Share

บทที่ 52 นิ้วชั่งทอง

last update Dernière mise à jour: 2026-02-22 07:00:42

รถของลู่เจี้ยนมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเย่วันนี้พนักงานรักษาความปลอดภัยคงต้องทำงานกันหนัก ไหนจะดูแลเรื่องความปลอดภัย ไหนจะต้องบริการโบกรถ เพื่ออำนวยความสะดวก เพราะมีแขกเหรื่อคหบดีนักการเมืองระดับประเทศมาร่วมแสดงความยินดี ในงานนี้เป็นจำนวนมาก

 แต่เพราะความใหญ่โตกว้างขวางของคฤหาสน์แห่งนี้ ถึงจะมีแขกหลายร้อยคน ก็ไม่รู้สึกแออัด แต่อย่างใดงานฉลองวันเกิดของภรรยาเศรษฐีหมื่นล้านจะธรรมดาได้ยังไง งานนี้จึงอลังการเลิศหรูทุกอย่าง

 พวกเขาเดินเข้าไปในบริเวณงานก็เจอครอบครัวตระกูลเย่ยืนอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เพื่อคอยทักทายต้อนรับแขกเหรื่อ

 ฉินฟ่านทักทายทุกคนอย่างสนิทสนม เพราะว่าในตอนนี้เขาเป็นถึงว่าที่ลูกเขยป้ายแดงเชียวนะแถมวันนี้เขาอารมณ์ดีอยากเปลี่ยนลุคดูบ้าง จึงฉีดสเปรย์แต่งผมเยอะหน่อยแล้วหวีผมเสยไปข้างหลัง สวมชุดสูทสีดำทับด้วยเสื้อคลุมโอเวอร์โค้ทสีขาว มีผ้าพันคอสีดำคล้องเอาไว้สวมแว่นตาดำเดินเข้ามาในงานอย่างช้า ๆ ด้วยรูปร่างที่สูงโปร่งสง่างามมาดของเขาเหมือนเจ้าพ่อมากกว่าตัวลู่เจี้ยนซะอีกจนแขกเหรื่อละแวกนั้นต้องรีบแหวกเป็นทางให้กับเขา

คุณหนูสี่เดินยิ้มเข้ามากระซิบเบา ๆ

“วันนี้คุณหล่อมากเลย แต่มาอวยพรคุณแม่ทั้งทีก็ควรจะถอดแว่นตาสักหน่อยนะคะ”

 “ไม่ถอดไม่ได้เหรอมันเสียลุค”

ฉินฟ่านอิดออดเพราะเขารู้สึกอาย ๆ

อยู่เหมือนกัน แต่นี่เป็นเรื่องมารยาทคุณหนูสี่จึงเขย่าแขนเขาพร้อมคะยั้นคะยอให้ถอดออกเร็ว ๆ ทำให้ฉินฟ่านต้องถอนใจออกมาเฮือกใหญ่พร้อมกับถอดแว่นตาดำออกช้า ๆ อย่างเสียไม่ได้

 “เสี่ยวฟ่าน ตาของเธอ”

พี่รองโพล่งออกมาทันทีที่เห็น แต่ก็หุบปากลงทันทีเช่นเดียวกันเพราะกลัว

ฉินฟ่านรู้สึกอับอาย

 “บอกมาว่าใครมันบังอาจทำกับนายแบบนี้เฮียจะสั่งคนไปเก็บมันเอง”

คุณชายใหญ่เห็นสภาพของเขาแล้วของขึ้นทันทีคนผู้นี้นับได้ว่ามากมีอิทธิพลทั้งวงการตำรวจทหารนักการเมือง มีใครกล้าไม่ให้เกียรติ ผู้ใดมาสะเออะทำให้เขาขุ่นเคืองในใจอาจหายสาบสูญไปได้ง่าย ๆ

“คุณชายใหญ่ใจเย็น ๆ แค่เรื่องเล็กน้อยเองครับ”

 ทุกคนต่างตกใจที่เห็นรอยเขียวช้ำรอบเบ้าตา ราวกับหมีแพนด้า

ทุกคนต่างทราบกันดีว่าพลังฝีมือของ

ฉินฟ่านเข้าขั้นระดับปรมาจารย์เลยเชียวนะ

ใครกันนะที่อัดเขาซะเละตุ้มเปะแบบนี้ รึว่าเป็นอาจารย์ผู้ลึกลับของเขาแต่เห็นเขาไม่พูดแก้ตัวอะไร เอาแต่ยืนยิ้มแหย ๆ ทุกคนจึงไม่อยากให้เขาพูดเรื่องที่ไม่สบายใจ

 "ผมขอแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักครับ นี่คือพี่ร่วมสาบานของผมลู่เจี้ยน มีฉายาว่ากิเลนลู่และพี่สาวบุญธรรมของผมหลินฮัว ส่วนยัยตัวเล็กนี่ ลูกสาวบุญธรรมของผมเองคังยูนา"

 ฉินฟ่านเปิดบทสนทนาเลี่ยงความอึดอัดเมื่อครู่ ทุกคนในตระกูลเย่ถึงกับต้องมองลู่เจี้ยนใหม่อีกครั้ง เพราะชื่อหัวหน้าแก๊งกิเลนลู่นี้ โด่งดังในซูโจวมานานนับสิบ ๆ ปี ชื่อเสียงที่ยืนหนึ่งมายาวนานย่อมแสดงถึงฝีมืออันร้ายกาจที่ไม่ธรรมดาของชายผู้นี้

“ลู่เจี้ยน กิเลนลู่ชื่อเสียงดังก้องสองหู นับถือนับถือ ยินดีที่ได้รู้จัก”

คุณชายใหญ่สัมผัสมือกับลู่เจี้ยนด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นนับได้ว่าพวกเขาเกี่ยวดองเป็นเครือญาติกันผ่านฉินฟ่าน

 “วันนี้ผมลู่เจี้ยนรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รู้จักทุกท่านครับ”

ลู่เจี้ยนกับหลินฮัวยิ้มพลางยื่นของขวัญให้คุณชายรองเป็นผู้รับไว้พลางกล่าวอวยพร

"สวัสดีครับ ผมลู่เจี้ยนขออวยพรให้คุณนายเย่มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงมีความสุขมาก ๆ นะครับ"

 ลู่เจี้ยนกล่าวคนแรก

 "ขอบใจเธอมากแต่เธอเป็นพี่ชายของเสี่ยวฟ่านเราก็เหมือนครอบครัวเดียวกัน เธอควรเรียกฉันว่าป้าเย่ถึงจะถูกนะ"

"ได้ครับป้าเย่"

หลินฮัวเดินอุ้มลูกน้อยเข้ามาอวยพรบ้าง

"ขอให้วันนี้มีทุก ๆ ปี ทุก ๆ ปีมีวันนี้นะคะคุณป้าเย่"

"จ้า ขอบใจอู๊ย ยัยตัวเล็กนี่น่ารักจริง ๆ ปากนิดจมูกหน่อย หน้าตาจิ้มลิ้มเชียวเสี่ยวฮัววันหลังต้องพาลูกมาเล่นกับป้าที่นี่บ่อย ๆ นะป้าจะเตรียมขนมอร่อย ๆ ไว้ให้"

"ได้ค่ะคุณป้าเย่"

 "ฮิฮิเอาล่ะ ทีนี้ก็ถึงตาผมแสดงความกตัญญูต่อแม่ยายที่เคารพบ้าง”

ฉินฟ่านหัวเราะฮิ ๆ ฮะ ๆ เดินเข้าไป

โค้งคำนับเก้าสิบองศา ยื่นกล่องไม้สีแดงมีลวดลายสลักเป็นสีทองที่เล็กกระทัดรัดขนาดเท่าฝ่ามือให้ในท่วงท่าประคองสองมือ ทุกคนต่างรู้ดีอยู่แก่ใจ ถึงความเป็นเลิศในวิชาการแพทย์ของฉินฟ่านในกล่องนี้จะต้องเป็นตัวยาที่สุดแสนจะล้ำค่า ต่อให้มีเงินสิบล้านร้อยล้านก็หาซื้อตามท้องตลาดไม่ได้อย่างแน่นอน

 “เสี่ยวฟ่านให้ของขวัญกล่องเล็ก ๆ มาแบบนี้แต่ทำไมผมรู้สึกว่าของในกล่องนี้

จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน”

 เย่หมิงทงขยับแว่นตากรอบทองมองดู

กล่องใกล้ ๆ ด้วยความสงสัยว่ามีอะไรอยู่ข้างในกันแน่

 "ที่รักคะวันเกิดคุณแม่ทั้งที คุณแม่เองก็เอ็นดูคุณมาก ทำไมถึงได้ขี้เหนียวให้ของขวัญชิ้นเล็ก เท่ากล่องไม้ขีดแบบนี้ล่ะคะ"

ทุกคนพากันหัวเราะกันครืนที่คุณหนูสี่แกล้งกระเซ้าเย้าแหย่เขา

 "เมียจ๋ายังไม่รู้อะไร”

คุณหนูสี่พอได้ยินเขาเรียกเธอแบบนั้น

ถึงกลับเขินอายหน้าแดงยืนบิดตัวไปมาทำอะไรไม่ถูก

 “สิ่งนี้แถวบ้านผม เขาเรียกว่าจิ๋วแต่แจ๋ว ยานี้ผมใช้เวลาปรุงถึงสี่สิบเก้าวันใช้พลังลมปราณขั้นสุดยอดในการหลอมกลั่นกว่าจะสำเร็จได้นับว่าเหน็ดเหนื่อยไม่น้อยแต่แค่เห็นรอยยิ้มหวาน ๆ ของคุณ ผมก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

 อ่า โทษทีนอกเรื่องไปหน่อย ผมนำยาวิเศษนี้มามอบให้เพื่อแสดงความกตัญญููต่อแม่ยายที่เคารพรัก ชื่อของมันก็คือครึ่งสวรรค์ชั้นฟ้า

 กินเม็ดแรกสุขภาพจะแข็งแรง ขจัดปัดเป่าโรคภัยร้ายหายไปหมดสิ้นเลือดลมเดินสะดวก กินเม็ดที่สองผิวพรรณจะผุดผ่องเป็นยองใยมีฤทธิ์เสมือนยาอายุวัฒนะ

ย้อนกลับคืนสู่ความเป็นสาวได้นับสิบปีชวนพิศชวนมอง จนเหลียวหลัง ทำให้คุณพ่อต้องลุ่มหลงงมงายหลงรักหัวปักหัวปำ ไม่มีแม้แต่จะชายตามองหญิงอื่น"

ทุกคนหัวเราะกันครืนใหญ่อีกครั้งในความกะล่อนลิ้นทองคำของเขา

แต่ทุกคนก็ยังไม่ลืมที่จะต้องทึ่งกับสรรพคุณของขวัญล้ำค่านี้

 "เสี่ยวฟ่านทำไมถึงตั้งชื่อนี้ให้มีคำว่าครึ่งด้วยล่ะ"

“เออนั่นสิ”

หลายคนเกิดความสงสัยในชื่อยาเป็นอย่างมาก คุณชายสามจึงถามตรงใจกับคนอื่นพอดี

"พี่สามพูดไปก็เป็นเรื่องน่าอาย ตอนนั้นอาจารย์ที่เคารพดุด่าว่ากล่าวสั่งสอนทุกเช้าค่ำ ผมไม่ยอมตั้งใจเรียนจึงถูกอาจารย์ทุบตีด่าว่าไม่รักดีอยู่บ่อย ๆ ถึงแม้ว่าผมจะทำให้คุณแม่งดงามดั่งนางฟ้าบนสรวงสวรรค์ไม่ได้ แต่ถ้างามสักครึ่งหนึ่งของนางฟ้า ผมยังนับว่าพอกล้อมแกล้มทำได้อยู่ครับ"

 ทุกคนพากันหัวเราะชอบใจ

"พอเลยคุณนี่ไหลไปเรื่อย ทุกวันนี้คุณพ่อคุณแม่รักเอ็นดูคุณ มากกว่าฉันที่เป็นลูกสาวซะอีก"

คุณหนูสี่บ่นตัดพ้ออย่างน้อยใจเสียงดังจนทุกคนต้องหัวเราะกันยกใหญ่อีกครั้ง

"ดี ๆ วันนี้ครอบครัวเราอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา มีความสุขพวกเธอทุกคนก็ต้องดื่มให้มาก ๆ หน่อย"

 เย่หมิงทงให้คุณหนูสี่พาพวกเขาไปหาที่นั่ง ฉินฟ่านสวมแว่นตาดำอีกครั้งคุณหนูสี่คล้องแขนเขาเดินฝ่าแขกเหรื่อไป พร้อมกับกระซิบข้างหูของเขาเบา ๆ

 "งานนี้มีเด็กสาวสวย ๆ เพียบบ้านมีฐานะร่ำรวย การศึกษาดีจบดีกรีจากเมืองนอกกันทั้งนั้นคุณไม่คิดจะสนใจบ้างเหรอ"

"นี่…คุณกำลังลองใจผมอยู่รึไงมีคนสวยอย่างคุณอยู่ข้างกายในสายตาของผมย่อมมีแต่คุณ รักคุณ เฝ้าละเมอเพ้อฝันถึงแต่คุณ จนตอนนี้แทบอยากจะกลืนกินคุณลงไปทั้งตัว ผู้หญิงพวกนั้นเปรียบได้แค่นางกำนัล ไหนเลยจะงดงามสู้ฮองเฮาของผมได้ เดี๋ยวคืนนี้เราไปหาที่จู๋จี๋กัน แล้วผมจะช่วยนวดให้มันบึ้มขึ้นอีก พวกเรานั่งโต๊ะนี้กันเถอะ"

“คุณนี่ก็พูดไปเรื่อย อยากเอารัดเอาเปรียบฉันก็บอกมาเถอะ”

 เขาหยุดเดิน แล้วหันมาทำตาหวานใส่เธอ

“แต่คืนนี้คุณสวยมากจริง ๆ จนผมแทบจะอดใจไม่ไหวแล้ว”

ฉินฟ่านโอบเอวเล็ก ๆ เท่าหยิบมือของคุณหนูสี่พลางชี้ชวนให้นั่งลง คุณหนูสี่ได้ยินคำหวานเข้าไป ถึงกับยิ้มหวานทอดสายตาหยาดเยิ้มให้เขาอย่างรู้กัน

 แขกที่รู้จักกันต่างชักชวนกันนั่งร่วมวงเป็นเพื่อนคุย บางครั้งดื่มสักแก้วสองแก้วอาจจะได้สัญญาทางการค้ามูลค่าสูง ติดไม้ติดมือเป็นของแถมกลับบ้าน

 โต๊ะใกล้ ๆ ที่อยู่ทางซ้ายมือ มีอาเสี่ยหนุ่มรูปร่างหน้าตาหล่อเหลานั่งกันอยู่สามคน ทุกคนต่างตะลึงในความงามของคุณหนูสี่ ต่างพากันแอบด่าทอบรรพบุรุษของฉินฟ่านสิบแปดรุ่นในใจว่า ทำไมคนที่โชคดีได้โอบกอดหญิงสาวที่งามหยดย้อยเช่นคุณหนูสี่ จึงไม่ใช่เขา

จู่ ๆ ความสนใจของอาเสี่ยทั้งสาม ก็หันเหไปที่สาวงามกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาทางนี้

 “ว้าว มางานนี้คุ้มจริง ๆ สาวสวยเพียบเลยพวกแกเล็งให้ดีจะได้ไม่ต้องมาแย่งกันทีหลัง เข้าใจไหม”

คนที่เหลือต่างพยักหน้า น้ำลายแทบจะไหลย้อยจากมุมปากไม่ว่าคนไหนก็สวยไปหมด เลือกไม่ถูกเลยจริง ๆ

 เหลียนฟ่งนำสาว ๆ ที่แต่งตัวงดงามตามกระแสแฟชั่น เดินเรียงรายนวยนาดเข้ามานั่งร่วมโต๊ะ

 โยโย่กับอิ๋งอิ๋งต่างพากันแยกย้าย หอมแก้มฉินฟ่านคนละข้างแล้วค่อยไปหาที่นั่ง ส่วนเหลียนฟ่งป้อนองุ่นเข้าปากของเขาด้วยท่าทีเอาอกเอาใจจนทำให้พวกอาเสี่ยที่เห็นถึงกับปากสั่นรู้สึกอิจฉาตาร้อนแกมหมั่นไส้ไปตาม ๆ กัน

ฉากป้อนองุ่นนี้ เล่นเอาอาเสี่ยทั้งสามพ่นสำลักเหล้าที่ดื่มออกมา แต่กลับให้ความรู้สึกคล้ายกระอักเลือดออกมาซะมากกว่า ไอ้หมอนี่เป็นใครกันควงสี่เลยรึ ช่างเถอะ…ช่างเถอะผู้หญิงพวกนี้อาจจะถูกซื้อมาหรืออาจจะเป็นบริการเพื่อนเที่ยวก็ได้ แต่สวยขนาดนี้ไอ้บัดซบนี่ไปหามาจากโมเดลลิ่งที่ไหนกันนะ

 แต่แล้วเหมือนมีสายฝนที่แสนจะชุ่มฉ่ำหลั่งรินมาชโลมหัวใจน้อย ๆ ของอาเสี่ยทั้งสามพวกเขาต่างหมายปองผู้หญิง ที่ทั้งสวยทั้งเก่งคนนี้ตำแหน่งซีอีโอแบรนด์น้ำหอมชื่อดังการันตีได้ใช่แล้วเธอคือ

ซูหลิง นิตยสาร ทีวีสัมภาษณ์เธออยู่บ่อยครั้งทำให้มีคนรู้จักสาวงามคนนี้มากมาย

 ซูหลิงเดินยิ้มมาพลางโบกมือทักทายฉินฟ่านมาแต่ไกล แต่ราวกับเวรกรรมอาเสี่ยหนุ่มทั้งสามต่างนึกว่าเธอกำลังโบกมือให้กับตนเอง พวกเขารีบโบกมือตอบพร้อมยิ้มกว้างทันที

 ซูหลิงเดินผ่านพวกเขา เข้ามาโอบคอฉินฟ่านหอมแก้มไปฟอดใหญ่

 ว๊อทเดอะฟัค

 อีแบบนี้ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงแล้วนั่น

ซูหลิงซีอีโอมือทองเชียวนะ จะไปโยงเข้ากับบริการเพื่อนเที่ยวได้ยังไง

 อาเสี่ยทั้งสามถึงกับแข็งค้างอยู่ในท่าโบกมือ ต่างทยอยกันลุกขึ้นยืน เพื่อที่จะหลีกลี้ห่างหายจากภาพบาดตาบาดใจนี้ นั่งรถไฟไปชายแดนรึจะไปให้ไกลถึงโพ้นทะเลเลยก็ยิ่งดี นี่…มันบ้าเกินไปแล้วสาวงามหยดย้อยห้าคนเชียวนะ ที่รุมเอาใจมัน

 ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“เอาล่ะ ตอนนี้องค์ประชุมอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้วเล่ามาให้หมดเปลือก”

 จู่ ๆ ลู่เจี้ยนก็เคาะโต๊ะ พูดจาลอย ๆ ออกมาโดยไม่ระบุชื่อ แต่ฉินฟ่านที่กำลังนั่ง

เพลิน ๆ เคี้ยวองุ่นตุ้ย ๆ อยู่ ถึงกับสะดุ้งเฮือก

“ไอ้หย๋า พี่ใหญ่ นี่ต้องพูดจริง ๆ เหรอ”

 ฉินฟ่านโอดครวญ สีหน้าเหมือนคนท้องผูกถ่ายไม่ออก

 “แกคิดว่าพี่ใหญ่คนนี้ของแกเป็นใคร ฉันกิเลนลู่นะเฟ้ยรึจะให้ไอ้หัวทองไปสืบเรื่องของแกมา แค่แป๊บเดียวก็ได้เรื่องแล้ว เล่ามาเร็ว ๆ เข้าอย่ามัวแต่โยกโย้”

 ฉินฟ่านได้แต่กัดฟันเล่าให้ทุกคนฟัง

ทุกคนต่างตั้งอกตั้งใจฟังว่าฉินฟ่านจะเล่าเรื่องราวอะไรกันแน่

 “ตอนเช้า ฉันไปเดินเล่นที่ซอยลูกเป็ดน้อยย่านประตูผี แล้วบังเอิญไปพบกับกวนอิมเผ็ดเข้า”

พอฉินฟ่านเล่าเรื่องเจ้ากระทิงบีบบังคับให้ชาวบ้านขายบ้านขายช่องให้เจ้านายของมัน ทุกคนถึงกับก่นด่าจนเสียงดังเอ็ดตะโร ทำให้แขกเหรื่อที่นั่งอยู่ในละแวกนั้นต่างเหลียวมามอง

 หลังจากนั้นเขาก็เล่าต่อว่ากวนอิมเผ็ดเข้าใจว่า เขาคือเจ้าหัวหมูลูกชายที่หายสาบสูญไปห้าปี ทิ้งแม่ให้อยู่บ้านเพียงคนเดียวเฝ้าวาดฝันว่าสักวันหนึ่งลูกชายจะกลับมา

 “พอผมปฏิเสธว่าไม่ใช่ลูกชายเธอ เป็นแค่คนผ่านมา เธอก็เลย….เธอก็เลย”

 “เธอก็เลยอัดเข้าที่เบ้าตาแกใช่ไหม”

ลู่เจี้ยนถามแบบเจาะใจ ให้ทุกคนคลายความสงสัย

ฉินฟ่านพยักหน้าช้า ๆ พลางเล่าต่อ

 “หลังจากที่ถูกเธอไล่ทุบตีฉุดกระชากลากถูจนเสื้อผ้าขาดก็จะพาผมกลับบ้านให้ได้ เธอเป็นผู้หญิงจะให้ผมลงไม้ลงมือกับเธอก็ใช่ที่

ผมเองก็อับจนปัญญา ได้แต่วิ่งเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในครัวของร้านอาหารแห่งหนึ่ง แต่เธอเป็นถึงหัวหน้าชุมชนที่ทุกคนนับถือ แค่ถามชาวบ้านไม่กี่คน ก็หาผมจนเจอ เธอไม่พูดพล่ามทำเพลง หยิบมีดปังตอได้ก็ขว้างใส่จนเฉียดปลายจมูกผม หลังจากนั้นเจอไข่ขว้างไข่ เจอเศษผักขว้างเศษผัก แต่ที่ทำให้ผมเข้าใจถึงความร้ายกาจของฝนพิรุณพร่างฟ้า สุดยอดอาวุธลับของตระกูลถัง ว่าหลบยังไงก็ไม่มีทางหลบได้พ้น ก็เพราะมือของเธอดันไปคว้าเจอถุงแป้งมัน พอเธอขว้างใส่ผม มันบังเอิญไปโดน ใบพัดของพัดลมเพดาน

ตัดถุงจนขาดแป้งก็เลยฟุ้งกระจาย จนตัวผมได้แต่ยืนนิ่งเพราะว่าไม่รู้จะหลบยังไง ตัวผมตั้งแต่หัวจรดเท้าเปรอะเปื้อนมอมแมมไปหมดผมได้แต่พุ่งตัวออกนอกร้านวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต เรื่องราวก็เป็นแบบนี้แหละครับ”

 ท่าทางของฉินฟ่านในตอนนี้เหมือนกับหมาหงอย หูตูบหางตกผิดกับคนอื่นที่นั่งหัวเราะกัน พอโยโย่แชร์รูปของ

ฉินฟ่านในสภาพทุลักทุเล สะบักสะบอมให้ทุกคนดู เสียงหัวเราะก็ยิ่งดังขึ้นไปอีกจนสร้างความแตกตื่นให้กับแขกเหรื่อโต๊ะข้าง ๆ แถวนั้น

“ฮ่ะ ๆ โอ๊ย…หัวเราะจนปวดท้องแล้วนะเนี่ย นี่ฉันมีน้องชื่อหัวหมูอย่างงั้น

เหรอฮ่ะ ๆ ”

ลู่เจี้ยนขำจนต้องตบโต๊ะกระทืบเท้า

ยิ่งเห็นสภาพที่ฉินฟ่านอายจนเอาใบหน้าไปซุกอกคุณหนูสี่เพื่อให้เธอปลอบใจเขา

ลู่เจี้ยนก็ยิ่งหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ งสภาพคนอื่นที่นั่งร่วมโต๊ะก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ละคนหัวเราะกันจนเหนื่อย ราวกับว่าที่พวกเขาหัวเราะรวมกันมาสิบปียังไม่เท่าวันนี้วันเดียว

 ลู่เจี้ยนขอตัวไปเข้าห้องน้ำ เขาเดินไปตามทางกรวดน้อย ๆ ที่มีพุ่มดอกไม้เตี้ย ๆ หลากสีสันราวกับเดินเล่นอยู่ต่างประเทศ ทันใดนั้นเองจมูกของเขาก็สูดได้กลิ่นที่คุ้นเคยชนิดหนึ่ง ตอนเดินสวนกับหญิงสาวชุดสีแดง

 "เสี่ยวจื่อจะรีบไปไหนผมคิดว่าเราสองคนมีเรื่องที่ต้องเคลียร์กันอยู่นะ"

หญิงสาวชุดแดงยังคงทำเป็นแกล้งไม่รู้ไม่ชี้เธอยังคงเดินตามทางน้อยดุ่ย ๆ ต่อไปอย่างไม่รีบร้อน

"เสี่ยวจื่อความอดทนของผมมีขีดจำกัดถ้าคุณไม่ยอมหยุด ผมจะใช้กำลังหยุดคุณเอง"

 ลู่เจี้ยนมีหรือจะยอมปล่อยเธอไปง่าย ๆ

 สาวชุดแดงหยุดนิ่งสักพักแล้วหันกลับมาพร้อมรอยยิ้ม ที่งดงามดุจดอกกระดังงาลนไฟ

"เก่งนี่ คุณรู้ได้ยังไงคะว่าเป็นฉัน"

"เพราะว่าเราคงมีดวงที่สมพงศ์กัน มาห้องน้ำทีไรเจอคุณทุกทีอย่าบอกนะว่าห้องน้ำเป็นออฟฟิศของคุณ แถมน้ำหอมที่คุณใช้มันเตะจมูกชะมัดเพราะมันเป็น

กลิ่นที่ผมชอบมากซะด้วย อย่าพูดมากเลยคืนของผมมาซะดี ๆ ไม่อย่างงั้นก็ไปคุยกันที่สถานีตำรวจ"

"นาฬิกานั่นฉันขายทิ้งไปแล้วคิดไม่ถึงว่า หลังจากกิเลนลู่ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในโลกใต้ดิน ล้างมือในอ่างทองคำ ยุบแก๊งหันมาทำการค้าสุจริตจะต้องหันไปพึ่งพาตำรวจเหมือนชาวตลาดร้านถิ่นด้วย"

 ลู่เจี้ยนรู้สึกแปลกใจที่เธอรู้จักเขา แต่ยังกล้าลงมือกับเขาอีก

“คุณรู้จักผมด้วยเหรอ”

“รู้สิ ฉันก็เป็นคนในวงการใต้ดินเหมือนกันนะคะ”

"เฮอะ ๆ รู้แล้วยังกล้าอีกทีนี้ก็ตั้งใจฟังให้ดี ๆ เอาของผมคืนมา”

“คุณก็ตั้งใจฟังฉันให้ดี ๆ ไม่มีอะไรทั้งนั้น ฉันขายนาฬิกานั่นไปสองล้านก็จริง แต่เงินใช้หมดแล้วเอางี้ละกัน ค่าตัวฉันในวงการแพงมากคุณคงรู้ดี ฉันจะทำงานให้คุณชิ้นหนึ่ง เป็นการชดใช้ให้ตกลงไหม"

"ไม่ตกลง ตอนเป็นเด็กคุณคงชอบแอบหลับในห้องเรียน ไม่ยอมตั้งใจเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่ครูสอนรึไงนาฬิกานั่น ผมซื้อมาตั้งสี่ล้านนะแถมเงินในกระเป๋าอีกเอางี้แล้วกัน อืม หน้าตาคุณก็พอใช้ได้เอาตัวคุณไปขัดดอกสักสองสามปีก็แล้วกัน"

นิ้วชั่งทองจางเย่จื่อพอได้ยินคำว่าจะเอาตัวเธอไปขัดดอก เธอก็ถอยหลังกรูดแถมยังไขว้สองมือปิดหน้าอกอีกด้วย

"คุณนี่เป็นผู้ชายอกสามศอกซะเปล่าเงินนิด ๆ หน่อยแค่นี้ทำเป็นคิดเล็กคิดน้อยไปได้ แล้วฉันก็ไม่ใช่ผู้หญิงอย่างว่าอย่ามาคิดแอ้มซะให้ยาก"

"เชอะ…ใครอยากจะแอ้มคุณ แบนยังกับไม้กระดานโต้คลื่นผมแค่อยากให้คุณทำงานใช้หนี้ อย่างงานบ้านงานเลขาอะไรแบบนี้ต่างหากล่ะ ถ้าไม่ตกลงก็เตรียมล้างก้นไปนอนเล่นในคุกได้เลยว่ายังไง"

"สามปีมันนานไป คำเดียวขาดตัว

ฉันทำงานให้คุณสี่เดือน แล้วเราหายกันไม่ต้องต่อรองอีกแล้ว ตกลงไหม"

 ลู่เจี้ยนชั่งใจอยู่พักหนึ่งในที่สุดเขาก็พยักหน้ายินยอม จะให้เขาทำยังไงได้

จับเธอไปขายซ่องนางโลมอย่างงั้นรึ

 ทั้งสองตกลงในเงื่อนไขนี้ จึงตบมือกันสามทีเป็นการให้สัญญากัน

 ทุกคนที่นั่งอยู่โต๊ะฉินฟ่านต่างพากันทำตาโตเท่าไข่ห่าน เมื่อเห็นลู่เจี้ยนพาสาวสวยผมยาวชุดแดงทรงเสน่ห์กลับมาด้วย

 เหลียนฟ่งทำท่าขึงขังออกคำสั่งรวดเร็วปานสายฟ้าแล่บทันที

“ทั้งหมด…แถว…ตรง”

 ทุกคนถึงกับยอมไหลตามน้ำ ลุกพรึ่บ

อย่างพร้อมเพรียงโดยที่ไม่ได้นัดหมาย

เหลียนฟ่งยังคงตะโกนออกคำสั่งต่อไป

“วันทยา…หัตถ์”

ทุกคนตะเบ๊ะด้วยสีหน้าอมยิ้มดีใจที่ได้แกล้งคนแล้วตะโกนออกมาอย่างใจตรงกัน

"พี่สะใภ้"

ลู่เจี้ยนกับสาวชุดแดงถึงกับทำหน้าตาเหรอหรา จนพวกเธอหัวเราะกันจนตัวโยก

 นี่พวกเธอเรียกใครว่าพี่สะใภ้เรียกฉันเหรอ ฉันควรจะขานรับไหมนะ แต่ว่าฉันไม่ได้เป็นพี่สะใภ้อะไรนั่นสักหน่อย

จางเย่จือรู้สึกปวดหัวกับคำเรียกหานี้จริง ๆ

 ลู่เจี้ยนบุ้ยปากเป็นเชิงให้เธอนั่งลง แต่เธอยังคงยืนเฉยไม่สนใจใยดีเขา จนเขาต้องขยับใบหน้ามาใกล้พร้อมพูดด้วยโทนเสียงต่ำลอดไรฟันออกมา

"นั่งลง"

"พวกเราดีใจจริง ๆ ที่วันนี้ได้มีโอกาสยลโฉมพี่สะใภ้คนสวย"

เหลียนฟ่งพูดพลางรินน้ำชาให้เธออย่างเอาอกเอาใจ

"พวกคุณคงเข้าใจผิดแล้ว ฉันกับเขาไม่ได้เป็นแฟนกันหรอกค่ะ"

 จางเย่จื่อออกตัวไว้ก่อน ก่อนที่จะพากันเข้าใจผิดไปกันใหญ่

 "แหมถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอโทษด้วย

ที่พวกเราเข้าใจผิดพี่สะใภ้ก็อย่าได้ถือสาไปเลยนะคะ"

โยโย่พูดพร้อมรอยยิ้มน่ารัก

 "ฉันเหลียนฟ่งจะแนะนำทุกคนให้พี่สะใภ้รู้จักนะคะ"

ว่าแล้วเธอก็ร่ายยาวเรียกชื่อใคร คนนั้นก็ขานรับให้จางเย่จื่อรู้จัก

จางเย่จื่อกำลังมึนงง ก็บอกไปแล้วว่าไม่ได้เป็นแฟนกัน ทำไมถึงเอาแต่เรียกเธอว่าพี่สะใภ้อยู่ได้ตอนนี้เธอได้แต่ผงกศีรษะทักทายทีละคนพร้อมรอยยิ้มแหย ๆ

 ลู่เจี้ยนเห็นก็อดขำไม่ได้พอหันมาสบตากับฉินฟ่าน ก็สะดุ้งเฮือก ราวกับตัวเองกินปูนร้อนท้อง มีพิรุธร้อนตัวยังไง

ก็ไม่รู้ ลู่เจี้ยนรีบจูงมือฉินฟ่าน พาเดินออกไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ห่างออกไปอีกยี่สิบเมตรเพื่อคุยกันสองคน

"เธอคือใครเหรอครับ"

 ฉินฟ่านอดถามก่อนไม่ได้

"บังเอิญใช่ไหมล่ะเขาถึงว่าโลกมันกลมเธอนี่แหล่ะนิ้วชั่งทองจางเย่จื่อ ที่ล้วงกระเป๋าพี่"

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • พลิกเมฆาคว่ำพิรุณ การเกิดใหม่ของฉินฟ่าน   บทที่ 52 นิ้วชั่งทอง

    รถของลู่เจี้ยนมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเย่วันนี้พนักงานรักษาความปลอดภัยคงต้องทำงานกันหนัก ไหนจะดูแลเรื่องความปลอดภัย ไหนจะต้องบริการโบกรถ เพื่ออำนวยความสะดวก เพราะมีแขกเหรื่อคหบดีนักการเมืองระดับประเทศมาร่วมแสดงความยินดี ในงานนี้เป็นจำนวนมากแต่เพราะความใหญ่โตกว้างขวางของคฤหาสน์แห่งนี้ ถึงจะมีแขกหลายร้อยคน ก็ไม่รู้สึกแออัด แต่อย่างใดงานฉลองวันเกิดของภรรยาเศรษฐีหมื่นล้านจะธรรมดาได้ยังไง งานนี้จึงอลังการเลิศหรูทุกอย่างพวกเขาเดินเข้าไปในบริเวณงานก็เจอครอบครัวตระกูลเย่ยืนอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เพื่อคอยทักทายต้อนรับแขกเหรื่อฉินฟ่านทักทายทุกคนอย่างสนิทสนม เพราะว่าในตอนนี้เขาเป็นถึงว่าที่ลูกเขยป้ายแดงเชียวนะแถมวันนี้เขาอารมณ์ดีอยากเปลี่ยนลุคดูบ้าง จึงฉีดสเปรย์แต่งผมเยอะหน่อยแล้วหวีผมเสยไปข้างหลัง สวมชุดสูทสีดำทับด้วยเสื้อคลุมโอเวอร์โค้ทสีขาว มีผ้าพันคอสีดำคล้องเอาไว้สวมแว่นตาดำเดินเข้ามาในงานอย่างช้า ๆ ด้วยรูปร่างที่สูงโปร่งสง่างามมาดของเขาเหมือนเจ้าพ่อมากกว่าตัวลู่เจี้ยนซะอีกจนแขกเหรื่อละแวกนั้นต้องรีบแหวกเป็นทางให้กับเขาคุณหนูสี่เดินยิ้มเข้

  • พลิกเมฆาคว่ำพิรุณ การเกิดใหม่ของฉินฟ่าน   บทที่ 51 กวนอิมเผ็ด

    ทุกคนพอเห็นสภาวะผู้นำของเธอเสียงดังฟังชัดแบบตัดไม้ข่มนาม แถมยังเผด็จการ ผู้คนสี่ห้าสิบคนได้แต่พากันพยักหน้าหงึก ๆ โดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องมนต์สะกด“ดี วันนี้ฉันเห็นแก่หน้าคนเฒ่าคนแก่อายุเจ็ดสิบห้าแบบลุงหมิงที่กำลังจะลงโลงอยู่แล้ว ยังอุตส่าห์ถ่อสังขารออกหน้ามาช่วยพูดให้พวกแกดังนั้นฉันจะให้โอกาสพวกแกสักครั้ง”พอกวนอิมเผ็ดพูดถึงตรงนี้ สายตาของเธอมองไปที่มีดบนพื้นทุกคนต่างเริ่มคาดเดาความคิดของเธอออก“พวกแกเอามีดเสียบพุงอีกฝ่าย ให้ตับไตไส้พุงค่อย ๆ ไหลทะลักออกมากองกับพื้น เอาให้สุดแรงเกิดเลยนะ ไม่ต้องมาเกรงใจฉัน ฉันไม่ใช่คนใจจืดใจดำเลือดหมูเลือดหมาแค่นี้ ฉันล้างพื้นแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว เอ้า อย่ามัวแต่ยืนบื้อเป็นไอ้โง่สิลงมือกันได้แล้ว”คู่กรณีต่างยืนนิ่งตัวแข็งทื่อเป็นหุ่นไล่กาได้แต่มองหน้ากันพร้อมกับทำตาปริบ ๆ ล้อเล่นน่าเอามีดเสียบพุงสุดแรงเกิด แบบนี้มันถึงตายเลยนะ“นี่ พวกแกเป็นลูกผู้ชายรึเปล่าไม่กล้ารึไง”กวนอิมเผ็ดเดินไปหยิบมีด แล้วยัดใส่มือทั้งสองคน“กำมีดให้มันแน่น ๆ หน่อย

  • พลิกเมฆาคว่ำพิรุณ การเกิดใหม่ของฉินฟ่าน   บทที่ 50 หนังสือกายวิภาค

    ทุกคนเดินเข้าไปในวิลล่าของฉินฟ่านด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสโยโย่อวดผลงานชิ้นโบว์แดงให้พวกเหลียนฟ่งฟังว่าได้ปรับลุคเปลี่ยนโฉมให้กับลู่เจี้ยนใหม่ จนหล่อสมาร์ทขนาดไหนส่วนอิ๋งอิ๋งเล่าเรื่องสาวนักล้วงให้ทุกคนฟัง ทุกคนถึงกับปรบมือชอบใจฝีมือของเสี่ยวจงประณีตมากแถมยังมีไอเดียสร้างสรรค์ แต่เขาคิดว่าเงินทองกินคนเดียวอาจจะท้องแตกตาย งานนี้จะต้องสุดฝีมือ ทำให้ฉินฟ่านเกิดความพึงพอใจในผลงานของเขาให้ได้ไม่แน่ว่าอาจจะมีงานคราวหน้ามาใช้บริการจากเขาอีกเขาจึงชวนเพื่อนที่คณะ ที่เก่งในแต่ละด้านมาร่วมทีมอีกถึงห้าคน เขาใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่คัดเลือกหินการแกะสลัก การขนย้ายหิน เพื่อนำไปจัดวางที่บ้านฉินฟ่านเขาใส่เส้นผมหนวดเครา ขนตาให้กับรูปปั้น ดวงตาก็ทำมาจากลูกแก้วแล้วติดคอนแทคเลนส์ ผิวกายทำจากซิลิโคนที่มีความยืดหยุ่นสมจริง ในยามที่แตะสัมผัสเรียกช่างเสริมสวยมือหนึ่งมาแต่งหน้าทาปากจัดแต่งทรงผมให้กับรูปปั้นจนดูเหมือนคนจริงทุกประการเขาเคยถามฉินฟ่านว่า ทำไมไม่ทำเป็นหุ่นขี้ผึ้งฉินฟ่านตอบว่า เขาอยากให้รูปปั้นนี้คงอยู่ไปอีกร้อยปีพันปีเสี่ยวจงติดตั้งไฟดาวน์ไลท์เสร็จ ก

  • พลิกเมฆาคว่ำพิรุณ การเกิดใหม่ของฉินฟ่าน   บทที่ 49 หึง

    ตื่นขึ้นมาในตอนบ่ายของอีกวันหนึ่งฉินฟ่านอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็ชวนอิ๋งอิ๋งกับโยโย่ออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อติ๊งต่อง ติ๊งต่อง !หนุ่มวัยสามสิบมาดเท่หวีผมแสกข้างสวมสูทราคาแพง ยืนถือดอกกุหลาบช่อใหญ่อยู่ที่หน้าประตูรั้วชื่อเหลียนซินซวง เป็นญาติห่าง ๆ ของเหลียนฟ่งดีกรีเป็นถึงดอกเตอร์จบจากฮาเวิร์ดทำธุรกิจนำเข้าและส่งออกจนร่ำรวย แต่รักแรกยากจะลืมเลือน ใช่ เธอคือรักแรกและรักเดียวของเขา วันนี้เขาจึงกลับมาเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้อีกครั้ง เพื่อขอเธอแต่งงานเหลียนฟ่งออกมาเปิดประตูรั้วพอเห็นว่าใครมาเธอฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจ เขาโผเข้าไปกอดเธอให้หายคิดถึงถึง แม้เธอจะยังงง ๆ ที่จู่ ๆ เขาเข้ามากอดเธอ อ๋อ คงเป็นธรรมเนียมของพวกฝรั่งสินะ เธอก็เลยไม่ได้ติดใจอะไรรีบดึงแขนเขา ให้เข้ามานั่งที่สนามหญ้าหน้าบ้าน“พี่ใหญ่ซวงฉันดีใจจริง ๆ ที่ได้เจอพี่”“ฉันเองก็ดีใจ อืม…ไม่เจอกันตั้งหลายปีเธอโตขึ้นแถมยังสวยขึ้นอีกด้วยนะ”กรอบแกรบ!ฉินฟ่านเดินกลับมาใกล้จะถึงบ้าน พลางขบเคี้ยวมันฝั่งทอดกรอบอย่างเอร็ดอร่อยแล้วก็บังเอ

  • พลิกเมฆาคว่ำพิรุณ การเกิดใหม่ของฉินฟ่าน   บทที่ 48 ศาลเตี้ย

    ต้นไม้สูงใหญ่มีกิ่งก้านหนาทึบ กลับถูกดัดแปลงเป็นห้างล่าสัตว์แบบง่าย ๆ แบทแมนกำลังนั่งกระดิกขากินขนมอย่างสบายอารมณ์ มันกำลังเลือกเหยื่ออยู่ มีสาว ๆ เดินผ่านมันไปหลายคน แต่มันไม่สนใจ มันชอบหญิงสาวที่หุ่นดี ๆ โดยเฉพาะสาวที่ใส่ชุดแดงตอนนี้ตาของมันกำลังลุกวาวจ้องมองมายังฉินฟ่าน หึ…หึ เจอเหยื่อชั้นเยี่ยมเข้าให้แล้วตั้งแต่มันก่อคดีมา เหยื่อคนนี้ถูกใจมันที่สุด ถ้าได้สัมผัสหน้าอกของเธอ คงฟินน่าดูฉินฟ่านได้ยินเสียงแหวกอากาศ พุ่งวาบเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วแบทแมนโผเข้ามาหาเขาว้ายยยยเสียงกรีดร้องของฉินฟ่านอาจจะฟังดูแปลก แตกต่างจากผู้หญิงอยู่บ้างรูปร่างก็สูงใหญ่เกินผู้หญิงแถมยังเดินด้วยเท้าเปล่า แต่เผอิญตอนนี้แบทแมนกำลังหลงระเริงในเหยื่อชั้นเยี่ยม จึงละเลยละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้“ฮ่ะ ๆ น้องสาวอย่ากลัวไปเลย แค่ขอจูบนิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง”แบทแมนจู่โจมอีกครั้ง แต่ฉินฟ่านแกล้งทำเป็นหวาดกลัว“อย่านะอย่า ช่วยด้วยค่ะ”ฉินฟ่านพยายามร้องดัดเสียงให้เหมือนผู้หญิง เขาส่ายหัวหลบเลี่ยงริมฝีปากของแ

  • พลิกเมฆาคว่ำพิรุณ การเกิดใหม่ของฉินฟ่าน   บทที่ 47 มิสไชน่า

    อาเฉียนเองก็เป็นผู้นิยมความงามดังนั้นเขาจึงรีบมองหาสาวสวยอาลี่รู้ดีว่า นี่เป็นความสุขเล็ก ๆ ของทีมเธอที่ช่วยให้คลายเครียดผ่านไปวัน ๆ ด้วยการเหล่สาวสวยแต่พออาเฉียนหันไปมองสาวชุดแดงที่กำลังเดินเข้ามาใกล้เขาก็ต้องตะลึงอ้าปากค้างจนขนมปังที่กัดอยู่คาปากต้องร่วงหล่นลงบนพื้นทั้งสามคนถึงกับพูดพร้อมกัน“เจ๊เหรอ”หมวดมู่ปิงปิงอุตส่าห์ลงทุนขับรถเข้าไปในเมืองเพื่อเช่าชุดเดรสสีแดงเปลือยไหล่ตัวสั้นจุดจู๋ ส่วนรองเท้าส้นสูงหายืมเพื่อนไม่ได้เลยต้องกัดฟันซื้อเอง“โอ้โห คืนนี้เจ๊แต่งมาเต็มยศ สวยสุด ๆ ไปเลย ถ้าไม่คิดจะเอาดีทางตำรวจ ฉันว่าเจ๊ไปประกวดมิสไชน่าได้เลยนะ”“โอ้โห สวยแบบหมวด แต่ไม่ยอมมีแฟนแบบนี้ เสียของชะมัดยาดเลย”“เฮ้อ ฉันอยากสวยแบบหมวดจังเลย”“อย่ามัวแต่พูดมาก รีบขึ้นรถกันได้แล้ว”เธอเองก็เขินเป็นเหมือนกันนะ…….ก๊อก ๆเสียงเคาะประตูห้องเค่อตงหยางดังขึ้นเขาเงยหน้าจากแฟ้มเอกสารด้วยความหงุดหงิด แต่ปากก

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status