผู้มีนิสัยโผงผาง ขยับแว่นตากรอบสีทอง ถามเขาเอาดื้อ ๆ 

 ก็ใช่ไหมล่ะ เมื่อครู่เพิ่งโดนตำรวจรวบตัวไปสอบปากคำ แล้วชาวบ้านธรรมดาที่ไหน จะไปรู้จักกับมือสังหารได้

 "เขาเคยมาฆ่าผม ที่บ้านอยู่ครั้งหนึ่ง"

 ฉินฟ่านตอบแบบยิ้ม ๆ สบาย ๆ 

 "แต่คุณยังไม่ตาย"

 "ไม่ตาย"

 "แสดงว่าฝีมือคุณร้ายกาจกว่าเขา"

 "ผมชนะเขาครึ่งกระบวนท่า"

 "สุดยอด"

 พอทุกคนได้ยินกับหู ถึงกับทำหน้าเหวอขึ้นมาทันที ทุกคนต่างพากันประเมิน

ฉินฟ่านกันใหม่ ชายหนุ่มคนนี้ยิ่งรู้จักยิ่งน่าสนใจ

 ฉินฟ่านต่อสายถึงซีเหมินคัง โดยเปิด

สปีคเกอร์โฟน เพื่อให้ทุกคนได้ยินไปด้วยและมีเสียงเล็กเสียงน้อยรับสายทันที โดยไม่ต้องรอนาน

 "ฮัลโหลพี่คัง ผมเองฉินฟ่าน"

 "ต้ายตาย...คิดถึงจังเลย นี่จะบอกข่าวดีฟังแล้วเหยียบไว้เลยนะ เมื่อคืนผู้น้องเพิ่งกำหนดแผนการลอบสังหารใหม่ รับรองเลยว่าแผนนี้เด็ดสะเด่า สุดแสนจะตื่นเต้นเร้าใจ นี่ก็กะว่าจะเตรียมเอาไว้ ไปสนิทสนมกับพี่ฟ่านอีกครั้ง 

 คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าพี่ฟ่านจะมีจิตใจ ที่รุ่มร้อนกว่าผู้น้อง เล่นโทรมาหาก่อนเลยนะฮ๊า คิก ๆ ดีใจอ่ะ"

 "ได้เลย ได้เลย พอดีวันนี้ผมมีเรื่องเร่งด่วน อยากขอร้องพี่คังสักเรื่องหนึ่ง ถ้าพี่คังเมตตายอมช่วยผม ผมเป็นหนี้พี่อยู่เท่าไร เหมาจ่ายทั้งต้นทั้งดอกทีเดียวเลย 

 พี่นัดวันมาได้เลย ผมจะเตรียมชาหลงจิ่งชั้นดีกับขนมเปี๊ยะไส้ไข่เค็มอร่อย ๆ ที่พี่ชอบเอาไว้ให้ แล้วล้างคอให้สะอาด ๆ รอให้พี่มาเชือดให้สะใจไปเลย"

 คุณหนูสี่ได้ยินแบบนั้น เธอกำลังจะร้องบอกให้เขาเลิกล้มความคิดนี้เสีย แต่ฉินฟ่าน ขยิบตาโบกมือห้ามไว้

 "โฮ่ ๆ ถ้าเป็นคนอื่นผู้น้องคงไม่สนใจ แต่หนุ่มรูปหล่ออย่างพี่ฟ่านเอ่ยปากทั้งที ไม่ว่าจะต้องฝ่าด่านสิบแปดนรกโลกันต์ ยากเย็นลำบากแสนเข็ญสักแค่ไหน ผู้น้องจะจัดการภารกิจนี้ให้เรียบร้อยเอง

 เพราะพี่ฟ่านเป็นผู้รู้ใจ เพียงหนึ่งเดียวของผู้น้องเลยนะฮ๊า บอกมาได้เลย ว่าอยากให้ผู้น้องทำอะไร"

 ซีเหมินคังพอได้ยิน ในใจถึงกับตื่นเต้น ที่จะได้เชือดฉินฟ่านอีกครั้ง

 ฉินฟ่านเล่าอาการทั้งหมดให้ฟัง

 "ฮึ ๆ คงเป็นฝีมือของเจ้าเฒ่าพิษแน่ ๆ ไม่ต้องเป็นห่วง เรื่องนี้ผู้น้องจัดการให้เอง"

 "พี่คัง ขอด่วนสุด ๆ เลยนะ คนป่วยเหลือเวลาไม่มากแล้ว"

 "ได้"

 ซีเหมินคังวางสายไปทันที

 "ผมคิดว่าคงต้องใช้เวลาพอสมควร แต่พวกคุณวางใจได้ งูมีเส้นทางของงู นักฆ่ามีเส้นทางของนักฆ่า เขาจะต้องสืบมาได้อย่างแน่นอน"

 ฉินฟ่านยิ้มกว้าง จนเห็นฟันขาวพยายามปลอบใจทุกคน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พลิกเมฆาคว่ำพิรุณ การเกิดใหม่ของฉินฟ่าน   บทที่ 66ไม่เจอไม่กลับ (จบภาค 1)

    ปัง ปัง ปัง ปัง!เสียงประทัดพวงยาวเหยียดดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมเสียงรัวกลองเชิดสิงโตสร้างความครึกครื้นให้ผู้ชมที่มากันเนืองแน่น เพราะข่าวที่แพร่กระจายมาอย่างต่อเนื่อง ว่าโครงการโรงเรียน "พี่สาวนางฟ้า" ริเริ่มโดยหมอเทวดาฉินฟ่าน ซึ่งค่าเล่าเรียนทุกอย่างฟรีหมดจนคนที่ทราบข่าวต่างยกนิ้วชมเชย บางคนมีฐานะจึงยินดีที่จะบริจาคเงินทอง เพื่อสร้างชุมชนที่น่าอยู่ เพื่ออนาคตของลูกหลานชาวเมืองซูโจวถึงขนาดมีคนยุให้หมอเทวดาเล่นการเมือง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รับประกันว่าคะแนนเสียงถล่มทลาย แต่บรรดาอาซิ่มอาซ้อกลับอยากให้เขาเป็นพระเอกหนังซีรีส์ซะมากกว่า เพราะเขานั้นหล่อบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจของพวกเธอคุณหนูสี่ขึ้นเวทีไปกล่าวเปิดงานในฐานะประธานกลุ่มทุน "พี่สาวนางฟ้า" เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว ช่วงนี้มีผู้สื่อข่าวหลายสำนัก มาขอสัมภาษณ์เธอไม่เว้นวันจนเธอยุ่งหัวฟูหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่ได้ยลโฉมงามล่มเมืองของคุณหนูสี่ ต่างคลั่งไคล้ขอเป็นแฟนคลับเธอ แต่ละคนต่างแย่งกันบริจาคเงินออกมาก้อนโต เพื่ออวดโอ่ฐานะความร่ำรวยเพราะถ้าได้แต่งกับเธอ มันเฮงยิ่งกว่าหนูตกถังข้าว

  • พลิกเมฆาคว่ำพิรุณ การเกิดใหม่ของฉินฟ่าน   บทที่ 65 ไม่รู้ไม่ชี้

    ทั้งสองส่งเสียงหัวเราะวิ่งหยอกล้อกันออกไป ตอนนี้ทุกอย่างสงบลงแล้ว คนตายก็ตายไป คนเจ็บก็ส่งโรงพยาบาล คนมอบตัวก็เตรียมไปกินข้าวแดงในคุกได้เลย ตำรวจเริ่มเคลียร์สถานที่ ยึดอาวุธสงครามได้เป็นจำนวนมาก มากพอที่จะเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งให้หลาย ๆ คนในศึกครั้งนี้ฉินฟ่านเดินกระแซะเข้าไปใกล้ ๆ กระซิบชวนมู่ปิงปิงไปจู๋จี๋ดู๋ดี๋กันที่น้ำตก แต่เธอค้อนขวับวงใหญ่ แถมแกล้งทำเสียงดุใส่"งานยังไม่เสร็จ ไปไม่ได้""น่านะ คนดียอดรักของฟ่าน เสร็จงานแล้ว ก็ต้องมีการตบรางวัลบิ๊กโบนัสกันบ้างสิ ใช่ไหมจ๊ะทูนหัวจ๋า"เขาพยายามออดอ้อน กะพริบตาปริบ ๆ ทำสีหน้าน่าสงสาร"ไม่รู้ไม่ชี้""น่านะ แป๊บเดียวเอง แค่สามนาทีก็เสร็จแล้ว"เขาพยายามต่อรอง"คิดว่าตัวเองเป็นอุลตร้าแมนแปลงร่างได้แค่สามนาทีรึไง คราวก่อนเป็นชั่วโมง เล่นเอาเหน็บชากินขาเลย"ไม่สนแล้วต้องใช้เส้นสายของเครือญาติให้เป็นประโยชน์ เขาหันไปหาเค่อตงหยางที่กำลังคุมลูกน้องทำงานอย่างแข็งขัน"คุณลุงเค่อที่เคารพครับ พอดีที่บ้านมีเรื่องด่วน ผม

  • พลิกเมฆาคว่ำพิรุณ การเกิดใหม่ของฉินฟ่าน   บทที่ 64 คู่แค้นพบกันบนทางแคบ

    ในห้องที่มืดมิด มีแสงเลือนรางไหววูบเป็นบางครั้ง จากเปลวไฟที่ลุกฮือโหมของการระเบิดครั้งใหญ่ ซีเหมินคังยืนถือทวนเงินสงบนิ่งดุจขุนเขา เพราะเขาสัมผัสได้ถึงอันตรายที่ซุกซ่อนอยู่ เมื่อมืดมิดจนมองไม่เห็น เขาเลยพาลหลับตาลง ใช้หูสดับฟังเสียงเคลื่อนไหวแทนฟิ้วววววเสียงกระแสลมของดาบ ที่ตวัดใส่ลำคอของซีเหมินคังแว่วมา เขาสะบัดควงทวนเงินเข้าต้านปะทะติดต่อกันเก้ากระบวนท่า จนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบเสียงซัดอาวุธบางสิ่งออกมา ลางสังหรณ์ในใจของซีเหมินคัง ส่งสัญญาณเตือนภัยชนิดหนึ่ง บีบให้เขาดีดตัวถอยไปหลบหลังเสาอย่างรวดเร็วบึ้ม…อาวุธที่ซัดออกมาก็คือระเบิดเพลิงขนาดเล็กของจิ้งจอกเพลิงนั่นเอง เล่นเอาเสื้อผ้าของซีเหมินคังไหม้ไปแถบหนึ่ง ไฟลวกหน้าแข้งเล็กน้อย"หึ ๆ เขาถึงว่าคู่แค้นทางคับแคบ ในที่สุดเราทั้งสองคนก็มาเจอกันอีกจนได้ กระสุนนัดนั้น ที่มึงยิงใส่ขากู กูยังจำได้ดี วันนี้มึงต้องตายสถานเดียว"จิ้งจอกเพลิงขยับดาบเก้าห่วง จนเกิดเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง"ขอโทษจริง ๆ นะฮ๊า พอดียิงคนมาเยอะมากเลย

  • พลิกเมฆาคว่ำพิรุณ การเกิดใหม่ของฉินฟ่าน   บทที่ 63 นี่แค่น้ำจิ้ม

    เงาร่างฉินฟ่านพุ่งฉวัดเฉวียน จนพวกเธอตาลายมองตามไม่ทัน เสียงฟาดแก้มก้นดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากหมวดมู่คนแรก แถมแต่ละคนยังถูกลวมลามอีกหลายครั้งพวกสาว ๆ ต่างส่งเสียงร้องวี๊ดว้ายกระตู้วู๊ วิ่งหลบหนีจิ้งจอกเฒ่าจอมลามกกันจ้าละหวั่น ก่อนที่จะมีอะไรเลยเถิดไปกว่านั้น จน กบว. ต้องเซ็นเซอร์ภาพและเสียงทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังแว่วมาขัดจังหวะ ผัวหนุ่มเมียสาวที่กำลังหยอกเย้ากันอย่างสนุกสนาน ทำเอาทุกคนต้องกลับมาทำตัวสงบเสงี่ยมอีกครั้ง"อะแฮ่ม สวัสดีพี่สาวคนสวยทั้งหลาย เอ่อ…พี่เขยขอโทษที่ขัดจังหวะครับ มีคนมาหาพี่เขย บอกว่านี่เป็นเรื่องด๊วนด่วนนะครับ"เหลียนเฮ่อส่งเสียงดังแหบ เพราะอยู่ในวัยกำลังแตกเนื้อหนุ่ม นมเพิ่งจะแตกพานรายงานอย่างรวบกระชับทันที พร้อมทำสีหน้ากระดากแบบอาย ๆเพราะเขาโตพอที่จะรู้ว่า เมื่อครู่พี่เขยตัวดี ไอดอลขั้นเทพของเขากำลังทำเรื่องดีงามอะไร เขาสาบานกับตัวเองว่าโตขึ้น จะต้องเป็นแบบพี่เขย เอาดีในเรื่องผู้หญิงให้ได้ตอนนี้ทุกคนต่างพากันทำหน้าเขิน ๆ ขณะจัดแจงทรงผมที่ยุ่งเหยิงและเสื้อผ

  • พลิกเมฆาคว่ำพิรุณ การเกิดใหม่ของฉินฟ่าน   บทที่ 62 ยาหยี

    พวกเขาเก็บอุปกรณ์กล้องอินฟาเรด แล้วเดินลัดเลาะชายป่าท่ามกลางแสงจันทร์ ที่พอเห็นเลือนรางไปอย่างเงียบ ๆ ประมาณหนึ่งชั่วโมงโยโย่เป็นสาวช่างจ้อ แบบที่เรียกว่าอะไรนะ ทอล์คกาทีฟเกิรล์ละมั้ง เดี๋ยวชวนคุยเรื่องโน้น เดี๋ยวเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แถมมุกตลกของเธอมีเพียบอีก ช่วยทำให้เขาไม่รู้สึกเบื่อหน่ายจนกระทั่งทั้งคู่ถึงน้ำตกสายหนึ่ง จึงตัดสินใจที่จะพักเท้าชั่วคราว ทั้งคู่จึงนั่งลงที่โขดหินหยุดพักดื่มน้ำฉินฟ่านหยิบแผนที่ขึ้นมากางดู เพื่อศึกษาภูมิประเทศ งานนี้เขาทุ่มจนสุดตัว จะให้เกิดข้อผิดพลาดไม่ได้เป็นอันขาด ลมโชยเบา ๆ พัดผ่านตัวเย็นสบายเสียงน้ำจ๋อมแจ๋มแว่วดังมาเบา ๆ สะกิดความสนใจของเขา จนอดไม่ได้ที่จะต้องหันหน้าไปดูภาพที่เห็นทำให้เขาเลือดลมสูบฉีด หายใจถี่เร็ว ลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างโลกหล้าใบนี้ไปชั่วขณะร่างของโยโย่ที่เปลือยเปล่าขาวโพลนท่ามกลางแสงจันทร์ เรือนร่างของเธอโผล่พ้นขึ้นเหนือน้ำมาครึ่งตัว ทรวดทรงองค์เอวที่อ่อนช้อย เป็นเส้นสายชวนรัดรึงใจ พราวไปด้วยหยดน้ำเม็ดเล็ก ๆ ที่ไหลรวมหยดเป็นทางยาว ค่อย ๆ ไหลรินผ่านร่องอก

  • พลิกเมฆาคว่ำพิรุณ การเกิดใหม่ของฉินฟ่าน   บทที่ 61 แฮกเกอร์

    แต่ถ้าจะพูดถึงอีกคนหนึ่ง เมียหลวงเมียน้อยเมียเล็ก เมียใหญ่กลับสนับสนุนจนคะแนนเสียงท่วมท้น ให้ไปกระทืบสุยเก้ามีดให้จมดินโทษฐานที่มันบังอาจเหิมเกริมไม่ยอมแหกตาดูให้ดีว่าซอยลูกเป็ดน้อยนี้ใครคุมติ๋ง! ติ๋ง!หยดเลือดสด ๆ สีแดงคล้ำไหลออกจากปากของสุยเก้ามีดตกกระทบพื้นเป็นจังหวะเหมือนเสียงดนตรีร่างของสุยเก้ามีดนักเลงโตถูกมัดมือไพล่หลังและมัดข้อเท้าทั้งสองข้างด้วยเชือกก่อนจะชักรอกขึ้นไป ทำให้ตอนนี้มันตกอยู่ในสภาพห้อยหัวเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนนี้พวกมันกำลังล้อมชายหนุ่มคนหนึ่งด้วยอาวุธครบมือ โดยไม่ได้คาดคิดเลยแม้แต่น้อยว่าจะเป็นพวกมันเองที่ถูกยำจนเละเป็นโจ๊กเรื่องแก้แค้นคงไม่ต้องคิด มันไม่หวังจะไปต่อกรอะไรอีกแล้ว ตอนนี้ต้องรักษาชีวิตให้ได้ก่อนพลั่วะ! พลั่วะ!อ้ากก! อ้ากก!สุยเก้ามีดกำลังถูกไอ้ฟันเหยินลูกน้องคนสนิทใช้ไม้เบสบอลหวดฟาดใส่ลำตัวนี่เป็นการหวดครั้งที่ยี่สิบ ครบจำนวนพอดีเงาของชายหนุ่มพาดยาวกับพื้น เขายืนอยู่ริมหน้าต่าง กำลังดื่มน้ำอัดลมดับกระหายพลางเดินข้ามร่างของเจ้า

  • พลิกเมฆาคว่ำพิรุณ การเกิดใหม่ของฉินฟ่าน   บทที่ 36 พูดแล้วห้ามคืนคำด้วยล่ะ

    หนึ่งชั่วโมงผ่านไปสองชั่วโมงสามชั่วโมงซีเหมินคังตะโกนโหวกเหวกโวยวายดังลั่นออกมานอกห้อง พร้อมกับเปิดประตูเดินส่ายหน้าไปมา ราวกับว่าเขาหมดปัญญาที่จะสอนฉินฟ่านร้องเพลงฉินฟ่านเองก็มีสีหน้าที่หงุดหงิด ทำไมร้องเพลงมันถึงยากนักนะ ซีเหมินคังบอกว่าเขาร้องได้ถูกต้องตาม

  • พลิกเมฆาคว่ำพิรุณ การเกิดใหม่ของฉินฟ่าน   บทที่ 35 ความลับสุดยอดของผม

    สมัยที่เป็นตำรวจที่เพิ่งจบมาใหม่ ๆ เค่อตงหยางกับมู่เสียนพ่อของมู่ปิงปิงเป็นคู่หูกัน มักจะลาดตระเวนด้วยกันเสมอ มีอยู่วันหนึ่งขณะลาดตระเวนอยู่แถวหน้าธนาคารสิตี้แบงก์เค่อตงหยางเห็นคนที่ยืนรอไฟเขียวเพื่อข้ามถนน ถือกระเป๋าเดินทาง เหลียวซ้ายแลขวาอยู่ตลอดเวลา บางครั้งยกกระเป๋าขึ้นมาก

  • พลิกเมฆาคว่ำพิรุณ การเกิดใหม่ของฉินฟ่าน   บทที่ 34 เบบี๋จ๋า

    ใบหน้าอ่อนหวานของสาววัยสามสิบที่อิดโรยจากการคลอดบุตร เธอยิ้มอย่างเป็นสุข ยามได้โอบอุ้มแม่หนูน้อย ที่นอนพริ้มตาอยู่ในวงแขน"ขอบคุณมากนะคะ ฉันชื่อซ่างกวนหลินฮัว ได้คุณสองคนช่วยไว้แท้ ๆ เราสองคนแม่ลูกถึงปลอดภัย"น้ำเสียงอันอ่อนล้าแสดงความขอบคุณ"ผมชื่อฉินฟ่าน ส่วนเขา

  • พลิกเมฆาคว่ำพิรุณ การเกิดใหม่ของฉินฟ่าน   บทที่ 33 เป็นหนี้ต้องชดใช้

    เหลียนฟ่ง อิ๋งอิ๋ง โยโย่ เหลียนเฮ่อกำลังเบิ่งตาดูกระเป๋าสีดำสิบใบ ที่เปิดอ้ากว้าง กระเป๋าหนึ่งใบบรรจุเงินสิบล้าน สิบใบก็เป็นเงินหนึ่งร้อยล้าน พวกเธอมองจนหูอื้อตาลาย เพราะไม่เคยเห็นเงินมากมายก่ายกองขนาดนี้มาก่อนพับผ่าเถอะ!ฉินฟ่านยืนมองเงินด้วยจิตใจเหม่อลอย

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status