Mag-log inทุกคนพอเห็นสภาวะผู้นำของเธอเสียงดังฟังชัดแบบตัดไม้ข่มนาม แถมยังเผด็จการ ผู้คนสี่ห้าสิบคนได้แต่พากันพยักหน้าหงึก ๆ โดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องมนต์สะกด
“ดี วันนี้ฉันเห็นแก่หน้าคนเฒ่าคนแก่อายุเจ็ดสิบห้าแบบลุงหมิงที่กำลังจะลง
โลงอยู่แล้ว ยังอุตส่าห์ถ่อสังขารออกหน้ามาช่วยพูดให้พวกแกดังนั้นฉันจะให้โอกาสพวกแกสักครั้ง”
พอกวนอิมเผ็ดพูดถึงตรงนี้ สายตาของเธอมองไปที่มีดบนพื้นทุกคนต่างเริ่มคาดเดาความคิดของเธอออก
“พวกแกเอามีดเสียบพุงอีกฝ่าย ให้ตับไตไส้พุงค่อย ๆ ไหลทะลักออกมากองกับพื้น เอาให้สุดแรงเกิดเลยนะ ไม่ต้องมาเกรงใจฉัน ฉันไม่ใช่คนใจจืดใจดำเลือดหมูเลือดหมาแค่นี้ ฉันล้างพื้นแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว เอ้า อย่ามัวแต่ยืนบื้อเป็นไอ้โง่สิลงมือกันได้แล้ว”
คู่กรณีต่างยืนนิ่งตัวแข็งทื่อเป็นหุ่นไล่กาได้แต่มองหน้ากันพร้อมกับทำตาปริบ ๆ ล้อเล่นน่าเอามีดเสียบพุงสุดแรงเกิด แบบนี้มันถึงตายเลยนะ
“นี่ พวกแกเป็นลูกผู้ชายรึเปล่าไม่กล้ารึไง”
กวนอิมเผ็ดเดินไปหยิบมีด แล้วยัดใส่มือทั้งสองคน
“กำมีดให้มันแน่น ๆ หน่อย ตอนเช้าพวกแกกินข้าวกันมารึเปล่า ไม่มีแรงจับมีดรึไง ทะเลาะเบาะแว้งกัน โกรธกันจนจะฆ่าจะแกงกันอยู่ทุกวี่ทุกวัน ถ้าเหม็นขี้หน้ากันขนาดนั้นไม่ต้องเสี่ยงเซียมซีดูฤกษ์ดูยามแล้วเอาฤกษ์สะดวกวันนี้แหล่ะ เอาให้ตายกันไปข้างหนึ่งเลย
ทำไมอยู่กันดี ๆ แบบรักใคร่ปรองดองกันไม่เป็นรึไงรึว่าถ้ารักกันแล้ว ตูดจะเป็นฝี ขาจะขึ้นหนอง อาจื้อ พ่อของแกเป็นอัมพาตเดินไม่ได้ แต่ว่าแกไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าหากแกตายไป แม่ของแกอายุเพิ่งจะหกสิบแค่นั้นเองยังร่างกายแข็งแรงอยู่พอจะแบกพ่อของแกไปหาหมอที่โรงพยาบาลได้ ส่วนอาปังพ่อแม่ของแกตายไปหมดแล้ว ถ้าแกตายไปอีกคนน้องเล็ก ๆ ของแกอีกสี่คน อาจจะอดมื้อกินมื้ออยู่บ้างแต่แกจะได้ปลดภาระอันหนักอึ้ง ในการเลี้ยงดูพวกน้อง ๆ ไหนจะค่ากินค่าเทอมค่าเสื้อผ้า สบายไปอีกแบบนะแกว่าดีไหม เอ้า อย่ามาทำให้ฉันเสียเวลา แทงเลย”
คู่กรณีทั้งสองถึงกับเหงื่อแตกพลั่กเมื่อได้คิดถึงภาพที่ตัวเองตายไปในวันข้างหน้าที่บ้านของตนจะต้องมีสภาพลำบากมากขนาดไหน
ทั้งสองน้ำตาไหลพรากด้วยความสำนึกผิด ถึงกับทิ้งมีดคุกเข่าลง
“ผมผิดไปแล้วครับเพราะนิสัยชอบเอารัดเอาเปรียบคนอื่น ต้นเหตุเกิดจากผมเอง อาปังฉันขอโทษในสิ่งที่ทำลงไปยกโทษให้ฉันเถอะนะ”
อาจื้อพูดขอโทษไป ตบหน้าตัวเองไปพลางรอคำตอบจากอาปัง
“อาจื้อ ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษ เป็นเพราะฉันปากไม่ดี พูดจาปากหมาด่าทอถึงพ่อแม่ของแก ช่วยยกโทษให้ฉันด้วยเถอะนะ”
ทั้งสองจับมือกันแนบแน่นท่ามกลางเสียงปรบมืออย่างดีอกดีใจของชาวบ้านที่เหตุการณ์คลี่คลายไปด้วยดี
นี่คือคดีแรกที่สร้างผลงานอันลือลั่น
หลังจากนั้นก็มีคดีเด็กหนุ่มในซอยริอ่านเป็นโจรลักขโมย กวนอิมเผ็ดสั่งสอนเด็กหนุ่มที่เป็นคนก่อเหตุไม่พอยังเรียกพ่อแม่มาด่าทออย่างสาดเสียเทเสีย แถมยังตบสั่งสอนไปอีกคนละฉาดโทษฐานที่ไม่รู้จักอบรมดูแลบุตรหลานของตนให้เป็นคนดี หลังจากนั้นทุกครอบครัว ต่างพากันเข้มงวด กวดขันความประพฤติของลูกหลาน ตำแหน่งหัวหน้าชุมชนของเธอ ยิ่งมายิ่งมั่นคงชุมชนซอยลูกเป็ดน้อยแห่งนี้ จึงสงบสุขยิ่งนัก
จวบจนกระทั่งวันนี้ มีผู้หวังดีแต่ประสงค์ร้ายปรากฎตัวขึ้นห้าคนกลางลานชุมชนชาวบ้านได้ยินว่า มีเรื่องสำคัญจะประกาศ จึงยืนล้อมลานกว้างเป็นวงกลมมาฟังกันอย่างเนืองแน่น
“พี่กระทิงเชิญดื่มเบียร์เย็น ๆ ดับร้อนก่อนครับผมให้คนไปตามหัวหน้าพวกมันมาแล้วอีกสักประเดี๋ยวก็คงมาถึง”
กระทิงเอามือลูบผมทรงเดทร็อค ที่ยาวประบ่า ใช้ฟันกัดเปิดฝาขวดเบียร์
ป๊อก!
มันชอบความรู้สึกนี้ ความรู้สึกที่มีคนคอยพูดจาป้อยอประจบเอาใจ จากเด็กเลี้ยงวัว ตอนนี้มันถึงรู้สึกได้ว่า มันมีตัวตน เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ใคร ๆ ก็ต้องเกรงกลัว
แถมยังมีเงินทองใช้สอยไม่ขาดมือ มันยกเบียร์ซดฮวบทีเดียวจนหมดขวด แล้วโยนขวดเบียร์ทิ้งไปด้านข้างจนขวดเบียร์แตกกระจาย
แน่นอน ชาวบ้านแถวนั้นไม่มีใครกล้าต่อว่าด่าทอมันเลยสักคน มันหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างได้ใจ เบียร์บางส่วนไหลออกจากมุมปากย้อยไปที่เครายาวเฟิ้มของมัน มันใช้มือที่ทั้งหนาทั้งสากปาดหยดเบียร์ ที่มุมปากออกอย่างสะใจ สร้างความชุ่มฉ่ำใจแก่มันยิ่งนัก
มันเพ่งตากลมโตมองดูสาว ๆ ที่ดูจิ้มลิ้มน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋มอย่างเพลิดเพลิน พลางคิดในใจว่าสาว ๆ แถวนี้หน้าตาไม่เลว เสร็จงานนี้ จะต้องหิ้วไปนอนกกให้หาย
อยาก
เดิมทีเจ้ากระทิง มันชื่อว่าเจ้าวัวใหญ่ ตอนอายุสิบหก มันเลี้ยงวัวอยู่บ้านนอก เผอิญเจ้าสำนักหมัดตะวันเพลิงที่กำลังเดินทางไปเยี่ยมญาติ แล้วบังเอิญได้พบกับมันระหว่างทาง ด้วยอายุสิบหกแต่มีร่างกายที่ใหญ่โตเหมือนยักษ์ปักหลั่นแถมยังมีเรี่ยวแรงมหาศาลเหมาะกับการฝึกวิชาพลังภายนอกของสำนักยิ่งนัก
เจ้าสำนักที่อยู่ในช่วงบั้นปลายชีวิต ถึงกับดีใจจนเนื้อเต้นนึกว่าสวรรค์เมตตาประทานเพชรเม็ดงามที่จะช่วยจรรโลงชื่อเสียงของสำนักให้โลกนี้ได้รู้จักจึงรับมันเป็นศิษย์
หลังจากฝึกหนักอย่างเข้มงวดมาสองปีเจ้าวัวใหญ่กลับมีสมองโง่ทึบ สองปีกลับเรียนรู้ได้เพียงแค่สองกระบวนท่า สายตาของอาจารย์ ก็เริ่มมองดูมันอย่างเย็นชา จากเพชรเม็ดงามกลายเป็นหินไข่ห่านไปเสีย ราคาค่างวดอันใดไม่ได้อยู่ต่อไปก็เปลืองข้าวสุกของสำนักเปล่า ๆ มันจึงถูกขับออกจากสำนักอย่างไร้เยื่อใย แต่มันไม่อยากกลับไปเลี้ยงวัวอีก จึงระหกระเหินเร่ร่อนไปทั่ว ใช้ร่างกายอันใหญ่โตบึกบึนแบกข้าวสารบ้างแบกปูนบ้างจนพรรคพวกของมันชวนเข้าแก๊งสิบสี่เค เพียงแค่สี่ปีมันกลับสามารถใช้ร่างกายอันใหญ่โต ไต่อันดับขึ้นเป็นหัวหน้ากลุ่ม มีลูกกะจ๊อกคอยติดสอยห้อยตามถึงสิบคนไปไหนมาไหนก็มีคนเอาอกเอาใจมีเงินมีทองเต็มกระเป๋า มีสาว ๆ ให้นอนกอด มันจึงพอใจกับชีวิตในตอนนี้เป็นอย่างยิ่ง
แต่มีอยู่วันหนึ่งลูกน้องจอมสอพลอเคยกระซิบบอกมันว่า ชื่อเจ้าวัวใหญ่มันฟังดูเชยดูบ้านนอกไปหน่อย มันเลยเสนอว่าควรเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ เพื่อสร้างความน่าเกรงขาม โดยเปลี่ยนเป็นชื่อกระทิง
“มาแล้ว มาแล้ว หลีกทางหน่อย
กวนอิมเผ็ดมาแล้ว”
กวนอิมเผ็ดเดินเข้ามาด้วยมาดผู้นำอย่างช้า ๆ เธอยืนประจันหน้ากับเจ้ากระทิง
พลางเอ่ยปากด้วยสีหน้าเฉยชา
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อถังมี่เป็นหัวหน้าชุมชนแห่งนี้คุณมีธุระอะไรกับพวกเรา
เหรอคะว่ามาได้เลยค่ะ”
ชาวบ้านที่รายล้อม ต่างพากันใช้นิ้วก้อยแคะหูอย่างพร้อมเพรียงกัน ราวกับเป็นโรคติดต่อแบบไม่อยากจะเชื่อว่า เธอผู้นี้พูดจาภาษาดอกไม้เป็นด้วยรึ
ฉินฟ่านเดินเล่นพร้อมเคี้ยวถั่วลิสงที่ทั้งเค็มทั้งมันอย่างเอร็ดอร่อยเคี้ยวเพลินจนมาถึงลานกว้างของซอยลูกเป็ดน้อยแห่งนี้เห็นคนมากมายกำลังมุงดูอะไรบางอย่าง มันสะกิดต่อมสงสัยขึ้นมาจึงเดินแหวกฝูงชนเข้าไปจนถึงด้านหน้า ตอนแรกเขานึกว่ามีโชว์มโหรสพประเภทมายากลเปลี่ยนหน้า โชว์พ่นไฟโชว์ปิดตาปามีดสั้น แต่กลับกลายเป็นว่าเจอเรื่องสนุกกว่านั้น
“สวัสดีทุก ๆ คน ฉันชื่อกระทิงวันนี้มีข่าวดีมาบอกว่า ทุกคนจะได้รับเงินก้อนโต
คนละสามหมื่นหยวนโดยแลกเปลี่ยนกับโฉนดที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างหนึ่งหลังของพวกคุณ เพราะเจ้านายของผมอยากจะสร้างโรงแรมขนาดใหญ่ขึ้นที่นี่”
“ถุย เฮ้อ คันคอเป็นบ้าเลย ถุย ถุย ถุย อาจื้อเอาน้ำร้อนน้ำชามากลั้วคอหน่อยสิเราพูดกันถึงไหนแล้วนะ
อ้อ ใช่คุณคงจะเข้าใจอะไรผิด ข้อแรกที่นี่ถึงจะเป็นชุมชนเก่าแก่แต่ราคาตามท้องตลาดในตอนนี้ อาคารห้องหนึ่งอย่างต่ำก็สามแสนหยวน ราคาที่ถูกกว่าสิบเท่าคงไม่มีใครโง่พอที่จะขาย ข้อที่สองอาคารเหล่านี้เป็นมรดกตกทอด มาจากพ่อแม่ของเรา ความทรงจำในวัยเด็กของพวกเรา ก็อยู่ที่นี่ ทุกคนเห็นด้วยไหม”
ประโยคสุดท้ายกวนอิมหันไปถามชาวบ้าน
“เห็นด้วย”
ชาวบ้านต่างพร้อมใจกันขานรับ
“หัวหน้าว่ายังไง เราก็ว่าอย่างนั้น”
“ไม่ขาย พวกเราไม่ขาย”
เธอโบกมือห้ามให้ทุกคนหยุดส่งเสียง
“เอาล่ะ ขอเชิญคุณกลับไปได้แล้วเชิญ”
ฮ่า ๆ
เจ้ากระทิงหัวเราะร่วน เหมือนได้ยินเรื่องตลกมันค่อย ๆ ลุกขึ้นมาพลางปั้นหน้ายิ้มแย้ม พูดจาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนเหมือนนักเจรจาลิ้นทอง
“ฮึ่ม ยายแก่หนังเหี่ยวนี่ ฉันอุตส่าห์พูดจาดี ๆ ด้วย ไม่คิดจะไว้หน้ากันบ้างเลยรึไง คิดผิดคิดใหม่ได้นะ ช่วงนี้อากาศมันแห้งแล้งหากไม่ระวังฟืนไฟให้ดี เดี๋ยวไฟม่งไฟไหม้ขึ้นมาจะลำบากกันไปใหญ่”
“อุ๊ย แเก่เก่ออะไรกัน ฉันยังเอ๊าะอยู่เลย เอ่อ ว่าแต่แกชื่ออะไรนะเห็บหมาใช่ไหมเมื่อกี๊แกขู่ฉันเหรอไอ้เห็บหมา”
“ชื่อกระทิงโว้ย”
เจ้ากระทิงโมโหที่ถูกเปลี่ยนชื่อจนหน้าแดงหน้าดำ
ก๊าก
ฮ่ะ ๆ
ชาวบ้านพอได้ยินว่าชื่อกระทิงเปลี่ยนเป็นชื่อเห็บหมาถึงกับหัวเราะน้ำตาเล็ดจนท้องคัดท้องแข็ง
ผิดกับเจ้ากระทิงที่ตอนนี้หน้าแดงเป็นตับหมูด้วยความโกรธมันได้แต่โกรธจนตัวสั่นชี้นิ้วใส่เธอแต่ก็พูดไม่ออก
พอมันสงบสติอารมณ์ได้ ไม่พูดไม่จา อาศัยหลักการที่ว่าหมัดข้าแข็งกว่า อยากได้อะไรก็ต้องได้ มันพุ่งตัวต่อยใส่เธอทันที จนชาวบ้านต่างกรีดร้องพากันคิดว่าแย่แล้ว งานนี้กวนอิมเผ็ดมีหวังไม่ตายก็คางเหลือง
แต่ทุกคนก็ต้องตกตะลึงอีกครั้งเมื่อเธอใช้มือปาดหมัดของมันให้เบี่ยงเบนออกไปด้านข้างเบา ๆ อย่างนุ่มนวลผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง เธอยังฉกฉวยโอกาสตบหน้าของเจ้ากระทิงไปฉาดใหญ่ทีหนึ่ง
ชาวบ้านต่างพากันปรบมือเสียงดังเรียวกราวอย่างชอบอกชอบใจ
“นั่น หมัดไท้เก๊กนี่”
“ว้าว หัวหน้าเราเจ๋งเป็นบ้าเลย”
“ลุยเลยหัวหน้า”
ชาวบ้านต่างพากันตะโกนเชียร์เสียงดังจนคอหอยแทบแตก
เจ้ากระทิงมันโกรธที่ถูกตบหน้าจนควันแทบออกหู แต่ร่างกายของมันแข็งแกร่งจริง ๆ มันระดมต่อยใส่เธอสิบสามหมัดในอึดใจเดียวเธอก็ตีโต้กลับไปแถมยังโจมตีถูกทรวงอกท้องน้อยของมันไปหลายครั้ง
ถ้านี่เป็นการแข่งขัน เธอคงได้แต้มชนะขาดลอยไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่เป็นการต่อสู้จริง ๆ มันไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือนอะไรเลย มันหนุ่มฉกรรจ์ส่วนเธอเข้าสู่วัยทองพละกำลังเริ่มถดถอย
ในที่สุดเธอเริ่มเหนื่อยหอบแล้วก็พลาดท่าเสียที ถูกมันเตะอัดเข้าที่ชายโครง จนตัวลอยไปไกลสามเมตรหล่นโครมอย่างแรงลงบนโต๊ะพลาสติก ที่ตั้งอยู่หน้าร้านขายของชำแถมยังกระอักเลือดออกมาคำหนึ่งจนชาวบ้านต้องเบ๊ะปากราวกับรู้สึกเจ็บแทน
“ให้ผมช่วยไหมครับ”
ฉินฟ่านยื่นมือออกไปจะช่วยพยุงเธอให้ลุกขึ้น
“ช่วย ๆ ช่วยมารดาแกสิตาบอดรึไง ไม่เห็นรึไงว่า มารดากำลังได้เปรียบอยู่ชัด ๆ กำลังจะเทคนิเคิลน็อกเอาต์มันได้อยู่แล้วถอยไปไกล ๆ เลย”
เธอปัดมือเขาออกห่าง พลางลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว
“ไอ้หน้าเห็บหมาอย่าหนีนะเว้ย คราวนี้แกเสร็จฉันแน่”
เธอพุ่งเข้าใส่อย่างไม่กลัวตาย ลืมคำสอนของอาจารย์ที่เน้นเรื่องเคล็ดนุ่มนวลโอนอ่อนผ่อนคลายไปทีละน้อยผ่านไปเพียงสิบกระบวนท่า เธอก็ถูกเตะกระเด็นออกมาอีกครั้งที่โต๊ะพลาสติกตัวเดิมชาวบ้านต้องเบ๊ะปากเหมือนเดิม
“ให้ผมช่วยไหมครับ”
เขายังคงถามคำเดิมด้วยสีหน้าอมยิ้ม
“ช่วย ๆ มารดาอ่อนแอ ถึงขนาดต้องให้ลูกทรพีอย่างแก มาช่วยด้วยรึไง ถ้าขืนพูดมากอีก แม่จะเอาขี้เถ้ายัดปากซะเลย”
เธอสายตาสั้น แต่ตอนนี้ไม่ได้สวมแว่นสายตา จึงเห็นใบหน้าของเขาไม่ค่อยชัดแต่เธอจำเสียงของเขาได้ จึงด่า
เขาด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิด แต่ฉินฟ่าน
กลับอมยิ้มอย่างไม่ถือสาต่อคำด่าทอที่หยาบคาย
มารดา…แม่ คำเรียกหานี้ช่างไกลตัวยิ่งนักเขาเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเด็กความทรงจำทุกเรื่องราวที่เกี่ยวกับแม่ก็เลือนรางลงทุกที
ตอนที่เธอปัดฝุ่นลุกขึ้นยืนอีกครั้ง กำลังจะอ้าปากด่าเจ้าเห็บหมา ก็ได้ยินฉินฟ่าน
กระซิบเบาๆว่า
“กล่องดวงใจ”
ดวงตาของเธอฉายแววเจิดจ้าขึ้นมาทันที
ใช่แล้ว กล่องดวงใจเป็นจุดอ่อนของมัน
ผู้ฝึกกำลังภายนอกต่อให้ฝึกฝนจนร่างกายแข็งแกร่งเหมือนเหล็กก็ยังยากที่จะฝึกให้อวัยวะเพศของผู้ชายแข็งเหมือนเหล็กได้
“ว่าไงยายแก่ยอมแพ้ซะดี ๆ เดี๋ยวจะหาว่าฉันรังแกคนแก่”
“ไอ้หน้าเห็บหมาแกใช้หัวแม่ตีนคิดอยู่
รึไงถึงคิดว่าจะเอาชนะฉันได้ ฉันน่ะฉายากวนอิมเผ็ดนะเว้ย
ตอนฉันผาดโผนในยุทธภพแกยังวิ่งแก้ผ้า จนหนอนน้อยแกว่งไปแกว่งมาขี้มูกเขียวอี๋ไหลย้อยเข้าปากอยู่เลย”
ฮ่า ๆ
ชาวบ้านคงขำกับคำว่าหนอนน้อยแกว่งไปแกว่งมา
“ฮ่ะ ๆ ขำกลิ้งเลยวะวันนี้ดวงซวยมาเจอยายแก่ปากจัด ดี…ถ้าวันนี้ฉันแพ้จะยอมเปลี่ยนชื่อจากกระทิงเป็นเห็บหมาเข้ามาเลย”
เจ้ากระทิงรุกไล่ ทั้งเตะทั้งต่อยอย่างรุนแรงหนักหน่วงจนเกิดเสียงลมดังหวืดหวือ เรี่ยวแรงของมันคล้ายกับไม่มีวันหมดสิ้น กวนอิมเผ็ดต้านทานแต่ละหมัดของมันอย่างยากลำบาก ได้แต่อาศัยความพลิกแพลงของท่าร่าง ที่คล่องตัวกว่าหลบเลี่ยงไปมา
“ตาย!”
เจ้ากระทิงเงื้อหมัดอันใหญ่โตหมายเผด็จศึกกะว่าหมัดเดียวตัดสินผลแพ้ชนะกันไปเลย
จังหวะนั้นเองฉินฟ่านดีดถั่วลิสงออกไปเม็ดหนึ่ง พุ่งไปกระแทกทรวงอกของมันไม่หนักไม่เบา แต่เพียงพอที่จะทำให้มันหายใจติดขัดหยุดการเคลื่อนไหวไปชั่วขณะหนึ่ง กวนอิมเผ็ดหูไวตาไวพอเห็นมันชะงักงันไปวูบหนึ่ง ก็รู้ว่าโอกาสทองมาถึงแล้ว เธอเตะออกไปสุดแรงเกิดใส่กล่องดวงใจของมันทันที
พลั่วะ!
ใบหน้าของเจ้ากระทิงถึงกับเหยเก ร่างของมันค่อย ๆ ทรุดลงไปนอนกองกับพื้นจุกจนร้องไม่ออก จนลูกน้องสี่คนต้องรีบมาลากมันจากไปก่อนที่ชาวบ้านจะถือโอกาสรุมประชาทัณฑ์พวกมัน
“ชนะแล้ว พวกเราชนะแล้ว”
“คลานกลับไปเลย ไอ้พวกสารเลว”
เฮ!
“สุดยอด”
“กวนอิมเผ็ด”
“กวนอิมเผ็ด”
“กวนอิมเผ็ด”
เสียงโหวกเหวกโวยวายของชาวบ้าน
ที่ต่างพากันตะโกนโห่ร้องให้กับชัยชนะในครั้งนี้
กวนอิมเผ็ดรู้ดีอยู่แก่ใจว่าที่เธอชนะไม่ใช่ว่าเป็นเพราะโชคช่วย แต่เป็นชายหนุ่มคนนั้นช่วย แม้เธอจะหงุดหงิดด่าใส่เขาอย่างเสีย ๆ หาย ๆ เขาก็ยังใจดี จึงอยากจะขอบใจเขา เธอเดินเข้าไปหาเขาพลางใช้มือควานไปมาหาแว่นตาตามเสื้อผ้าอ้อ อยู่ในกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายนี่เอง แต่พอเธอหยิบออกมา ก็พบว่ามันถูกแรงกระแทกตอนล้มลงบนโต๊ะกระจกเลนส์ด้านซ้ายจึงแตกร้าว
เฮ้อ เวรเอ๊ยต้องเสียเงินตัดแว่นใหม่อีกแล้ว เธอสวมมันเสร็จ ก็เดินมาถึงเบื้องหน้าของฉินฟ่านพอดี พอเห็นใบหน้าของเขา
เธอถึงกับผงะ ร่างของเธอสั่นระริกเบา ๆ น้ำตาค่อยไหลลงมาอาบสองแก้มเธอยื่นมือออกไปช้า ๆ ลูบใบหน้าของเขาอย่างทะนุถนอม เหตุการณ์นี้สร้างความประหลาดใจให้กับเขามาก
“ลูกแม่”
พอได้ยินคำนี้ฉินฟ่านถึงกับสะท้านไปวูบหนึ่ง เขากำลังจะบอกว่า เธอจำคนผิดแล้วแต่เธอเดินเข้ามากอดเขา จนแน่นเสียก่อน
“ลูกแม่ หัวหมูของแม่ แม่คิดถึง
ลูกเหลือเกิน อย่าทิ้งแม่ไปไหนอีกเลยนะลูก”
ฉินฟ่านถึงกับขนลุกเกรียวแม่ที่ไหนจะบ้าตั้งชื่อลูกตัวเองว่าหัวหมู เหมือนแม่คนนี้บ้าง
แต่ไอ้ความรู้สึกเล็ก ๆ ที่คอยกวนใจเขานี่มันอะไรกัน เขาสัมผัสได้ถึงความรักอันอ่อนโยนที่มีต่อเขา จากแม่คนนี้จริง ๆ เขาคงไม่ได้ฝันไปใช่ไหม
ชาวบ้านเห็นกวนอิมเผ็ดกำลังยืนกอดชายหนุ่มที่หล่อเหลาระดับพระเอกหนังอยู่
ภาพที่เห็นนี้ทำให้ทุกคนต่างสะกิดชี้ชวนเพื่อนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ให้ดูเสี่ยวเจียวสาวเปรี้ยวหน้าตาดี เดินกระแซะ ๆ เข้าไปหาทันที
“นี่ ลูกชายของเจ๊เหรอ รึว่าหลานชายชื่ออะไรคะขอสมัครเป็นแฟนได้ไหมคะหล่อ ๆ แบบนี้สเปกฉันเลยค่ะ”
“เสี่ยวเจียวเลิกฝันกลางวันไปซะเถอะ
อย่าคิดว่าว่าฉันแก่แล้ว หูตาจะฝ้าฟาง
เธอทั้งกินเหล้าทั้งสูบบุหรี่ ท่องราตรีหมก
ตัวอยู่ตามผับตามบาร์มากกว่าอยู่บ้านซะอีก
ดังนั้นเธอตกสัมภาษณ์ที่จะมาเป็นสะใภ้ของฉันตั้งแต่รอบแรกแล้วเสียใจด้วย”
กวนอิมเผ็ดยืนยันนั่งยัน ปฏิเสธสะใภ้แบบนี้อย่างเด็ดขาด
“เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้วครับผมแค่คนผ่านทางมาเท่านั้นเองครับ”
ฉินฟ่านโบกไม้โบกมือปฏิเสธแต่พอพูดจบเพียงแค่อึดใจเดียว ที่เบ้าตาข้างขวาก็ถูกต่อยอย่างแรง
“ไอ้ลูกเนรคุณ ไอ้ลูกบ้าไอ้ลูกทรพีแม่แกยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ทั้งคนยังไม่ทันลงโลงสักหน่อย ดันทะลึ่งมาบอกว่าเป็นแค่คนผ่านทาง อย่างนี้ต้องตีให้ตาย”
“โอ๊ย อย่าตีผม ช่วยด้วยจ้า”
กวนอิมเผ็ดมือเท้าคล่องแคล่วว่องไว
คว้าไม้กวาดข้างตัวได้ ก็วิ่งไล่ตีฉินฟ่านจนเขาต้องวิ่งหนีกระเซอะกระเซิงไปมาแบบไม่รู้ทิศทาง
…….
เหลียนฟ่ง โยโย่ อิ๋งอิ๋งนั่งปากอ้าตาค้างเหวอไปตาม ๆ กัน เมื่อเห็นสภาพของฉินฟ่านตอนที่กลับมาถึงบ้านรอบเบ้าตาขวามีรอยเขียวช้ำเป็นวง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าถูกต่อยมาเสื้อเชิ้ตอาร์มานี่สีเหลืองอ่อนขาดยาวกระรุ่งกระริ่งคล้ายกับถูกฉุดกระชากลากถู อย่างรุนแรงจนฉีกขาด ตั้งแต่หัวจรดเท้า เปรอะเปื้อนไปด้วยแป้งมันไข่ไก่ เศษผักเล็ก ๆ ก็ยังมีติดอยู่ที่เส้นผม สภาพสุดแสนที่จะอเนจอนาถจนสาว ๆ สุดจะทนดู
“หยุด…”
“หยุดเลย”
“ห้ามหัวเราะ”
ฉินฟ่านปั้นหน้าเครียดพร้อมกับลูบเอาไข่ขาวออกจากหน้า
“โยโย่ถ้าเธอยังหัวเราะอีก จะถูกลงโทษตามกฎบ้านพวกเธอก็ด้วยเข้าใจไหม”
กฎบ้งกฎบ้านอะไรก็ไม่สนแล้วสามสาวเอามือปิดปาก กลั้นหัวเราะจนตัวกระเพื่อมไปมาน้ำหูน้ำตาเล็ด ยิ่งกว่าดูหนังตลกซะอีก
“โอ๊ย…ทนไม่ไหวแล้ว ฮ่ะ ๆ นี่
ที่รักฮ่ะ ๆ ทำไมถึงได้มีสภาพอย่างนี้ล่ะไปฟัดกับหมาที่ไหนมา ฮ่ะ ๆ”
เหลียนฟ่งกลั้นหัวเราะจนหน้าตาแดงกล่ำทนไม่ไหวเลยหัวเราะออกมาเป็นคนแรก
“พี่ ฮ่ะ ๆ พี่ฟ่านฮ่ะ ๆ ไอ้ที่เบ้าตาเขียว ๆ เป็นหมีแพนด้าฮ่ะ ๆ โดนต่อยมาใช่ไหมคะ”
อิ๋งอิ๋งหลุดหัวเราะเป็นคนที่สอง
“สามจรรยาสี่คุณธรรมนะรู้จักบ้างไหม
แน่ะ! ยังจะหัวเราะอีก”
แชะ!
แชะ!
แชะ!
“โย่โย่ ยัยยาหยีตัวแสบ ถ้ายังไม่เลิกถ่ายรูปจะจับเธอฟาดให้ก้นลายเลย ฮึ่ม!”
ฉินฟ่านพอพูดจบก็สะบัดหน้าเดินกระฟัดกระเฟียดไปอาบน้ำเพราะใกล้ถึงเวลาที่จะต้องไปอวยพรงานวันเกิดคุณนายเย่แล้วตกเย็นลู่เจี้ยนก็ขับรถมารับเขาและหลินฮัวกับลูกสาวที่บ้าน เพื่อไปงานด้วยกัน
พอลู่เจี้ยนเห็นร่องรอยบนใบหน้าของ
ฉินฟ่านก็ตกใจ แต่เพียงแค่แวบเดียวเขาก็กลั้นหัวเราะไม่อยู่
ฮ่ะ ๆ
“ไอ้เบื๊อกเอ๊ยนี่แกโดนใครอัดมาวะ ตาถึงได้เขียวอี๋เลย บัดซบเอ๊ย รีบบอกมาเร็ว ๆ เข้าพี่ใหญ่จะไปกระทืบมันให้จมดินเอง”
ลู่เจี้ยนโมโหแทนน้องจนควันแทบออกหู
“ใจเย็น ๆ เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดน่ะพี่ใหญ่ เออ ว่าแต่พี่ใหญ่สืบมาได้รึยังว่าสาวที่ไหนใจกล้ามาล้วงคองูเห่าอย่างพี่"
"นี่แกไม่ยอมบอกจริง ๆ ใช่ไหม”
ลู่เจี้ยนกัดไม่ปล่อย ไม่ยอมให้เขาเปลี่ยนเรื่องคุย เรื่องที่ตาเขียวต้องขุดคุ้ยให้ถึงที่สุด
“โธ่…ก็บอกว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดเอา ไว้ไปเจอทุกคนก่อนค่อยเล่าทีเดียวเลยละกัน”
ลู่เจี้ยนได้ยินน้องชายโอดครวญตอบเสียงอ่อย ๆ ก็ไม่อยากเซ้าซี้กวนใจมาก
“พี่ให้ไอ้หัวทองไปสืบมาจนได้เรื่องแล้วเธอชื่อจางเย่จื่อ ในวงการใต้ดินตั้งฉายาเธอว่านิ้วชั่งทอง เป็นนักล้วงอันดับหนึ่งของซูโจว
ที่ได้ฉายานี้เป็นเพราะว่านิ้วของเธอเบามาก ลงมือรวดเร็วแม่นยำไม่เคยล้มเหลวมาก่อน เธอรับงานอิสระไม่มีต้นสังกัดแต่เป็นคนใจกว้างมือเติบ ใช้เงินเป็นเบี้ย ใครเดือดร้อนเรื่องเงินทองแค่บอกมาคำเดียว เธอไม่เคยอิดออดแถมยังชอบเลี้ยงเหล้าพวกนักเลง
วันตรุษ วันสารทก็มีของติดไม้ติดมือไปคารวะลูกพี่แก๊งต่าง ๆ จนพวกเขารักเอ็นดูเธอเหมือนลูกหลาน ดังนั้นเธอจึงมีชื่อเสียงพอสมควร หากใครคิดจะรังแกเอาเปรียบเธอ ก็ต้องคิดให้ดี ๆ เสียก่อน เพราะเธอมีพรรคพวกหนุนหลังมาก
พูดไปก็ยิ่งตลกแม้แต่ไอ้หัวทอง ก็ยังเคยไปยืมเงินเธอเลย ตอนที่เมียของมันจะคลอดลูก"
ลู่เจี้ยนคล้ายชื่นชมเธอที่เป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แต่กลับผาดโผนในวงการนักเลงมาได้หลายปีโดยที่ไม่บุบสลาย
ปัง ปัง ปัง ปัง!เสียงประทัดพวงยาวเหยียดดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมเสียงรัวกลองเชิดสิงโตสร้างความครึกครื้นให้ผู้ชมที่มากันเนืองแน่น เพราะข่าวที่แพร่กระจายมาอย่างต่อเนื่อง ว่าโครงการโรงเรียน "พี่สาวนางฟ้า" ริเริ่มโดยหมอเทวดาฉินฟ่าน ซึ่งค่าเล่าเรียนทุกอย่างฟรีหมดจนคนที่ทราบข่าวต่างยกนิ้วชมเชย บางคนมีฐานะจึงยินดีที่จะบริจาคเงินทอง เพื่อสร้างชุมชนที่น่าอยู่ เพื่ออนาคตของลูกหลานชาวเมืองซูโจวถึงขนาดมีคนยุให้หมอเทวดาเล่นการเมือง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รับประกันว่าคะแนนเสียงถล่มทลาย แต่บรรดาอาซิ่มอาซ้อกลับอยากให้เขาเป็นพระเอกหนังซีรีส์ซะมากกว่า เพราะเขานั้นหล่อบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจของพวกเธอคุณหนูสี่ขึ้นเวทีไปกล่าวเปิดงานในฐานะประธานกลุ่มทุน "พี่สาวนางฟ้า" เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว ช่วงนี้มีผู้สื่อข่าวหลายสำนัก มาขอสัมภาษณ์เธอไม่เว้นวันจนเธอยุ่งหัวฟูหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่ได้ยลโฉมงามล่มเมืองของคุณหนูสี่ ต่างคลั่งไคล้ขอเป็นแฟนคลับเธอ แต่ละคนต่างแย่งกันบริจาคเงินออกมาก้อนโต เพื่ออวดโอ่ฐานะความร่ำรวยเพราะถ้าได้แต่งกับเธอ มันเฮงยิ่งกว่าหนูตกถังข้าว
ทั้งสองส่งเสียงหัวเราะวิ่งหยอกล้อกันออกไป ตอนนี้ทุกอย่างสงบลงแล้ว คนตายก็ตายไป คนเจ็บก็ส่งโรงพยาบาล คนมอบตัวก็เตรียมไปกินข้าวแดงในคุกได้เลย ตำรวจเริ่มเคลียร์สถานที่ ยึดอาวุธสงครามได้เป็นจำนวนมาก มากพอที่จะเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งให้หลาย ๆ คนในศึกครั้งนี้ฉินฟ่านเดินกระแซะเข้าไปใกล้ ๆ กระซิบชวนมู่ปิงปิงไปจู๋จี๋ดู๋ดี๋กันที่น้ำตก แต่เธอค้อนขวับวงใหญ่ แถมแกล้งทำเสียงดุใส่"งานยังไม่เสร็จ ไปไม่ได้""น่านะ คนดียอดรักของฟ่าน เสร็จงานแล้ว ก็ต้องมีการตบรางวัลบิ๊กโบนัสกันบ้างสิ ใช่ไหมจ๊ะทูนหัวจ๋า"เขาพยายามออดอ้อน กะพริบตาปริบ ๆ ทำสีหน้าน่าสงสาร"ไม่รู้ไม่ชี้""น่านะ แป๊บเดียวเอง แค่สามนาทีก็เสร็จแล้ว"เขาพยายามต่อรอง"คิดว่าตัวเองเป็นอุลตร้าแมนแปลงร่างได้แค่สามนาทีรึไง คราวก่อนเป็นชั่วโมง เล่นเอาเหน็บชากินขาเลย"ไม่สนแล้วต้องใช้เส้นสายของเครือญาติให้เป็นประโยชน์ เขาหันไปหาเค่อตงหยางที่กำลังคุมลูกน้องทำงานอย่างแข็งขัน"คุณลุงเค่อที่เคารพครับ พอดีที่บ้านมีเรื่องด่วน ผม
ในห้องที่มืดมิด มีแสงเลือนรางไหววูบเป็นบางครั้ง จากเปลวไฟที่ลุกฮือโหมของการระเบิดครั้งใหญ่ ซีเหมินคังยืนถือทวนเงินสงบนิ่งดุจขุนเขา เพราะเขาสัมผัสได้ถึงอันตรายที่ซุกซ่อนอยู่ เมื่อมืดมิดจนมองไม่เห็น เขาเลยพาลหลับตาลง ใช้หูสดับฟังเสียงเคลื่อนไหวแทนฟิ้วววววเสียงกระแสลมของดาบ ที่ตวัดใส่ลำคอของซีเหมินคังแว่วมา เขาสะบัดควงทวนเงินเข้าต้านปะทะติดต่อกันเก้ากระบวนท่า จนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบเสียงซัดอาวุธบางสิ่งออกมา ลางสังหรณ์ในใจของซีเหมินคัง ส่งสัญญาณเตือนภัยชนิดหนึ่ง บีบให้เขาดีดตัวถอยไปหลบหลังเสาอย่างรวดเร็วบึ้ม…อาวุธที่ซัดออกมาก็คือระเบิดเพลิงขนาดเล็กของจิ้งจอกเพลิงนั่นเอง เล่นเอาเสื้อผ้าของซีเหมินคังไหม้ไปแถบหนึ่ง ไฟลวกหน้าแข้งเล็กน้อย"หึ ๆ เขาถึงว่าคู่แค้นทางคับแคบ ในที่สุดเราทั้งสองคนก็มาเจอกันอีกจนได้ กระสุนนัดนั้น ที่มึงยิงใส่ขากู กูยังจำได้ดี วันนี้มึงต้องตายสถานเดียว"จิ้งจอกเพลิงขยับดาบเก้าห่วง จนเกิดเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง"ขอโทษจริง ๆ นะฮ๊า พอดียิงคนมาเยอะมากเลย
เงาร่างฉินฟ่านพุ่งฉวัดเฉวียน จนพวกเธอตาลายมองตามไม่ทัน เสียงฟาดแก้มก้นดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากหมวดมู่คนแรก แถมแต่ละคนยังถูกลวมลามอีกหลายครั้งพวกสาว ๆ ต่างส่งเสียงร้องวี๊ดว้ายกระตู้วู๊ วิ่งหลบหนีจิ้งจอกเฒ่าจอมลามกกันจ้าละหวั่น ก่อนที่จะมีอะไรเลยเถิดไปกว่านั้น จน กบว. ต้องเซ็นเซอร์ภาพและเสียงทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าดังแว่วมาขัดจังหวะ ผัวหนุ่มเมียสาวที่กำลังหยอกเย้ากันอย่างสนุกสนาน ทำเอาทุกคนต้องกลับมาทำตัวสงบเสงี่ยมอีกครั้ง"อะแฮ่ม สวัสดีพี่สาวคนสวยทั้งหลาย เอ่อ…พี่เขยขอโทษที่ขัดจังหวะครับ มีคนมาหาพี่เขย บอกว่านี่เป็นเรื่องด๊วนด่วนนะครับ"เหลียนเฮ่อส่งเสียงดังแหบ เพราะอยู่ในวัยกำลังแตกเนื้อหนุ่ม นมเพิ่งจะแตกพานรายงานอย่างรวบกระชับทันที พร้อมทำสีหน้ากระดากแบบอาย ๆเพราะเขาโตพอที่จะรู้ว่า เมื่อครู่พี่เขยตัวดี ไอดอลขั้นเทพของเขากำลังทำเรื่องดีงามอะไร เขาสาบานกับตัวเองว่าโตขึ้น จะต้องเป็นแบบพี่เขย เอาดีในเรื่องผู้หญิงให้ได้ตอนนี้ทุกคนต่างพากันทำหน้าเขิน ๆ ขณะจัดแจงทรงผมที่ยุ่งเหยิงและเสื้อผ
พวกเขาเก็บอุปกรณ์กล้องอินฟาเรด แล้วเดินลัดเลาะชายป่าท่ามกลางแสงจันทร์ ที่พอเห็นเลือนรางไปอย่างเงียบ ๆ ประมาณหนึ่งชั่วโมงโยโย่เป็นสาวช่างจ้อ แบบที่เรียกว่าอะไรนะ ทอล์คกาทีฟเกิรล์ละมั้ง เดี๋ยวชวนคุยเรื่องโน้น เดี๋ยวเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แถมมุกตลกของเธอมีเพียบอีก ช่วยทำให้เขาไม่รู้สึกเบื่อหน่ายจนกระทั่งทั้งคู่ถึงน้ำตกสายหนึ่ง จึงตัดสินใจที่จะพักเท้าชั่วคราว ทั้งคู่จึงนั่งลงที่โขดหินหยุดพักดื่มน้ำฉินฟ่านหยิบแผนที่ขึ้นมากางดู เพื่อศึกษาภูมิประเทศ งานนี้เขาทุ่มจนสุดตัว จะให้เกิดข้อผิดพลาดไม่ได้เป็นอันขาด ลมโชยเบา ๆ พัดผ่านตัวเย็นสบายเสียงน้ำจ๋อมแจ๋มแว่วดังมาเบา ๆ สะกิดความสนใจของเขา จนอดไม่ได้ที่จะต้องหันหน้าไปดูภาพที่เห็นทำให้เขาเลือดลมสูบฉีด หายใจถี่เร็ว ลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างโลกหล้าใบนี้ไปชั่วขณะร่างของโยโย่ที่เปลือยเปล่าขาวโพลนท่ามกลางแสงจันทร์ เรือนร่างของเธอโผล่พ้นขึ้นเหนือน้ำมาครึ่งตัว ทรวดทรงองค์เอวที่อ่อนช้อย เป็นเส้นสายชวนรัดรึงใจ พราวไปด้วยหยดน้ำเม็ดเล็ก ๆ ที่ไหลรวมหยดเป็นทางยาว ค่อย ๆ ไหลรินผ่านร่องอก
แต่ถ้าจะพูดถึงอีกคนหนึ่ง เมียหลวงเมียน้อยเมียเล็ก เมียใหญ่กลับสนับสนุนจนคะแนนเสียงท่วมท้น ให้ไปกระทืบสุยเก้ามีดให้จมดินโทษฐานที่มันบังอาจเหิมเกริมไม่ยอมแหกตาดูให้ดีว่าซอยลูกเป็ดน้อยนี้ใครคุมติ๋ง! ติ๋ง!หยดเลือดสด ๆ สีแดงคล้ำไหลออกจากปากของสุยเก้ามีดตกกระทบพื้นเป็นจังหวะเหมือนเสียงดนตรีร่างของสุยเก้ามีดนักเลงโตถูกมัดมือไพล่หลังและมัดข้อเท้าทั้งสองข้างด้วยเชือกก่อนจะชักรอกขึ้นไป ทำให้ตอนนี้มันตกอยู่ในสภาพห้อยหัวเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนนี้พวกมันกำลังล้อมชายหนุ่มคนหนึ่งด้วยอาวุธครบมือ โดยไม่ได้คาดคิดเลยแม้แต่น้อยว่าจะเป็นพวกมันเองที่ถูกยำจนเละเป็นโจ๊กเรื่องแก้แค้นคงไม่ต้องคิด มันไม่หวังจะไปต่อกรอะไรอีกแล้ว ตอนนี้ต้องรักษาชีวิตให้ได้ก่อนพลั่วะ! พลั่วะ!อ้ากก! อ้ากก!สุยเก้ามีดกำลังถูกไอ้ฟันเหยินลูกน้องคนสนิทใช้ไม้เบสบอลหวดฟาดใส่ลำตัวนี่เป็นการหวดครั้งที่ยี่สิบ ครบจำนวนพอดีเงาของชายหนุ่มพาดยาวกับพื้น เขายืนอยู่ริมหน้าต่าง กำลังดื่มน้ำอัดลมดับกระหายพลางเดินข้ามร่างของเจ้า
ชายชราดีใจที่ได้ยินว่าซีเหมินคังจะไม่ร่วมวงต่อสู้ด้วย งานนี้ย่อมง่ายขึ้นเขายืนแยกเท้าเล็กน้อย มือทั้งสองข้างกางกรงเล็บมือขวายกงอหักศอกเสมอปลายคางมือซ้ายกางกรงเล็บเหยียดตรงมาเบื้องหน้าเสมอหน้าอกนี่เป็นกระบวนท่าไม้ตายของมัน"ฮ่ะ ๆ กรงเล็บลูกไก่น้อยจะร้ายกาจสักแค่ไหนอยาก
ทั้งสองยังคงนอนกอดก่ายกันพูดคุยเล่นกันอยู่บนเตียงคุยเรื่องนั้นคุยเรื่องนี้เขาใช้ปลายนิ้วชี้ไล้พวงแก้มของเธอเบา ๆ"เรามีลูกกันสักสองคนชายหนึ่งหญิงหนึ่งดีไหมคะ"มู่ปิงปิงสบตาเขา อยากรู้ว่าเขาจะตอบยังไง"ไม่ดี ไม่ดี""ทำไมล่ะ คุณไม่อยากมีลูกกับฉันอย่าง
เราจะโยนโทรศัพท์ทิ้งลงแม่น้ำ หรือย้ายบ้านหนีปิงปิงดี ความคิดในหัวของฉินฟ่านในตอนนี้ สับสนปนเปไปหมด ความจริงสิ่งที่เขากลัวที่สุด ไม่ใช่เรื่องถูกหลอกถูกบังคับขู่เข็ญให้ไปจับโจรเขารู้สึกว่ามู่ปิงปิงเหมือนบ่อทรายดูด ยิ่งเขาเผลอใจเดินลงไปลึกมากเท่าไหร่จะยิ่งถูกดูดจนจมไปทั้งตัวและหัวใจ
ลู่เจี้ยนเล่าเรื่องข้อตกลงของทั้งสองให้ฉินฟ่านฟังฉินฟ่านไม่ได้ฟังเรื่องราวจากปากพี่ใหญ่เลยสักกะนิดเขาเอามือลูบคางพลางครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียดเหมาะ…เหมาะเหม๋งเลย ช่างเหมาะเจาะอะไรเช่นนี้ยังกับผีเน่ากับโลงผุเอ๋…เปรียบเปรยคู่ที่เหมาะสมกันแบบนี้รึเปล่า อ้อ...







