Masukคุณหมอโจวเปิ่นพยามยามดึงความสนใจของทุกคน ให้กลับมาที่บทสนทนากันอีกครั้ง
"ดังนั้นผมถึงได้ไปเชิญอาจารย์ลงจากเขา มาช่วยรักษาให้ไงครับ" ฉินฟ่านพอได้ยิน ถึงกับสำลักออกมา
คุณหนูสี่มองเขาจนตาเขียวปั๊ด เธอต้องพยายามข่มใจอย่างสุดฤทธิ์ ไม่ให้ตัวเองเฉดหัวเขาออกจากบ้าน
ลงจากเขา! น้องสาวนายสิ นี่เขากลายเป็นคนตัดฟืน นายพรานล่าหมูป่าไปแล้วหรือไงกันฟะ
"โอ้…เยี่ยมไปเลย แล้วอาจารย์ของคุณจะมาถึงเมื่อไรครับ"
สีหน้ายินดีของคุณชายใหญ่เต็มไปด้วยความหวัง คุณหมอโจวเปิ่นเป็นหมอที่มีทักษะทางการแพทย์เยี่ยมยอด อาจารย์ของเขาจะต้องเก่งกาจปานเทพอย่างแน่นอน
คุณหมอโจวเปิ่นผายมือมาที่ฉินฟ่าน
"มาถึงแล้วครับ ท่านผู้นี้คืออาจารย์ที่เคารพของผม ฉินฟ่าน"
กรุบ!
กรุบ!
กรอบ!
กรอบ!
ทุกคนถึงกับเงียบกริบอึ้งกิมกี่ไปตาม ๆ กัน
กา...กา... เหมือนในรูหูได้ยินเสียงอีกาเลยแฮะ
ทุกคนยังคงนั่งเงียบเหมือนจักจั่นในฤดูหนาว ราวกับวิญญาณที่ล่องลอยออกไปยังไม่กลับเข้าร่าง
นี่พวกเขาหูเฝื่อน หรือว่าอากาศร้อนเกินไป โรคลมแดดกำเริบจนคุณหมอโจวเปิ่นเพี้ยนไปแล้ว
"คุณล้อเล่นหนักเกินไปแล้ว"
คุณชายสามไม่พอใจอย่างมาก
"เด็กหนุ่มคนนี้คืออาจารย์ของคุณจริง ๆ เหรอคะ" คุณนายเย่ยังอึ้งไม่หาย
"ครับ อาจารย์ของผมเอง"
"แต่ว่า…" คุณชายสามเพิ่งเอ่ยปาก ยังไม่ทันจบประโยค คุณหมอโจวเปิ่นก็พูดขัดขึ้นมาซะก่อน
"ฮ่า อย่าสงสัยไปเลยครับ มันเป็นเรื่องจริง พูดแล้วก็น่าอาย ผมคุกเข่าโขกศีรษะคารวะอาจารย์ไปแล้ว แต่อาจารย์
ปฏิเสธ
ผมเองก็ได้แต่หวังว่า สักวันหนึ่งอาจารย์จะใจอ่อน ยอมรับผมเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการอยู่ พูดก็พูดเถอะ ตอนนี้ผมยังไม่ได้คารวะน้ำชาอาจารย์เลยครับ"
"ขอโทษนะครับคุณหมอโจว แต่นี่เกี่ยวพันกับชีวิตของคุณพ่อ เขายังดูเด็กมากเลย เรียนหนังสือจบหรือยังก็ไม่รู้ จะมาช่วยคุณพ่อได้ยังไงครับ"
คุณชายสามโต้แย้งออกมา เพราะตอนที่เห็นครั้งแรก เขาเองก็นึกว่าฉินฟ่านเป็นนักศึกษาแพทย์ ที่คอยเดินติดตามรับใช้ถือกระเป๋าให้คุณหมอโจวซะอีก แล้วนี่ชีวิต
ของคุณพ่อทั้งคน จะมาทำเป็นล้อเล่นไม่ได้เด็ดขาด
ฉินฟ่านยังคงกินขนมอย่างเอร็ดอร่อย
"น้องสาม นายฟังคุณหมอโจวพูดให้จบก่อนจะดีกว่า"
คุณชายรองเอง ก็สงสัยในตัวฉินฟ่านเช่นกัน เพียงแต่เขามีนิสัยสุขุมรอบคอบ เมื่อคุณหมอโจวเล่นใหญ่ซะขนาดนี้ แสดงว่าไอ้หนุ่มนี่อาจจะเป็นคมในฝัก ยอดคนยอดอัจฉริยะแบบในนิยายก็เป็นได้
"ผมโจวเปิ่นขอใช้เกียรติของหมอสามสิบปีเป็นประกันว่า ทอดตาทั่วแผ่นดินนี้ สำหรับผม คน ๆ เดียวที่คู่ควรกับคำว่าหมอเทวดา ก็คือชายหนุ่มผู้นี้…ฉินฟ่าน"
กา…กา
เสียงอีกาตามมาหลอกหลอนทุกคนอีกครั้ง
ทุกคนในห้องเงียบกริบ ต่างครุ่นคิดไปต่าง ๆ นานา บางคนก็คิดว่าตัวเองหูฝาดคงได้ยินผิด บางคนก็คิดว่าคุณหมอโจว ผู้มีชื่อเสียงในวงการแพทย์ระดับประเทศ ท่าจะโดนคุณไสย จนสติสตังไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
บรรยากาศในห้องตอนนี้ เงียบสงัดไม่มีเสียงพูดคุยกัน ทุกคนกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิด ยกเว้นเสียง…
กรุบ!
กรุบ!
"พอแล้วล่ะ อย่าไปฝืนใจพวกเขาเลยต้องขอโทษทุกคนจริง ๆ นะครับ พอดีผมถูกตำรวจจับตัวไปสอบสวน ยังไม่ได้ทันได้กินข้าวเลย ก็ถูกลากมาที่นี่แล้ว
อื้มมม…จะว่าไปขนมนี่อร่อยดีแฮะ
เสี่ยวเปิ่น นายอยากลองชิมดูหน่อยไหม วันหลังสงสัยต้องแวะไปมินิมาร์ท ซื้อไอ้นี่มากินบ้าง"
ตอนนี้ทุกคนได้ยินชัดสองหู เขาเรียกคุณหมอโจวเปิ่น ว่าเสี่ยวเปิ่นเหรอ
"ถ้าอาจารย์ชอบ วันหลังผมจะซื้อมาให้เยอะ ๆ เลยครับ"
"อื้อ ขอบใจนะ"
เขาผงกศีรษะรับอย่างพึงพอใจ
แต่เสียงเคี้ยวขนมปังอบกรอบรสชีส เสียงดังกรุบ ๆ ยังคงดังชัดเจนในรูหู ทุกคนต้องหันไปมองสำรวจฉินฟ่านตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้งหนึ่ง พลางชั่งน้ำหนักในใจ ว่าไอ้หนุ่มหน้าอ่อนนี่ ตกลงมันเป็นเพชรแท้หรือเพชรเทียมกันแน่
ฉินฟ่านชักรู้สึกฝืดคออยากดื่มน้ำ จึงหยิบถ้วยชาเล็ก ๆ ที่มีน้ำชาอยู่เต็มถ้วย แต่ชาเริ่มเย็นชืดแล้ว
"อ้าวชาเย็นซะแล้ว"
"เดี๋ยวผมชงชาให้ใหม่ครับอาจารย์"
"ไม่ต้องหรอก อย่าลืมสิว่านี่คือคฤหาสน์มหาเศรษฐีนะ ใบชาดี ๆ ที่เอามาต้อนรับแขกแบบนี้ ราคาคงจะแพงมาก จะกินทิ้งกินขว้างก็น่าเสียดาย"
เขาค่อย ๆ ถ่ายพลังลมปราณรูปเกลียวลงไป พริบตาเดียวน้ำชาในถ้วย ก็เริ่มเดือดพล่านขึ้นมา ถึงกับมีไอน้ำลอยกรุ่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ภาพที่เห็นมันช่างน่าอัศจรรย์เกินไปแล้ว
ฉินฟ่านยกถ้วยขึ้นซดน้ำชา ที่กำลังเดือดพล่านทีเดียวหมดจอก
ฉินฟ่านคร้าน ที่จะบรรยายสรรพคุณตัวเอง ว่าเขาเก่งอย่างนั้น เทพอย่างนี้ หรือว่าเป็นศิษย์ครึ่งคนของเทพเสินหนง
ดังนั้นการแสดงปาหี่เล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ ก็อาจจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือได้บ้าง
"ชาดี ชาดี ร้อน ๆ แบบนี้ค่อยชุ่มคอหน่อย"
มารดามันเถอะ! ชานี้ดีจริงหรือเปล่า เขาจะไปรู้ได้ยังไง ชาติก่อนก็เคยกินแต่ชาเกรดต่ำราคาถูก ๆ ตอนนี้ไฟท์บังคับ ได้แต่วางมาดลวงโลก ให้น่าเชื่อถือไปอย่างนั้น
ทุกคนรวมถึงคุณหมอโจวเปิ่น ต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น นี่เขาใช้กำลังภายใน ทำให้น้ำเดือดปุด ๆ เลยใช่ไหม
ทำได้ยังไงกัน เขายังเป็นคนเดินดินจริง ๆ เหรอ หรือว่าจะเป็นมายากลแบบเดวิด คอปเปอร์ฟิล แต่ไม่เห็นเขาจัดเตรียมอุปกรณ์ ที่ใช้ในการแสดงมายากลเลยนี่นา ถ้าทำให้น้ำเดือดพล่านได้ซะขนาดนี้ กำลังภายในของเขา จะสูงส่งถึงระดับไหนกันแน่นะ ฟาดใส่คนทีเดียว กระดูกซี่โครงหักแหลกเละ แบบในหนังที่เจท ลีเล่นหรือเปล่า
แล้วที่ซดน้ำเดือดพล่าน
อึก อึก อึกเข้าไป ปากคอไม่พองแย่
เหรอพ่อคุณ เขามีคอทองแดงกระเพาะเหล็กหรือไงกัน
คำถามมากมาย ต่างแล่นไปมาอยู่ในหัวของทุกคน เหมือนลูกปิงปองที่ถูกตีโต้กันไปมา
"ขนมอร่อยมากเลยครับ ต้องขอโทษด้วยที่มารบกวน นี่ก็สายมากแล้ว เสี่ยวเปิ่นพวกเรากลับกันเถอะ เดี๋ยวยังต้องไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวอีก"
"ช้าก่อน"
คุณหนูสี่ลุกขึ้นยืน รีบร้องห้ามจนส่งเสียงดังอย่างลืมตัว
"คุณฉิน ถ้าคุณรักษาคุณพ่อให้หายได้ จะเสียเงินทองเท่าไร ทางเราก็ยอมจ่ายค่ะ ห้าสิบล้านหยวนตกลงไหมคะ"
คุณหนูสี่พยายามที่จะคว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้
"ขอโทษครับ การรักษาผู้ป่วยไม่ว่าจะยากดีมีจน ผมถือว่าเป็นหน้าที่ที่พึงกระทำ ผมไม่ต้องการเงินทองแม้แต่หยวนเดียว
พูดกันตามตรง ผมกับพวกคุณต่างก็ไม่เคยรู้จักกัน พวกคุณไม่เชื่อมือผม ก็เป็นที่เข้าใจได้
ที่ผมมาในวันนี้ ก็เพราะชื่นชมในจิตวิญญาณทางการแพทย์ ของคุณหมอโจวเปิ่นก็เท่านั้น"
คุณหนูสี่ต้องมองเขาใหม่อีกครั้ง ไม่รับเงินเหรอ ใครบ้างไม่อยากจะได้เงิน
ปกติจ่ายห้าล้านสิบล้านให้หมอเก่ง ๆ ก็ถือ
ว่าเยอะมากแล้ว
แต่ชีวิตคุณพ่อกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย ให้เธอเซ็นเช็คจ่ายเขาร้อยล้านหยวนในตอนนี้ เธอก็ยินดีจ่าย โดยไม่อิดออดเลย
ทุกคนยังคงนิ่งอึ้งอยู่
"โธ่ พวกคุณนี่นะ ผมอยากจะบ้าตายซะจริง ๆ เลย คุณนายเย่ครับ ผมเป็นเพื่อนกับสามีคุณมากว่ายี่สิบปี
ถึงคุณจะทำใจเชื่อเรื่องนี้ไม่ได้ ว่าเขาเป็นหมอเทวดา เพราะเพิ่งเคยพบหน้ากันเป็นครั้งแรก แต่คำพูดของผม คุณยังไม่เชื่ออีกเหรอครับ
พวกคุณรู้ไหมครับว่า กว่าผมจะเชิญ
อาจารย์มาถึงที่นี่ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เลยนะครับ
พูดก็พูดเถอะ ในแผ่นดินนี้คนที่จะเชิญอาจารย์ให้มาช่วยรักษาผู้ป่วย จะมีสักกี่คนที่ทำได้ คุณกำลังจะพลาดโอกาสทอง เพียงเพราะแค่เกี่ยงงอนว่า เขาอายุยังน้อย ยังดูเด็กอยู่อย่างงั้นเหรอครับ
ผมเห็นเต็มสองลูกตาตัวเองเลยว่า เจ็ดเข็มกระตุกวิญญาณของเขา ช่วยคนที่ตายไปแล้ว ให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ราวกับปาฏิหารย์ ได้โปรดเชื่อผมสักครั้งเถอะนะครับ"
โจวเปิ่นพยายามเตือนสติพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะตัดใจอำลาจากไป
"คุณหมอฉิน การรักษาคุณพ่อคงต้องรบกวนคุณแล้วนะครับ"
คุณชายใหญ่เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย ถึงกับตัดสินใจในทันที ลุกขึ้นโค้งเก้าสิบองศาให้เขา แถมยังเปลี่ยนคำเรียกหาเป็นคุณหมอ แสดงว่ายอมรับในตัวเขาแล้ว
ฉินฟ่านรีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน
"คุณชายใหญ่ คุณคงเข้าใจอะไรผิดแล้วครับ ผมไม่ใช่หมอเหม๋ออะไรนั่นหรอก แค่ลำพังฉันประถมผมยังเรียนไม่จบเลย ผมแค่เคยอ่านหนังสือแพทย์แผนจีน ผ่านหูผ่านตามาสองสามเล่มบ้างก็เท่านั้น"
"คุณเก่งขนาดนี้ หนังสือแพทย์ที่อ่าน คงเป็นพวกบันทึกโบราณใช่ไหมครับ"
ฉินฟ่านแค่ยิ้ม ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ แต่ทุกคนกลับคิดเองเออเองว่า คงเป็นความลับของสำนัก ที่ไม่อาจแพร่งพรายให้คนอื่นรู้ จึงไม่ถามเซ้าซี้อีก
ถ้าไม่ยิ้มแล้วจะให้เขาพูดอะไร จะพูดให้ถูก ท่านปู่ผู้นี้ไม่ได้อ่าน แต่กินตำราแพทย์ทั้งเล่มลงท้องไปต่างหาก
ถามว่ามันเป็นบันทึกโบราณหรือเปล่า มันล้ำค่ายิ่งกว่านั้นซะอีก ตำราแพทย์ของเทพเสินหนงนะ ใช่ของไก่กาซะที่ไหน แถมยังขึ้นราเขียว ๆ ดำ ๆ อีกต่างหาก
"ดังนั้นถ้าหากผมรักษาไม่ได้ ขอได้โปรดอย่าขุ่นเคืองในใจเลยนะครับ"
"แน่นอน ๆ รับรองว่าไม่มีใครตำหนิคุณ อย่างแน่นอน ว่าแต่ถ้าคุณไม่รังเกียจ เราขอเรียกคุณว่าเสี่ยวฟ่าน ส่วนคุณก็เรียกพวกเราตามน้องสี่ก็แล้วกัน
เพราะดูแล้วพวกคุณก็อายุไล่ ๆ กัน จะได้ดูเป็นกันเองหน่อยนะครับ"
คุณชายรองเอ่ยปากรับรองด้วยตัวเอง
งานนี้เขาทุ่มแทงเดิมพันก้อนใหญ่ ลงที่ตัวฉินฟ่านอีกคน
เพราะถ้าเขาเป็นหมอเทวดาตัวจริงเสียงจริง มันจะเหมือนกับซื้อประกันสุขภาพครบวงจร แบบซูเปอร์เมกะวีไอพีเลยทีเดียว
นับแต่นี้ตระกูลเย่นอกจากจะร่ำรวยเงินทองแล้ว ยังจะได้รับการดูแลสุขภาพจากฉินฟ่านอีก นี่มันยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง หนึ่งร้อยครั้งซะอีก
เพราะว่าคนเราต่อให้รวยล้นฟ้า แต่ถ้าต้องเจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ หรือด่วนตาย ความร่ำรวยยังจะมีความหมายอะไร
"ได้ครับ งั้นตอนนี้พี่รอง หรือว่าใครก็ได้ช่วยเล่าอาการของผู้ป่วย ให้ผมฟังหน่อย"
โจวเปิ่นเป็นหมอเจ้าของไข้ ย่อมต้องพูดถึงอาการได้ชัดเจนกว่า เขากระแอมเบา ๆ
"ผู้ป่วยชื่อเย่หมิงทง อายุห้าสิบแปดปี
มีทรัพย์สินทั่วประเทศนับหมื่นล้าน เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ไปดูงานที่เสฉวน พอกลับมาได้สามวัน ก็เริ่มมีอาการไอเจ็บคอตัวร้อน เหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดา
หลังจากนั้นสี่สิบแปดชั่วโมงต่อมา ก็เริ่มเกิดอาการเป็นอัมพาตไปทั่วร่าง ดวงตาไม่ตอบสนองต่อแสงราวกับตาบอด หูไม่ได้ยินเสียงราวกับหูหนวก ประสาทสัมผัสทั้งห้า ราวกับสูญเสียการทำงาน ขยับเขยื้อนตัวไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ราวกับเป็นมนุษย์ผัก
ตอนแรกเราคิดว่า ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่กลายพันธุ์ แต่ผลตรวจเลือดและผลแล็ปต่าง ๆ กลับดูเป็นปกติดีทุกอย่าง
หมอชื่อดังเฉพาะทางของสาขาต่าง ๆ ที่ถูกเชิญตัวมาช่วยรักษา ต่างก็พากันส่ายหน้า บอกให้จองวัดได้เลย ผมจึงต้องเชิญให้อาจารย์มาช่วย"
ฉินฟ่านขมวดคิ้วมุ่น มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที อาการหนักถึงขั้นตรีทูตแบบนี้ มิน่าล่ะคุณหมอโจวถึงได้มาหาเขา
"ช่วยพาผมไปดูผู้ป่วยหน่อยครับ"
ในห้องนอนกว้างขวางปรากฏเตียง
ที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ สายห้อยระโยงระยาง มีพยาบาลสาววัยสี่สิบกำลังดูแลผู้ป่วย
อภิมหาเศรษฐีคนนี้มีโครงหน้าสี่เหลี่ยม หน้าตาดูเป็นคนใจดี ผมหงอกขาวแซมสีเทา ร่างกายซูบผอม แต่กลับดูเหมือนคนนอนหลับทั่ว ๆ ไป ใครจะคิดว่าย่ำแย่ป่วยเจียนตายแบบนี้ ทุกคนต่างยืนดูห่าง ๆ ปล่อยให้
ฉินฟ่านเดินไปที่เตียง
ฉินฟ่านผนึกพลังเนตรอัคคีสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาเห็นเงาสีเทากระจายอยู่ทั่วเส้นเลือดของเย่หมิงทง แต่บริเวณปมเส้นประสาท กลับมีเงาสีแดงห่อหุ้มอยู่
"อืม…ร้ายกาจ อำมหิตจริง ๆ คุณลุงเย่ถูกวางยาพิษสองชนิดพร้อมกัน หากไม่รีบถอนพิษ แล้วพิษแล่นเข้าสู่หัวใจ ต่อให้เทวดามาก็ช่วยไม่ได้แล้ว
ดูจากอาการในตอนนี้ เกรงว่าคุณลุง คงทนได้ไม่เกินแรกอรุณรุ่งของวันพรุ่งนี้"
ฉินฟ่านพูดเบา ๆ แต่สีหน้าท่าทางมั่นใจ
ยิ่งทำให้คนฟังใจสั่นสะท้าน
"เช้าพรุ่งนี้เหรอ"
แบบนี้เวลาก็เหลือไม่กี่มากน้อยแล้วสิ ทุกคนฟังจนใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ปกติการตรวจวินิจฉัยโรคตามหลักแพทย์แผนจีนมีสี่อย่างคือการดู การฟัง การสักถาม การจับชีพจร
แต่ตั้งแต่ต้นจนจบ ฉินฟ่านไม่ได้เปิดดูเปลือกตา ไม่ได้ตรวจดูลิ้น ไม่ได้จับชีพจร ไม่ได้ทำอะไรเลยทั้งนั้น แค่ยืนดูห่าง ๆ เฉย ๆ ก็รู้สาเหตุของอาการป่วยแล้วหรือ
ทุกคนต่างงุนงง เหมือนพลัดหลงเข้าไป อยู่ท่ามกลางหมอกควันที่หนาทึบ
นี่ถ้าไม่ใช่หมอเทวดา เจ้าหนุ่มนี่ก็ต้องเป็นนักต้มตุ๋นมือทองแล้ว
"เสี่ยวฟ่านบอกเราที ว่าคุณพ่อโดนพิษอะไร แล้วคุณรักษาได้ไหมครับ"
อาเสี่ยใหญ่รีบถาม
"ผมไม่ทราบว่าเป็นพิษชนิดใด ถึงได้ร้ายกาจถึงเพียงนี้ ถึงผมจะหาชื่อพิษจนรักษาได้ ก็จะเสียเวลานานมากจนเกินไป เกรงว่าเมื่อถึงเวลานั้น คุณลุงอาจจะทนไม่ไหวแล้ว ผู้ใช้พิษคนนี้เป็นสุดยอดฝีมือในเชิงพิษอย่างแท้จริง
ความจริงแค่เขาดีดพิษ ที่ซ่อนอยู่ในซอกเล็บ ใส่ลงไปในเครื่องดื่มของคุณลุง คุณลุงก็คงตายทันที แต่ที่เขาไม่ทำเช่นนั้น เพราะกำลังเล่นสนุกกับความตายของคุณลุงอยู่"
ทุกคนยิ่งฟังเขาพูดก็ยิ่งหนาว
"ยิ่งคนผู้นี้เก่งมากเท่าไร เวลาใช้พิษก็จะสร้างเงื่อนไขการวางพิษ ที่ซับซ้อนมากขึ้น คล้ายกับว่าต้องการโอ้อวดฝีมือของตัวเอง
มันเป็นความบ้าคลั่ง เป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง
เช่นเขาอาจจะนำดอกไม้ชนิดหนึ่ง ที่มีรูปลักษณ์สวยงามมีกลิ่นหอมและลำพังกลิ่นหอมของมันไม่มีพิษ แน่นอนว่าโดยปกติคนเราสามารถสูดดมดอกไม้นั้นได้และวางเทียนหอมที่ปรุงแต่งพิเศษขึ้นมา ลำพังกลิ่นหอมของเทียนหอมก็ไม่มีพิษเช่นเดียวกัน สามารถสูดดมได้ไม่มีปัญหาอะไร
แต่ถ้านำของทั้งสองสิ่ง มาไว้ในห้องเดียวกัน เมื่อใดผู้เคราะห์ร้ายบังเอิญไปจุดเทียนหอมเข้า กลิ่นเทียนหอมที่ไม่มีพิษ ผสมกับกลิ่นดอกไม้ที่ไม่มีพิษ มันจะกลายเป็นพิษ ที่ร้ายกาจขึ้นมาทันที"
โหดร้ายจริง ๆ นี่มันเป็นฝีมือของใครกัน ทำไมถึงโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ ทุกคนยิ่งฟังยิ่งตื่นตระหนก ยิ่งชวนให้หวาดกลัว จนรู้สึกขนลุกเกรียวขึ้นมา
"แล้วพวกเราจะทำยังไงกันดีคะ ทำไมคนร้าย ถึงได้ลงมืออำมหิตถึงเพียงนี้"
คุณนายเย่ร้องไห้โฮออกมาอีกครั้ง ทำท่าจะเป็นลม จนคุณหนูสี่ต้องรีบกอดเธอไว้
"เสี่ยวฟ่าน แล้วจะใช้วิธีไหน จึงจะ
รักษาคุณพ่อได้"
คุณชายสามร้อนใจ จนต้องซับเหงื่อ
ที่หน้าผาก เพราะกลัวจะหมดหวัง
"ใช้พิษขจัดพิษครับ"
"ดี งั้นรีบลงมือเถอะ"
คุณหนูสี่เริ่มเห็นความหวังเลือนราง
"พวกคุณอย่าเพิ่งใจร้อน ขอผมโทรศัพท์หน่อยได้ไหมครับ อาจจะช่วยได้ ขอแค่รู้ชื่อพิษทั้งสองชนิด เราจะร่นเวลาในการรักษาได้อย่างแน่นอนครับ"
ฉินฟ่านหยิบโทรศัพท์ออกมา ค้นหารายชื่อทันที
"คุณจะโทรหาใครเหรอคะ"
คุณหนูสี่วาดหวังไว้ว่า เมื่อเขาเก่งถึงขนาดนี้ เขาอาจจะมีอาจารย์ ที่เก่งกาจเหมือนเทพเซียน ที่ปกปิดชื่อแซ่ซ่อนตัวเร้นกายอยู่ตามป่าเขาก็ได้
"สุดยอดมือสังหารอันดับหนึ่งซีเหมินคัง ถ้าเรื่องฆ่าคน คงต้องยกนิ้วให้ในความเป็นมือโปรของเขา"
คุณหนูสี่ถึงกับผงะ หูเธอคงไม่ฝาดใช่ไหม นี่เขาไม่ได้โทรหาอาจารย์ แต่กลับโทรหามือสังหาร
"ขอโทษนะคะ คุณโทรหาอาจารย์คุณจะไม่ดีกว่าเหรอคะ"
คุณหนูสี่ยังคงโต้แย้งในมุมมองของเธอ
"อยากโทรเหมือนกันครับ แต่อาจารย์ที่เคารพ ดันไปเที่ยวบนสวรรค์ แล้วไม่ยอมกลับมานี่สิ ผมเลยโทรหาไม่ได้"
"แล้วคุณไปรู้จักมักจี่ กับมือสังหารคนนี้ได้ยังไงครับ"
คุณชายสามผู้มีนิสัยโผงผาง ขยับแว่นตากรอบสีทอง ถามเขาเอาดื้อ ๆ
ก็ใช่ไหมล่ะ เมื่อครู่เพิ่งโดนตำรวจรวบตัวไปสอบปากคำ แล้วชาวบ้านธรรมดาที่ไหน จะไปรู้จักกับมือสังหารได้
"เขาเคยมาฆ่าผม ที่บ้านอยู่ครั้งหนึ่ง"
ฉินฟ่านตอบแบบยิ้ม ๆ สบาย ๆ
"แต่คุณยังไม่ตาย"
"ไม่ตาย"
"แสดงว่าฝีมือคุณร้ายกาจกว่าเขา"
"ผมชนะเขาครึ่งกระบวนท่า"
"สุดยอด"
พอทุกคนได้ยินกับหู ถึงกับทำหน้าเหวอขึ้นมาทันที ทุกคนต่างพากันประเมิน
ฉินฟ่านกันใหม่ ชายหนุ่มคนนี้ยิ่งรู้จักยิ่งน่าสนใจ
ฉินฟ่านต่อสายถึงซีเหมินคัง โดยเปิด
สปีคเกอร์โฟน เพื่อให้ทุกคนได้ยินไปด้วยและมีเสียงเล็กเสียงน้อยรับสายทันที โดยไม่ต้องรอนาน
"ฮัลโหลพี่คัง ผมเองฉินฟ่าน"
"ต้ายตาย...คิดถึงจังเลย นี่จะบอกข่าวดีฟังแล้วเหยียบไว้เลยนะ เมื่อคืนผู้น้องเพิ่งกำหนดแผนการลอบสังหารใหม่ รับรองเลยว่าแผนนี้เด็ดสะเด่า สุดแสนจะตื่นเต้นเร้าใจ นี่ก็กะว่าจะเตรียมเอาไว้ ไปสนิทสนมกับพี่ฟ่านอีกครั้ง
คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าพี่ฟ่านจะมีจิตใจ ที่รุ่มร้อนกว่าผู้น้อง เล่นโทรมาหาก่อนเลยนะฮ๊า คิก ๆ ดีใจอ่ะ"
"ได้เลย ได้เลย พอดีวันนี้ผมมีเรื่องเร่งด่วน อยากขอร้องพี่คังสักเรื่องหนึ่ง ถ้าพี่คังเมตตายอมช่วยผม ผมเป็นหนี้พี่อยู่เท่าไร เหมาจ่ายทั้งต้นทั้งดอกทีเดียวเลย
พี่นัดวันมาได้เลย ผมจะเตรียมชาหลงจิ่งชั้นดีกับขนมเปี๊ยะไส้ไข่เค็มอร่อย ๆ ที่พี่ชอบเอาไว้ให้ แล้วล้างคอให้สะอาด ๆ รอให้พี่มาเชือดให้สะใจไปเลย"
คุณหนูสี่ได้ยินแบบนั้น เธอกำลังจะร้องบอกให้เขาเลิกล้มความคิดนี้เสีย แต่ฉินฟ่าน ขยิบตาโบกมือห้ามไว้
"โฮ่ ๆ ถ้าเป็นคนอื่นผู้น้องคงไม่สนใจ แต่หนุ่มรูปหล่ออย่างพี่ฟ่านเอ่ยปากทั้งที ไม่ว่าจะต้องฝ่าด่านสิบแปดนรกโลกันต์ ยากเย็นลำบากแสนเข็ญสักแค่ไหน ผู้น้องจะจัดการภารกิจนี้ให้เรียบร้อยเอง
เพราะพี่ฟ่านเป็นผู้รู้ใจ เพียงหนึ่งเดียวของผู้น้องเลยนะฮ๊า บอกมาได้เลย ว่าอยากให้ผู้น้องทำอะไร"
ซีเหมินคังพอได้ยิน ในใจถึงกับตื่นเต้น ที่จะได้เชือดฉินฟ่านอีกครั้ง
ฉินฟ่านเล่าอาการทั้งหมดให้ฟัง
"ฮึ ๆ คงเป็นฝีมือของเจ้าเฒ่าพิษแน่ ๆ ไม่ต้องเป็นห่วง เรื่องนี้ผู้น้องจัดการให้เอง"
"พี่คัง ขอด่วนสุด ๆ เลยนะ คนป่วยเหลือเวลาไม่มากแล้ว"
"ได้"
ซีเหมินคังวางสายไปทันที
"ผมคิดว่าคงต้องใช้เวลาพอสมควร แต่พวกคุณวางใจได้ งูมีเส้นทางของงู นักฆ่ามีเส้นทางของนักฆ่า เขาจะต้องสืบมาได้อย่างแน่นอน"
ฉินฟ่านยิ้มกว้าง จนเห็นฟันขาวพยายามปลอบใจทุกคน
รถของลู่เจี้ยนมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเย่วันนี้พนักงานรักษาความปลอดภัยคงต้องทำงานกันหนัก ไหนจะดูแลเรื่องความปลอดภัย ไหนจะต้องบริการโบกรถ เพื่ออำนวยความสะดวก เพราะมีแขกเหรื่อคหบดีนักการเมืองระดับประเทศมาร่วมแสดงความยินดี ในงานนี้เป็นจำนวนมากแต่เพราะความใหญ่โตกว้างขวางของคฤหาสน์แห่งนี้ ถึงจะมีแขกหลายร้อยคน ก็ไม่รู้สึกแออัด แต่อย่างใดงานฉลองวันเกิดของภรรยาเศรษฐีหมื่นล้านจะธรรมดาได้ยังไง งานนี้จึงอลังการเลิศหรูทุกอย่างพวกเขาเดินเข้าไปในบริเวณงานก็เจอครอบครัวตระกูลเย่ยืนอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เพื่อคอยทักทายต้อนรับแขกเหรื่อฉินฟ่านทักทายทุกคนอย่างสนิทสนม เพราะว่าในตอนนี้เขาเป็นถึงว่าที่ลูกเขยป้ายแดงเชียวนะแถมวันนี้เขาอารมณ์ดีอยากเปลี่ยนลุคดูบ้าง จึงฉีดสเปรย์แต่งผมเยอะหน่อยแล้วหวีผมเสยไปข้างหลัง สวมชุดสูทสีดำทับด้วยเสื้อคลุมโอเวอร์โค้ทสีขาว มีผ้าพันคอสีดำคล้องเอาไว้สวมแว่นตาดำเดินเข้ามาในงานอย่างช้า ๆ ด้วยรูปร่างที่สูงโปร่งสง่างามมาดของเขาเหมือนเจ้าพ่อมากกว่าตัวลู่เจี้ยนซะอีกจนแขกเหรื่อละแวกนั้นต้องรีบแหวกเป็นทางให้กับเขาคุณหนูสี่เดินยิ้มเข้
ทุกคนพอเห็นสภาวะผู้นำของเธอเสียงดังฟังชัดแบบตัดไม้ข่มนาม แถมยังเผด็จการ ผู้คนสี่ห้าสิบคนได้แต่พากันพยักหน้าหงึก ๆ โดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องมนต์สะกด“ดี วันนี้ฉันเห็นแก่หน้าคนเฒ่าคนแก่อายุเจ็ดสิบห้าแบบลุงหมิงที่กำลังจะลงโลงอยู่แล้ว ยังอุตส่าห์ถ่อสังขารออกหน้ามาช่วยพูดให้พวกแกดังนั้นฉันจะให้โอกาสพวกแกสักครั้ง”พอกวนอิมเผ็ดพูดถึงตรงนี้ สายตาของเธอมองไปที่มีดบนพื้นทุกคนต่างเริ่มคาดเดาความคิดของเธอออก“พวกแกเอามีดเสียบพุงอีกฝ่าย ให้ตับไตไส้พุงค่อย ๆ ไหลทะลักออกมากองกับพื้น เอาให้สุดแรงเกิดเลยนะ ไม่ต้องมาเกรงใจฉัน ฉันไม่ใช่คนใจจืดใจดำเลือดหมูเลือดหมาแค่นี้ ฉันล้างพื้นแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว เอ้า อย่ามัวแต่ยืนบื้อเป็นไอ้โง่สิลงมือกันได้แล้ว”คู่กรณีต่างยืนนิ่งตัวแข็งทื่อเป็นหุ่นไล่กาได้แต่มองหน้ากันพร้อมกับทำตาปริบ ๆ ล้อเล่นน่าเอามีดเสียบพุงสุดแรงเกิด แบบนี้มันถึงตายเลยนะ“นี่ พวกแกเป็นลูกผู้ชายรึเปล่าไม่กล้ารึไง”กวนอิมเผ็ดเดินไปหยิบมีด แล้วยัดใส่มือทั้งสองคน“กำมีดให้มันแน่น ๆ หน่อย
ทุกคนเดินเข้าไปในวิลล่าของฉินฟ่านด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสโยโย่อวดผลงานชิ้นโบว์แดงให้พวกเหลียนฟ่งฟังว่าได้ปรับลุคเปลี่ยนโฉมให้กับลู่เจี้ยนใหม่ จนหล่อสมาร์ทขนาดไหนส่วนอิ๋งอิ๋งเล่าเรื่องสาวนักล้วงให้ทุกคนฟัง ทุกคนถึงกับปรบมือชอบใจฝีมือของเสี่ยวจงประณีตมากแถมยังมีไอเดียสร้างสรรค์ แต่เขาคิดว่าเงินทองกินคนเดียวอาจจะท้องแตกตาย งานนี้จะต้องสุดฝีมือ ทำให้ฉินฟ่านเกิดความพึงพอใจในผลงานของเขาให้ได้ไม่แน่ว่าอาจจะมีงานคราวหน้ามาใช้บริการจากเขาอีกเขาจึงชวนเพื่อนที่คณะ ที่เก่งในแต่ละด้านมาร่วมทีมอีกถึงห้าคน เขาใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่คัดเลือกหินการแกะสลัก การขนย้ายหิน เพื่อนำไปจัดวางที่บ้านฉินฟ่านเขาใส่เส้นผมหนวดเครา ขนตาให้กับรูปปั้น ดวงตาก็ทำมาจากลูกแก้วแล้วติดคอนแทคเลนส์ ผิวกายทำจากซิลิโคนที่มีความยืดหยุ่นสมจริง ในยามที่แตะสัมผัสเรียกช่างเสริมสวยมือหนึ่งมาแต่งหน้าทาปากจัดแต่งทรงผมให้กับรูปปั้นจนดูเหมือนคนจริงทุกประการเขาเคยถามฉินฟ่านว่า ทำไมไม่ทำเป็นหุ่นขี้ผึ้งฉินฟ่านตอบว่า เขาอยากให้รูปปั้นนี้คงอยู่ไปอีกร้อยปีพันปีเสี่ยวจงติดตั้งไฟดาวน์ไลท์เสร็จ ก
ตื่นขึ้นมาในตอนบ่ายของอีกวันหนึ่งฉินฟ่านอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็ชวนอิ๋งอิ๋งกับโยโย่ออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อติ๊งต่อง ติ๊งต่อง !หนุ่มวัยสามสิบมาดเท่หวีผมแสกข้างสวมสูทราคาแพง ยืนถือดอกกุหลาบช่อใหญ่อยู่ที่หน้าประตูรั้วชื่อเหลียนซินซวง เป็นญาติห่าง ๆ ของเหลียนฟ่งดีกรีเป็นถึงดอกเตอร์จบจากฮาเวิร์ดทำธุรกิจนำเข้าและส่งออกจนร่ำรวย แต่รักแรกยากจะลืมเลือน ใช่ เธอคือรักแรกและรักเดียวของเขา วันนี้เขาจึงกลับมาเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้อีกครั้ง เพื่อขอเธอแต่งงานเหลียนฟ่งออกมาเปิดประตูรั้วพอเห็นว่าใครมาเธอฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจ เขาโผเข้าไปกอดเธอให้หายคิดถึงถึง แม้เธอจะยังงง ๆ ที่จู่ ๆ เขาเข้ามากอดเธอ อ๋อ คงเป็นธรรมเนียมของพวกฝรั่งสินะ เธอก็เลยไม่ได้ติดใจอะไรรีบดึงแขนเขา ให้เข้ามานั่งที่สนามหญ้าหน้าบ้าน“พี่ใหญ่ซวงฉันดีใจจริง ๆ ที่ได้เจอพี่”“ฉันเองก็ดีใจ อืม…ไม่เจอกันตั้งหลายปีเธอโตขึ้นแถมยังสวยขึ้นอีกด้วยนะ”กรอบแกรบ!ฉินฟ่านเดินกลับมาใกล้จะถึงบ้าน พลางขบเคี้ยวมันฝั่งทอดกรอบอย่างเอร็ดอร่อยแล้วก็บังเอ
ต้นไม้สูงใหญ่มีกิ่งก้านหนาทึบ กลับถูกดัดแปลงเป็นห้างล่าสัตว์แบบง่าย ๆ แบทแมนกำลังนั่งกระดิกขากินขนมอย่างสบายอารมณ์ มันกำลังเลือกเหยื่ออยู่ มีสาว ๆ เดินผ่านมันไปหลายคน แต่มันไม่สนใจ มันชอบหญิงสาวที่หุ่นดี ๆ โดยเฉพาะสาวที่ใส่ชุดแดงตอนนี้ตาของมันกำลังลุกวาวจ้องมองมายังฉินฟ่าน หึ…หึ เจอเหยื่อชั้นเยี่ยมเข้าให้แล้วตั้งแต่มันก่อคดีมา เหยื่อคนนี้ถูกใจมันที่สุด ถ้าได้สัมผัสหน้าอกของเธอ คงฟินน่าดูฉินฟ่านได้ยินเสียงแหวกอากาศ พุ่งวาบเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วแบทแมนโผเข้ามาหาเขาว้ายยยยเสียงกรีดร้องของฉินฟ่านอาจจะฟังดูแปลก แตกต่างจากผู้หญิงอยู่บ้างรูปร่างก็สูงใหญ่เกินผู้หญิงแถมยังเดินด้วยเท้าเปล่า แต่เผอิญตอนนี้แบทแมนกำลังหลงระเริงในเหยื่อชั้นเยี่ยม จึงละเลยละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้“ฮ่ะ ๆ น้องสาวอย่ากลัวไปเลย แค่ขอจูบนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง”แบทแมนจู่โจมอีกครั้ง แต่ฉินฟ่านแกล้งทำเป็นหวาดกลัว“อย่านะอย่า ช่วยด้วยค่ะ”ฉินฟ่านพยายามร้องดัดเสียงให้เหมือนผู้หญิง เขาส่ายหัวหลบเลี่ยงริมฝีปากของแ
อาเฉียนเองก็เป็นผู้นิยมความงามดังนั้นเขาจึงรีบมองหาสาวสวยอาลี่รู้ดีว่า นี่เป็นความสุขเล็ก ๆ ของทีมเธอที่ช่วยให้คลายเครียดผ่านไปวัน ๆ ด้วยการเหล่สาวสวยแต่พออาเฉียนหันไปมองสาวชุดแดงที่กำลังเดินเข้ามาใกล้เขาก็ต้องตะลึงอ้าปากค้างจนขนมปังที่กัดอยู่คาปากต้องร่วงหล่นลงบนพื้นทั้งสามคนถึงกับพูดพร้อมกัน“เจ๊เหรอ”หมวดมู่ปิงปิงอุตส่าห์ลงทุนขับรถเข้าไปในเมืองเพื่อเช่าชุดเดรสสีแดงเปลือยไหล่ตัวสั้นจุดจู๋ ส่วนรองเท้าส้นสูงหายืมเพื่อนไม่ได้เลยต้องกัดฟันซื้อเอง“โอ้โห คืนนี้เจ๊แต่งมาเต็มยศ สวยสุด ๆ ไปเลย ถ้าไม่คิดจะเอาดีทางตำรวจ ฉันว่าเจ๊ไปประกวดมิสไชน่าได้เลยนะ”“โอ้โห สวยแบบหมวด แต่ไม่ยอมมีแฟนแบบนี้ เสียของชะมัดยาดเลย”“เฮ้อ ฉันอยากสวยแบบหมวดจังเลย”“อย่ามัวแต่พูดมาก รีบขึ้นรถกันได้แล้ว”เธอเองก็เขินเป็นเหมือนกันนะ…….ก๊อก ๆเสียงเคาะประตูห้องเค่อตงหยางดังขึ้นเขาเงยหน้าจากแฟ้มเอกสารด้วยความหงุดหงิด แต่ปากก







